ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > Lives and Nights..

Lives and Nights..


ราตรี : เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี



ราตรี : เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี
อินทรวสันตดิลกฉันท์


ราตรีก็แม่นมี........ขณะดีและร้ายปน
ไป่ผิดกะคนคน......คุณ(ะ)โทษประโยชน์ถม
ราตรีกลีกล(ะ)พิโรธ.......หฤโหดคระหึมลม
มืดตื้อกระพือพิรุณ(ะ)พรม.......และฤเราจะแยแส
ราตรีดิถีสุข..........นิรทุกข์ประเทืองแด
ฟ้างามอร่ามแล.........ระกะ ดฺอก กุดั่นหาว
โสมส่องสนองชุษณปักษ์.......ศุภลักษณ์ลำยองคราว
ยั่งยิ้ม ณ ริมพิภพ(ะ)ราว.........ทิพลาภบำเรอเรา
พิณฟ้า ณ ราตรี........ธรณีสุโนกเนา
ส่งเสียงประสานเสา-......วสภาพ พะนอสรวง
กลิ่นหล้านภาจร(ะ)จะปรน.......สุวคนธ(ะ)บำบวง
เรณูดำรูรส(ะ) ณ พวง...........พน(ะ)พุ่มผกาไพร
น้ำค้างพะพร่างโปรย........ชล(ะ)โชยชะดอกใบ
สุมทุมชะอุ่มใส..............ชิพ(ะ)สดเสมือนหมาย
ดึกดื่น ณ พื้นอุทย(ะ)ทิศ........สุริย์ฤทธิแพร่งพราย
ดาวเดือนก็เลือนรชนิ หาย.......ระพิจ้าทิวาแทน
ค่ำคืนระรื่นรัก............สุข(ะ)จักประจักษ์แสน
ราตรีฉะนี้แดน...........มธุรสธำรงเรือน
จริงหรือจะรักรมย(ะ)สุข.......นิรทุกข์ระทมเยือน
โลฃกียสุขสุข(ะ)เสมือน.......สุข(ะ)โลกอุดรหรือ?


คำฉันท์บทนี้ ผู้เขียนท่องจำได้ตั้งแต่เรียนชั้นประถมศึกษา อ่านแล้วแปลความไม่ได้ แต่สนใจที่จะท่องจำ เพราะจับใจกับคำที่อ่านไม่รู้เรื่อง อ่านแบบไม่รู้คณะฉันท์ สิบกว่าปีต่อมา ย้อนกลับไปอ่าน ฉันท์ บทนี้อีกครั้ง พบปรัชญาหลายประการซ่อนอยู่ในฉันท์บทนี้


ช่วงเวลายามค่ำคืนนั้น มีทั้ง ช่วงเวลาที่ดี และช่วงเวลาที่เลวร้าย มีทั้งคุณและโทษ เสมือนกับชีวิตของมนุษย์ปุถุชน อันได้แก่

ยามเทพเจ้าแห่งรัตติกาลสำแดงความพิโรธโกรธเกรี้ยวบันดาลให้บังเกิดพายุใหญ่พัดกระพืออย่างโหมกระหน่ำ เสกสายฝนหล่นเทเป็นสาย (ซึ่งเปรียบได้กับชีวิตของมนุษย์ ยามเมื่อต้องประสบพบเจอกับอุปสรรคอันถาโถม สร้างความหม่นหมอง ในจิตใจ เหลียวไปทางใดก็พบแต่ความคว้างเคว้งคว้างหดหู่ ปนเปกับความหวั่นไหวหวาดวิตก)

แต่ดูเถิดเมื่อยามรัตติกาล อยู่ในสภาวะปกติ (normalization) ท้องฟ้าเต็มไปด้วย ดวงดาว (ดอกกุดั่นหาว) อันสุกสกาวรายล้อมดวงจันทรา คราข้างขึ้น (ชุษณปักษ์)

แหงนมองดวงจันทรา คล้ายกับว่าดวงจันทรากำลังยั่วยิ้มให้แก่เรา ช่างแสนงดงามยิ่งนัก เหล่านกการ่ำร้องขับขานปานประหนึ่งเสียง พิณ จากสรวงสรรค์

มวลหมู่บุปผชาตินานาพรรณ ส่งกลิ่นหอมฟุ้งจรุงใจ น้ำค้าง หยุดใสๆ พร่างพราว ปรายโปรยกลอกกลิ้งอยู่ตามใบไม้ น้ำค้างใสๆยามเมื่อต้องแสงจันทร์ ก็พลันระยิบระยับจับนัยน์ตา หมู่พรรณพฤกษาดูสดชื่น เขียวชะอุ่มชุ่มชื้น งดงาม (ซึ่งเปรียบได้กับชีวิตมนุษย์ยามเมื่อประสบกับความสำเร็จในชีวิต มองไปทางใด ก็พบแต่สิ่งงดงามจรุงใจ )

หากแต่เมื่อแสงอรุโณทัยไขแจ้งจากบูรพทิศ ปวงเดือนดาวทั้งหลายก็เลือนลาลับลงเสียสิ้น (เปรียบได้กับชีวิตของมนุษย์ที่กำลังใกล้ถึงวาระสุดท้าย สุขและทุกข์ ที่ได้ประสบพอเจอนั้น ก็ล้วนแต่เป็นเพียงมายาคติ สิ่งที่จะทำให้เรารู้แจ้งเห็นจริงในความสุขและความทุกข์ ก็คือ ลำแสงแห่ง ธรรมาทิตย์ ลำแสงแห่ง ธรรมาทิตย์ นี้จะคอยปลุกเร้าเราให้ตื่นฟื้นจากความสลัวลางท่ามกลางยามรัตติกาล ได้โดยสิ้นเชิง )

ถึงแม้นยามรัตติกาลจักเคยสร้างความสุข (สลับกับความทุกข์) อย่างแสน อุกฤต ให้กับเรา แต่ความสุข (ความทุกข์)นั้น เป็นภาวะที่สถิตเสถียรกระนั้นหรือ ความสุข(ความทุกข์) เพียงชั่วข้ามคืนแห่งโลกียะ หรือจะมาเทียบเท่าความสุขสถาวรแห่งโลกุตรธรรมได้

พอเขียนถึง ฉันท์ เรื่อง ราตรี ก็ทำให้ผู้เขียน นึกถึงผลงานอีกชิ้นหนึ่งของท่าน เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี

เพื่อนท่านหนึ่งของผู้เขียนเคย ร้องเพลง คิดถึง เธอเล่าว่า เพลงนี้ ประพันธ์โดย เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี เธอร้องเพลงนี้ให้ผู้เขียนฟังในยามรัตติกาล ซะด้วยซี ท่วงทำนองฟังแล้วช่างโหยหวนพิกล ก็ทำนองมันเป็นอย่างนั้นเอง เธอว่า


เพลง : คิดถึง
คำร้อง : เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี
ทำนอง : จากทำนองเพลงสากล “Gypsy Moon”

จันทร์กระจ่างฟ้า นภาประดับด้วยดาว
โลกสวยราวเนรมิตร ประมวลเมืองแมน
ลมโชยกลิ่นมาลา กระจายดินแดน
เรียมนี้แสนคะนึง ถึงน้องนวลจันทร์
งามใดหนอจะพอทัดเทียบ เปรียบน้อง
เจ้างามต้องตาพี่ ไม่มีใครเหมือน
ถ้าหากน้องอยู่ด้วย และช่วยชมเดือน
โลกจะเหมือนเมืองแมน แม่นแล้วนวลเอย



พอฟังจบแล้วผู้เขียนต้องรีบค้นหาข้อมูล ในเวปไซต์ของกูเกิล ทราบว่า ชื่อเพลง ภาษาเยอรมันชื่อคือ ซิกอยแนร์ไวส์เซิ่น (Zigeunerweisen Op. 20) หรือที่เรารู้จักกันในนาม Gypsy Air, Gipsi Moon,Gypsy Moon นั้น ปาโบล เด ซาราเซเต (Pablo de Sarasate) นักไวโอลิน ชาวเสปน เป็นผู้ประพันธ์บทเพลงบทนี้ เมื่อปี 1878

ในห้องเพลงที่ 77 ถึงห้องเพลงที่ 100 ท่านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ได้นำมาใส่เนื้อร้องภาคภาษาไทย พร้อมตั้งชื่อไว้ว่าชื่อเพลง คิดถึง

อ่านแล้ว ก็ เคลิบเคลิ้มไปกับเนื้อหาในเพลง หวนได้ยินเพลงนี้แว่วดังขึ้นมาอีกครั้งจากห้วงความทรงจำอันแสนมืดมัว เหมือนอย่างยามราตรี

หลังจากที่เธอร้องเพลง คิดถึง จบแล้ว เธอเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า เธอระลึกถึงนิยายเรื่อง "ราตรีประดับดาว" นวนิยายที่อิงประวัติศาสตร์สมัยรัชกาลที่เจ็ด ช่วงระยะเวลาที่เกิดการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองปกครอง ของไทย

นางเอกมีชื่อว่า แม่เกด ผู้ประพันธ์นิยายเรื่องนี้คือ ว.วินิจฉัยกุล ราตรีประดับดาวเป็นนิยายที่ว่าด้วยเรื่อง รัก โลภ โกรธ หลง และอิงประวัติศาสตร์

เธอเล่าว่าเมื่อเธออ่านนิยายเรื่อง ราตรีประดับดาว จบแล้ว เธอต้องรีบไปค้นคว้าประวัติศาสตร์ช่วงชีวิตของผู้คนในยุคนั้นมาอ่าน (อัตตชีวประวัติของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี) เธอว่าอัตตชีวประวัติของ เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี คล้ายคลึงกับประวัติ หลวงรัดรณยุทธ (พระเอกในนิยายเรื่อง ราตรีประดับดาว)

พูดแล้วก็อดคิดถึงเพื่อนคนที่ร้องเพลง "คิดถึง" ขึ้นมาอย่างจับใจ

http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=tao



ผู้ตั้งกระทู้ กวิน :: วันที่ลงประกาศ 2008-02-25 16:49:00


[1]

ความเห็นที่ 1 (998965)

ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆ มีความหมายที่ลึกซึ้งค่ะ ^^

ผู้แสดงความคิดเห็น cclover วันที่ตอบ 2008-03-18 09:30:17



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2010 All Rights Reserved.