ReadyPlanet.com


Doc Cat and Mongoose......


so sad

หมอฮัวโต๋ในเรื่องสามก๊ก (Romance of the Three Kingdoms) เป็น คนชาวเมือง ไพกว๋อเจา (เพ่กกเจียว) ปัจจุบันคือเมือง เสี้ยวโจว (เฮ้าจิว) ในมณฑลอันเฟย เมื่อตอนเด็กได้รับการอุปถัมภ์เลี้ยงดูจากครอบครัวอย่างดี สติปัญญาเฉลียวฉลาด สามารถท่องคัมภีร์พระสูตรหลายบท สมัยนั้นท่องพระสูตรคัมภีร์เดียว ก็สามารถรับราชการเป็นขุนนางได้ แต่เขากลับสนใจในตำราแพทย์ ศึกษาวิธีรักษาทั้งภายในและภายนอก โรคสตรี โรคเด็ก การฝังเข็มและการักษาโรคภายนอก

หมอฮัวโต๋ เมื่อวัยหนุ่ม ได้ทำการรักษาโรคประจำหมู่บ้าน มีคนไข้ให้ความเชื่อถือมาให้รักษาจำนวนมาก เขาได้ทำการรักษาด้วยการให้ยาสมุนไพร ตัวยาค่อนข้างจำกัด รสชาดกลมกล่อม ปรุงยาโดยใช้มือกะหยิบเอา มิต้องชั่งน้ำหนัก และต้มยาให้คนไข้ดื่มภายในหมู่บ้าน ก่อนให้ยาและหลังให้ยา ก็จะสอบถามอาการของคนไข้ โรคของคนไข้มักหายภายในชั่วข้ามคืน

มีคนไข้บางราย เขาได้ทำการรักษาด้วยการฝังเข็ม เพียงฝังเข็มแค่จุดสองจุด โรคของคนไข้ก็ทุเลาลงอย่างรวดเร็ว หมอฮัวโต๋ เป็นหมอที่ลื่อเลื่องของจีน และของโลก เขาเป็นแพทย์คนแรกของโลกที่ปฏิบัติการรักษาคนไข้ด้วยวิธีการรักษาทางร่างกายโดยตรง เขาได้ค้นคิดยาผงวิเศษ "ม่านหูซ่าน (มั่วหุกซั่ว)" เป็นยาผงวิเศษเมื่อชงกับสุราให้คนไข้ดื่ม คนไข้จักสะลืมสะลือเหมือนนอนหลับ ตามร่างกายมิรับรู้ความรู้สึก เมื่อทำการผ่าตัด

หากคนไข้ มีอาการป่วยไข้อยู่ที่ลำไส้ เขาจักล้วงลำไส้ออกมาล้างรักษา และเมื่อรักษาเสร็จ ก็ปิดแผลด้วย กอเอี๊ยะ ภายในเวลา 4 - 5 วัน คนไข้ยังคงสะลืมสะลือ มิมีความรู้สึกเจ็บที่บาดแผล ประมาณภายใน 1 เดือนบาดแผลปิดสนิท โรคภัยไข้ป่วยหายสนิท หมอฮัวโต๋ จึงได้รับการยกย่อง ว่าเป็น "หมอเทพยดา"

ครั้น จิวท่าย แม่ทัพฝ่าย ง่อก๊ก บาดเจ็บสาหัสจากการรบ ก็ได้หมอฮัวโต๋ รักษาจนหายดี พอถึงครั้ง กวนอู ถูกเกาทัณฑ์อาบน ยาพิษที่ไหล่ข้างซ้าย ได้รับความเจ็บปวดทรมานมาก หมอฮัวโต๋ ได้ผ่าตัดและใส่ยารักษาแผล พร้อมทั้งกำชับ ให้กวนอูระงับความโกรธจนครบ 100 วัน กวนอูเชื่อฟังและปฎิบัติ ตามอาการ จึงหายสนิท

โจโฉ ได้ฟังกิตติศัพท์การรักษาโรคอันมีชื่อของหมอฮัวโต๋ จึ่งได้เชิญตัวหมอฮัวโต๋ ไว้ เพื่อรักษาโรคให้ตนเองโดยเฉพาะ หมอฮัวโต๋ กล่าวว่า "อาการขอโรคของท่านนี้ มิใช่รักษาได้ในเวลาอันสั้น จักต้องใช้เวลาอันยาวนานเป็นแรมเดือน" และเนื่องจากว่าหมอฮัวโต๋ ได้จากบ้านมานาน จึงขอตัวกลับไปเอาตัวยาที่บ้าน และเมื่อกลับถึงที่บ้าน ปรากฏว่ามีคนไข้จำนวนมากกำลังรอคอยการรักษาจากหมอฮัวโต๋  หมอฮัวโต๋จึงมิมีเวลาออกจากหมู่บ้าน เพื่อกลับไปหาโจโฉ ด้วยรู้ว่ารอบกายโจโฉ มีหมอหลวงคอยให้การดูแลรักษาโจโฉอยู่แล้ว จึงแจ้งกับโจโฉว่า ว่าภรรยาของตน กำลังเจ็บหนัก มิสามารถปลีกตัวกลับไปได้

ศักราช เจี้ยนอัน ปีที่ 13 พ.ศ. 751 โจโฉ ได้พยายามไปเชิญหมอฮัวโต๋ หลายครั้งมิสำเร็จ ก็ยิ่งมีอารมณ์โกรธ ใช้คนไปตรวจสอบหมอฮัวโต๋  ทราบความว่าภรรยาของหมอฮัวโต๋ มิได้เจ็บป่วยจริง โจโฉจึงสั่งให้จับกุมตัวหมอฮัวโต๋กลับมา ต่อมาโจโฉ มีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง โจโฉจึงตามหมอฮัวโต๋มารักษา หมอฮัวโต๋ตรวจอาการแล้วบอกว่า โจโฉเป็นลมเสียดแทงในศีรษะ ต้องใช้ขวานคมๆ ผ่าศีรษะชำระโรคออกให้หมดจึงจะหาย โจโฉระแวงว่าหมอฮัวโต๋คบคิดกับกวนอู หมายจะฆ่าตน จึงสั่งจองจำหมอฮัวโต๋ ไว้ในคุก

กุนซือ ซุนฮก ได้พยายามขอร้อง โจโฉ ให้ปล่อยตัวหมอฮัวโต๋ แต่ โจโฉ เคียดแค้นหมอฮัวโต๋ และได้สั่งประหารชีวิตหมอฮัวโต๋ ก่อนที่หมอฮัวโต๋ จักถึงแก่ความตาย ได้พยายามมอบตำรารักษาโรคภัยที่เขาเขียนขึ้นเอง ให้แก่ผู้คุมเรือนจำ พร้อมทั้งสั่งเสียว่า ตำราดังกล่าวนี้สามารถนำไปช่วยชีวิตผู้คนได้ แต่ผู้คุมเรือนจำกลับปฏิเสธมิยอมรับตำราดังกล่าวเพราะเกรงกลัวอาญาจาก โจโฉ หมอฮัวโต๋ จึ่งได้เผาตำราทั้งหมดทิ้ง และเดินไปสู่ลานประหาร หมอฮัวโต๋ สิ้นชีพเมื่อมีอายุได้ 53 ปี ต่อมาภายหลัง บุตรน้อยของ โจโฉ ป่วยไข้เจ็บหนัก หมอหลวงไม่สามารถรักษาได้ บุตรของโจโฉจึงได้ตายไปต่อหน้าโจโฉ โจโฉ ถอนใจเฮือกใหญ่ รำพึงว่า "เป็นความผิดของข้าเองที่ประหารหมอ ฮัวโต๋ ทำให้บุตรของข้าต้องรับกรรมเช่นนี้"

จะเห็นได้ว่า หมอฮัวโต๋ มีความรักในวิชาชีพหมอ อีกทั้งมีความหวังดีต่อคนไข้อย่างโจโฉ แต่ความหวังดีนั้น กลับนำมาสู่จุดจบในบั้นปลายชีวิต ความรัก ความซื่อสัตย์ ที่ดูไร้ค่า นี้ ไม่ได้มีเฉพาะในคน แม้นในสัตว์ดิรัจฉานเราก็สามารถพบเห็นได้ ดังเช่นใน ตำนานแมวมาเนกิ-เนโก

ส.พลายน้อยได้เล่าถึงตำนานแมวญี่ปุ่น มาเนกิ-เนโก ไว้ความว่า ผู้หญิงคนหนึ่ง ชื่อนางยูสุกูโม เลี้ยงแมวไว้ตัวหนึ่ง แมวก็รักตอบเจ้าของเป็นปกติ บางครั้งก็วิ่งมาเคล้าแข้งเคล้าขา เบื่อนายก็ไปวิ่งไล่จับหนู วันหนึ่ง แมวเริ่มแสดงอาการผิดปกติ ไม่ว่านางยูสุกูโม จะเดินไปทางไหน มันก็วิ่งตามติดไปด้วย ไม่วิ่งตามเปล่า ยังดึงเสื้อผ้า เป็นทำนองว่า ไม่ให้ไปไหน

เรื่องของความรัก ไม่ว่าระหว่างคนกับคน หรือคนกับแมว ถ้าเกื้อกูลกันพอดี ก็ไม่มีปัญหา แต่นี่แมวเล่นรักมากกว่าธรรมดา คนถูกรักก็ชักรำคาญ ตัวนางยูสุกูโม รำคาญไม่หนักหนา แต่เพื่อนชายกลับยิ่งรำคาญกว่า เขาพยายามไล่แมวไปให้พ้น ไม่เพียงแมวไม่ยอมไป แมวยังเกาะนายหญิงไว้แน่น

นิทานไม่ได้บอกว่า เพื่อนชายของนายแมวเป็นซามูไรหรือไม่ แต่เล่าต่อว่า เขาโกรธมาก ชักดาบออกมาฟันทีเดียว แมวคอขาดกระเด็น แต่แทนที่แมวจะชักดิ้นชักงอแล้วตาย กลับเกิดปาฏิหาริย์ คอแมวที่ขาด กระเด็นขึ้นไปบนเพดานบ้าน และเมื่อมันตกลงมา มันก็คาบเอางูใหญ่ตัวหนึ่งลงมาตายพร้อมกัน เหตุการณ์ตรงหน้า นางยูสุกูโม จึงเข้าใจ เหตุที่แมววิ่งไล่ พันขา ก็เพราะต้องการเตือนให้ระวังภัยจากงูที่อยู่บนเพดานนั่นเอง ยูสุกูโม เสียใจ อาลัยรักแมวมาก วันๆ ก็เอาแต่นั่งร้องไห้

ต่อมา ช่างแกะสลักไม้คนหนึ่งเห็นนางยูสุกูโมก็เกิดความสงสาร สลักไม้เป็นรูปเหมือนแมว ตัวที่ตาย ในท่ายกขาหน้าซ้ายขึ้นแตะหูซ้าย นางยูสุกูโม พอใจมาก นางนั่งเล่นกับมัน ถึงเวลาก็หาอาหารให้มันกินทุกวัน

หลังจากอ่านตำนานแมว มาเนกิ-เนโก แล้วผู้เขียนนึกถึงนิทานไทยเรื่อง พังพอนผู้ซื่อสัตย์ ซึ่งมีเนื้อหาคล้าย กับตำนานของ แมวมาเนกิ-เนโก นิทานเรื่องพังพอนผู้ซื่อสัตย์นี้มีใจความว่า

มีครอบครัวหนึ่ง ซื้อพังพอนมาเลี้ยงไว้ตั้งแต่ยังพังพอนยังตัวเล็กๆ พังพอนเชื่องและน่ารัก สามีภรรยาคู่นี้รักพังพอนมาก อุ้มเล่น กอดเล่น หยอกล้อพังพอนอยู่เสมอๆ ต่อมาไม่นาน ฝ่ายภรรยาก็คลอดทารกน้อยน่าตาน่ารักเป็นเพศชาย

พ่อแม่รักลูกปานแก้วตาดวงใจ ทะนุถนอมลูกเหมือนไข่ในหิน หลังจากคลอดลูกแล้ว ผู้เป็นแม่เกิดความวิตกกังวลอยู่ตลอดเวลา เกรงว่าเจ้าพังพอนจะกัดลูกชายของตน วันหนึ่งทั้งสองสามีและภรรยา มีธุระต้องออกนอกบ้านทั้งคู่ ในขณะที่ออกจากบ้านผู้เป็นแม่ก็คิดว่า พังพอนจะกัดลูกชายเราหรือเปล่านะ คิดอยู่ตลอดเวลาว่าพังพอนอาจจะกัดลูกชายตน

ในขณะที่ไม่มีใครอยู่บ้าน งูเหลือมตัวใหญ่ เลื้อยเข้ามาในบ้าน พอเจอทารกก็เลื้อยเข้าหาเตรียมจะกิน พังพอนเห็นงูเหลือมจะทำรายเด็ก ก็โดดเข้าไปกัดคองูเหลือมจนเต็มเขี้ยว พังพอนสู้สุดชีวิต เพื่อปกป้องเด็กน้อย ลูกรักของเจ้านาย ทั้งสองสู้กันเป็นพัลวัน พังพอนกัดไม่ปล่อยทั้งที่ตัวเล็กกว่ามาก สุดท้ายพังพอนรวบรวมพลังสุดชีวิต กดเขี้ยวลงที่คองูเหลือมอย่างเต็มแรง   

ชีวิตสักพักทั้งสองสามีภรรยากลับมาถึงบ้าน พังพอนดีใจ ในฐานะที่ทำความดีความชอบ ปกป้องลูกชายของเจ้านายให้รอดชีวิตจากงูร้าย จึงวิ่งไปรับหน้าเจ้านายที่หน้าบ้านพอวิ่งไปถึงหน้าบ้าน ทั้งสองสามี แม่เห็นตัวพังพอนเต็มไปด้วยเลือด ก็ตกใจ คิดว่าพังพอนได้ทำร้ายลูกชายของตน จึงต่างคว้าไม้ตรงเข้ากระหน่ำตีพังพอนเต็มแรง ตีๆ ๆๆๆๆๆๆๆ จนร่างพังพอนแหลกเหลวลงคามือ จากนั้นฝ่ายผู้เป็นแม่ ก็รีบวิ่งเข้าไปดูลูกชาย คิดว่าลูกชายของตนคงตายแน่แล้ว เพราะถูกพังพอนกัด แต่นางก็ต้องประหลาดใจ เมื่อเห็น ลูกชายของนาง นอนหลับตาพริ้มอย่างมีความสุข ข้างๆ ตัวลูกชาย มีซากศพของงูเหลือมตัวใหญ่นอนตายอยู่ ฝ่ายผู้เป็นแม่นึกเสียใจว่า นี่เราทำอะไรลงไป ? เราได้ทำร้ายพังพอนสัตว์เลี้ยงผู้ซื่อสัตย์ ผู้ที่เอาชีวิตเข้าแลกเพื่อหวังปกป้องชีวิตลูกของเราเสียแล้วหรือนี่...

นางเสียใจมาก วิ่งไปอุ้มร่างของพังพอนมากอดไว้แนบอก ร้องไห้คร่ำครวญ เอามือเช็ดเลือดออกจากตัวพังพอน หวังจะให้พังพอนฟื้นขึ้นมาอยู่กับเธออีก แต่ก็สายไปเสียแล้ว พังพอนสิ้นใจตายแล้ว ในสภาพเนื้อตัวแหลกเหลว

จากอุทธาหรณ์ทั้งสามเรื่องนี้ คงจักสอนให้เราได้รับรู้ว่า จงอย่าได้ด่วนรับ ด่วนปฏิเสธ หรือด่วนตัดสินใจทำอะไรลงไปด้วยความวู่วาม เห็นอะไรอย่าสักแต่ว่าเห็น ได้ยินอะไรอย่าสักแต่ว่าได้ยิน มิฉะนั้นเราอาจจะต้องเสียใจในภายหลังก็เป็นได้

หมอ แมว และพังพอน เมื่อลองได้ล่วงลับดับขันธ์ลงแล้ว ย่อมไม่สามารถฟื้นคืนชีพได้ ฉันใด ความหวังดี ความรัก ความห่วงหาอาทร ก็ฉันนั้น เมื่อทราบความตามนี้แล้วสมควรหรือที่จะยังใจร้าย ประหัตประหาร หมอ แมวพังพอน กันได้ลงคอ

http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=tao



ผู้ตั้งกระทู้ กวิน :: วันที่ลงประกาศ 2008-02-26 16:43:12


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (974241)
เพิ่มเติม * นิทานเรื่อง ตำนานแมวมาเนกิ-เนโก กิเลน ประลองเชิง เขียนเล่าเอาไว้โดยอ้างถึง ส.พลายน้อย  อีกทีครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น กวิน วันที่ตอบ 2008-02-27 15:47:30



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.