ReadyPlanet.com


วิจารณ์ เรื่อง ประเทศไทยมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ


วิจารณ์ เรื่อง ประเทศไทยมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ

นานาคำถามที่ (พวกมาร) วิจารณ์
เรื่อง “ประเทศไทยมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ”


๑. ข้อที่เขาวิจารณ์ พระพุทธศาสนาอยู่ที่การปฏิบัติของชาวพุทธ ไม่ใช่อยู่ที่รัฐธรรมนูญ
ตอบว่า พระพุทธศาสนาต้องอยู่ทุกที่ทั้งในใจ ทั้งในตู้ ทั้งในรัฐธรรมนูญ คุณคิดถูกแน่แล้วหรือที่พูดอย่างนั้น คิดใหม่ได้ไหม ? คนเป็นผัวเมียกันทำไมต้องจดทะเบียนด้วยละ ? บริษัทผลิตสินค้าทำไมต้องมีกฎหมายรองรับ ? มหาวิทยาลัยทำไมต้องมีพระราชบัญญัติ รับรองสถาบัน ? คนไทยมีชาติมานับพัน ๆ ปี ทำไมเพิ่งมาเขียนรัฐธรรมนูญ ? โปรดทราบว่ารัฐธรรมนูญออกมารับรองสถาบันพระพุทธศาสนา การปฏิบัติเป็นเรื่องในจิต ใจส่วนบุคคล คิดให้ดี อย่าสับสน

๒. ข้อที่เขาวิจารณ์ คนทั่วโลกเขารู้อยู่แล้วว่า(ประเทศไทย)เป็นดินแดนพระพุทธศาสนา
ตอบว่า รู้อย่างเดียวไม่พอ ต้องมีกฎหมายคุ้มครอง ต้องมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ก็คนทั้งโลกเขารู้ว่าประเทศไทยคือประเทศไทย ทำไมต้องไปเขียนประเทศไทยไว้ในรัฐธรรมนูญอีกละ

๓. ข้อที่เขาวิจารณ์ พระพุทธศาสนาเป็นของสูง ไม่ควรนำมาใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นของต่ำ
ตอบว่า คุณอย่าเข้าใจผิด ชาติก็เป็นของสูง พระมหากษัตริย์ก็เป็นของสูง พระพุทธศาสนาก็เป็นของสูง รัฐธรรมนูญก็เป็นของสูง ถ้าคุณมองรัฐธรรมนูญเป็นของต่ำก็แสดงว่าคุณใจต่ำ คิดอย่างนี้อย่าหวังประชาธิปไตยไทยเจริญเลย

๔. ข้อที่เขาวิจารณ์ นานาอารยะประเทศล้วนแยกศาสนาออกจากรัฐ
ตอบว่า เขามีเหตุผลอะไรรู้หรือเปล่า ? ประเทศเหล่านั้นเขานับถือศาสนาอะไร ? ประวัติความเป็นมาของเขาเหล่านั้นเป็นอย่างไร ? ต้องศึกษาเรื่องเหล่านี้ให้ดี ที่นี่ประเทศไทย ประชากรเกินกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์นับถือพระพุทธศาสนา ชาติ พระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์ อยู่ร่วมกันมามากกว่าพันปี เรามีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง เรามีทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของตนเอง เราไม่ต้องไปพลอยหรือไปแย่งสมบัติใครมาครอบครอง เราเป็นไทยและเราคือไทยที่อยู่คู่มากับพระพุทธศาสนา แล้วคนรุ่นเราจะมาแยกกันเพื่อหาอะไร ? คำว่า “แยก” คืออะไร ?

๕. ข้อที่เขาวิจารณ์ เกรงใจคนที่นับถือศาสนาอื่นบ้าง สมานฉันท์กันเถอะลูก
ตอบว่า ต้องดูด้วยนะว่าศาสนาอื่นเขาเกรงใจเราหรือเปล่า การสมานฉันท์เป็นหน้าที่ที่เขาจะพึงทำกับเราทำไมพ่อนี่เมตตาสูงจริง ๆ เกรงใจคนอื่นโดยไม่คำนึงถึงบรรพบุรุษตัวเอง ทั้งไม่เกรงใจคนบ้านเดียวกัน เขาจะไล่ออกจากบ้านแล้วยังมัวแต่เกรงใจเขาอยู่ สมานฉันท์ที่ว่านั่นคืออะไร ? ยกบ้านที่ปู่ให้มาให้เขาไปกระนั้นหรือ ?

๖. ข้อที่เขาวิจารณ์ ไม่ใช่กิจของสงฆ์ ห้ามยุ่งเกี่ยวการเมือง
ตอบว่า พูดกันยากนะ เรื่องเกี่ยวกับความมั่นคงของพระพุทธศาสนา ไม่ใช่กิจของสงฆ์แล้วจะให้เป็นกิจของเทวดาไหน ? เทวดาในสภาส่วนมากก็หน่อมแน้มเรื่องพระพุทธศาสนา พระไม่รับรู้ก็หาว่าพระเอาแต่เช้าเอน เพลนอน จะเอาอย่างไรกันแน่ พระออกมาดูแลพระศาสนาก็หาว่าพระยุ่งเกี่ยวการเมือง จำไว้นะ ต่อไปนี้ถ้าไม่อยากให้พระมายุ่งเกี่ยวการเมืองก็อย่าให้การเมืองมายุ่งเกี่ยวกับพระ บ้านเมืองนี่แปลกมากคนพิการมีสิทธิมากมาย แต่พระกลับถูกตัดสิทธิไปทุกเรื่อง เอาละไม่อยากให้พระสงฆ์ออกไปทำก็ออกไปทำแทนพระให้ดูหน่อยแล้วกัน

๗. ข้อที่เขาวิจารณ์ เดี๋ยวสามจังหวัด(ภาคใต้)จะน้อยใจ
ตอบว่า คิดแทนเขาเก่งเหลือเกิน ถ้าได้ยินคำพูดว่า ประเทศไทยมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ แล้วใครจะต้องถึงกับกระอักเลือดตายก็ปล่อยเขาไปซิ สหประชาชาติเขาประกาศให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากล เขาก็ยังอยู่กันได้ทั้งโลก ทำไมไม่ยอมรับความจริงกันบ้าง ? คิดให้ยาวไกลกว่านั้นหน่อยซิ อย่าทำเป็นคนใจกว้าง แต่..ปัญญาแคบ คนสามจังหวัดภาคใต้เป็นเด็กอมมือหรือไง

๘. ข้อที่เขาวิจารณ์ คนศาสนาไหนจะขึ้นมามีอำนาจก็ได้ ขอเป็นคนดีก็พอ
ตอบว่า ถ้าเขาผู้นั้นใจกว้างพอก็ไม่มีปัญหา แต่คนเวียดนามเขามีบทเรียนที่ดี คนอินเดียก็เช่นกัน คนอย่างคุณก็พูดได้ แต่คนอย่างเราไม่อยากเห็นพระพุทธรูปถูกไล่ออกจากกระทรวงบ่อย ๆ เพราะเรามีอยู่ไม่กี่กระทรวง อย่างนี้เขาเรียกว่าทำความดีแบบเห็นแก่ตัว เป็นการอวดฉลาดทั้ง ๆ โง่

๙. ข้อที่เขาวิจารณ์ ต้องสู้แบบอหิงสา
ตอบว่า ถูกต้องแล้วแต่อย่าลืมว่า พระพุทธเจ้าทรงใช้อหิงสาเพราะพระพุทธองค์ทรงมีบารมีพอ คานธี ใช้การต่อสู้แบบอหิงสากับอังกฤษ(ผู้ดี) คนอย่างคุณ(ผู้พูด)ลองไปใช้อหิงสากับคนหน้าด้าน ๆ ลองดูซิ แล้วจะรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ถ้าแน่จริงลองไปสู้แบบอหิงสาแถวปัตตานีให้ดูสักสามเดือนซิ คุณทำได้แล้วเราจะได้อำนวยอวยพรและปฏิบัติตาม อหิงสา ไม่ใช่เรื่องเอามาอ้างกันเล่น ๆ ตอนนี้ครูภาคใต้ตายรายวันรู้หรือไม่ ?

๑๐. ข้อที่เขาวิจารณ์ รัฐธรรมนูญตลอด ๗๕ ปี ไม่เคยร่าง(เขียน)ไว้
ตอบว่า เมื่อ ๘๐ ปีที่แล้วไม่เคยมีรัฐธรรมนูญเลยสักตัวอักษรเดียว แล้วมามีขึ้นทำไม ? รู้ไหมว่าที่ศาสนาประจำชาติไทยไม่มีในรัฐธรรมนูญไทยทั้ง ๆ ที่ควรจะมีมาตั้งนานแล้ว นั้น
๑) เพราะ เขาไม่ยอมเขียนใส่ไว้
๒) เพราะไม่ฉลาดและกลัว
๓) เพราะต้องการล้มล้างพระพุทธศาสนา
๔) เพราะไม่ให้โอกาสคนส่วนมากได้สิทธิ สิ่งที่คนส่วนมากต้องการให้มีทำไมมีไม่ได้

๑๑. ข้อที่เขาวิจารณ์ ทำประชาพิจารณ์มาแล้ว ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย
ตอบว่า รู้หรือเปล่าว่าตัวเลขผีทั้งนั้นเลย รู้หรือเปล่าว่าจำนวนผู้ไปแสดงความคิดเห็นจำนวนกี่คน นี่แหกตาคนไทยทั้งประเทศเลยนะ หลอกคนที่บ้านนะพอได้ แต่อย่าหลอกประชาชนเขาเลย ถึงจะบอกอย่างไรเขาก็ไม่เชื่อ เพราะไม่ตรงกับข้อที่เป็นจริง ถ้าจะเป็น “พาลาพิจารณ์” อาจจะเป็นไปได้ ถามสักนิดเถอะ ที่ไปรับฟังความคิดเห็นมานั้น จังหวัดไหนบ้างที่ไม่ไปปล้นมติเขามา ยืนยันว่าถ้ายังทำกันอยู่แบบนี้อีกหมื่นปีประชาธิปไตยไทยก็ไม่มีทางก้าวหน้า

๑๒. ข้อที่เขาวิจารณ์ พระสงฆ์ครึ่งหนึ่งบรรลุพระอรหันต์ละทางโลกหมดแล้ว
ตอบว่า เพ้อเจ้อ เหลวไหล พูดพล่อย พูดง่ายอย่างกะว่าลูกเศรษฐีเมืองไทยไปกินอาหารกลางวันที่ฮ่องกง แต่อย่าลืมนะว่าพระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้พระอรหันต์เลิกสนใจรักษาพระศาสนา ท่านยิ่งต้องทำมาก เพราะพระพุทธองค์ฝากพระพุทธศาสนาไว้กับพุทธบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระภิกษุ ที่ต้องรับผิดชอบต่อความเป็นไปของพระศาสนา

๑๓. ข้อที่เขาวิจารณ์ ศาสนาพุทธไม่ยึดติดกับประชากรที่นับถือ
ตอบว่า ควรจะไปอ่านพระไตรปิฎกใหม่นะ อ่านให้หลายหน้ากว่าที่อ่านมาแล้ว จะได้เข้าใจอะไรขึ้นอีกเยอะ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย พวกเธอจงไปแสดงธรรมเพื่อประโยชน์และความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก นี่คืออะไร ? ทำไมคนพูดวิจารณ์ไม่ปล่อยวางเสียบ้างละ เอาแต่ทวงคนอื่นอยู่นั่นแหละ ไม่รู้จริงแล้วพูดไม่ดีอีกต่างหาก

๑๔. ข้อที่เขาวิจารณ์ สู้กันตามกระแส
ตอบว่า ไม่ใช่ ตอนนี้ชาวพุทธสู้กันด้วยความจริง สู้กันด้วยสถานการณ์ สู้กันด้วยความบริสุทธิ์ใจ สู้กันด้วยความปรารถนาดีต่อสถาบันพระพุทธศาสนา สถาบันชาติไทยและ สถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่เรื่องเห่อกันไปตามกระแส เมื่อเขาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. นี้ จะให้ไปสู้กัน พ.ศ.ไหนเล่า ? นี่ไม่ใช่เรื่องมั่วนะ นี่เป็นเรื่องจริงจัง อย่ามัวแต่วิจารณ์อยู่ มาช่วยกันสร้างความมั่นคงแก่พระศาสนาดีกว่า

๑๕. ข้อที่เขาวิจารณ์ ไม่รู้เขารู้เรา ไม่ต้องรอให้รบเสร็จก็รู้ผลแล้ว ใช้วิธีเดิม ๆ ผลก็เดิม ๆ
ตอบว่า พูดร้อยครั้งก็ถูกทั้งร้อยครั้งแหละ แต่ว่าเมื่อไหร่จะมาช่วยกันคิดหาอุบายที่จะให้รู้เขารู้เรา เพื่อให้รบชนะตลอดกาล แต่ขอเสนอว่าอย่าแพ้เสียแต่ยังไม่ทันได้สู้ซิ มันหมดท่าเลยจริง ๆ นะ ดู ๆ แล้วพูดออกมาทำนองใจปลาซิว คือพอน้ำขุ่น ๆ หน่อยก็หมดแรงแล้ว

๑๖. ข้อที่เขาวิจารณ์ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะแค่นี้ก็พอแล้วจะเอาอะไรกันอีก
ตอบว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะเป็นเรื่องส่วนพระองค์ที่ทรงมีพระราชศรัทธาและทรงรักษาตันติประเพณีตามกฎมณเฑียรบาล ส่วนศาสนาประจำชาติที่กำลังพูดถึงกันคือเรื่องของ “สถาบันพระพุทธศาสนา” ไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล พอจะแยกแยะออกไหม ? ถ้าแยกแยะเรื่องแค่นี้ไม่ออกก็อย่าพูดดีกว่า

๑๗. ข้อที่เขาวิจารณ์ อย่ายึดติด ตัวกู ของกู
ตอบว่า ก็อย่าคิดว่ารัฐธรรมนูญเป็นของ กู ซิ ชาติไทยไม่ใช่ของกูใช่ไหม ? พ่อแม่ไม่ใช่ของกูใช่ไหม ? ผัวเมียไม่ใช่ของกูใช่ไหม ? โปรดเข้าใจใหม่ว่าพระพุทธเจ้าสอนเรื่องการปล่อยวาง “ตัวกู ของกู” นั้น ทรงสอนให้ปล่อยวางตัวตนเพื่อผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่า ไม่ใช่ปล่อยวางแบบไม่รับผิดชอบ หรือรับแต่ชอบโดยไม่รับผิด อย่างนั้นมันกาฝากสังคม

๑๘. ข้อที่เขาวิจารณ์ ร่างรัฐธรรมนูญเป็นศาสนาประจำชาติแล้วจะแก้ปัญหาอลัชชีได้ไหม ?
ตอบว่า เรามีทั้งรัฐธรรมนูญ เรามีทั้งกฎหมายลูกควบคุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ รัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี ข้าราชการ ถามว่าในคนเหล่านั้นหมดคนชั่วคนคอรัปชั่นแล้วหรือยัง ? ถ้าไม่ยังหมด ก็หมายความว่าไม่ต้องเขียนไว้ในกฎหมายอย่างนั้นหรือ ? ช่วยคิดใหม่เถอะนะพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติพระวินัยแล้วยังมีผู้บวชเข้ามาประพฤติผิดพระวินัยเลย ทั้ง ๆ ที่พระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่นั่นแหละ เพราะคนชั่วย่อมมีอยู่ในทุกสังคม อลัชชีเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่ต้องกำจัด ศาสนาประจำชาติเป็นเรื่องสถาบันที่ต้องให้ความมั่นคง

๑๙. ข้อที่เขาวิจารณ์ ฟังความคิดเห็นของคนศาสนาอื่นบ้าง
ตอบว่า ถ้าจะให้เอาอย่างนั้นก็เลิกพูดถึงเรื่องประชาธิปไตยกันไปเลยดีไหม ? ดูประเทศอื่นเขาบ้างเถอะ ศาสนิกส่วนมากแค่เกินกว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์นิดหน่อย เขายังประกาศให้ศาสนานั้นเป็นศาสนาประจำชาติได้เลย ทำไมคนไทยจึงไม่มีความเป็นตัวของตัวเองเลย

๒๐. ข้อที่เขาวิจารณ์ พุทธศาสนาอยู่มาได้ ๒๕๕๐ ปี โดยไม่ต้องร่าง(เขียน)ไว้ในรัฐธรรมนูญ ฯลฯ
ตอบว่า เพราะว่ามันไม่มีรัฐธรรมนูญไง ทราบหรือเปล่าว่าปัจจุบันเขาใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการรักษาของมีค่า รู้ไหมว่า “เรากำลังทิ้งของเก่าเพราะเมาของใหม่” นี่ชาวโลกเช่นสหประชาชาติเขาประกาศยอมรับพระพุทธศาสนา ชาวโลกเขายอมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางแห่งพระพุทธศาสนา แต่คนไทยยังหลับหูหลับตาอยู่นี่แหละ ขนาดตึกเก่าๆ เขายังจดสิทธิบัตรเลย นี่พระพุทธศาสนาเป็นมรดกโลกยังไม่รู้จักรักษา อ้างโน้นอ้างนี้ ข้าง ๆ คู ๆ คิดใหม่เถอะท่าน อย่าดันทุรังมากไปเลย.


พระราชปณิธาน ร.๑

ตั้งใจจะอุปถัมภก
ยอยกพระพุทธศาสนา
จะป้องกันขอบขัณฑสีมา
รักษาประชาชนและมนตรี.

ท.วิสุทธิ์
๑๑/๐๖/๕๐

Download เอกสารต้นฉบับ
http://www.bpct.org/document/Question.pdf

 

ผลที่จะต้องได้จากการบรรจุข้อความว่า
“ประเทศไทยมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ”
ไว้ในรัฐธรรมนูญ
โดย
พระเทพวิสุทธิกวี
เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย



๑. ได้ยืนยันและบันทึกความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์ของชาติไทยที่อยู่คู่กับพระพุทธ ศาสนามายาวนานกว่า ๒๐๐๐ ปี มีความมั่นคง มีเสรีภาพ มี ภราดรภาพ มีความสมานสามัคคีตลอดมา.

๒. ได้หลักประกันความมั่นคงแห่งพระพุทธศาสนาและศรัทธาของปวงชนชาวไทย โดยมีกฎหมายรัฐธรรมนูญรองรับ ไม่เป็นศาสนาเถื่อน เช่นเดียวกับบริษัทที่ได้จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ที่ไม่เป็นบริษัทเถื่อนอีกต่อไป เพราะเป็นศาสนาประจำชาติสมบูรณ์ทั้งโดยพฤตินัย และ โดยนิตินัย.

๓. ได้เป้าหมายและทิศทางในการส่งเสริม พัฒนาพฤติกรรมด้านศีลธรรม จริยธรรม คุณธรรม แก่คนในสังคม ตามพื้นฐานและบริบทแห่งสังคมไทย อันจะก่อให้เกิดความสามัคคี ความอยู่เป็นผาสุก ความถูกต้องชอบธรรมเป็นต้น.

๔. ได้เชิดชูพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาที่พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ ทุกราชวงศ์ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ทรงมีพระราชศรัทธาเลื่อมใส ถึงปัจจุบันคนไทยเกินกว่า ๙๐% นับถือพระพุทธศาสนาและพร้อมสละเลือด เนื้อ ชีวิต เพื่อรักษาพระ พุทธศาสนาไว้ต่อไป.

๕. ได้สร้างและรับรองความมั่นคงแก่สถาบันทั้งสามของชนชาติไทยอย่างสมบูรณ์ครบถ้วน เกิดความมั่นใจแก่ปวงชนชาวไทยในการรักษาสถาบัน.

๖. ได้สร้างและยอมรับความสอดคล้องกับมติของประชาคมโลก ที่ให้ความ สำคัญกับพระพุทธศาสนา และ ประเทศไทย ตลอดมา รวมทั้งสหประชาชาติก็ได้ยกย่องให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากล.

๗. ได้ส่งเสริมสนับสนุนมติมหาชนชาวโลก ที่พร้อมกันลงนามยอมรับให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางแห่งพระพุทธศาสนาของโลก อันจะเป็นเกียรติประวัติของประเทศไทยและปวงชนชาวไทยทั้งมวลสืบไป.

พระเทพวิสุทธิกวี (เกษม)
เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย

http://www.bpct.org/index.php?option=com_content&task=view&id=568



ผู้ตั้งกระทู้ กวินทรากร :: วันที่ลงประกาศ 2007-06-25 15:22:27


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (937360)
ผลที่จะต้องได้จากการบรรจุข้อความว่า
“ประเทศไทยมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ”
ไว้ในรัฐธรรมนูญ
โดย
พระเทพวิสุทธิกวี
เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย



๑. ได้ยืนยันและบันทึกความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์ของชาติไทยที่อยู่คู่กับพระพุทธ ศาสนามายาวนานกว่า ๒๐๐๐ ปี มีความมั่นคง มีเสรีภาพ มี ภราดรภาพ มีความสมานสามัคคีตลอดมา.

๒. ได้หลักประกันความมั่นคงแห่งพระพุทธศาสนาและศรัทธาของปวงชนชาวไทย โดยมีกฎหมายรัฐธรรมนูญรองรับ ไม่เป็นศาสนาเถื่อน เช่นเดียวกับบริษัทที่ได้จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ที่ไม่เป็นบริษัทเถื่อนอีกต่อไป เพราะเป็นศาสนาประจำชาติสมบูรณ์ทั้งโดยพฤตินัย และ โดยนิตินัย.

๓. ได้เป้าหมายและทิศทางในการส่งเสริม พัฒนาพฤติกรรมด้านศีลธรรม จริยธรรม คุณธรรม แก่คนในสังคม ตามพื้นฐานและบริบทแห่งสังคมไทย อันจะก่อให้เกิดความสามัคคี ความอยู่เป็นผาสุก ความถูกต้องชอบธรรมเป็นต้น.

๔. ได้เชิดชูพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาที่พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ ทุกราชวงศ์ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ทรงมีพระราชศรัทธาเลื่อมใส ถึงปัจจุบันคนไทยเกินกว่า ๙๐% นับถือพระพุทธศาสนาและพร้อมสละเลือด เนื้อ ชีวิต เพื่อรักษาพระ พุทธศาสนาไว้ต่อไป.

๕. ได้สร้างและรับรองความมั่นคงแก่สถาบันทั้งสามของชนชาติไทยอย่างสมบูรณ์ครบถ้วน เกิดความมั่นใจแก่ปวงชนชาวไทยในการรักษาสถาบัน.

๖. ได้สร้างและยอมรับความสอดคล้องกับมติของประชาคมโลก ที่ให้ความ สำคัญกับพระพุทธศาสนา และ ประเทศไทย ตลอดมา รวมทั้งสหประชาชาติก็ได้ยกย่องให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากล.

๗. ได้ส่งเสริมสนับสนุนมติมหาชนชาวโลก ที่พร้อมกันลงนามยอมรับให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางแห่งพระพุทธศาสนาของโลก อันจะเป็นเกียรติประวัติของประเทศไทยและปวงชนชาวไทยทั้งมวลสืบไป.

พระเทพวิสุทธิกวี (เกษม)
เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย

http://www.bpct.org/index.php?option=com_content&task=view&id=568
ผู้แสดงความคิดเห็น กวินทรากร วันที่ตอบ 2007-06-25 15:33:43


ความคิดเห็นที่ 2 (937361)
เห็นด้วยที่จะมี และไม่เห็นด้วยที่จะมี ยินดีที่จะให้มี และไม่ยินร้ายที่จะไม่มี ทุกอย่างมันเป็นอย่างนั้นเอง เถียงกันแทบตาย สุดท้ายก็คือโมหะดีๆ นี้เอง
ผู้แสดงความคิดเห็น คนผ่านวัด วันที่ตอบ 2007-06-27 14:14:20


ความคิดเห็นที่ 3 (937362)
ร่างไว้ในธรรมนูญเลยครับ ผมขอสนับสนุน ผมเองเป็นคริสเตียน แต่ชาวคริสต์ด้วยกันก็ไม่เห็นจะเดือดร้อนอะไร มันขึ้นอยู่ที่ว่า เราจะศรัทธาหรือไม่ การที่มีศาสนาพุทธอยู่ในรัฐธรรมนูญ ถือว่าเป็นการรักษาเอกลักษณ์ของชาติไทยที่มีอยู่อย่างยาวนาน ป.ล. ลองคิดดูว่า ถ้าเราไม่บัญญัติลงไป โจรใต้มันจะยิ่งได้ใจใหญ่ สมานฉันท์กับพวกนี้ไม่ได้ผลอะไรเลยครับ
ผู้แสดงความคิดเห็น บันฎา วันที่ตอบ 2007-06-28 18:37:30


ความคิดเห็นที่ 4 (937363)

ในสมัยก่อนพระเถระชั้นผู้ใหญ่ในศาสนาพุทธ จำต้องโต้วาทะกับ นักบวชนอกศาสนา อยู่เนืองๆ ข้าพเจ้ารู้สึกเห็นใจและรู้สึกชื่นชม พระเดชพระคุณเจ้า พระเทพวิสุทธิกวี ที่ออกมาโต้วาทะปกป้องพระพุทธศาสนาในครั้งนี้



เรื่องย่อพระภัททากุณฑลเกสาเถรี
เอตทัคคะในฝ่ายผู้ตรัสรู้เร็วพลัน

พระภัททากุณฑลเกสาเถรี เป็นธิดาของเศรษฐี ในกรุงราชคฤห์ บิดามารดาตั้งชื่อให้ว่า “ภัททา”หลงรักโจรที่กำลังจะโดนประหาร จึงร่ำร้องอ้อนวอนบิดาไปไถ่ตัวโจรมาเพื่อแต่งงานด้วยบิดาจำใจทำตามลูกสาวเพราะถ้าไม่ ทำตามนางก็จะฆ่าตัวตาย พอแต่งงานกันโจรหนุ่มหวังฆ่านางทิ้งแล้วจะฮุบสมบัติของนางจึงหลอกนางไปฆ่าทิ้งบนภูเขานางรู้ทันจึงออกอุบายผลักสามีโจรตกเขา

ถอนผมบวชเป็นเดียรถีย์
ครั้นนางภัททาคิดดังนี้แล้ว ก็ทิ้งห่อเครื่องประดับไว้บนยอดเขานั้นแล้วเดินลงจากภูเขา ไป เดินลัดเลอะไปตามป่า ได้พบสำนักของพวกนิครนถ์ (นักบวชนอกพระพุทธศาสนา) ขอ บรรพชาในสำนักนั้น พวกนิครนถ์ถามนางว่า “จะบวชโดยวิธีไหน ?” นางจึงตอบวา “วิธีใดที่ จัดว่าเป็นสิ่งสูงสุดในสำนักของท่าน ก็ขอให้ดิฉันบรรพชาด้วยวิธีนั้นนั่นแหละ” พวกนิครนถ์จึงเอาก้านตาลถอนผมนางจนหมดศีรษะ ถือว่าเป็นวิธีบวชที่สูงสุดของ สำนัก เมื่อนางบวชแล้วผมที่งอกขึ้นมาใหม่ก็ม้วนกลมเป็นกลุ่มเป็นก้อนไม่เหยียดยาวเหมือนเดิม ดังนั้น นางจึงได้ชื่อว่า “กุณฑลเกสา” เมื่อนางบวชแล้ว ได้ศึกษาศิลปะวิทยาการต่าง ๆ ในสำนักนั้นจนจบสิ้นนางเห็นว่าสำนัก นี้ไม่มีศิลปะวิทยาที่สูงไปกว่านี้อีกแล้ว จึงออกเที่ยวแสวงหาบัณฑิตผู้รู้ทั้งหลายแล้วขอศึกษาสิ่งที่ บัณฑิตเหล่านั้นรู้ทั้งหมด นางเที่ยวแสวงหาบัณฑิตด้วยการโต้วาทะ โดยวิธีใช้กิ่งหว้าปักบนกอง ทรายแล้วประกาศว่า “ถ้าผู้ใดสามารถที่จะโต้วาทะกับเราได้ก็จงเหยียบกิ่งหว้านี้” โดยมีข้อตกลง กันว่า “ถ้าผู้ที่โต้วาทะชนะนางเป็นคฤหัสถ์ นางก็จะขอยอมเป็นทาสรับใช้ แต่ถ้าผู้โต้วาทะชนะ เป็นนักบวช นางก็จะขอบวชเป็นศิษย์ในสำนักนั้น” นางถือกิ่งหว้าเที่ยวประกาศท้าได้วาทะไปตามหมู่บ้านตำบลต่าง ๆ ชาวบ้านพอได้ทราบ ข่าวว่านางภัททามาทางบ้านของตนก็จะพากันหลีกหนีไป นางเข้าไปถึงตำบลใดก็จะปักกิ่งหว้า บนกองทรายแล้ว นั่งรอผู้ที่รับคำท้ามาเหยียบกิ่งหว้าของนาง บางตำบลนางรอถึง ๗ วัน ก็ไม่มีผู้ ใดกล้ามาเหยียบกิ่งหว้าของนางเลย นางจึงต้องถอนกิ่งหว้าแล้วหลีกต่อไปที่อื่น นางได้ถือกิ่งหว้า ท่องเที่ยวไปโดยทำนองนี้ จนได้ชื่อใหม่ว่า “นางชัมพุปริพาชิกา” (นางปริพาชิกาไม้หว้า, ชัมพุ = ไม้หว้า) โต้วาทีกับพระสารีบุตร ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จประทับอยู่ที่พระเชตะวันวิหาร กรุงสาวัตถี ฝ่ายนาง กุณฑลเกสา ก็ดินทางมาถึงกรุงสาวัตถีแล้วปักกิ่งหว้าบนกองทราย ประกาศท้าโต้วาทะเหมือน เดิมแล้วออกไปหาอาหารบริโภค ขณะนั้น พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร เดินผ่านมาเห็นเด็ก ๆ กำลังยืนรุมล้อมดูกิ่งหว้าบน กองทรายพร้อมกับวิจารณ์กันเซ็งแซ่ เกิดความสงสัยจึงเข้าไปถามเด็ก ๆ ได้ทราบความโดยตลอด แล้วจึงบอกกับเด็ก ๆ ว่า:-

“เจ้าหนูทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น พวกเจ้าจงเหยียบกิ่งหว้านั้นเถิด”
“พวกกระผมกลัวขอรับ พระคุณเจ้า”
“ไม่ต้องกลัวหรอก พวกเจ้าเป็นคนเหยียบ เราจะเป็นผู้แก้ปัญหาเอง”
เด็กบางพวกไม่กล้า บางพวกก็กลัว ๆ กล้า ๆ แต่ผลที่สุดก็ช่วยกันเหยียบกิ่งหว้าและกอง
ทรายนั้นจนกระจัดกระจาย นางชัมพุปริพาชิกา มาเห็นแล้วก็ดุต่อว่าเด็กเหล่านั้น แต่พอเด็ก ๆ
บอกว่า “พระคุณเจ้ารูปนั้น ใช้ให้เหยียบ” นางจึงเข้าไปถามพระเถระว่า:-
“พระคุณเจ้าผู้เจริญ ท่านจักโต้วาทะถามปัญหากับดิฉันหรือ ?”
“ใช่แล้ว น้องหญิง” พระเถระตอบ
นางฟังคำของพระเถระแล้วคิดว่า “เราควรจะให้ชาวพระนครสาวัตถีได้รู้กำลังปัญญา
ของเราว่ายิ่งใหญ่หาผู้เทียมทานไม่ได้” จึงแจ้งให้ชาวเมืองมาชมมาฟังกันให้มาก ๆ ชาวพระ
นครพอทราบข่าวต่างก็พากันไปห้อมล้อมจนแน่นขนัด
ลำดับนั้น พระเถระได้ให้โอกาสแก่นางชัมพุปริพาชิกา เป็นผู้ถามปัญหาขึ้นก่อน นางก็
ถามศิลปวิทยาที่ตนเรียนรู้มาตามลัทธิตน ถามจนหมดความรู้ที่นางมีอยู่ พรเถระก็ตอบแก้ได้ทั้ง
หมด นางก็ตกใจเพราะไม่เคยถามใครมากอย่างนี้มาก่อนเลย จึงนิ่งเฉยอยู่ พระเถระจึงกล่าวว่า
“ท่านถามเราหมดแล้ว ต่อไปนี้เราจะขอถามท่านบ้าง”
“ถามเถิด พระคุณเจ้า”
“ที่ชื่อว่าหนึ่ง นั้นคืออะไร ?”
“พระคุณเจ้า ดิฉันไม่ทราบ เจ้าข้า”

ขอบวชในพระพุทธศาสนา

นางชัมพุปริพาชิกา ยอมพ่ายแพ้ต่อพระเถระด้วยปัญหาเพียงข้อเดียวเท่านั้น นางหมอบ ลงกราบแทบเท้าพระเถระ ขอศึกษาวิชาพุทธมนต์ในพระพุทธศาสนา พร้อมทั้งขอบรรพชาและ
ถึงพระเถระเป็นสรณะ แต่พระเถระบอกว่าขอให้นางถึงพระพุทธองค์เป็นสรณะเถิด แล้วพานาง ไปยังพระวิหารเชตวัน นำเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค พระพุทธองค์ทรงราบจริยาอัธยาศัยของนางดี แล้ว จึงตรัสพระธรรมเทศนาคาถาภาศิตว่า:-


“ผู้ใดกล่าวคาถาที่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แม้ตั้ง ๑,๐๐๐ คาถา ผู้กล่าวคาถาที่ประกอบด้วยประโยชน์ แม้เพียงคาถาเดียว
ยังผู้ฟังให้สงบระงับได้ ชื่อว่า ประเสริฐกว่าแล”


พอจบพระธรรมเทศนาคาถาภาษิต ทั้งที่นางกำลังยืนอยู่นั้น ยังไม่ทันจะนั่งลงก็ได้บรรลุ พระอรหัตผลพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ในขณะนั้น แล้วกราบทูลขอบรรพชา พระพุทธองค์
ทรงอนุญาตแล้วส่งนางให้ไม่บวชในสำนักภิกษุณีสงฆ์
เมื่อนางบวชแล้ว ได้ชื่อว่า “กุณฑลเกสาเถรี” ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมว่า “พระภัททากุณฑลเกสาเถรีนี้ ยิ่งใหญ่จริงหนอ บรรลุพระอรหัตผลในเวลาจบคาถาเพียง ๔ บาท
เหล่านั้น”พระศาสนาทรงปรารภเหตุนี้ จึงทรงสถาปนาพระภัททากุณฑลเกสาเถรี ในตำแหน่ง เอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายในฝ่าย ผู้ตรัสรู้เร็วพลัน


.................................


พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค - สารีปุตตสังยุตต์ - ๑๐. สูจิมุขีสูตร

๑๐. สูจิมุขีสูตร (สูจิมุขี แปลว่าปากแหลม นัยว่าเป็นฉายาเรียกพวกที่ชอบพูดจาทิ่มแทงผู้อื่นว่า ไอ้ อี "ปากแหลม")
ว่าด้วยความแตกต่างการเลี้ยงชีวิตของสมณพราหมณ์
[๕๑๘] สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน ใกล้ พระนครราชคฤห์. ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า ท่านพระสารีบุตรนุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวร เข้าไป

บิณฑบาตยังพระนครราชคฤห์ เที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอกในพระนครราชคฤห์แล้ว อาศัยเชิง

ฝาแห่งหนึ่งฉันบิณฑบาตนั้น. ครั้งนั้น นางปริพาชิกาชื่อสูจิมุขี เข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่ อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวกะท่านพระสารีบุตรว่า ดูกรสมณะ ท่านก้มหน้าฉันหรือ? ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ดูกรน้องหญิง เรามิได้ก้มหน้าฉัน.

สู. ถ้าอย่างนั้น ท่านแหงนหน้าฉันหรือสมณะ?
สา. เรามิได้แหงนหน้าฉันหรอกน้องหญิง.
สู. ถ้าอย่างนั้น ท่านมองดูทิศใหญ่ฉันหรือสมณะ?
สา. เรามิได้มองดูทิศใหญ่ฉันหรอกน้องหญิง.
สู. ถ้าอย่างนั้น ท่านมองดูทิศน้อยฉันหรือสมณะ?
สา. เรามิได้มองดูทิศน้อยฉันหรอกน้องหญิง.
สู. ดิฉันถามว่า ดูกรสมณะ ท่านก้มหน้าฉันหรือ ท่านก็ตอบว่า เรามิได้ก้มหน้าฉัน
หรอกน้องหญิง ดิฉันถามว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านแหงนหน้าฉันหรือสมณะ ท่านก็ตอบว่า เรามิได้

แหงนหน้าฉันหรอกน้องหญิง ดิฉันถามว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านมองดูทิศใหญ่ฉันหรือสมณะ ท่านก็ตอบว่า เรามิได้มองดูทิศใหญ่ฉันหรอกน้องหญิง ดิฉันถามว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านมองดู
ทิศน้อยฉันหรือสมณะ ท่านก็ตอบว่า เรามิได้มองดูทิศน้อยฉันหรอกน้องหญิง ก็บัดนี้ ท่านฉัน อย่างไรเล่าสมณะ?
สา. ดูกรน้องหญิง ก็สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง เลี้ยงชีพด้วยมิจฉาชีพ เหตุ ดิรัจฉานวิชา คือ วิชาดูพื้นที่ สมณพราหมณ์เหล่านี้เรียกว่า ก้มหน้าฉัน. ดูกรน้องหญิง สมณ พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง เลี้ยงชีพด้วยมิจฉาชีพ เหตุดิรัจฉานวิชา คือ วิชาดูดาวนักษัตร สมณพราหมณ์เหล่านี้เรียกว่า แหงนหน้าฉัน. ดูกรน้องหญิง สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งเลี้ยง ชีพด้วยมิจฉาชีพ เหตุประกอบการรับส่งข่าวสาส์น สมณพราหมณ์เหล่านี้เรียกว่า มองดูทิศใหญ่ ฉัน. ดูกรน้องหญิง สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง เลี้ยงชีพด้วยมิจฉาชีพ เหตุดิรัจฉานวิชา คือ วิชาทายองค์อวัยวะ สมณพราหมณ์เหล่านี้เรียกว่า มองดูทิศน้อยฉัน. ดูกรน้องหญิง ส่วน เรานั้นมิได้เลี้ยงชีวิตด้วยมิจฉาชีพ เหตุดิรัจฉานวิชา คือ วิชาตรวจพื้นที่ มิได้เลี้ยงชีพด้วย มิจฉาชีพเหตุดิรัจฉานวิชา คือวิชาดูดาวนักษัตร มิได้เลี้ยงชีพด้วยมิจฉาชีพ เหตุประกอบการ รับส่งข่าวสาส์น มิได้เลี้ยงชีพด้วยมิจฉาชีพ เหตุดิรัจฉานวิชา คือ วิชาทายองค์อวัยวะ (แต่) เราแสวงหาภิกษาโดยชอบธรรม ครั้นแล้วจึงฉัน.
ครั้งนั้น นางสูจิมุขีปริพาชิกาเข้าไปในนครราชคฤห์ จากถนนหนึ่งไปอีกถนนหนึ่ง จาก ตรอกหนึ่งไปอีกตรอกหนึ่งแล้ว ประกาศอย่างนี้ว่า ท่านสมณศากยบุตรทั้งหลายย่อมฉันอาหาร อันประกอบด้วยธรรม ๆ

ผู้แสดงความคิดเห็น กวินทรากร วันที่ตอบ 2007-06-28 20:41:42


ความคิดเห็นที่ 5 (937364)

หลังจากพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานไม่นาน ก็มีพระสงฆ์รูปหนึ่งกล่าวขึ้นท่ามกลางคณะสงฆ์ ว่า พระสมณโคดม ดับขันธปรินิพพาน ไปแล้ว เป็นการดียิ่งนัก เพราะตลอดระยะเวลาที่ พระสมณโคดม ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ได้ บัญญัติสิกขาบท น้อยใหญ่ มากมายนัก เป็นที่ยุ่งยากต่อพวกเราชาวคณะสงฆ์ ต่อไปนี้เราคณะสงฆ์จักทำอะไรก็ได้ตามใจ เสียที

พระมหากัสปะ พระเถระชั้นผู้ใหญ่ ผ่านมาได้ยินเข้า ก็เกิด "ธรรมสังเวช" จึง เรียกประชุม พระอรหันต์ 500 รูป ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเอตทัคคะ(ผู้เลิศกว่าสงฆ์ทั่วไป)ทำการสังฆยานาพระพุทธศาสนา ขึ้นเป็นครั้งแรก

พระสงฆ์ฝ่ายที่ไม่บรรลุพระอรหันต์ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก รู้สึกน้อยใจและอึดอัดที่จะต้องทำตามพระสงฆ์ฝ่ายบรรลุอรหันต์ จึงแยกตัวตั้งเป็นอีกนิกายหนึ่งเรียกว่า ฝ่ายมหายาน แปลว่า มียานใหญ่สามารถขนสัตว์โลกได้มากกว่าพวก หินยาน (ยานเล็ก) พระสงฆ์ฝ่ายหินยานนี้ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า นิกายเถรวาท คือ ชื่อและปฏิบัติตามวาทะของพระเถระชั้นผู้ใหญ่ผู้สำเร็จอรหันต์

เถรวาท มักสอนเรื่อง อนัตตา สุญตา สัตว์โลกปล่อยให้เป็นไปตามกรรม อะไรทำนองนี้ และมักไม่ค่อย ยุ่งเกี่ยวกับทางโลก มุ่งเอาแต่เรื่องมรรคผลนิพพาน จึงได้ชื่อว่า หินยาน หรือพวกที่มีจิตใจคับแคบช่วยเหลือสัตว์โลกได้น้อย (มียานขนสัตว์โลกได้น้อยเพราะ มัวแต่เอาตัวเองรอดฝ่ายเดียว)

เถรวาท เจริญรุ่งเรืองใน ไทย พม่า ลาว เวียดนาม
มหายาน เจริญรุ่งเรืองใน ทิเบต ญี่ปุ่น จีน

ข้อแตกต่างระหว่างคำสอนของมหายาน กับ หินยาน

หินยาน เชื่อว่าตายแล้วสูญ เช่นพระพุทธองค์ ทรงเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว สูญสิ้นจากกิเลส คงเหลือแต่พระสัทธรรม
มหายานเชื่อว่าตายแล้วไม่สูญ เช่นพระพุทธองค์ ยังคงอยู่ ณ พุทธเกษตร (เขตแดนแห่งพระพุทธเจ้า)ที่ดับสูญนั้นเป็นเพียงแต่ กายเนื้อ

หินยาน มุ่ง มรรคผลนิพพาน การบรรลุ อรหัตผล (บรรลุอรหันต์)

มหายาน มุ่งช่วยเหลือสัตว์โลก และเอาเยี่ยงพระพุทธองค์บำเบ็ญบารมีเพื่อ เป็นหวัง พระโพธิสัตว์ ในลัทธิมหายานจึง นับถือพระโพธิสัตว์ เช่น พระโพธิสัตว์ อวโลกิเตศวร พระโพธิสัตว์กวนอิม หรือแม้กระทั่งจตุคามรามเทพ

ฉะนั้นใครที่เชื่อว่า พระสงฆ์ควรอยู่เฉยๆ ตถตา อนัตตา สุญตา หลับตานั่งภาวนา ในป่า  จึงก็น่าจะเป็นฝ่ายเถรวาท และใครที่สนับสนุนว่า พระสงฆ์ควรออกมาปกป้องพระศาสนา เรียกร้องให้บรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ เพื่อช่วยเหลือสัตว์ให้ข้ามวัฏสังสาร ทีละมากๆ ก็คือฝ่าย มหายาน :-)

ทว่าทั้งสองนิกายคือ มหายาน และหินยาน นั้นเอุปมาเหมือน ปีกของนก/ปีกของศาสนา ที่จะต้องช่วยกันยอยกพระพุทธศาสนาให้สูงส่งและภิญโญถาวรยิ่งๆสืบไป

ผู้แสดงความคิดเห็น กวินทรากร วันที่ตอบ 2007-06-28 20:47:21


ความคิดเห็นที่ 6 (4055284)

 ช่วยแนะนำสถานที่เที่ยวญี่ปุ่นตามธรรมชาติหน่อยค่ะ ขอบคุณค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น ปุ้มปุ้ย วันที่ตอบ 2016-08-05 11:10:00



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.