ReadyPlanet.com


ขอความกรุณาท่านผู้แตกฉานพุทธศาสน์อักษรศาสตร์และกวีนิพนธ์


 ช่วยแปลและอธิบายความหมายของโคลงบทนี้ด้วยครับ

 

... ... ..เบญจาวุุทธาษฎรบ้นน ... ... ... เบญจางค
... เบญจมารเบญญา ... ... ... ... ... ... ผ่าแผ้ว
... เบญจาภิชานาง... ... ... ... ... ... ... คฌาเณศ
... เบญจนิวรณแร้วร้าง. ... ... ... ... ... ห่างเหนฯ.

ลิลิตยวนพ่าย



ผู้ตั้งกระทู้ มึนตึ้บ :: วันที่ลงประกาศ 2014-02-06 14:35:12


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (2448836)

 .

 

... ... ... ก่อนอื่นเจ้าของกระทู้ต้องขอสารภาพก่อนว่า ไม่ใช่ผู้แตกฉานในศาสน์และศาสตร์ทั้งสามประการตามที่ร้องขอมาเลย  เป็นแต่เพียงผู้ผ่านเวลาห้าสิบฤดูฝนเข้ามาได้สองขวบปีอย่างกระโหลกกะลาเท่านั้น   ความรู้ต่างๆที่มีก็ฉาบฉวย โน่นนิดนี่หน่อย ในลักษณะรู้อย่างเป็ด แม้แต่ความเป็นมาของวรรณคดีเรื่องที่เป็นต้นตอของโคลงบาทกุญชรในกระทู้ถาม ผู้ตั้งกระทู้ก็ยังไม่เคยรู้จักมาก่อน เพิ่งจะมาสนใจหาอ่านจากกูเกิ้ลในระยะสั้นๆที่ผ่านมานี่เอง  เมื่อทราบที่มาแล้วก็นึกสมน้ำหน้าตัวเองว่า เราทะลึ่งรนหาเรื่องที่มาขบคิดใคร่รู้ในผลงานเพชรน้ำหนึ่งซึ่งขึ้นชื่อในทำเนียบความยากจะเข้าใจของสุดยอดนักปราชญ์โบราณเอง

 
ที่ผ่านมาเจ้าของกระทู้ก็ได้พยายามแกะความหมายของโคลงบทนี้อย่างงูๆปลาๆแล้วด้วยตนเอง  เมื่อแกะเสร็จก็เกิดปัญหาตามมาว่า ถูกหรือเปล่าหนอ?  การจะแน่ใจในความถูกต้องได้ ก็คงต้องอาศัยปัญญาท่านผู้รู้มาช่วยยืนยันนั่นเอง ครั้นคิดวนไปมากับปัญหาที่ว่า จะไปถามใครได้ ก็เกิดตอบตัวเองขึ้นได้ว่า ต้องอาศัยความรู้และปัญญาจากท่านผู้รู้ที่สัญจรใน Thaipoet.net นี่แหละ เพราะเป็นเวบของสมาคมนักกลอนของประเทศซึ่งรวมสุดยอดนักปราชญ์และผู้สนใจใฝ่รู้ในสรรพศาสตร์แขนงนี้อยู่เป็นปกติแล้ว จึงได้ลองมาตั้งกระทู้ขอความกระจ่างดู
 
คอยอยู่หลายวัน ก็คอยหาย ถึงกระนั้นเจ้าของกระทู้ก็ไม่มีอกุศลจิตที่จะคิดไปในทางที่ว่า ไม่มีใครรู้ แต่กลับมั่นใจในทางว่า ท่านผู้รู้นั่นมี! แต่คงคร้านที่จะพิมพ์ตอบอะไรที่ยืดยาว เพราะต่างก็มีภาระหน้าที่การงานที่จะต้องปฏิบัติด้วยกันทั้งนั้นกระมัง
 
จึงมาใคร่ครวญว่า วิธีไหนหนอ จะไขปัญหาข้องใจได้แบบทุ่นแรงและเวลาของท่าน  ก็ได้คำตอบกับตัวเองว่า  ลองเสนอที่เจ้าของกระทู้ได้ลองแปลอย่างเดาๆมาดู ถ้ามีที่ผิด ท่านผู้รู้ที่แท้ก็คงอดรนทนไม่ได้ที่จะปล่อยให้มีข้อความผิดๆตั้งอยู่ในเวบระดับประเทศนี้ เมื่อนั้นท่านก็คงปรากฏลายสือออกมาไขข้อผิดกันเอง
 
(^_^)
 
... ... ... เจ้าของกระทู้ขอเปลี่ยนและเพิ่มอักขระบางตัวและเครื่องหมายบางอย่างลงในโคลง ให้เป็นในแบบที่คุ้นตากันในปัจจุบัน
 
... ... ..เบญจาวุุทธาษฎร์บั้น... ... ... เบญจางค์
... เบญจมารเบญญา . ... ... ... ... ... ผ่าแผ้ว
... เบญจาภิชานาง- ... ... ... ... ... ... คฌาเณศ
... เบญจนิวรณ์แร้วร้าง... ... ... ... ... ห่างเห็นฯ.
 
 
... บาทที่1 - แยกคำศัพท์ = เบญจ + อาวุทธ + อัษฏ(ร)า + บั้น + เบญจ + องค์
แปลโดยทื่อ เอ้ย! ซื่อ = ห้า + อาวุธ + แปด + ส่วน + ห้า + องค์
แปลลากเข้าความจากหลังมาหน้าแบบภาษามคธปนสยามคือ - ส่วนแห่งองค์ทั้งห้าคือห้าอาวุธแห่งแปด 
(เดาว่าคงหมายถึงมรรคห้าข้อแรก? เห็นชอบ คิดชอบ  พูดชอบ กระทำชอบ อาชีพชอบ )

... บาทที่2 - แยกคำศัพท์ = เบญจ + มาร + เบญญา + ผ่า + แผ้ว
แปลโดยซื่อ = ห้า + มาร + ปัญญา + ผ่า + แผ้ว
แปลลากเข้าความจากหลังมาหน้าแบบภาษามคธปนสยามคือ  - เป็นปัญญาใช้ผ่าแผ้วห้ามาร

... บาทที่3 - แยกคำศัพท์ = เบญจ + อภิช(ฌ)า + อน + องค์ + ฌาณ(คงเขียน ณ เณรสะกดแบบสันสกฤต?) + อีศ
แปลโดยซื่อ = ห้า + ความโลภ , ความพอใจ + ไม่ + องค์ + ฌาน + เป็นใหญ่
แปลลากเข้าความจากหลังมาหน้าแบบภาษามคธคือ ความไม่ถึงความเป็นใหญ่ในองค์ฌาน(เอกัคตา - อุเบกขา ?) เพราะ(มารคือ)ห้าความพอใจ(เป็นเครื่องขัด) / หรือความพอใจทั้งห้าทางตา หู จมูก ลิ้น กาย อันกลายมาเป็นธัมมารมณ์ สุข,ทุกข์เวทนา สัญญา(ความจำ) สังขาร(ความปรุงไป) กั้นขวางอุเบกขาไป
 
สำหรับบาทที่3นี้ มีคำๆหนึ่งซึ่งเป็นปัญหาคือ อภิชา ตก ฌ เฌอ ไป1ตัว(ไม่ใช่อภิชฌา) ผมจึงยกโคลงทั้งบทนี้ไปวางsearch ใน Google จนพบโคลงนี้ในwebsiteต่างๆ ซึ่งใช้ศัพท์ตรงนี้ว่า อพิชา อันไม่ทราบว่าถูกต้องตามต้นฉบัับท่านผู้แต่งหรือไม่ ถ้าถูก คำๆนี้ก็น่าจะมาจากศัพท์ว่า อวิชา เพราะ ว แผลงเป็น พ ได้ 
 
ซึ่งจะทำให้  "เบญจาพิชานางคฌาเณศ" แปลใหม่ได้ว่า ไม่ถึงความเป็นใหญ่ในองค์ฌาน เพราะอวิชชาทั้งห้า (ซึ่งเจ้าของกระทู้ขอเดาไปตามศัพท์ว่า เป็นความหลงของสัตว์ต่อวิญญาณที่มีการกระทบใน ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ  รูป เสียง กลิ่น รส  โผฏฐัพพะ จนเกิดเป็นอนุสัยความเคยชินในนิวรณ์ทั้ง5คือ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทัธจกุกกุจจะ  วิจิกิจฉา (เพราะนิวรณ์5 คืออาหารของอวิชชา และความไม่สำรวมอินทรีย์คืออาหารของนิวรณ์5อีกที) ถึงอย่างนี้แล้วก็ยังพอเข้าเค้ากับคำแปลข้างต้น
 
... บาทที่4 - แยกคำศัพท์ = เบญจ + นิวรณ์ + แร้ว + ร้าง + ห่าง + เห็น
แปลโดยซื่อ = ห้า + เครื่องขวางกั้นการถึงธรรม + กับดัก + หาย + ห่าง + เห็น
แปลลากเข้าความจากหลังมาหน้าแบบภาษามคธปนสยาม = กับดักการถึงธรรมคือนิวรณ์ทั้งห้า(ถูกกำจัดให้)ห่างหายไปดังประการที่เห็นแล

... ... ... แปลโดยรวมทั้งชุดโคลงก็คือ "ส่วนแห่งองค์ทั้งห้าคือห้าอาวุธแห่ง(มรรค)แปด เป็นปัญญาใช้ผ่าแผ้วห้ามาร  อันคืออวิชชาห้าซึ่ง(ขวาง)ไม่ให้เข้าถึงความเป็นใหญ่ในองค์ฌาน (นาม)เบญญจนิวรณ์นั้นให้หายไปดังเห็นแล"
 

ฝากท่านพิจารณามาด้วยความเคารพ
 
.
ผู้แสดงความคิดเห็น จขกท วันที่ตอบ 2014-02-11 07:24:53


ความคิดเห็นที่ 2 (2448944)

 ดาว อาชาไนย http://www.klonthaiclub.com/index.php?topic=26097.msg206803;topicseen#msg206803


ก่อนอื่นขอออกตัวก่อนว่ามิได้เป็นผู้แตกฉานในศาสตร์เหล่านั้นทั้งสิ้น  แต่มีนิสัยชอบแก้ปัญหาเหล่านี้  จึงขอไขปัญหาว่า

โคลงบาทที่หนึ่ง   หมายความว่า  คนในพระพุทธศาสนาจะกราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์  โดยให้อวัยวะทั้งห้าแตะพื้น  คือ
เข่าทั้งสอง  ฝ่ามือทั้งสอง  และหน้าผาก

โคลงบาทที่สอง  หมายความว่า  พญามารทั้งห้า  คือ  ขันธมาร  กิเลศมาร  อภิสังขารมาร  มัจจุมาร  และเทวบุตรมาร
ที่เป็นอุปสรรคขัดขวางบุญกุศล

โคลงบาทที่สาม  หมายความว่า  นางที่งามด้วยเบญจกัลยาณี  คือ  มีผมงาม  ผิวเนื้อที่เหงือกและริมฝีปากมีสีแดงงาม  ฟันงาม
มีผิวเนื้องาม  และมีความงามทุกวัย

โคลงบาทที่สี่่  หมายความว่า  นิวรณ์ธรรมทั้งห้าอันเป็นเครื่่องกั้นความดีไม่ให้บรรลุ  คือ  กามฉันทะ ความพอใจรักใคร่  พยาปาทะ ความพยาบาท
ถีนมิทธะ  ความง่วงเหงาหาวนอน  อุทัจจกุกุจจ  ความฟุ้งซ่าน ประหม่า ขวยเขิน  ความรำคาญใจ  และวิจิกิจฉา  ความลังเลสงสัย
ควรหลีกเร้นให้ห่าง
ผู้แสดงความคิดเห็น share วันที่ตอบ 2014-02-11 12:55:21


ความคิดเห็นที่ 3 (2448945)

 ขอร่วมแสดงอรรถถกถา ตามกำลังสติปัญญาเท่าที่พอจะรำลึกได้ เผื่อจะมีผู้รู้มาทำให้เรื่องนี้กระจ่างยิ่งขึ้นต่อไป จำได้ว่านานมาแล้ว ท่านกามนิตได้เคยชวนแปลลิลิตยวนพ่ายบทแรกไปครั้งหนึ่ง ครั้งนั้นมีผู้เข้ามาถกกันหลายท่านและสืบข้อความไปหลายกระทู้ ซึ่งกล่าวได้ว่ายังไม่ได้ข้อสรุปโดยสมบูรณ์

ทราบกันแล้วว่า ลิลิตยวนพ่าย เป็นลิลิตสดุดีวีรกรรมพระมหากษัตริย์ สันนิษฐานว่าแต่งขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2(พ.ศ.๒๐๑๕-พ.ศ. ๒๐๗๒) เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ(พ.ศ.๑๙๗๔-พ.ศ.๒๐๓๑) เมื่อครั้งทรงมีชัยชนะเหนือพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์ล้านนาที่ยกทัพมารุกรานกรุงศรีอยุธยา ไม่ปรากฏนามผู้แต่งแน่ชัด แต่ต้องเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญทางอักษรศาสตร์และพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง
แต่เนื่องจากลิลิตยวนพ่ายใช้ภาษา(ไทยโบราณ,เขมร,บาลี,สันสกฤต) พงศาวดารและหลักปรัชญาทางพระพุทธศาสนาค่อนข้างลึกซึ้งและเข้าใจยากจึงไม่ใคร่ได้รับความนิยม (“แต่หนังสือเรื่องยวนพ่าย ถ้าจะกล่าวแล้วเป็นหนังสืออาภัพ ผิดกับกลอนตำราเรื่องอื่น เช่น ลิลิตพระลอและเตลงพ่ายเป็นต้น เพราะมิใคร่จะมีใครอ่าน เหตุด้วยในคำนมัสการและคำยอพระเกียรติข้างตอนต้นหนังสือยวนพ่าย ผู้แต่งใช้ศัพท์และแสดงอรรถอันลึกซึ้งเข้าใจยาก ผู้อ่านๆแต่ต้นไปไม่ได้เท่าใดก็มักฉงนสนเท่ห์แล้วเลยเบื่อหน่ายปิดหนังสือทิ้งเสีย”-สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ)
ลิลิตยวนพ่าย ประกอบด้วยร่ายดั้น ๒ ตอนและโคลงดั้นบาทกุญชร ๓๖๕ บท บทที่เจ้าของกระทู้ยกมาให้ช่วยแปลความนี้เป็นส่วนต้นๆ ที่กล่าวยอพระเกียรติฯ โดยเริ่มจากร่ายดั้น และโคลงดั้นบาทกุญชรที่มีลักษณะคล้ายโคลงกระทู้ คือส่วนแรกใช้คำกลายๆกระทู้ว่า “พระมา”คือเสด็จทรงจุติมา ส่วนที่สองกล่าวถึงพระกฤษฎาและพระปรีชา และใช้จำนวนนับในภาษาบาลีเป็นกระทู้(จากเอกะถึงทสสะ)และสำแดงความสอดคล้องในพระอัจฉริยภาพต่อหลักธรรมอันขมวดไว้เป็นพระสูตรตามจำนวนนับในภาษาบาลีดังกล่าว

บทที่คุณToshare นำมาลงไว้เป็นบทที่กล่าวถึงพระสูตรที่ประกอบด้วยจำนวน๕ (คือเบญจ)
ผมขอแปลเท่าที่พอจะแปลความได้และไม่ยืนยันว่าเป็นที่สุด

๏ เบญจาวุทราษฎรบั้น       เบญจางค
เบญจมารเบญญา       ผ่าแผ้ว
เบญจาพิชานาง       คฌาเณศ
เบญจนิวรณแร้วร้าง       ร่างเหน ฯ

เอาหลักๆหรือกระทู้ก่อนนะครับ
เบญจาวุท-อาวุธ ๕ 
๑.สักกัสสะ วะชิราวุธัง คือ วชิราวุธ ของ พระอินทร์ 
๒.ยะมะนัสสะ นะยะนาวุธัง คือ นัยน์ตา ของ พระยายม 
๓.เวสสุวัณณัสสะ คะทาวุธัง คือ กระบอง ของ ท้าวเวสสุวรรณ 
๔.นารายะสะ จักกราวุธัง คือ จักร ของ พระนารายณ์ 
๖.อาฬะวะกัสสะ ทุสาวุธัง คือ บ่วงบาศ ของ ท้าวอาฬวกยักษ์
เบญจมาร-มาร ๕
๑.  ขันธมาร   มารคือขันธ์ ๕  ร่างกายไม่อำนวยให้ทำความดี  เช่น  เจ็บป่วย  ทุพพลภาพทำให้หมดโอกาสดี  ๆ   ในชีวิต  
๒. อภิสังขารมาร  มารคือบุญบาป   ความชั่วทำให้ขัดขวางมิให้บรรลุคุณธรรม   และบางทีบุญก็ขัดขวางเช่นเดียวกัน  เพราะเป็นเหตุให้เวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏ  ผู้ที่ทำบุญไปเกิดในภพภูมิที่ดีเช่นสวรรค์   ก็หลงมัวเมาไม่รู้สร่าง  อย่างนี้แหละที่ท่านว่าบุญก็เป็นมารมิให้บรรลุธรรม
๓.  กิเลสมาร   มารคือ กิเลส  โลภ   โกรธ   หลง  เป็นมารเพราะขัดขวางมิให้บุคคลบรรลุผลสำเร็จดีงาม
๔.  มัจจุมาร  มารคือความตาย  ความตายทำลายทุกสิ่งในชีวิต  บางทีกำลังก้าวหน้าใน ชีวิตทั้งทางโลกและทางธรรม   ก็มาด่วนตายเสียก่อน  ความามตายจึงตัดโอกาสดี   ๆ   ในชีวิต
๕.  เทวปุตตมาร  มารคือเทพบุตร   เทวดาที่เกเรคอยขัดขวางมิให้คนทำดี  หมายเอาเทวบุตรฝ่ายอันธพาลทั้งหลายอย่างสูง  หมายเอาพญามารชื่อวสวัตตีที่กล่าวข้างต้น

เบญจาพิชา-อภิญญา ๕
๑. อิทธิวิธี คือ แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้ เช่น เหาะ , เหิน , เดินอากาศ , เดินทะลุกำแพง , ดำดิน , เดินบนน้ำ , เอามือไปลูบพระอาทิตย์ , หายตัวได้ เป็นต้น ทำได้ด้วยฌานสมาบัติ ไม่ใช่คาถาอาคมเหมือนวิชาไสยเวทของวิทยาธร ...
๒. ทิพพโสต คือ หูทิพย์ , สามารถฟังภาษาสัตว์ต่างๆรู้เรื่องได้
๓. เจโตปริยญาณ คือ ญาณที่รู้ใจคนอื่นได้ รู้ความคิดของผู้อื่นได้ ทายใจคนอื่นได้ 
๔. ปุพเพนิวาสานุสติญาณ คือ ญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้ รู้เรื่องราวในอดีตของตัวเองได้
๕. ทิพพจักขุ คือ มีตาทิพย์ , มองเห็นทั้ง 3 ภพ โลก นรก สวรรค์ ฯลฯ
อาจมีหลายท่านเคยได้ยิน อภิญญา ๖ คือ
๖. อาสวักขยญาณ คือ ญาณที่ทำให้ กิเลส อาสวะ หมดสิ้นไป จนเป็นพระอรหันต์ในที่สุด
ซึ่งเป็นญาณที่ปถุชนยังมิอาจเข้าถึงได้

เบญจนิวรณ-นิวรณ์ ๕
นิวรณ์ ๕ หมายถึง สิ่งที่ขวางกั้นจิตทำให้สมาธิไม่อาจเกิดขึ้นได้ มี 5 อย่างคือ
๑.กามฉันทะ คือ ความยินดี พอใจ เพลิดเพลินในกามคุณอารมณ์ ได้แก่ ความยินดี พอใจในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ(สิ่งสัมผัสทางกาย) อันน่ายินดี น่ารักใคร่พอใจ รวมทั้งความคิดอันเกี่ยวเนื่องด้วยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะนั้น (คำว่ากามในทางธรรมนั้น ไม่ได้หมายถึงเรื่องเพศเท่านั้น)
๒. พยาบาท คือ ความโกรธ ความพยาบาท ความไม่พอใจ ขัดเคืองใจ
๓. ถีนมิทธะ แยกเป็นถีนะ คือ ความหดหู่ท้อถอย และมิทธะ คือ ความง่วงเหงาหาวนอน ถีนะและมิทธะนั้นมีอาการแสดงออกที่คล้ายกันมาก คือทำให้เกิดอาการเซื่องซึมเหมือนกัน แต่มีสาเหตุที่ต่างกันคือ
ถีนะเป็นกิเลสชนิดหนึ่ง เกิดจากการปรุงแต่งของจิต ทำให้เกิดความย่อท้อ เบื่อหน่าย ไม่มีกำลังที่จะทำความเพียรต่อไป
ส่วนมิทธะนั้นเกิดจากความเมื่อยล้าอ่อนเพลียของร่างกาย หรือจิตใจจริง ๆ เนื่องจากตรากตรำมามาก หรือขาดการพักผ่อนที่เพียงพอ หรือการรับประทานอาหารที่มากเกินไป มิทธะนี้ไม่จัดเป็นกิเลส (พระอรหันต์ไม่มีถีนะแล้ว แต่ยังมีมิทธะได้เป็นบางครั้ง)
๔. อุทธัจจกุกกุจจะ แยกเป็นอุทธัจจะคือความฟุ้งซ่านของจิต และกุกกุจจะคือความรำคาญใจ
อุทธัจจะนั้นคือการที่จิตไม่สามารถยึดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เป็นเวลานาน จึงเกิดอาการฟุ้งซ่าน เลื่อนลอยไปเรื่องนั้นที เรื่องนี้ที
ส่วนกุกกุจจะนั้นเกิดจากความกังวลใจ หรือไม่สบายใจถึงอกุศลที่ได้ทำไปแล้วในอดีต ว่าไม่น่าทำไปอย่างนั้นเลย หรือบุญกุศลต่างๆ ที่ควรทำแต่ยังไม่ได้ทำ ว่าน่าจะได้ทำอย่างนั้นอย่างนี้
๕. วิจิกิจฉา คือ ความลังเลสงสัย ไม่แน่ใจ หรือไม่ปักใจเชื่อว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด หรือควรทำแบบไหนดี จิตจึงไม่อาจมุ่งมั่นในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งได้อย่างเต็มที่ สมาธิจึงไม่เกิดขึ้น
นิวรณ์ทั้ง 5 ตัวนี้ มีเฉพาะอุทธัจจะเท่านั้นที่เกิดขึ้นตัวเดียวได้ ส่วนนิวรณ์ตัวอื่น ๆ นอกนั้น เมื่อเกิดจะเกิดขึ้นร่วมกับอุทธัจจะเสมอ

ทีนี้ลองแปลไปทีละวรรค
เบญจาวุทราษฎรบั้น       เบญจางค
เบญจาวุท-อาวุธทั้งห้า
ราษฎร-(สก.)แปลว่า ชาวเมือง,แว่นแคว้น,บ้านเมือง
บั้น-ส่วน
เบญจางค-อวัยวะทั้งห้า หัว๑ แขน๒ เข่า๒
แปล: มีราษฎรดั่งอาวุธวิเศษทั้งห้าอยู่ข้างพระวรกาย(เป็นมือเป็นแขน)

เบญจมารเบญญา       ผ่าแผ้ว
เบญจมาร-มารทั้ง๕
เบญญา-ปัญญา
แปล: มารทั้งห้าจะมาผจญก็ทรงใช้ปัญญาขจัดไปจนสิ้น

เบญจาพิชานาง       คฌาเณศ
เบญจาพิชา-อภิญญา ๕
คฌาเนศ-พระพิฆเนศ
แปล: ทรงบรรลุอภิญญาห้าเสมอเท่าพระพิฆเนศ
มีสงสัยอยู่นิดตรงคำว่า”นาง”เพราะพระพิฆเนศมีเพศเป็นชาย แต่โดยความเข้าใจน่าจะมีลักษณะเหมือนที่เราเห็นคำเรียกบุรุษที่สามว่า”ท้าวเธอ”

เบญจนิวรณแร้วร้าง       ร่างเหน ฯ
เบญจนิวรณ์-นิวรณ์ ๕
แร้ว-บ่วงดักสัตว์
ร้าง-ก. ทอดทิ้งไว้, ไปจาก. ว. ว่างเปล่า, ปราศจากผู้คน.

แปล:ทรงขจัดนิวรณ์ทั้งห้าจนไม่มีสิ่งใดหลงเหลือให้เห็นได้เลย

ดีใจที่คำแปลของผมก็คล้ายๆของท่าน ดาว อาชาไนยเหมือนกัน
รอท่านผู้รู้อื่นๆมาเฉลยต่อครับ

พรายม่าน
สันทราย
๐๘.๐๒.๕๗
ผู้แสดงความคิดเห็น share วันที่ตอบ 2014-02-11 12:56:43


ความคิดเห็นที่ 4 (2449819)

 ดิฉันขอแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมนะคะ
จากที่เคยอ่าน นานมาแล้ว.. แต่จำได้ว่า "ลิลิตยวนพ่าย" เป็นลิลิตยอพระเกียรติเรื่องแรกของไทย
ก็เลยไปค้นหนังสือที่เก็บซ่อนไว้  ดีใจมากที่เจอ..
หนังสือเล่มที่เป็นเจ้าของพิมพ์ครั้งที่สี่  ของสำนักพิมพ์ศิลปาบรรณาคาร  พ.ศ. ๒๕๑๓  ราคาหน้าปก ๑๐ บาท
ดิฉันซื้อปี ๒๕๒๐  จากร้านหนังสือที่กำลังจะปิดกิจการ  เลยได้ราคาลด ๕ บาท
รีบเปิดดู.. เหลืองกรอบ แต่ไม่ขาด  ดีใจอีกยก..

รีบหาโคลงบทที่คุณtoshare ถาม ก็เจออีก.. อยู่หน้าที่ ๘

  ๏ เบญจาวุทธาษฎรบั้น   เบญจางค                   
เบญจมารเบญญา             ผ่าแผ้ว
เบญจาพิชานาง               คฌาเณศ
เบญจนิวรณแร้วร้าง         ร่างเหน ฯ

มีคำที่ต่างจากคุณtosare  ๑ คำ และ...

... ... ..เบญจาวุทธาษฎรบ้นน ... ... ... เบญจางค
... เบญจมารเบญญา ... ... ... ... ... ... ผ่าแผ้ว
... เบญจาภิชานาง... ... ... ... ... ... ... คฌาเณศ
... เบญจนิวรณแร้วร้าง. ... ... ... ... ... ห่างเหนฯ.  / ต้องเว้นวรรค ๑ ตัวอักษร / ไม่มีจุด  / (เส้นปรุก็ไม่มี...อิอิ... สาวน้อยหัวเราะ)

มีคำที่ต่างจากคุณพรายม่าน  ๑ คำ

๏ เบญจาวุทราษฎรบั้น       เบญจางค
เบญจมารเบญญา           ผ่าแผ้ว
เบญจาพิชานาง             คฌาเณศ
เบญจนิวรณแร้วร้าง       ร่างเหน ฯ

หนังสือที่ดิฉันมี  จะมีคำอธิบาย (เมื่อพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๖๕)  พระนิพนธ์ สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ   จะเป็นข้อความที่ต่อจากคุณพร่ายม่านลงไว้ในย่อหน้าที่ ๓

"...ปิดหนังสือทิ้งเสียไม่อ่านไปจนถึงตอนเรื่องพงศาวดาร เป็นดังนี้โดยมาก เห็นจะเป็นมาช้านาน  จึงมีผู้รู้ แต่จะเป็นผู้ใดหาทราบไม่  อุตส่าห์แปลอรรถในหนังสือยวนพ่ายเขียนบอกไว้
ในต้นฉบับอันหนึ่ง ซึ่งหอพระสมุด ฯ ได้มา เป็นฝีมืออาลักษณ์ครั้งรัชกาลที่ ๒ เขียน..."

ฉะนั้นโคลงบทที่ถาม ก็จะมีคำแปลอรรถระหว่างบาทไว้ด้วย ดังนี้

๏ เบญจาวุทธาษฎรบั้น   เบญจางค                   
เบญจมารเบญญา           ผ่าแผ้ว
(ขันทะ  กิเลศ  อภิสังขาร  เทวบุตร  มัจจุ  มาร ๕)
เบญจาพิชานาง             คฌาเณศ
(อวิชาเป็นไปในเบญจกาม   องคฌาน ๕)
เบญจนิวรณแร้วร้าง         ร่างเหน ฯ
(กามะฉันทะ  พยาบาท  ถินะมิทะ  อุทจกูกุจะ  วิจิกิจฉา  นิวรณ์ ๕)


ข้อสังเกต โคลงบาทที่ ๑ ไม่มีข้อธรรมแปลอรรถกำกับไว้ น่าจะถอดความว่าอย่างไร
            โคลงบาทที่ ๒ ข้อธรรมตรงกับ คุณอาชาไนย และคุณพรายม่าน
            โคลงบาทที่ ๓ ความเห็นทั้งสองท่านไม่ตรงกัน
            โคลงบาทที่ ๔ ตรงกันทั้งสองท่าน

เชิญคุณtoshare และท่านที่สนใจลองถอดความดูนะคะ ดิฉันจะได้อนุโมทนาด้วยความปราโมทย์ 

                                                                               พี.พูนสุข     

ผู้แสดงความคิดเห็น share วันที่ตอบ 2014-02-17 14:41:18


ความคิดเห็นที่ 5 (2449820)

 

มาช่วยสงสัย

บรรทัดที่สงสัยที่สุดคือ
เบญจาพิชานาง               คฌาเณศ

เข้าใจว่ามาจากคำว่า
เบญจ+อวิชาน+องค์ฌาณ+ ศ

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้ความหมาย
วิชานนะ น. ความรู้, ความเข้าใจ
ดังนั้นเมื่อเติม อ เข้าไป อวิชาน(นะ) ก็ย่อมหมายถึง ความไม่รู้ ความไม่เข้าใจ
ถ้าดูลักษณะเนื้อความแล้ว  แต่ละเบญจนั้นจะเปรียบเทียบเข้าคู่กันอยู่
วรรคแรกเป็นบทนำ ทำนองว่า เบญจาวุธ ของประชาชนทั้งหลาย
ก็ต้องใช้ องค์ประกอบห้าในการต่อกร
เบญจมารกำราบด้วยปัญญา  ณาณห้าก็ใช้กำราบเบญจนิวรณ์
อันที่จริงในบรรทัดที่หนึ่งและบรรทัดที่สี่ ก็ยังมีที่สงสัยอยู่บ้าง 
แต่ขอโพสต์ถามบรรทัดที่สามที่ยังตอบตัวเองไม่ได้
เผื่อจะมีใครช่วย

คือว่า อวิชชา มันเป็นองค์ ๔ ทำไมเขาถึงใช้เป็น เบญจ ซึ่งหมายถึง ๕ ล่ะคะ
หรือมันสามารถแยกเพิ่มเป็นองค์ห้าได้
ถ้ามีจะเพิ่มเป็นอะไร เพราะอวิชชานั้นเทียบกับอริยสัจ ๔
ถ้าแปลง่ายๆ จะแปลได้ว่า
อวิชชาคือ ไม่รู้จักทุกข์  ไม่รู้จักสมุทัย  ไม่รู้จักนิโรธ  ไม่รู้จักมรรค
มันจึงค่อนข้างจะสมบูรณ์ในตัวกำหนดแล้ว

ใครรู้  ช่วยมาอธิบายข้าพเจ้าด้วยเถิด
จะได้โยงไปบรรทัดอื่นได้สบายใจ
เพรางาย
 
 
 
 09 กุมภาพันธ์ 2014
 
ผู้แสดงความคิดเห็น share วันที่ตอบ 2014-02-17 14:43:34


ความคิดเห็นที่ 6 (2449990)

ขอบพระคุณท่านผู้รู้ได้ให้เกียรติแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความคิดเห็นที่หลากหลาย ทำให้ผู้รู้น้อยอย่างข้าพเจ้าได้รับความรู้เพิ่มเติมด้วยความขอบพระคุณครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น แฟนนักกลอน วันที่ตอบ 2014-02-18 11:23:51



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.