ReadyPlanet.com


O พุทธ ..? O


1..
O โอ-ศรัทธาบ้าบอด..ราวทอดเงา-
รอคอยให้สองเท้าย่างเข้าหา-
เพื่อย่ำเหยียบ..ย่ำยีด้วยลีลา-
ของผู้ใช้ปัญญาอีกคราครั้ง !

O ในโบสถ์รูปองค์พระ..แสงสะท้อน
แว่วเหมือนคำบวงวอน, คำสอนสั่ง-
เผยบทบาทแทรกปนให้ทนฟัง-
โมหะการณ์คลุ้มคลั่ง..ที่หลั่งริน !

2..
O กราบพระพร้อมคิดย้ำในคำนึง
องค์ผู้ซึ่งล่มตนเสียป่นสิ้น
แผ่องค์ธรรมโอบแคว้น..อาบแผ่นดิน
กล่อมจิตดิ้นรนส่ายให้คลายร้อน

O แจงองค์ธรรมล้ำลึก..ให้ศึกษา
ล่มบอดบ้าโง่เขลาให้เพลา..ผ่อน
จุดแสงในแววตา..ด้วยอาทร
แม้ผู้นอนหลับใหล..ยังได้รู้ !

O จนวันเดือนปีเปลี่ยนหมุนเวียนรอบ
ไย - เกณฑ์กรอบครอบเอาทุกเหล่า..หมู่
กรรม, วาท, วัตร..บิดเบือนไม่เหมือนครู-
ย่างเหยียบสู่หนทางล่มล้างตน

O ใบไม้ร่วงหล่นคว้างที่กลางป่า
เมื่อปัญญาแจ้งเลศ..ปวง-เหตุผล
สายวารีเลื่อมไหล..เมื่อใจคน-
ผ่านช่วงยามหลุดพ้น..จาก-วนเวียน

O คืนนั้น..จันทร์ทรงเพ็ญลอยเด่นฟ้า
พร้อมอัตตาตัวตน..ผ่านพ้น..เปลี่ยน
คืนนั้น..สายน้ำหลาก..ใจพากเพียร-
ก็กร่อนเกรียนทุกข์ทน..ไปพ้นทาง

O ที่ด้านบนกิ่งโพธิ์..เหมือนโล้..ลู่-
กิ่งก้านรู้นบนอบอยู่รอบข้าง
สายน้ำยังเอื่อยไหล..เมื่อใครวาง-
ตัวตนทิ้งคาค้าง..ที่กลางจร

O ครั้งนั้น..เนรัญชลา..ไหลบ่าสาย
พร้อมจันทร์ฉายแสงพลอด..ลงออดอ้อน
โพธิ์คงระบัดใบ..หากไฟฟอน-
ในอกร้อนรนทุกข์..ไม่ลุกโชน

O ครั้งนั้น..สายวารี..คงรี่ไหล
บางจิตใจ..กรอบ-กัก..กลับหักโค่น
ตัวตนถูกถอดถอน, ความอ่อนโยน-
ก็ถ่ายโอนออกแล้ว..ผ่านแววตา

O ที่โคนไม้ร่มพฤกษ์..ค่ำดึกนั้น-
มีแสงจันทร์อ่อนละมุน..พร้อมคุณค่า-
แห่งความเป็น..ความมี..เริ่มลีลา-
ล่มมิจฉาการณ์ปวง..ลับล่วงตอน

O แทบบัลลังก์โคนพฤกษ์..ค่ำดึกนั้น-
ความยึดมั่นในโลกถูกโยกถอน
ถ้วนสิ้นความปรารถนาเคยอาวรณ์-
กลับถูกทอนถ่ายบท..จนหมดรอย

O จากอุษากาล-พ้น..สู่สนธยา
ถ้วนมิจฉาการณ์สรรพ..ก็ยับย่อย
การตีความ..ใคร่ครวญก็ล้วนพลอย-
ช่วยปลดปล่อยสภาพธรรม..เคยค้ำยัน

O ล้วนบทบาท..อวิชชาค้ำคาใจ
จนพาให้คอยประพฤติแต่..ยึดมั่น
จำแนกการตีความ..ไว้ล่ามพัน
แล้วสร้างฝันแทรกซ้อนไว้ผ่อนพิง

O ที่บัลลังก์โคนโพธิ์..ภิญโญญาณ-
นั้น - เบ่งบานล้อมใจจนใหญ่ยิ่ง
รูปนามเคยโน้มแนบเข้าแอบอิง-
ก็หล่นกลิ้งเกลือกภาวะอารมณ์

O ปราศเชิงชั้นช่อฟ้า..ให้ตาเห็น
เพียงจันทร์เพ็ญแสงอยู่..เมื่อรู้สม-
มุติ..สัตย์..เท็จ..ต่าง..เหมือน..รู้เงื่อนปม-
การห้อมห่มรูปจริตให้ติดคา

3..
O โอ นั่นเสียงพากย์วอน..นัยอ้อนออด-
เอาบุญบาปก่ายกอด..ความบอดบ้า
ล้อมหัวใจเต็มพิกัด..ด้วยศรัทธา
เหนี่ยวจูงพาชาติภพ..บรรจบ-วน

O วัตถุธรรมล้ำเลิศ..บรรเจิดนัย-
ก็ผ่านให้ลูบคลำอยู่ซ้ำหน
ช่อฟ้าช้อยยอดเฟื้อย..ก็เลื้อยจน-
จะพุ่งพ้นหลังคา..สู่ฟ้าไกล

O กระเบื้องเหลือบแสงสูรย์..จำรูญสี
เมื่อความมี..ความเป็น..มองเห็นได้
ธูป, เทียน, บุษบัน..พร้อมควันไฟ-
ก็ก่อรูปขับไขสู่นัยน์ตา

O นั่น-รูปเศียรก้มหมอบอยู่รอบด้าน
พร้อมศัพท์เสียงบนบานที่ด้านหน้า
วางความเชื่อบนคำ..ให้นำพา-
ด้วยศรัทธาคลุมครอบอยู่รอบใจ

O เสียงพร่ำพร้องบาปบุญก็หนุนเนื่อง
เชิดชูเรื่องกล่าวรับเกินนับไหว
ยอโลกหน้าโลกนู้นที่พู้นไกล
รองรับความฝันใฝ่..ที่ในตน

O หนึ่งรูปนามทรงกาย..ริมสายน้ำ
ตรึกตรองธรรมจนรู้..เหตุสู่ผล
จิตใคร่ครวญแยบคาย..ก็ว่าย-วน
ผ่านสู่ความหลุดพ้น..ล้าง-หม่นมัว

O มีหรือโบสถ์งามลออ..ชั้นช่อฟ้า
ในที่ราตรีกาลคลี่ม่านหลัว-
ลงคลุมครอบโมหันธ์..จนสั่นรัว-
ก่อนคลายตัวเคลื่อนพ้น..อย่างอลเวง

O โอ ลวดลายพัดยศ..กำหนดรูป
กลางควันธูปแสงเทียนเฝ้าเวียน..เพ่ง
เย้ยสายตา, หยอกยั่ว..ให้กลัวเกรง-
การเร้าเร่งสั่นรัวของตัวตน

O แย้มยิ้มรับศรัทธา..ร่วมปราศรัย
แววตาไหวตอบรับ..ก็สับสน
ปฏิพากย์แอบอ้าง..ก็ต่างปรน-
เปรอ-ดวงใจดิ้นรน..ในหนทาง

O ที่ไหนเล่าพากย์ถ้อย..การปล่อยลง
เห็นเพียงสงสารกรรมเขานำอ้าง
สืบทอดรูปวัตถุธรรมเพื่ออำพราง-
การก่อสร้างรูปนิมิตให้พิสดาร

O พระ-จำพรากเวียงวังแต่ครั้งก่อน
ก็เพื่อสอนจิตหลง..ละ-สงสาร
ใช่เพื่อศักดิ์ภิญโญ..ยศโอฬาร
แต่เพื่อผลาญเผาฆ่า..ธรรมารมณ์

O กลับมาไหว้วัตถุ..สาธุเสียง-
ก้มกราบกันพร้อมเพรียง..ขับเสียงขรม
บัวใต้น้ำงอพับอยู่กับตม
ฤๅ-อาจชมแสงเรื่อ..ที่เหนือน้ำ ?

O ดูนั่นเถิด..รูปวิจิตร..เขาปิดทอง
ปากลิ้นฟ้องทุกข์โศกแห่งโลกต่ำ
องค์พระรูปงามลออ..เขา ก็นำ-
แผ่นทองคำปิดครอบอยู่รอบองค์

O สรวงสวรรค์ชะลอลงที่ตรงหน้า
หรือ-บอดบ้ากอดกุมความลุ่มหลง ?
กี่รอบเดือนปีเปลี่ยน..ยังเวียนวง-
อยู่ในสงสารวัฏฏ์..ยากตัดใจ

O ยากจริงหนอ..โลกพิสุทธิ์สมมุติสร้าง
จักปล่อยวาง..รอบวงความหลงใหล
หรือ..กรอบเกณฑ์พิธีกรรม..อาจนำไป-
สบความใสสว่างรู้..แม้..ครู่เดียว ?
.
.
หรือ..กรอบเกณฑ์พิธีกรรม..อาจนำไป-
สบความใสสว่างรู้..สัก..ผู้เดียว ?
 



ผู้ตั้งกระทู้ สดายุ (sdayoo-at-hotmail-dot-com) :: วันที่ลงประกาศ 2013-07-10 20:52:22


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (2385023)

                  เอาให้ถึงแก่นกันไปเลย

เอากันให้ถึงแก่นจริงๆแล้ว พระแท้จะไม่แสดงตน

แต่จะสังเกตได้จากศีลาจารวัตร กับอารมณ์อันเรียบนิ่ง

ธรรมะแท้ จะไม่ปรากฏรูปเป็นคำสอน ไม่ว่าทางวาจาหรือคัมภีร์

แต่จะอยู่เป็นลมหายใจของสรรพสิ่ง

ที่จะต้องสัมผัสกันเอาเองตามระดับสติปัญญา

ปรากฎการณ์ของความเป็นศาสดา

จึงจอมปลอมตั้งแต่เริ่มประกาศศาสนาแล้ว

ไหนเลย ที่สาวกจะเข้าถึงความจริงแท้ได้

เหล่าบรรดาพิธีกรรม การสวดสรรเสริญบูชาจึงต้องเกิดขึ้น

และได้พอกเป็นเปลือกหนาด้วยเหตุนี้

ห่อหุ้มอะไรต่ออะไรใว้อีกหลายๆชั้น

ที่บุคคลซื่งถูกยกย่องให้เป็นปราชญ์แห่งยุคสมัย เรียกว่า แก่น

ความจริงน่าจะเป็นแค่เปลือกชั้นในเท่านั้นเอง

ผู้เป็นเนื้อเดียวกับธรรมชาติ

เฝ้ามองปรากฏการณ์แล้วได้แต่ยิ้มๆ

รับรู้เพียงว่า

สิ่งนี้ๆกำลังเกิดขึ้น

โดยที่มิได้งุนงง หรือคับข้องใดๆ

                                         คารวะ สดายุ

                                                    นายเงา

 

 

 

 

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น นายเงา วันที่ตอบ 2013-07-11 10:20:46


ความคิดเห็นที่ 2 (2385270)

สวัสดีครับนายเงา ..

ยินดีที่มาเจอกันที่นี่อีก ..

เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องนามธรรมที่เข้าใจยาก อธิบายยาก เราจึงจะได้ยินได้ฟังกรณีอย่าง นิกร ยันตระ ภาวนาพุทโธ เณรคำ ธรรมชัยโย (รายหลังนี้คงจุนเจือถึงตัวเป้งในมหาเถร จึงยังคงครอบ"ชนชั้นกลางเชื้อสายจีน ที่มากด้วยศรัทธาจริตนอนเนื่องในจิต" ผ่านชมรมพุทธศาสตร์ตามมหาวิทยาลัยต่างๆมายาวนานได้โดยไม่มีใครแตะ .. ทั้งๆที่เป็นสัทธรรมปฏิรูปเต็มรูปแบบ - ยุคพุทธกาลคงเรียก เดียรถีย์ .. และพระพุทธเจ้าคงตรัสเรียก โมฆะบุรุษ เยี่ยงภิกษุสาติเกวัฏฏะบุตรนั่นทีเดียว) มาไม่ขาดสาย และจะมีต่อไปอีกนับนาน

สติปัญญาที่สามารถพอจะไตร่ตรองสภาวะธรรมรอบตัวอย่างเป็นเหตุเป็นผลและไปได้พ้นจากความเชื่อแบบหลับหูหลับตา สามารถพูดได้ว่าเป็นปริมาณฝ่ายน้อยในสังคมหนึ่งๆ และน่าจะไม่ถึง 1%

เคยนึกเปรียบเทียบกับอะไรสักอย่างว่าความยากที่จะทำให้คนเข้าใจเรื่องนามธรรมได้ถูกต้องนั้น คงเหมือนพยายามอธิบายเรื่อง คณิตศาสตร์ชั้นสูง พวก แคลคูลัส .. differtial .. integration ให้กับ กรรมกรโรงงานฟัง .. ซึ่งคงแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้เข้าใจได้ .. และนี่คือความยากของ นามธรรม ..

ศรัทธาส่วนใหญ่จึงต้องพึ่งพา รูปธรรม อย่าง "พระเจ้า" อันเป็นบุคคลาธิษฐาน ให้นึกออกมองเห็นได้

เมื่อสัทธรรมเชิงนามธรรมแบบ พุทธะ เคลื่อนเข้าปะทะกับการนับถือผีของท้องถิ่นสุพรรณภูมิ ความลักลั่นอีหลักอีเหลื่อก็เริ่มต้น .. เป็นการพยายามท่องจำถ้อยคำที่ไม่เข้าใจภาพรวม หรือ หลักใหญ่ใจความ .. จึงเป็นการยึดถือถ้อยคำแห่งพุทธะหรือเถระ(เถรวาท) แทน เจตนารมย์ หรือ บุคคลิกภาพแห่งพุทธะ (แบบทางมหายาน วัชระยานองธิเบต) ..

ปัญญาชนระดับโลกจึงรู้จัก พุทธแบบวัชระยานอย่าง ดไลลามะ มากกว่า เถรวาทแบบ ไทย พม่า ลาว เขมร ลังกา

"ตรรกะวิภาษ" แบบธิเบตจึงย่อมต้องกับลักษณาการแห่งจิตที่ต้องการ สัจจธรรม

"ไม่เชื่ออย่าลบหลู่" แบบไทยจึงย่อมต้องกับการลักษณาการแห่งจิตที่ขาดเหตุผลและปกป้องตัวเองสูง เพราะไม่ต้องการให้ตัวตนถูกกระทบกระแทก .. อยากอยู่อย่างมืดบอดใต้กะลาครอบตราบสิ้นลม

ยากครับสำหรับสังคมแบบ เชื่องเชื่อ นี้จะให้คนถือเหตุผลได้

ยินดีมากครับที่ได้แลกเปลี่ยนความเห็น

 

ผู้แสดงความคิดเห็น สดายุ วันที่ตอบ 2013-07-11 22:22:35


ความคิดเห็นที่ 3 (2385703)

  

    ท่านสดายุ

     1 รู้สึกตื่นเต้นที่ท่านสนทนาด้วยขนาดยาว มีอาการปลื้มปริ่มเหมือนแฟนคลับเจอซุปตาร์ การที่ผู้ทรงภูมิรู้มาคุยด้วยขนาดนี้

ถือเป็นมงคลของชีวิตอย่างหนึ่ง คงจะอยู่ในความทรงจำไปอีกนาน

      2 ปุถุชนอย่างเรา ไม่สามารถรู้ได้หรอกว่า สงฆ์รูปไหนบรรลุธรรมขั้นไหนอย่างไร แม้จะมีบางคนพยายามบอก จนเกิดกระแส

ศรัทธาบ้าคลั่งขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำอีก ท้ายสุดก็เน่าเฟะครั้งแล้วครั้งเล่า ขึ้นต้นเป็นอรหันต์จบท้ายเป็นอลัชชี และก็เชื่อว่า อีกไม่นาน

พระอรหันต์จะถูกสร้างขึ้นมาใหม่ จากปากคำของผู้มีเครดิตทางสังคม ในสังคมที่แห้งแล้งโหยหา การที่จะมีผู้วิเศษเหนือมนุษย์ขึ้น

มาสักคน น่าจะพอชดเชย ปะชุนในส่วนที่ขาดหายไปได้บ้าง ก็ใช่ว่าคนพวกนั้นจะโง่เขลาไปเสียทีเดียวหรอกนะครับ น่าจะมีคนดู

ออกบ้าง แต่คงพยายามหลอกตัวเองว่า สินค้าที่กำลังเซลอยู่คือสิ่งที่ใช่ อย่างน้อยก็จะได้มีความสุขขณะที่ควักเงินซื้อ กลายเป็น

โรคระบาดทางสังคมที่เกินจะเยียวยา สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นและดับหายไปเป็นระลอกๆ เป็นไปตามสภาวธรรมเหมือนปราฏการณ์อื่น

ซึ่งสามารถสอนธรรมะได้เช่นเดียวกัน

        3  แต่ถึงแม้เราจะไม่สามารถบอกระดับการบรรลุธรรมของสงฆ์แต่ละรูปได้ ถ้าสังเกตก็น่าจะพอบอกได้ว่าสงฆ์รูปใดเป็นพระ

สุปฏิปันโนบ้าง สำหรับผมเอง จะไม่กราบไหว้สมมุติสงฆ์ซื่งมีลักษณะที่เห็นได้จากภายนอก ดังนี้

                     3.1  อวดอิทธิปาฏิหาริย์

                     3.2   คลุกคลีด้วยหมู่คณะมากเกินจำเป็น (พวกมาก พาวเวอร์เยอะ ไม่เคยห่างพวก)

                     3.3   ร่ำรวยจากการบวช

                    และอี่นๆอีกหลายข้อซึ่งมักจะหลบซ่อน สังเกตยาก แต่เอาแค่ 3 ข้อ พระสงฆ์ในเมืองไทยก็หาทีกราบไหว้ได้ยาก

แล้ว และเชื่อว่าวิธีการสังเกตเพียง 3 ประการ จะทำให้สร้างพระอรหันต์ขี้นมาเซลไม่ได้เลย

          4  ปัญหาเรื่องสีลัพพตปรามาส ที่ถูกมองว่าห่อหุ้มแก่นพุทธธรรมนั้น ถ้าศึกษาจะพบว่าผู้ที่จะหลุดพ้นจากสังโยชน์ข้อนี้ได้

โดยสิ้นเชิง จะต้องเป็นระดับโสดาบันขึ้นไปเป็นอย่างน้อย ดังนั้น เราท่านทั้งหลายที่ยังไม่ได้บรรลุโสดาบัน เชื่อว่าทุกคนยังต้องมี

มันจะเกิดขื้นเมี่อจิตใจอ่อนแอ เช่นนักเรียนกลัวสอบตกไปบนบานพระพุทธรูปให้สอบได้ สิ่งนี้ ถ้าไม่ทำมากเกินไปก็ไม่ถึงกับเป็น

อันตราย หากเมี่อไปบนแล้วกลับมาอ่านหนังสือขนาดหนัก ผลคือสอบได้ สรุปได้ว่า การสอบผ่านเกิดจากวิริยะ หนึ่งในคำสอนชุด

อิทธิบาท 4 แต่การที่มีจิตใจเข้มแข็งให้มีกำลังฮึดสู้ คลายความหวาดกลัวและวิคกกังวล ก็น่าจะเกิดจากความอบอุ่นใจ

จากบนบานพระพุทธรูป ซี่งเป็นการใช้พระพุทธรูปไปในทางที่ผิด แต่ถ้าไม่มากจนเกินไปถึงกับขอสวรรค์วิมาน นอกจากจะไม่เป็น

อันตรายแล้ว ก็ยังเป็นประโยชน์บ้าง แต่เป็นประโยชน์อยู่ในระดับยาแก้ปวด ไม่ใช่เป็นการรักษาที่ถูกต้องเหมือนไปพบแพทย์

(ธรรม)และการกินยาแก้ปวดหากบ่อยเกินไปก็เป็นโทษกับร่างกาย เหมือนการบนบานถ้าทำบ่อยเกินไปก็จะบดบังสติปัญญา

ซึ่งในการสอบครั้งต่อไปนักเรียนคนนี้อาจฝังใจว่าตนเองสอบได้เนื่องจากความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธรูป จึงไปบนอีกและไม่อ่าน

หนังสือ ผลคือสอบตก เป็นต้น ดังนั้น ในความเป็นปุถุชน แม้จะยังไม่สามารถละทิ้งสิ่งนี้ได้ ก็ควรทำอย่างมีสติ โดยเมื่อกินยาแก้

ปวดแล้ว อย่าลืมไปพบแพทย์อันเป็นสาระสำคัญด้วย พุทธธรรมจึงจะไม่ถูกบดบัง

   4  สวนโมกข์ จะปรับมหายานเข้ากับเถรวาทได้ดีที่สุด ในบรรดาคำสอนทั้งหมด เรื่องความว่างจะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดบ่อยครั้ง

ในระบบคิดแบบเซ็นของมหายาน โดยไม่ผ่านความคดเคี้ยวของอภิธรรมในพระไตรปิฎกเถรวาท ในขณะเดียวกันคำสอนในทาง

เถรวาทก็จะไปเน้นพระสูตร ซึ่งเป็นทางที่ลัดสั้นและง่ายขึ้น สมัยก่อนสวนโมกข์นานาชาติ ฝรั่งเยอะ เดี๋ยวนี้ใม่ทราบเพราะไม่ได้ไป

มานาน ในยุคกี่งพุทธกาลพระสงฆฺไทย สอนธรรมได้เป็นเลิศที่เห็นมีอยู่ 2 รูป คือท่านพุทธทาส และเจ้าคุณประยุทธ(เจ้าอาวาสวัด

ญาณเวศกวัน) แต่น่าเสียดายที่สวนโมกข์จะอ่อนด้อยในทางบริหารจัดการ คำสอนที่เป็นเลิศจะค่อยๆแผ่วลงหลังจากที่ท่านพุทธ

ทาสเสียชีวิต ส่วนวัดญาณฯ ต่อไปก็คงจะเป็นเช่นเดียวกัน รู้ว่าจะต้องเป็นไปตามสภาวธรรม แต่ในความเป็นปุถุชน ก็ยังอด

เสียดายไม่ได้

                 อ๋อ ลืมสะกิดบอกท่าน เวลาจะพูดถึงผู้เป็นข่าวอื้อฉาวรายใด ไม่ควรไประบุชื่อออกมาตรงๆ ระวังนิดหนึ่ง พวกนี้มี

ทนายความเก่งๆทั้งนั้น พูดในภาพรวมๆมาเถอะ ผมฟังเข้าใจ

                 เอ้อ เหนื่อย  ไม่เคยจิ้มดีดนานขนาดนี้ อยากสนทนากับท่านสดายุนานๆ แต่พิมพ์ช้าไม่ทันใจ แค่นี้ก่อนนะครับ

ผมค่อนข้างจะมีเวลาน้อย และเวลาก็น่าจะเหลือน้อยแล้วด้วย โอกาสดีๆค่อยสนทนากันอีกนะครับ

                                                                                           คารวะ

                                                                                           นายเงา

                                                                                          

        

 

ผู้แสดงความคิดเห็น นายเงา วันที่ตอบ 2013-07-12 15:49:03


ความคิดเห็นที่ 4 (2385770)

นายเงา ..

ว่าด้วยชื่อนี้สักนิด .. หลังจากเพิ่งผ่านตาอีกครั้ง ตัวสังขารก็ปรุงแต่งขึ้นมาว่า ตั้งชื่อได้ดีมากครับ

นาย .. มีสองนัยะ boss กับ Mr

ขอโทษที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษเพราะเข้าใจง่าย .. ขณะที่ภาษาไทยใช้คำเดียวกัน อาจทำให้ไม่ชัดเจน

เงา .. shadow .. มีรูป มองเห็นได้ แต่จับต้องไม่ได้ จะพูดว่ามีก็ไม่ได้ จะพูดว่าไม่มีก็ไม่ได้ .. เหมือนความว่าง .. เหมือนคำว่า เต๋า ของเล่าจื้อ ทาบลงบนสิ่งใดก็เป็นสิ่งนั้น .. ไม่ทำให้สิ่งนั้นเปลี่ยนแปลงทั้งการเพิ่มขึ้นหรือลดลง

แปลว่า วิมุติภาวะ ก็ได้ .. คือ อรหันต์ .. มีรูปแต่ไม่มีตัวตน ..

สังขารผมทำงานออกมาแบบนี้ ..

ระวังญาติโยมจะตามหากันขวักไขว่นะขอรับ

.

.

ตำราดูพระ"ปลอม"ของผม ดูๆจะมากข้อกว่านายเงาพอสมควรครับ

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sdayoo&month=06-2013&date=18&group=164&gblog=40

ด้วยจิตคารวะเช่นกันครับ

สดายุ

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น สดายุ วันที่ตอบ 2013-07-12 23:42:52


ความคิดเห็นที่ 5 (2389234)

O ดอกไม้..ที่ปลายมือ .. O

O เห็นเขาวางดอกไม้หลากหลายสี
อัญชลีกราบก้มประนมขอ
ปากหนึ่งกับถ้อยคำ..เฝ้าร่ำรอ-
พูดเติมต่อสร้างหวังอยู่ทั้งเป็น

O ปล่อยผ่านปรารถนาสู่อากาศ
เผื่อบาง"ธาตุ"สถิตอยู่..จักรู้เห็น
ฟังอ้อนวอนขอเอา..ทั้งเช้าเย็น
อาจลอบเร้นเหนี่ยวดึงส่งถึงมือ

O มิใช่มือสำหรับ..หยิบ..จับ..ทำ-
จนกร้านดำบ่งบอก..นั้นดอกหรือ
จะหยิบฉวยบากบั่นว่านั่นคือ-
ผลลัพท์ให้ยุดยื้อไว้ถือครอง

O ไฉนต้องเฝ้าวอน..อาทรเขา
ที่ไร้เงาแจ่มชัดสัมผัสต้อง
กระไรเลยสำนึกจะตรึกตรอง
ราวจะล่องลอยลับ..สิ้นรับรู้

O ไร้รูปและไร้ร่างจะสร้างสรรค์
เพียงโมหันธ์ที่เห็นและเป็นอยู่
เคลือบอารมณ์ร้อนรุ่มเข้าอุ้มชู
รอสมสู่ด้วยเงาอย่างเปล่าเปลือง

O มือประนม..นึกตรองคำร้องขอ-
กับรูปนามพร่ำพ้อ..อย่างต่อเนื่อง
หวังกุศล..บำรุงตนรุ่งเรือง
ใช้เป็นเครื่องอุดหนุน...เพิ่มบุญญา

O รูปนามที่ไหนหนอ..จะรอช่วย
เอื้ออำนวยมุ่งมาดในปรารถนา
บรรยากาศรอบตัว...จึงมัวตา-
จากคุณค่าของมนุษย์ถูกฉุดดึง

O รูปนามที่ไหนหนอจะพอเห็น-
คอยช่วยเป็นกำลัง..ให้หวังถึง-
ความสำเร็จ..เช่นพร่ำในคำนึง
แม้นเพียงหนึ่งครั้งที่..เคยมีมา

O รูปนามฤๅว่าสร้าง..แอบอ้างเอง
เมื่อคร่ำเคร่งมือประนม..พร้อมก้มหน้า
แนบน้อมจิตอธิษฐานด้วยมารยา-
แห่งมิจฉาการณ์กลั้วทั้งตัวตน

O แล้วรูปนามก็ตามคลุกไปทุกที่
ร่วมบัตรพลีภูมิธรรมอยู่ซ้ำหน
สถิตอยู่ในถวิลคอยดิ้นรน
พาสับสนซัดส่ายอยู่ภายใน

O โอ้ล่ะหนอ..ดวงวันในชั้นสรวง
แม้โชนช่วงแสงระยับ..ขึ้นขับไข
ยังมิอาจส่องแจ้งถึงแหล่งใจ-
อันหมกไหม้มืดมัวอยู่ทั่วกัน

O เห็นเขาวางดอกไม้หลากหลายสี
อัญชลีกราบก้ม..ปรารมภ์-ฝัน-
ต่อ-ศรัทธา, นามรูป, เทียน, ธูป, ควัน
เหนี่ยวสวรรค์สมสู่..ไม่รู้แล้ว

ผู้แสดงความคิดเห็น สดายุ วันที่ตอบ 2013-07-20 06:10:01



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.