ReadyPlanet.com


นิทานเรื่องครูทั้ง ๖ ผู้ไม่นิยมนุ่งผ้า (อฉันทลักษณาภรณ์)


นิทานเรื่องครูทั้ง ๖ มีปรากฏในวาระพระบาลีใจความว่า ครูทั้ง ๖ นั้น คือ

๑. ลัทธิปูรณะกัสสปะ (Purana Kassapa) แปลเป็นชื่อไทยชื่อว่า ธเนศ


ท่านนี้เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งในบรรดาครูทั้ง ๖ ในหนังสือสุมัคลวิลาสินีของพระพุทธโฆษาจารย์ปราชญ์ผู้เรืองนามราวพุทธศตวรรษที่ ๑๐ กล่าว่า ท่านผู้นี้เกิดในตระกูลวรรณะพราหมณ์ ตระกูลหนึ่งมีทาสอยู่ ๙๙ คน ครั้นได้ทาสมาอีกคนหนึ่งจึงครบ ๑๐๐ นายเงินจึงให้ชื่อว่าเจ้าปูรณะ เหตุว่าเต็มร้อย แล้วจึงเรียกตามโคตรว่าเจ้าปูรณกัสสป ครั้นอยู่นานมา เจ้าปูรณกัสสปก็หนีจากนายเงิน ไปพบโจรทั้งหลายๆ ก็ชิงเอาผ้านุ่งผ้าห่มเสียหมด นายปูรณกัสสปก็ไปแต่ตัวเปล่า เข้าไปสู่บ้านแห่งหนึ่ง มนุษย์ทั้งหลายได้เห็นก็สำคัญว่าเป็นพระอรหันต์ จึงพากันให้ข้าวน้ำขนมของกินต่างๆ นายปูรณกัสสปก็ยกตัวเป็นศาสดา มีศิษย์นับถือมาก เป็นนักบวชไม่นุ่งผ้า (อฉันทลักษณาภรณ์) แต่มีบางมติแย้งว่า คำว่าปูรณะมาจากการบรรลุโพธิญาณมากกว่า เป็นเรื่องยากที่คนวรรณะพราหมณ์จะลดตัวมาเป็นเด็กรับใช้ ท่านผู้นี้มีคำสอนที่ว่า "วิญญาณนิ่งอยู่เฉยๆ ไม่ทำงานอะไร แต่ร่างกายต่างหากทำงาน วิญญาณจึงไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลบุญและบาปที่ร่างกายทำไว้และกล่าวว่า บุญไม่มี บาปไม่มี ทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วไม่ได้ชั่ว ทำเองก็ดีให้ผู้อื่นทำก็ดี ย่อมไม่มีผล สิ่งใดก็ตามที่ได้ทำลงไปแล้วดีก็ตาม ชั่วก็ตามเท่ากับว่าไม่ได้ทำไม่มีบุญหรือบาปเกิดขึ้น ทฤษฎีนี้เรียกว่า อกริยทิฏฐิ คือการกระทำที่ไม่มีผล หรือไม่เชื่อไม่เชื่อในผลของกรรม" ซึ่งค้านกับคำสอนของพระพุทธองค์ที่กล่าวว่า กายกับจิตเป็นสิ่งที่เนื่องถึงกัน แยกกันไม่ได้ ทำกรรมเช่นใดย่อมได้รับผลกรรมเช่นนั้น

. ลัทธิมักขลิโคสาล (Magghalikosala) แปลเป็นชื่อไทยชื่อว่า อวยพร
ท่านผู้นี้เป็นบุตรพราหมณ์มักขลิ มารดาชื่อภัททา ณ หมู่บ้านสาลวัน ใกล้เมืองสาวัตถี พระพุทธโฆษาจารย์ กล่าวว่า คำว่าโคสาละ แปลว่าผู้เกิดใน โคสาล/โคศาลา/ศาลาเลี้ยงโค/คอกวัว สมัยเป็นเด็กเป็นคนรับใช้ วันหนึ่งเดินอุ้มหม้อน้ำมันไปตามถนน ด้วยความประมาทจึงลื่นล้ม ประกอบกับกลัวนายเงินจักทำโทษจึงลุกขึ้นวิ่งหนี นายเงินฉวยผ้านุ่งผ้าห่มไว้ จึงไปแต่ตัวเปล่า มาขลิ แปลว่า อย่าลื่น จึงใช้ชื่อว่ามักขลิ ตั้งแต่นั้นมา มนุษย์ทั้งหลายเห็นเจ้ามักขลิโคสาลก็ชวนกันนับถือว่า เป็นพระอรหันต์ แต่ทฤษฎีนี้ก็มีผู้แย้งว่าเป็นไปได้ยากที่ที่คนวรรณะพราหมณ์จะลดตัวเป็นคน ใช้ ยิ่งในสมัยก่อนพุทธกาล วรรณะยังเข้มข้นอยู่ ลัทธินี้มีความเกี่ยวเนื่องกับศาสดา คือปารศวนาถต้นกำเนิดศาสนาเชน และเคยเป็นอาจารย์ของนิครนถ์นาฏบุตรมาก่อน ลัทธินี้มีชีวิตอย่างสกปรก ไม่ยอมรับอาหารที่เขาเจาะจงถวาย ไม่รับอาหารขณะมีสุนัขอยู่ข้าง ๆ หรือแมลงวันตอมอยู่เพราะถือว่าเป็นการแย่งความสุขของผู้อื่นไม่รับประทานป ลา เนื้อ ไม่ดื่มสุราและของมึนเมา ไม่สะสมข้าวปลาอาหาร ยามข้าวยากหมากแพง ลัทธิมีคำสอนว่า "สัตว์ทั้งหลาย ต้องฟื้นคืนชีพมาอีกไม่สูญหายไปจากโลกนี้และมีภพที่ไม่แน่นอนเปลี่ยนแปลงไ ม่ว่าภพชั้นต่ำหรือสูง สัตว์ทั้งหลายไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย การกระทำไม่มี ผลของการกระทำไม่มีการกระทำที่เป็นเหตุเศร้าหมองไม่มี ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับความ บังเอิญและโชควาสนาและอำนาจของดวงดาว การกระทำทุกอย่างอยู่ภายใต้ชะตากรรม อำนาจของดวงดาวมีอำนาจเหนือสิ่งใดในพิภพ แม้แต่พระเจ้ายังตกอยู่ในอำนาจของโชคชะตา ด้วยคำสอนแบบนี้มักขลิโทศาลจึงจัดเข้าในเจ้าลัทธิอเหตุกทิฏฐิ คือมีความเห็นว่าสิ่งทั้งหลายไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย สิ่งทั้งหลายเป็นมาของมันเอง โดยมันเองและเพื่อมันเองไม่มีใครสร้างและปรุงแต่ง" แนวคำสอนนี้ พระพุทธองค์ตรัสว่าไร้ประโยชน์ที่สุดในบรรดาลัทธิทั้งหลาย ลัทธินี้สืบต่อกันมาไม่นานก็ขาดหายไป

๓. ลัทธิอชิตเกสกัมพล (Ajita kesakambala) แปลเป็นชื่อไทยชื่อว่า สายวรุณ
ลัทธินี้ก่อตั้งโดยท่านอชิตเกสกัมพลเป็นผู้มีชือเสียงก่อนพุทธกาลเล็กน้อย คำว่า เกสกัมพล แปลว่า ผู้มีผ้านุ่งผ้าห่มที่ทำด้วยผม เป็นผ้าที่หยาบและน่าเกลียด มนุษย์ทั้งหลายได้เห็นก็สำคัญว่าเป็นพระอรหันต์ จึงพากันให้ข้าวน้ำขนมของกิน มีแนวความคิดที่รุนแรงคัดค้านทุกลัทธิรวมทั้งพุทธศาสนา ลัทธินี้สอนว่า "ทุกสิ่งทุกอย่างขาดสูญ ไม่มีคนไม่มีสัตว์ ไม่มีมารดา บิดา ทำอะไรก็สักว่าแต่ทำเท่านั้นการบูชาบวงสรวงก็ไร้ผล การเคารพนับถือผู้ควรเคารพก็ไร้ผล โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี สัตว์ตายแล้วขาดสูญ ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด เมื่อตายแล้วก็จบที่ป่าช้า ไม่มีอะไรเกิดอีก บาปบุญคุณโทษไม่มี การทำบุญคือคนโง่ การแสวงหาความสุขจึงเป็นสิ่งที่ควรทำ ความสุขที่ได้มาจาก การปล้นสะดมภ์ ย่องเบา เผาบ้านสังหารชีวิตก็ควรทำ" ลัทธินี้ หนักไปในทางวัตถุนิยมยิ่งกว่าลัทธิใด เป็นลักษณะอุจเฉททิฏฐิ ที่เชื่อว่า ตายแล้วขาดสูญ

๔. ลัทธิปกุธกัจจายนะ (Pakudha Kacchayana) แปลเป็นชื่อไทยชื่อว่า วชิระ
ลัทธินี้ก่อตั้งโดยปกุธกัจจายนะ หนึ่งในคณาจารย์ที่มีชื่อเสียง เล่ากันว่าเกิดในตระกูลพราหมณ์ สมัยเด็กมีความสนใจทางศาสนาเป็นอย่างยิ่ง โตขึ้นจึงออกบวชแสวงหาโมกขธรรม จนบรรลุธรรมที่มุ่งหวัง แล้วสั่งสอนจนกลายเป็นอาจารย์ที่มีชื่อเสียง ครูผู้นี้ถือว่า น้ำเย็นมีชีวิต ไม่กินไม่ใช้น้ำเย็น จะกินจะใช้ก็กินก็ใช้แต่น้ำร้อนและน้ำต้ม ถ้าไปในที่ใดก็ข้ามน้ำและเหยียบน้ำ ถือว่าศีลขาด จึงทำทรายให้เป็นกองขึ้นแล้วก็สมาทานศีลกับกองทรายแล้วจึงไป ซ้ำยังสอนว่า "สภาวะที่แยก หรือทำให้แปรเปลี่ยนไปไม่ได้อีก มี ๗ อย่างคือ ดิน น้ำ ไฟ ลม สุข ทุกข์ วิญญาณ ไม่ได้เกิดขึ้นจากการกระทำหรือใครเนรมิตร เป็นสภาพที่ยั่งยืนั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ไม่แปรปรวน ไม่อาจให้สุข ทุกข์ ผู้ฆ่า ผู้ถูกฆ่า บาปกรรมจากการฆ่าจึงไม่มี เป็นแต่เพียงสภาวะที่แทรกเข้าไปวัตถุทั้ง ๗ เท่านั้น" ความเห็นของปกุธกัจจายนะจึงจัดเป็นสัสสตทิฏฐิ คือเห็นว่าโลกเที่ยง ซึ่งเป็นแนวคำสอนที่ตรงกันข้ามกับพุทธศาสนา ครูผู้นี้ชนทั้งหลายก็นับถือว่าเป็นพระอรหันต์ ฯ


๕. สัญชัยเวลัฏฐบุตร (Sanjaya Velatthaputra) แปลเป็นชื่อไทยชื่อว่า พิเชฐ
ท่านสัญชัย เป็นคณาจารย์ที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งในสมัยพุทธกาล ครูผุ้นี้ได้ชื่อว่า สญชัยเพราะเป็นชื่อเดิม ที่เรียกกันว่า เวลัฏฐบุตร เพราะเป็นบุตรแห่งช่างจักสาน ได้ตั้งตนเป็นคณาจารย์สั่งสอนมหาชนว่า ตนเป็นพระอรหันต์ ชนทั้งหลายก็นับถือว่าเป็นพระอรหันต์ ฯ พระอัครสาวกคือ พระโมคคัลลานะและพระสารีบุต รก็เคยอยู่กับท่าน เป็นเจ้าลัทธิของพวกปริพพาชก ตั้งสำนักเผยแพร่ที่เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ชาวมคธเป็นจำนวนมากต่างนับถือในเจ้าลัทธินี้ แต่เมื่อพระอัครสาวกทั้งสองผละหนีไปพร้อมลูกศิษย์เป็นจำนวนมาก จึงกระอักเลือดจนถึงมรณกรรม ท่านสัญชัยมีแนวคำสอนกลับกลอก เอาแน่นอนไม่ได้ ไม่สามารถบัญญัติอะไรตายตัวอะไรออกไปได้ เพราะกลัวผิดบ้าง ไม่รู้บ้าง โดยคำสอนว่า "ผลของกรรมดีกรรมชั่วไม่มี จะว่าไม่มีก็ไม่ใช่ มีก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง โลกนี้โลกหน้าไม่มีจะว่าไม่มีก็ไม่ใช่ จะว่ามีก็ไม่ใช่ ไม่มีทั้งสองอย่าง วิญญาณไม่มี จะว่าไม่มีก็ไม่ใช่ มีก็ไม่ใช่ ไม่ใช้ทั้งสองอย่าง" ทฤษฎีของท่านสัญชัยจึงฟังยากจะเอาแน่ เอานอนไม่ได้ พูดซัดส่ายเหมือนปลาไหล ในกรตังคสูตร จึงกล่าวประณามว่า เป็นลัทธิคนตาบอด ไม่สามารถนำตนและผู้อื่นให้เข้าถึงความจริงได้ มีปัญญาทราม โง่เขลาไม่กล้าตัดสินใจใด ๆ ได้อย่างเด็ดขาด เนื่องจากไม่รู้จริงอย่างถ่องแท้


๖. นิครนถ์นาฏบุตรหรือศาสดามหาวีระ (Mahavira) แปลเป็นชื่อไทยชื่อว่า พินิจ
ก่อนพุทธกาลราว ๔๓ ปี นิครนถ์นาฏบุตร หรือมหาวีระ (Mahavira) ก็ได้ก่อตั้งลัทธิศาสนาหนึ่งขึ้น ซึ่ง ปัจจุบันเรียกว่า ศาสนาเชน นิครนถ์นาฏบุตร นับเป็นบุคคลสำคัญที่สุดในบรรดาครูทั้ง ๖ ตำนานกล่าวว่าเกิดที่กุณฑคาม เมืองไวสาลี แคว้นวัชชีของพวกเจ้าลิจฉวี ครูผู้นี้ได้ชื่อว่า นิครนถ์ เพราะเคยพูดเสมอๆ ว่า พวกข้าพเจ้าไม่มีกิเลสเครื่องร้อยรัด พวกข้าพเจ้าขาดเครื่องร้อยรัดคือกิเลสเสียแล้ว กิเลสเครื่องร้อยรัดใน วาทะของเขานั้น ได้แก่ กิเลสเครื่องกังวล อันมีราคะเป็นต้น ซึ่งมีกังวลอยู่ในเรือนของเขาเป็นกิจ มีนา สวน บุตรภรรยา เป็นอารมณ์ที่เรียกว่านาฏบุตรนั้น เพราะเป็นบุตรของนางระบำ ด้วยวาทะของเขานั้น ชนทั้งหลายก็นับถือว่าเป็นพระอรหันต์ ฯ บิดานามว่าสิทธัตถะหรือสิทธารถะ เป็นกษัตริย์ลิจฉวีพระองค์หนึ่ง มารดาชื่อว่าตฤศลา(นางระบำ) เนื่องจากเป็นคนกล้าหาญ จึงได้ชื่อว่า มหาวีระ แปลว่า มีความแกล้วกล้าอาจหาญ ครั้งออกบวชแสวงหาโมกขธรรม ๑๒ ปี จึงบรรลุโมกษะ เมื่อได้บรรลุแล้วจึงได้นามใหม่ว่า ชินะ อันหมายถึงผู้ชนะแล้ว ท่านเป็นศิษย์ท่านปาร์ศวา (Parsva) ซึ่งถือว่าเป็นศาสดาองค์ที่ ๒๓ ผู้มีอายุห่างจากท่านมหาวีระเพียง ๒๕๐ ปีเท่านั้น คำว่า ศาสดาในศาสนาเชนเรียกว่า ตัรถังกร แปลว่า ผู้ถึงท่าคือนิพพาน โดยมหาวีระเป็นองค์ที่ ๒๔ ได้สั่งสอน อยู่ ๓๐ ปี จึงนิพพานหรือ นิรวาน (Nirvan) ก่อนพระบรมศาสดา อย่างไรก็ตาม มีสาวกของมหาวีระหรือนิครนถ์นาฏบุตรเป็นจำนวนมากที่เปลี่ยนกลับมาเป็นพุทธ สาวกเชนนับเป็นศาสนาที่ถือหลักการไม่เบียดเบียน หรืออหิงสาอย่างเอกอุ และที่มีแนวคิดใกล้คียงกันกับพุทธศาสนา แม้แต่การสร้างพระพุทธรูป ถ้าดูอย่างผิวเผินก็ไม่เห็นความแตกต่างจากพระพุทธรูปเท่าใด ยกเว้นจะเปลือยกายและมีดอกจันทน์ที่หน้าอกเท่านั้น ปัจจุบันมีเชนศาสนิกชนประมาณ ๖ ล้านคน ทั่วอินเดีย โดยมากมีฐานะดี เพราะเป็นพ่อค้าเสียส่วนใหญ่ จุดประสงค์ของลัทธินี้ก็เพื่อจะหลุดพ้นจากสังสารวัฏ โดยเรียกว่าโมกษะ คือต้องสำเร็จเกวลัชญาณก่อน โดยสอนว่า "การที่จะนำไปสู่โมกษะได้นั้นคือแก้ว ๓ ดวงคือมีความเห็นชอบ มีความรู้ชอบ มีความประพฤติชอบ เท่านั้น พระเจ้าเป็นเรื่องเหลวไหล พระเจ้าไม่สามารถบันดาลทุกข์สุขให้ใครได้ ทุกข์สุขเป็นผลที่สืบเนืองมาจากกรรม การอ้อนวอนก็เป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ไม่มีสาระ"ลัทธินี้ถือว่าการบำเพ็ญตนให้ลำบากคืออัตตกิลมถานุโยค ถือเป็นทางนำไปสู่การบรรลุธรรมที่เรียกว่า โมกษะ ผู้ที่ฝึกฝนดีแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหวทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดทางกาย วาจา ใจ กล่าวกันว่า ท่านมหาวีระบำเพ็ญขันติธรรมนานจนไม่ขยับเขยื้อนไปไหน จนเถาวัลย์ขึ้นพันรอบกายท่านนอกจากนี้นักบวชเชนยังต้องรักษาศีล ๕ ข้อย่างเคร่งครัด คือ

 


๑. เว้นจาการฆ่าสิ่งที่มีชีวิตรวมทั้งพืชด้วย
๒.เว้นจาการพูดเท็จ
๓. เว้นจาการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้
๔. เว้นจาการประพฤติผิดในกาม
๕. ไม่ยินดีในกามวัตถุ

และศาสนิกชนเชนต้องรักษาศีล ๑๒ ข้ออย่างเคร่งครัดเช่นกัน คือ
๑. เว้นจากการทำลายสิ่งที่มีชีวิต
๒. เว้นจาการประพฤติผิดในกาม
๓. เว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ไห้
๔. เว้นจากการประพฤติผิดในกาม
๕. มีความพอใจในความปรารถนาคือพอใจในสิ่งที่ตนมี
๖. เว้นจากอารมณ์ที่ก่อให้เกิดความชั่ว เช่นการเที่ยวเตร่
๗. รู้จักประมาณในการใช้สอยเครื่องอุปโภคบริโภค
๘. เว้นจากการทางที่ก่อให้เกิดอาชญาให้ร้าย
๙. ไม่ออกพ้นเขตไม่ว่าทิศใดทิศหนึ่งยามบำเพ็ญพรต
๑๐. บำเพ็ญพรตทุกเทศกาล
๑๑. อยู่จำอุโบสถศีล
๑๒. ให้ทานแก่พระและต้อนรับแขกผู้มาเยือน

ต่อมาหลังพุทธปรินิพพาน ๒๔๐ ปีก็แตกออกเป็น ๒ นิกายคือ
๑. นิกายทิฆัมพร ยังถือเคร่งครัดเหมือนเดิม โดยไม่นุ่งผ้า เปลือยกายเหมือนเดิม
๒. นิกายเสวตัมพร นุ่งขาวห่มขาว ไว้ผมยาว แต่งตัวสะอาดสะอ้าน และคบหากับผู้คนมากกว่านิกายเดิม ที่เน้นการปลีกตัวอยู่ต่างหาก


ครูทั้ง ๖ นี้เป็นคนพาลทำให้มนุษย์ชาวบ้านพินาศเสียเป็นอันมาก จากทางสวรรค์และนิพพาน เพราะฉะนั้น พระศาสดาจารย์จึงทรงตรัสว่า คบคนพาลเป็นการพินาศทั้งโลกนี้และโลกหน้า คบปราชญ์ก็ให้ได้ความเจริญทั้งโลกนี้และโลกหน้า

ที่มา : หนังสือประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในอินเดีย โดย พระมหาดาวสยาม วชิรปัญโญ



ผู้ตั้งกระทู้ กวินทรากร :: วันที่ลงประกาศ 2007-08-22 21:15:05


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (937685)

พระอภัยมณี คำกลอน

ไม่นุ่งผ้า คากรอง ครองหนังเสือ    
ประหลาดเหลือ โล่งโต้ง โม่งโค่งขัน
น่าเหียนราก ปากมี แต่ขี้ฟัน       
กรนสนั่น นอนร่าย เหมือนป่ายปีน
เหตุไฉน ใยหนอ ไม่นุ่งผ้า          
จะเป็นบ้า ไปหรือ ว่าถือศีล
หนวดถึงเข่า เคราถึงนม ผมถึงตีน
ฝรั่งจีน แขกไทย ก็ใช่ที

เกิดคำถามขึ้นมาว่า โยคีในเรื่องนับถือลัทธิอะไร?

ท่านสุนทรภู่เขียนโดยเล่นคำที่ใช้   "อีน"   ซึ่งมีเพียงสี่คำในภาษาไทยเป็นการโชว์ลีลาสุดยอดการเขียนกลอน กลอนอีน นี้ นายผี ก็เคยสำแดงฝีมือไว้ ความว่า

โอ้ลูกสาวแสนสวยใครนวยนาฏ
เผ่นผงาดงามสมตึงนมตั้ง
ผิว์พ่อแม่แลปลื้มลืมระวัง
เป็นต้องนั่งน้ำตาตกคาตีน
พวกผู้ดีดูไปซิใจชั่ว
ล้วนแต่ตัวตีหน้าข้าถือศีล
พอลับตาบ้าร้ายเล่นป่ายปีน
ฝรั่งจีนแขกไทยไม่ยั้งมัน
(อัศนี พลจันทร : เที่ยวงานฉลอง)

ผู้แสดงความคิดเห็น กวินทรากร วันที่ตอบ 2007-08-23 10:43:06


ความคิดเห็นที่ 2 (937686)

เฉลย โยคี แก้  เป็น ชีเปลือย นับถือลัทธิ อชิตเกสกัมพล

ส่วน โยคี ผู้ขี่รุ้ง พระอาจารย์ของสุดสาคร ในเรื่องพระอภัยมณีคำกลอน น่าจะเป็น ฤาษี มากกว่า เพราะตามเนื้อเรื่อง พระอาจารย์ก็ไม่ได้ ไม่ได้สอนวิชา โยคะ ให้กับสุดสาคร ท่านสอนแต่ศิลปะการต่อสู้และสอนวิทยาคม  

ผู้แสดงความคิดเห็น กวินทรากร วันที่ตอบ 2007-08-23 15:08:02


ความคิดเห็นที่ 3 (937687)

พระอภัยมณี คำกลอน

ไม่นุ่งผ้า คากรอง ครองหนังเสือ    
ประหลาดเหลือ โล่งโต้ง โม่งโค่งขัน
น่าเหียนราก ปากมี แต่ขี้ฟัน       
กรนสนั่น นอนร่าย เหมือนป่ายปีน
เหตุไฉน ใยหนอ ไม่นุ่งผ้า          
จะเป็นบ้า ไปหรือ ว่าถือศีล
หนวดถึงเข่า เคราถึงนม ผมถึงตีน
ฝรั่งจีน แขกไทย ก็ใช่ที

เกิดคำถามขึ้นมาว่า ชีเปลือยในเรื่องนับถือลัทธิอะไร?
เฉลย นับถือลัทธิ อชิตเกสกัมพล เพราะในกลอนบอกว่า หนวดถึงเข่าเคราถึงนมผมถึงตีน ตรงกับลัทธิ อชิตเกสกัมพล (ผู้มีผ้านุ่งผ้าห่มที่ทำด้วยผม)

ท่านสุนทรภู่เขียนโดยเล่นคำที่ใช้   "อีน"   ซึ่งมีเพียงสี่คำในภาษาไทยเป็นการโชว์ลีลาสุดยอดการเขียนกลอน กลอนอีน นี้ นายผี ก็เคยสำแดงฝีมือไว้ ความว่า

อัศนี พลจันทร : เที่ยวงานฉลอง

โอ้ลูกสาวแสนสวยใครนวยนาฏ
เผ่นผงาดงามสมตึงนมตั้ง
ผิว์พ่อแม่แลปลื้มลืมระวัง
เป็นต้องนั่งน้ำตาตกคาตีน
พวกผู้ดีดูไปซิใจชั่ว
ล้วนแต่ตัวตีหน้าข้าถือศีล
พอลับตาบ้าร้ายเล่นป่ายปีน
ฝรั่งจีนแขกไทยไม่ยั้งมัน

ผู้แสดงความคิดเห็น กวินทรากร (แก้ขนาด) วันที่ตอบ 2007-08-23 15:13:26


ความคิดเห็นที่ 4 (937688)

พบกวีซีไรต์ 2550

   

ประมวลภาพถ่าย "งานเสวนา(ว่าที่)กวีซีไรต์ 2550"

ขอเปิดตัวด้วยป้ายจิ๋วๆ
สังเกตดีๆจะเห็นคุณ ชมัยพร แสงกระจ่าง อยู่ริมขวา
(นายกสมาคมนักเขียนคนปัจจุบันนี่เนอะ)

ตอนแรกรู้ข่าวจากประกาศหน้าลิฟต์ชั้นล่าง
ก็เลยเดินขึ้นไปหา ศูนย์วรรณคดีศึกษา ปรากฏเจ้าหน้าที่ภาคอื่นก็ไม่รู้ว่าศูนย์นี้อยู่ที่ไหน สุดท้ายโทรไปถามได้ความว่า นิสิตปกติก็เข้าร่วมฟังได้เอาเมื่อบ่ายนิดๆ ... โชคดีจังที่วันนั้นว่าง ...

 

 

ไม่ได้ตั้งใจถ่ายแก้วน้ำนะจ๊ะ
คนซ้าย : แมงมุมมอง ของ พรชัย แสนยะมูล
คนขวา : โลกในดวงตาข้าพเจ้า ของ มนตรี ศรียงค์
คนกลาง : ใคร??? อนาคตกวี???

 

 

ไม่ได้ตั้งใจถ่ายดอกไม้นะเออ
คนซ้าย : หมู่บ้านในแสงเงา ของ โกสินทร์ ขาวงาม
คนขวา : เก็บความเศร้าไว้ให้พ้นมือเด็กๆ และ ลงเรือมาเมื่อวาน ของ ศิริวร แก้วกาญจน์

 

 

... กวีเรียงตัว ...

 

 

คุณ โกสินทร์ ขาวงาม ... กวีศิลปินผู้เขียนเรื่องเกี่ยวกับ"แม่"
และ คุณ มนตรี ศรียงค์ ... กวีพ่อค้าก๋วยเตี๋ยวที่หาดใหญ่

 

  

คุณ ศิริวร แก้วกาญจน์
กวีไร้ฉันทลักษณ์ซึ่งทะลวงเข้ามาสู่สนามซีไรต์ได้ถึงสองเล่ม
ไปดูปีก่อนๆ ก็จะเห็นชื่อท่านนี้เข้ารอบด้วย
แต่ต้องขออภัยที่เจ้าของไดยังไม่ได้อ่าน เหอๆ

 

โดยรวมหัวข้อการเสวนา
จะเป็นไปในเรื่อง
การนำเสนองานเขียนของกวีแต่ละคน

ได้มีโอกาสฟังกวี
อ่านบทกวีของตนเอง

และประเด็นที่เน้นหนักคือ
การมีฉันทลักษณ์
และการไร้ฉันทลักษณ์

อันที่จริงทุกคนต่างตรงกัน
ว่าบทกวีไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในฉันทลักษณ์
เราทุกคน(ซึ่งอยู่ ณ ห้องเสวนา)
ต่างคิดว่ามันคือเปลือก คือเสื้อผ้าอาภรณ์
ชอบก็ใส่ ไม่ชอบก็ไม่จำเป็น
สำคัญคือใจความ..และการสื่อสาร

ทั้งที่เราคิดเช่นนั้น
แต่สภาพสังคมกลับไม่เป็นเช่นที่เราคิด
คุณ ศิริวร แก้วกาญจน์
ชี้ประเด็นให้เห็นว่า
ปัจจุบัน การประกวด ประชันบทกวี
ครอบคลุมอยู่แค่วงการของผู้เล่นฉันทลักษณ์
หรือแม้แต่การส่งบทกวีลงตีพิมพ์แก่สำนักพิมพ์ก็ตาม

ท้ายที่สุดเราก็ได้มติเป็นที่พอใจว่า
ฉันทลักษณ์ก็คือรูปแบบหนึ่ง
ไม่ใช่ทั้งหมดของบทกวี
และคุณ ชมัยพร แสงกระจ่าง
ก็ได้เก็บประเด็นด้านข้อจำกัดในการประกวด
ไปให้คณะกรรมการรางวัลพานแว่นฟ้า พิจารณา

แต่ในส่วนอื่นๆ เช่น การที่สำนักพิมพ์มักเลือกบทกวีมีฉันทลักษณ์ลงตีพิมพ์ ก็คงต้องค้นหาวิธียืนหยัดกันต่อไป สำหรับผู้ใฝ่ใจในการไร้ฉันทลักษณ์อย่างแท้จริง

ผู้แสดงความคิดเห็น คนผ่านมา วันที่ตอบ 2007-08-24 20:19:25


ความคิดเห็นที่ 5 (937689)

อิอิอิ  แวะมาอ่านค่า สนุกจังเลยค่า

(สนุกแบบเครียดๆ) อิอิอิ

ผู้แสดงความคิดเห็น กวิสรา วันที่ตอบ 2007-08-25 00:22:59


ความคิดเห็นที่ 6 (1776655)

ผมเห็นด้วยที่ครู ๕ คนแรกเป็นผู้สอนผิด 

แต่ทำไมถึงว่าท่านมหาวีระว่าเป็นคนพาลด้วยละ?

ดูๆแล้วท่านมหาวีระก็สอนดีนี่นา

โปรดติดต่อกระผมและอธิบายให้ที ขอบคุณครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น Kom (komgrib-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2008-06-17 22:54:07


ความคิดเห็นที่ 7 (1800445)
อยากได้บทนิทานเรื่อง  สุดสาคร
ผู้แสดงความคิดเห็น อริสา ทับทอง วันที่ตอบ 2008-07-13 11:28:47


ความคิดเห็นที่ 8 (2005649)

สุดยอดค๊าบกลอนนี้อิๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ555555555+++++++

ผู้แสดงความคิดเห็น nook (nooklove22-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2009-11-11 18:55:42


ความคิดเห็นที่ 9 (2107870)

lace wig application hair costumes their wigs shown on models or wigs procedures and not look as they did when costume hair wigs lace wigs.

ผู้แสดงความคิดเห็น aquanaut (formula-at-gmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-09-11 11:41:18



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.