ReadyPlanet.com


ขอถาม จุดยืน ของสมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย ต่อกรณีที่หนังสือพิมพ์มติชน ลงบทอาเศียรวาทหลู่พระเกียรติใน


ผมไม่แน่ใจว่าสมาคมนี้มีอายุกี่ปี

ผมไม่ทราบว่าสมาชิกสมาคมนี้มีกี่คน

ผมไม่รู้ว่าสมาคมนี้ทำกิจกรรมอะไรไปแล้วบ้าง

แต่ที่ผมมั่นใจสุด ๆ คือ สมาคมนี้เกี่ยวข้องกับงานกลอน ที่มีบทบาทเกี่ยวกับกลอน และภาพลักษณ์ของงานกลอน ของ "ประเทศไทย"

และประเทศไทย มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แยกออกจากกันมิได้

ในเมื่อที่หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 5 ธันวาคม 2555 นำบทอาเศียรวาทที่มีรสคำผิดขนบ รสความเสียดสีกระทบกระเทียบ อย่างจงใจ โดยไม่ต้องมาถอดความ ตีความ ขยายความ ให้เสียเวลา หรือพลิ้วลิ้นแก้ต่างอย่างศรีธนญชัย

คำถาม คือ "สมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย จะดำเนินการใด ๆ กับเหตุการณ์นี้หรือไม่ ?"

...หรือจะปล่อยเอาไว้เฉย ๆ

ในฐานะนักกลอนคนหนึ่ง ผมรับไม่ได้

ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ผมใจสลาย 

สลายเพราะมีการหลู่พระเกียรติในหลวงผู้เป็นที่รักยิ่ง "อย่างโจ่งแจ้ง" "จงใจ" และผ่านทาง "สื่อ"

 

"สมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย จะดำเนินการใด ๆ กับเหตุการณ์นี้หรือไม่ ?"

 



ผู้ตั้งกระทู้ มติใคร :: วันที่ลงประกาศ 2012-12-05 23:17:28


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (2319386)

 ผมอ่านแล้วผมบอกตรงๆว่าไม่ชอบเลยครับ ทำไมเขาถึงกล้าขนาดนี้ครับ ควรจะมีผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการกลอนตักเตือนสื่อนั้นหน่อยดีไหม เพราะรู้สึกว่าค่ายนี้ทำตัวเป็นสื่อมาเฟียเข้าไปทุกวันๆ 

ผู้แสดงความคิดเห็น คนผ่านมา วันที่ตอบ 2012-12-06 09:10:39


ความคิดเห็นที่ 2 (2319677)

 เงียบ... สงสัยไม่ช็อต

ผู้แสดงความคิดเห็น แก่ เลว จาบจ้วง มติชน วันที่ตอบ 2012-12-07 10:31:58


ความคิดเห็นที่ 3 (2319788)

  อาเศียรวาทมติชนยังคงเป็นกระแสสุดร้อนแรงอยู่ในโซเชียลเน็ตเวิร์ก อาจารย์จุฬาฯ ชี้มีเจตนาส่อเสียดอย่างแยบยล- นิดา นักแปลชื่อดังร่วมวงเขียนกลอนด่ายับ

 
           สืบเนื่องจากกรณีบทอาเศียรวาทของ นสพ มติชน ฉบับวันที่ 5 ธันวาคม 2555 ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางนั้น ขณะนี้เหตุการณ์ได้ลุกลามบานปลายมากยิ่งขึ้น แม้กองบรรณาธิการของ นสพ. มติชน ได้ชี้แจงผ่านเว็บไซต์แล้วก็ตาม ทว่า ประชาชนจำนวนมากก็ยังเห็นค้าน จนมีการเขียนกลอนตอบโต้หลายบทจากหลายคน ตามที่ได้รายงานข่าวไปนั้น
 
           ล่าสุด วานนี้ (6 ธันวาคม) ดร.อนันต์ เหล่าเลิศวรกุล อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิจารณ์ถึงบทอาเศียรวาทดังกล่าว ว่า เมื่อพิจารณาเนื้อหาโดยละเอียดแล้วพบว่าผู้ประพันธ์มีเจตนาที่จะส่อเสียด หรือก่อให้เกิดการตีความที่แตกต่างกันไปมากกว่าจะเป็นถวายพระพรตามปกติ ถือเป็นการกระทำที่แยบยลของผู้ประพันธ์ เช่น คำว่า"ฟ้า" ในวรรคที่หนึ่งดูเหมือนจะมีความหมายถึงในหลวง แต่พอวรรคท้ายกลับมีการตั้งคำถามว่า "ฟ้าดีอย่างไร" หรือคำว่า "ฝน" ในวรรคที่สี่ ซึ่งน่าจะทำให้ลมแล้งหายไปกลับกลายเป็นปัญหาในวรรคที่ห้า
           บทประพันธ์นี้ตั้งแต่วรรคหนึ่งถึงวรรคสี่ไม่มีปัญหา เพราะเหมือนจะสื่อว่า ในหลวงคือฟ้าสว่างที่นำเอาฝนมาให้ข้าวในนาได้งอกงาม แต่พอเริ่มวรรคห้าที่ว่าลมร้อนลมเย็นเป็นปัญหา จึงเกิดคำถามว่าแล้วฝนที่มาจากฟ้า หรือจากในหลวง เหตุใดจึงทำให้เกิดปัญหา วรรคที่ห้านี้พลิกความหมายที่ปูมาตั้งแต่วรรคหนึ่งถึงวรรคสี่แบบหน้ามือเป็นหลังมือ กลายเป็นว่าฟ้าสว่างทำให้เกิดปัญหา จากนั้นก็ตามด้วยพฤกษ์ชอุ่มช้ำท่วมน้ำตา กลายเป็นต้นข้าวถูกน้ำท่วมซ้ำ สุดท้ายก็ตั้งคำถามว่าฟ้าสว่างดีอย่างไร ไม่มีตรงไหนที่จะบอกว่าเป็นบทประพันธ์ที่ถวายพระพรในหลวงเลย
 
           ดร.อนันต์ กล่าวด้วยว่า บทประพันธ์นี้หากนำออกไปตีพิมพ์เดี่ยว ๆ โดยตัดคำว่าอาเศียรวาทและภาพในหลวงออกไป คนอ่านจะไม่รู้เลยว่านี่คือบทประพันธ์ถวายพระพรในหลวง ยิ่งหากดูบริบทอื่น ๆ ประกอบ เช่น บทความหรือข้อเขียนต่าง ๆ ในหนังสือพิมพ์มติชนที่มีแนวทางเช่นนี้ ก็จะยิ่งเห็นว่าบทประพันธ์เจตนาอย่างไร
 
           นอกจากนี้ ทางด้าน นิดา-ปราศรัย รัชไชยบุญ นักแปลชื่อดังของเมืองไทย ได้เขียนกลอนสอนมวยอาเศียรวาทของมติชนอีกคนหนึ่ง โดยฝากนำเสนอผ่านบนหน้าเฟซบุ๊กของ นพ.พงศกร จินดาวัฒนะ หรือ หมอโอ๊ด นักเขียนนวนิยายชื่อดังเจ้าของผลงาน สาปภูษา –รอยไหม–กี่เพ้า และส่าหรี โดยมีข้อความดังนี้
 
           "อาเศียรวาท ชาติขี้ข้า ไม่รู้จัก
           ยักเยื้องนัก นำมาใช้ ให้วิปริต
           ซ้ำเฉไฉ ไขว้เขว เจ้าเล่ห์คิด
           ให้หลงผิด โง่งั่ง ทั้งโคตรมัน

           "ผรุสวาท" เท่านั้น มันเข้าใจ
           พ่อแม่มัน เลือกใช้ สอนลูกหลาน
           ให้ทรยศคดข้อส่อสันดาน
           ก้มหน้าคลานซานซมดมกลิ่นเงิน"
 
           ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีดารา-นักร้อง ที่แสดงความคิดเห็นตอบโต้อาเศียรวาทดังกล่าวเช่นกัน โดยเอิร์น-กัลยกร นาคสมภพ อดีตดารา-นักร้องชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความระบุว่า "เมื่อใดที่กำกวมแสดงว่ามีความแฝง แต่การเทิดทูนในหลวง ไม่มีความจำเป็นต้องแฝง แถมฝีมือขนาดนี้ หากอยากเขียนดี ๆ ก็คงไม่ยาก แต่หากไม่อยากเทิดทูนก็ไม่ได้ว่า เก็บไว้สักวันคงไม่ทุรนทุรายมั้งคะ หรือมันอดไม่ได้ ความอิจฉา ความหมั่นไส้มันเอ่อล้นใจมากใช่มั้ย ...หรือการยั่วอารมณ์คนให้กรุ่น ให้มีปากเสียงกันมันสนุกดี?" พร้อมกับเรียบเรียงบทร้อยกรองใหม่ ดังนี้
 
           วันหนึ่งฟ้าสว่าง กระจ่างแจ้ง
           ดั่งแดนดินที่แห้งแล้ง กลับสดใส
           ข้าวกล้านาไร่ ต่างผลิใบ
           สายฝนชโลมใจ มุ่งหมายมา
           วันหนึ่งเมฆคลุ้ม คลุมนคร
           ธ คลายร้อนผ่อนเย็น สิ้นปัญหา
           ทรงสถิตย์ในดวงใจ ปวงประชา
           เห็นแล้วว่าฟ้าสว่าง เป็นอย่างไร
           ส่วน บิลลี่ โอแกน ดารานักแสดง โพสต์บทกลอนตอบโต้ ระบุว่า
 
           อาเจียรวาทชาติหมาประสาหนอน
           แต่งคำหอนโหยหวนชวนคลื่นเหียน
           มติหมาภาษาสัตว์ร่วมกัดเกรียน
           จงวนเวียนเดียรัจฉานสถานเอย
ผู้แสดงความคิดเห็น ไม่ทำอะไร ถือว่าคุณเห็นด้วย วันที่ตอบ 2012-12-07 17:43:02


ความคิดเห็นที่ 4 (2319839)

ใช่แล้ว หากไม่ทำอะไร ถือว่าคุณเห็นด้วย เรารู้ว่าพวกคุณเป็นเพื่อนกัน แต่ควรมีจุดยืนว่าความถูกต้องคืออะไร

ถ้าในวันเกิดพ่อคุณ แล้วมีใครมาด่าพ่อคุณ คุณจะรู้สึกอย่างไร

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว วันที่ตอบ 2012-12-07 22:52:47


ความคิดเห็นที่ 5 (2319879)

ลงกระทู้กลอนไปเรื่อยๆเลยนะครับ จนกว่ากระทู้นี้จะหล่นหายโดยไม่ได้ทำอะไรเลย 

เข้าข้างมติชนก็บอกมาตรงๆ

ไม่เห็นด้วยกับมติชน ก็บอกมาตรงๆ

ให้มันรู้ไปว่าความยุติธรรมบนโลกนี้มันไม่มีอีกแล้ว

เรื่องแบบนี้ยังตัดสินอะไรไม่ได้

แล้วยังจะตัดสินงานกลอนคนอื่นได้อยู่อีกหรือ

ผู้แสดงความคิดเห็น shame วันที่ตอบ 2012-12-08 10:40:58


ความคิดเห็นที่ 6 (2319894)

-ขออนุญาต นำมาจากเฟสบุ๊ค เป็นสำนวนกลอนของ อ.ยุทธ โตอดิเทพย์
กรุณาตีความให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของผู้เขียน
“ตีความ แปลความ ขยายความ”
ไม่อาจห้ามความรู้สึกสำนึกถ่อย
นกมีหูหนูมีปีกหลีกหลบรอย
เป็นนกน้อยสองหัวไม่กลัวใคร
ลิ้นตวัดถึงใบหูดูไม่แปลก
ลิ้นสองแฉกอยู่ในตมไร่ส้มใหญ่
ลิ้นตะกวดกลับกลอกล่อหลอกไป
มิทันถึงหูดูไบจัญไรกิน

 

                                   
                                   
ผู้แสดงความคิดเห็น สมาชิกสมาคมนักกลอน วันที่ตอบ 2012-12-08 12:46:15


ความคิดเห็นที่ 7 (2319908)

นัก ฯลฯ

เป็นนักเขียนคอลัมน์ต้องสำนึก
อย่ารู้สึกเป็นผู้พิพากษา
กำหนดความถูกผิดบิดปากกา
อวดรู้ดินรู้ฟ้าสร้างค่านิยม
เป็นนักข่าวขาวดำจำใส่จิต
 อย่าหลงผิดโผผกบินตกหล่ม
 ต้องเสาะเห็นอย่าเสาะหาแต่อาจม
ลืมใบบังไร่ส้มอุดมการณ์

 

                      จาก "ความเอ๋ยความหลัง" ของ ธัญญา ธัญญามาศ

ผู้แสดงความคิดเห็น คนรักกลอน วันที่ตอบ 2012-12-08 14:28:19


ความคิดเห็นที่ 8 (2319949)

 ด้วยความขี้สงสัย จึงสงสัยไปกะเค้าด้วย

ผมพยายามตีความถอดรหัสบ้าๆนี่ แต่ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ใจนึงก็อยากเป็นกลางพยายามแปลเข้าข้างนสพ. อีกใจก็แปลไปว่ามันก็น่าคิดอยู่นะ ไม่อยากปรักปรำใคร ทั้งๆที่เห็นคาตา  จริงๆจากก้นบึ้งสุดขั้วหัวใจเนี่ย ผมรอฟังท่านนายกฯ อุปนายกฯ รอง เลขา กรรมการ ใครก็ได้ที่อยู่ในสมัยบริหารนี้แล้วออกมาพูดอะไรสักคำ หรือว่ามันไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ของสมาคมทั้ง ๙ ข้อ จึงเห็นว่ามันไม่ใช่งาน หรือท่านรู้จักกับผู้เขียนจึงรู้สึกเกรงใจ เพราะนสพ.บอกว่า หากเปิดเผยชื่อผู้เขียนทุกคนต้องรู้จัก หากท่านยังนิ่งเฉยจะด้วยเหตุประการใดก็ช่างผมขอตำหนิไว้ ณ ตรงนี้เลย  ถ้ากำลังถกเถียงกันอยู่ ก็ช่วยบอกให้คนอื่นรู้บ้าง พูดอะไรสักคำ "รอแป๊บ" ก็ได้ 

ถึงผมจะไม่อยากปรักปรำและยังสรุปไม่ได้ แต่ที่แน่ๆในใจผมบอกชัดๆเลยว่า มันกำกวมอย่างปฏิเสธไม่ได้

 

 

 

 วันหนึ่งฟ้าสว่างกระจ่างแจ้ง  ลมแล้งในใจไห้โหยหาย

    

ข้าวกล้านาไร่ได้กลิ่นอาย  ยามฝนขวนขวายมุ่งหมายมา

    

วันหนึ่งเมฆคลุ้มเป็นกลุ่มก้อน  ลมร้อนลมเย็นเป็นปัญหา

    

พฤกษ์พุ่มชอุ่มช้ำท่วมน้ำตา  ฝันว่าฟ้าสว่างดีอย่างไร

 

นี่คือบทอาเศียรวาท อ่านแล้วจะไม่กำกวมได้อย่างไร

 

 

ประมวลความเห็นจากสื่อหลากหลายแหล่ง

ดร.เกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว มีใจความว่า

     "บนเส้นทางไปสู่ชุมชนนคร

     ข่าวคราววันสองวันนี้ทำให้ผมนึกถึงตอนหนึ่งของนิยายปรัชญาการเมืองเรื่องการิทัตผจญภัย.....
 
     การิทัตตั้งข้อสังเกตหลังจากออกจากประโยชน์นคร (ซึ่งเน้นหลักประโยชน์สุขสูงสุดของคนจำนวนมากที่สุด) มาแล้วไปได้กลิ่น อาหารนานาชาติบนท้องถนนชุมชนนครว่า ประโยชน์นครนั้นปลอดกลิ่น เพราะทำแต่อาหารบำรุงสุขภาพแต่กลิ่นรสไม่เอาไหน เช่น สลัดผักเซเลรี่และขนมปังโฮลวีต
 
     ทว่าหากดูจากประสบการณ์ที่เขาเผชิญต่อมาในชุมชนนครอันเต็มไปด้วยเอกลักษณ์ชุมชนหลายหลากมากมาย แต่ละเอกลักษณ์ก็ถือหลัก "ของใครของมัน" และ "เคารพกันและกัน" และ "ห้ามก้าวร้าวล่วงเกิน" แต่ละชุมชนคอยหวาดระแวงตลอดเวลาว่าใครจะมาดูหมิ่นเอกลักษณ์ของตัว รวมทั้งถือสาเรื่องลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ขนาด "ริบเอกลักษณ์ทางสังคมและร่างกายกัน" เลยแล้ว
 
     ก็คงต้องสรุปว่าชุมชนนครนั้นปลอดเสียง ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากสนทนาปราศรัยกับใครมากความ มิพักต้องพูดถึงการวิพากษ์วิจารณ์ เพราะกลัวจะผิด "ประมวลกฎการพูด" หรือไปก้าวร้าวล่วงเกินลบหลู่ดูหมิ่นเอกลักษณ์ใครเข้าโดยไม่เจตนา
 
     และในชุมชนนครนั้น เจตนาของผู้พูดผู้แต่งไม่สำคัญ ยึดเอาการตีความของผู้อ่านผู้ฟังเป็นสรณะ แล้วตัดสินวินิจฉัยตามนั้นเลย!"

 ผศ.ดร.ธเนศ เวศร์ภาดาอดีตคณะกรรมการตัดสินรางวัลซีไรต์ของประเทศไทยที่แสดงความคิดเห็นไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ตนอ่านแล้วงง มีข้อสังเกตว่า เป็นบทอาเศียรวาทที่ผิดแผกไปจากขนบการประพันธ์ ถามว่าไม่ทำตามขนบได้ไหม ตอบว่าก็ได้

“บทอาเศียรวาทใน นสพ.มติชน นี้ มีเนื้อหาคลุมเครือ เนื้อความแบ่งเป็นสองส่วน และใช้สัญลักษณ์ที่ไม่แน่ใจว่าตั้งใจจะสื่อถึงอะไร ท่อนแรกว่า วันหนึ่งฟ้าสว่าง ข้าวนาอุดมสมบูรณ์ ความทุกข์ความโศก (ลมแล้ง) ปลาตหายไป ท่อนที่สอง เนื้อความต่อเนื่อง ทำนองว่า เวลาผ่านไปจนวันหนึ่ง มีเมฆคลุ้ม ซึ่งไม่รู้ว่าผู้แต่งเขาตั้งใจจะให้หมายถึงใคร มีลมร้อนลมเย็นซึ่งก็ไม่รู้อีกเช่นกันว่าจะให้หมายถึงอะไร แต่แน่นอน ต้องหมายถึงสิ่งที่ไม่ดี ที่เข้ามาทำลาย “ฟ้า” ที่เคยสว่าง และทำลายความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดิน นอกจากนี้ “เมฆคลุ้ม” นี้ ยังส่งผลให้ “พฤกษ์พุ่มชอุ่ม” นั้น เกิด “ช้ำท่วมน้ำตอ พฤกษ์พุ่มชอุ่มนี้หมายถึง ใคร หมายถึงประชาชนหรือ ถ้าใช่ แปลว่าอะไร แปลว่า “ฟ้าคลุ้ม” ในวันนี้ได้ย่ำ ยีประชาชนให้ได้ทุกข์เช่นนั้นหรือ? และผู้แต่งตบท้ายว่า “ฝันว่าฟ้าสว่างดีอย่างไร” ฟ้าสว่าง ในช่วงท้ายต้องหมายถึงบุคคลเดียวกันกับ ฟ้าสว่าง ในบทแรก ฟ้าสว่างคือใครหรือ ? ผู้แต่งปรารถนาให้ “ฟ้าสว่าง” มาดูแลบ้านเมือง เพราะบอกว่า ฝันว่าฟ้าสว่างนั้นดีอย่างไร อยากให้ “ฟ้าสว่าง” กลับมา” ผศ.ดร.ธเนศ กล่าว
       
       ผศ.ดร.ธเนศ กล่าวอีกว่า ที่พยายามวิเคราะห์แยกแยะนัยข้างต้น ไม่ได้ตั้งใจจะบอกว่าผู้แต่งคนนี้ตั้งใจจะหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะเราอาจตีความว่า “ฟ้าสว่าง” หมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ “เมฆคลุ้ม” หมายถึง กลุ่มคนที่สร้างปัญหาให้แก่บ้านเมืองที่ผ่านมา แต่กระนั้นก็ตาม เนื้อความก็ยังคลุมเครือ สุ่มเสี่ยงต่อการตีความเป็นอื่นให้เกิดความแคลงใจว่าตั้งใจจะสดุดีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือไม่ และสดุดีสรรเสริญประเด็นใดกันแน่ โดยสรุปช่างเป็นบทอาเศียรวาทที่แปลก อ่านแล้วอึ้ง งง ไม่คุ้นเคย ไม่กล้าชม ไม่กล้าด่า แต่คิดว่า นสพ.มติชนคงไม่กล้าสื่อความหมายหรือน้ำเสียงที่ มีนัยลบอย่างโจ่งครึ่มแน่นอน ซึ่งตนคิดในแง่ดี แม้ว่ายังตะขิดตะขวงใจเมื่ออ่านบทประพันธ์นี้ทวนซ้ำไปซ้ำม

ดร.อนันต์ เหล่าเลิศวรกุล อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อพิจารณาเนื้อหาโดยละเอียดแล้วพบว่าผู้ประพันธ์มีเจตนาที่จะส่อเสียด หรือก่อให้เกิดการตีความที่แตกต่างกันไปมากกว่าจะเป็นถวายพระพรตามปกติ เหมือนที่ตีพิมพ์อยู่ในหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ ที่คนอ่านแล้วจะเข้าใจความหมาย ถือเป็นการกระทำที่แยบยลของผู้ประพันธ์ เช่น คำว่าฟ้า ในวรรคที่หนึ่งดูเหมือนจะมีความหมายถึงในหลวง แต่พอวรรคท้ายกลับมีการตั้งคำถามว่าฟ้าดีอย่างไร หรือคำว่าฝนในวรรคที่สี่ ซึ่งน่าจะทำให้ลมแล้งหายไปกลับกลายเป็นปัญหาในวรรคที่ห้า
          
     ดร.อนันต์ กล่าวอีกว่า บทประพันธ์นี้ตั้งแต่วรรคหนึ่งถึงวรรคสี่ไม่มีปัญหา เพราะเหมือนจะสื่อว่าในหลวงคือฟ้าสว่างที่นำเอาฝนมาให้ข้าวในนาได้งอกงาม แต่พอเริ่มวรรคห้าที่ว่าลมร้อนลมเย็นเป็นปัญหา จึงเกิดคำถามว่าแล้วฝนที่มาจากฟ้าหรือจากในหลวง เหตุใดจึงทำให้เกิดปัญหา วรรคที่ห้านี้พลิกความหมายที่ปูมาตั้งแต่วรรคหนึ่งถึงวรรคสี่แบบหน้ามือเป็นหลังมือ กลายเป็นว่าฟ้าสว่างทำให้เกิดปัญหา จากนั้นก็ตามด้วยพฤกษ์ชอุ่มช้ำท่วมน้ำตา กลายเป็นต้นข้าวถูกน้ำท่วมซ้ำ สุดท้ายก็ตั้งคำถามว่าฟ้าสว่างดีอย่างไร ไม่มีตรงไหนที่จะบอกว่าเป็นบทประพันธ์ที่ถวายพระพรในหลวงเลย
          
     "บทประพันธ์นี้หากนำออกไปตีพิมพ์เดี่ยวๆโดยตัดคำว่าอาเศียรวาทและภาพในหลวงออกไป คนอ่านจะไม่รู้เลยว่านี่คือบทประพันธ์ถวายพระพรในหลวง ยิ่งหากดูบริบทอื่นๆประกอบ เช่น บทความหรือข้อเขียนต่างๆในหนังสือพิมพ์มติชนที่มีแนวทางเช่นนี้ ก็จะยิ่งเห็นว่าบทประพันธ์เจตนาอย่างไร " ดร.อนันต์ กล่าว

ความเห็นของ สมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย "ยังไม่มี"!!!!!???

 

 

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ทุกคนรออยู่ วันที่ตอบ 2012-12-08 21:48:52


ความคิดเห็นที่ 9 (2319969)

 อ่านเจอมาจากเฟซบุคครับ

 

บทอาเศียรวาทโดยทั่วไป ผู้อ่านไม่ว่าจะมีวัยวุฒิ หรือคุณวุฒิระดับใด จะต้องบังเกิดความรู้สึก "ซาบซึ้ง" โดยทันทีที่ได้อ่าน ซึ่งจะต้องปราศจากความเคลือบแคลงกังขาใด ๆ ทั้งสิ้น การอธิบายแก้ต่างอย่างศรีธนญชัยเช่นนี้ ถืิอว่าเป็นการยั่วล้อและแสดงอาการหยามเหยียดสติปัญญาผู้อ่านมากยิ่งขึ้น

ผู้แสดงความคิดเห็น ตามนั้น วันที่ตอบ 2012-12-09 01:13:30


ความคิดเห็นที่ 10 (2319976)

ขวิดขนบ

(๑) มติมึง เรื่องของมึง มึงอยากสื่อ
เพราะมึงถือ ว่ามีหัว ไว้งอกเขา
มีจมูก สนตะพาย ไถลากเอา
มติมึง หึ่งเน่า เคล้าสาบควาย 

(๒) ควายที่กู รู้จัก รักผืนนา
แต่ควายห่า ชังนา น่าใจหาย
โอ้กระบือ มติชน ด้นอวดลาย

รังเกียจนา น่าอาย พ่อให้มา 

(๓) ขวิดขนบ อาเศียรวาท พินาศเล่น
เอาลิ้นตัว พลิ้วเบน เป็นกังขา
อาเศียรวาท โคตรมึง ดึงเอามา
กระทบเหน็บ พระบิดา ได้อย่างไร 

(๔) มติมึง เรื่องของมึง มึงว่าแน่
คงคิดแต่ ว่าคงไม่ มีสงสัย
คงคิดว่า กูกินหญ้า หรืออย่างไร
กลอนโคตรพ่อ ดูไบ อย่ามาปน 

(๕) คนจับผิด ถ้ามีน้อย หาว่าสะเหร่อ
เลยต้องเจอ คนมาก ฝากด่าก่น
สื่อจังไร อย่าได้เรียก "มติชน"
เพราะพวกกู คือคน ไม่ใช่ควาย !
ผู้แสดงความคิดเห็น ขวิดขนบ วันที่ตอบ 2012-12-09 05:15:36


ความคิดเห็นที่ 11 (2320143)

 ประชุมใหญ่ สมาคมนักกลอนฯ ในวันนี้

น่าจะมีกระทู้ เรื่องกลอนวันเฉลิมพระชนม์ฯ ของมติชน ด้วย

ยังไม่เห็นกรรมการบริหารของสมาคมนักกลอนท่านใด ออกมาให้ความเห็นเลย

 

สมาคมนักกลอนฯทำอะไรอยู่...?

ผู้แสดงความคิดเห็น สุพจน์ ชีรานนท์ วันที่ตอบ 2012-12-10 11:14:18


ความคิดเห็นที่ 12 (2320146)

สมาคมนักกลอนคงเห็นว่า การแต่งกลอนอาเศียรวาทลบหลู่พระเกียรติในหลวง เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ และไม่มีความสลักสำคัญกระมังครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น ... วันที่ตอบ 2012-12-10 11:51:39


ความคิดเห็นที่ 13 (2320263)

                                                           ๐อาเศียรวาทเจอกับกูหน่อยได้ไหม๐

 

๐ เอ่ยคำขาน สารจากใจ น้อมดวงจิต             กายชีวิต วิญญาณข้า น้อมถวาย

พลีสละ เลือดเนื้อ เรือนร่างกาย                   เพื่อเป้าหมาย "จุดรวม" ศูนย์รวมใจ

๐ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ สยามรัฐ ประเทศ          ทั่วแคว้นเขต ดำรงไทย คือเป้าหมาย

ตราบชีพสิ้น จักปกป้อง จนตัวตาย                อุดมการณ์ ไม่เดียวดาย แด่ชาติไทย

๐ หนึ่งชีวิต ค่าเพียง หมาตัวหนึ่ง                  ไม่หวังพึ่ง อาศัยใคร ก้าวเป็นใหญ่

กินนอนเท่า หมาขี้เรื้อน ตัวจัญไร                  มันคนใด กล้าด่ากู ขอเรียนเชิญ

๐ แต่อย่าหยาม ชาติ ศาสน์ กษัตริย์               ไอ้พวกสัตว์ อย่าระยำ หมิ่นสรรเสริญ

อาเศียรวาท ชาติชั่ว เหี้ยหลงเพลิน                มันหลงเดิน เกินกว่ากู จะยอมมัน

๐ มติควาย ไอ้หัว*** ตัวชวยแท้                 มรึงมันแน่ แค่ไหน ให้เจอฉัน

กูกล้าสู้ ทุกรสร้อย บทประพันธ์                   มรึงกับกู เจอกันได้ ทุกเวลา

๐ กูเกิดเป็น คนไทย ตายเพื่อไทย                 แต่มรึงกับ จัญไร ไอ้ชาติหมา

อาเศียรวาท มรึงจง ไปตายห่า                    ตัวกูแท้ "เทพสุรา ผู้ไร้รัก"

๐ เขียนกำกวม ศูนย์รวมใจ ไทยทั้งชาติ           ไอ้อุบาทว์ มรึงนั้นแท้ ไร้ตระหนัก

องค์ภูมี ศรีบพิตร ที่กูรัก                          อาเศียรวาท กล้าหาญหัก น้ำใจเรา

๐ มันผู้ใด ใหญ่ยิ่ง สักเพียงไหน                   "ทรชนบ้านนอก" หาไม่ กลัวใครเขา

ชีวิตนี้ เกิดหนเดียว ปกป้องเจ้า                   ปวงประชา ผองไทยเฮา ตราบสิ้นลม

 

ขอน้อมคารวะจากใจ

"ทรชนบ้านนอก"

ผู้แสดงความคิดเห็น ทรชนบ้านนอก วันที่ตอบ 2012-12-10 23:36:54


ความคิดเห็นที่ 14 (2320265)

       ๐ เอ่ยคำขาน สารจากใจ น้อมดวงจิต                 กายชีวิต วิญญาณข้า น้อมถวาย

พลีสละ เลือดเนื้อ เรือนร่างกาย                          เพื่อเป้าหมาย "จุดรวม" ศูนย์รวมใจ

 

       ๐ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ สยามรัฐ ประเทศ          ทั่วแคว้นเขต ดำรงไทย คือเป้าหมาย

ตราบชีพสิ้น จักปกป้อง จนตัวตาย                       อุดมการณ์ ไม่เดียวดาย แด่ชาติไทย

 

       ๐ หนึ่งชีวิต ค่าเพียง หมาตัวหนึ่ง                  ไม่หวังพึ่ง อาศัยใคร ก้าวเป็นใหญ่

กินนอนเท่า หมาขี้เรื้อน ตัวจัญไร                         มันคนใด กล้าด่ากู ขอเรียนเชิญ

 

       ๐ แต่อย่าหยาม ชาติ ศาสน์ กษัตริย์               ไอ้พวกสัตว์ อย่าระยำ หมิ่นสรรเสริญ

อาเศียรวาท ชาติชั่ว เหี้ยหลงเพลิน                       มันหลงเดิน เกินกว่ากู จะยอมมัน

 

       ๐ มติควาย ไอ้หัว ค.ว.ย. ตัวซวยแท้             มรึงมันแน่ แค่ไหน ให้เจอฉัน

กูกล้าสู้ ทุกรสร้อย บทประพันธ์                         มรึงกับกู เจอกันได้ ทุกเวลา

 

       ๐ กูเกิดเป็น คนไทย ตายเพื่อไทย               แต่มรึงกับ จัญไร ไอ้ชาติหมา

อาเศียรวาท มรึงจง ไปตายห่า                        ตัวกูแท้ "เทพสุรา ผู้ไร้รัก"

 

       ๐ เขียนกำกวม ศูนย์รวมใจ ไทยทั้งชาติ         ไอ้อุบาทว์ มรึงนั้นแท้ ไร้ตระหนัก

องค์ภูมี ศรีบพิตร ที่กูรัก                              อาเศียรวาท กล้าหาญหัก น้ำใจเรา

 

     ๐ มันผู้ใด ใหญ่ยิ่ง สักเพียงไหน                "ทรชนบ้านนอก" หาไม่กลัวใครเขา

ชีวิตนี้ เกิดหนเดียว ปกป้องเจ้า                    ปวงประชา ผองไทยเฮา ตราบสิ้นลม

 

ขอน้อมคารวะจากใจ

"ทรชนบ้านนอก"

ผู้แสดงความคิดเห็น ทรชนบ้านนอก วันที่ตอบ 2012-12-10 23:50:34


ความคิดเห็นที่ 15 (2320267)

      ๐ เอ่ยคำขาน สารจากใจ น้อมดวงจิต             กายชีวิต วิญญาณข้า น้อมถวาย

พลีสละ เลือดเนื้อ เรือนร่างกาย                      เพื่อเป้าหมาย "จุดรวม" ศูนย์รวมใจ

     ๐ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ สยามรัฐ ประเทศ        ทั่วแคว้นเขต ดำรงไทย รักษาไว้

ตราบชีพสิ้น จักปกป้อง จนตัวตาย                   อุดมการณ์ ไม่เดียวดาย แด่ชาติไทย

     ๐ หนึ่งชีวิต ค่าเพียง หมาตัวหนึ่ง                ไม่หวังพึ่ง อาศัยใคร ก้าวเป็นใหญ่

กินนอนเท่า หมาขี้เรื้อน ตัวจัญไร                     มันคนใด กล้าด่ากู ขอเรียนเชิญ

     ๐ แต่อย่าหยาม ชาติ ศาสน์ กษัตริย์             ไอ้พวกสัตว์ อย่าระยำ หมิ่นสรรเสริญ

อาเศียรวาท ชาติชั่ว เหี้ยหลงเพลิน                   มันหลงเดิน เกินกว่ากู จะยอมมัน

     ๐ มติควาย ไอ้หัว ค.ว.ย. ตัวชวยแท้            มรึงมันแน่ แค่ไหน ให้เจอฉัน

กูกล้าสู้ ทุกรสร้อย บทประพันธ์                      มรึงกับกู เจอกันได้ ทุกเวลา

     ๐ กูเกิดเป็น คนไทย ตายเพื่อไทย               แต่มรึงกับ จัญไร ไอ้ชาติหมา

อาเศียรวาท มรึงจง ไปตายห่า                       ตัวกูแท้ "เทพสุรา ผู้ไร้รัก"

     ๐ เขียนกำกวม ศูนย์รวมใจ ไทยทั้งชาติ         ไอ้อุบาทว์ มรึงนั้นแท้ ไร้ตระหนัก

องค์ภูมี ศรีบพิตร ที่กูรัก                             อาเศียรวาท กล้าหาญหัก น้ำใจเรา

     ๐ มันผู้ใด ใหญ่ยิ่ง สักเพียงไหน                 "ทรชนบ้านนอก" หาไม่กลัวใครเขา

ชีวิตนี้ เกิดหนเดียว ปกป้องเจ้า                      ปวงประชา ผองไทยเฮา ตราบสิ้นลม

 

ขอน้อมคารวะจากใจ

"ทรชนบ้านนอก"

ผู้แสดงความคิดเห็น ทรชนบ้านนอก วันที่ตอบ 2012-12-10 23:54:48


ความคิดเห็นที่ 16 (2320268)

 

๐ เอ่ยคำขาน สารจากใจ น้อมดวงจิต             กายชีวิต วิญญาณข้า น้อมถวาย

พลีสละ เลือดเนื้อ เรือนร่างกาย                   เพื่อเป้าหมาย "จุดรวม" ศูนย์รวมใจ

     ๐ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ สยามรัฐ ประเทศ     ทั่วแคว้นเขต ดำรงไทย รักษาไว้

ตราบชีพสิ้น จักปกป้อง ทั่วถิ่นไพร่                 อุดมการณ์ ไม่เดียวดาย แด่ชาติไทย

     ๐ หนึ่งชีวิต ค่าเพียง หมาตัวหนึ่ง              ไม่หวังพึ่ง อาศัยใคร ก้าวเป็นใหญ่

กินนอนเท่า หมาขี้เรื้อน ตัวจัญไร                   มันคนใด กล้าด่ากู ขอเรียนเชิญ

     ๐ แต่อย่าหยาม ชาติ ศาสน์ กษัตริย์           ไอ้พวกสัตว์ อย่าระยำ หมิ่นสรรเสริญ

อาเศียรวาท ชาติชั่ว เหี้ยหลงเพลิน                 มันหลงเดิน เกินกว่ากู จะยอมมัน

     ๐ มติควาย ไอ้หัว ค.ว.ย. ตัวชวยแท้          มรึงมันแน่ แค่ไหน ให้เจอฉัน

กูกล้าสู้ ทุกรสร้อย บทประพันธ์                    มรึงกับกู เจอกันได้ ทุกเวลา

     ๐ กูเกิดเป็น คนไทย ตายเพื่อไทย             แต่มรึงกับ จัญไร ไอ้ชาติหมา

อาเศียรวาท มรึงจง ไปตายห่า                     ตัวกูแท้ "เทพสุรา ผู้ไร้รัก"

     ๐ เขียนกำกวม ศูนย์รวมใจ ไทยทั้งชาติ       ไอ้อุบาทว์ มรึงนั้นแท้ ไร้ตระหนัก

องค์ภูมี ศรีบพิตร ที่กูรัก                           อาเศียรวาท กล้าหาญหัก น้ำใจเรา

     ๐ มันผู้ใด ใหญ่ยิ่ง สักเพียงไหน               "ทรชนบ้านนอก" หาไม่กลัวใครเขา

ชีวิตนี้ เกิดหนเดียว ปกป้องเจ้า                    ปวงประชา ผองไทยเฮา ตราบสิ้นลม

 

ขอน้อมคารวะจากใจ

"ทรชนบ้านนอก"

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ทรชนบ้านนอก วันที่ตอบ 2012-12-11 00:01:24


ความคิดเห็นที่ 17 (2320270)

 

           ข้าน้อยเมาเขียนผิดบ่อยกล้าปล่อยไก่

คนกวีท่านผู้ใดใคร่ด่าหนอ

ยินดีรับสิ่งที่เป็นไม่สอพลอ

เชิญด่าทอตามอารมณ์สุขสมใจ

 

         “ทรชนบ้านนอก”  ขี้ครอกแท้

เดินย่างแปรกับน้ำเหล้าชื่นสุกใส

ชีวิตนี้ยอมเป็นคนจัญไร

แต่สันดานรักประเทศไทยนะเอย

 

          อาเศียรวาทคนกวีชาติชั่ว

มันเกลือกกลั้วอัตตาตนคนไพร่เหวย

กำกวมคำเจตนาเสือกท้าเย้ย

ผีอีเม้ยยังหนีอายมันเลวเกิน

 

ขอน้อมคารวะจากใจ

“ทรชนบ้านนอก”

ผู้แสดงความคิดเห็น ทรชนบ้านนอก วันที่ตอบ 2012-12-11 00:32:23


ความคิดเห็นที่ 18 (2320273)

                                                   "ขอแก้อีกรอบได้ป่ะอ่ะ คิกถุงจุงเบย"

 

     ๐ เอ่ยคำขาน สารจากใจ น้อมดวงจิต        กายชีวิต วิญญาณกู น้อมถวาย

พลีสละ เลือดเนื้อ เรือนร่างกาย                   เพื่อเป้าหมาย "จุดรวม" ศูนย์รวมใจ

      ๐ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ สยามรัฐ ประเทศ     ทั่วแคว้นเขต ดำรงไทย รักษาไว้

ตราบชีพสิ้น จักปกป้อง ทั่วถิ่นไทย                อุดมการณ์ อาจเดียวดาย ไร้ใครมอง

      ๐ หนึ่งชีวิต กูค่าเท่า หมาตัวหนึ่ง            ไม่หวังพึ่ง อาศัยใคร ตอบสนอง

กินนอนเท่า หมาขี้เรื้อน สุขสมปอง               มันคนใด ใคร่ร้องด่า กูขอเชิญ

    ๐ แต่อย่าด่า ชาติ ศาสน์ กษัตริย์            ไอ้พวกสัตว์ ตระบัดคำ หมิ่นสรรเสริญ

อาเศียรวาท ชาติชั่ว เหี้ยหลงเพลิน               มรึงล่วงเกิน คนเยี่ยงกู ยากยอมมัน

     ๐ มติควาย ไอ้หัว ค.ว.ย. ตัวซวยแท้         มรึงมันแน่ แค่ไหน ให้เจอฉัน

กูกล้าสู้ ทุกรสร้อย บทประพันธ์                    มรึงกับกู เจอกันได้ ทุกเวลา


     ๐ กูเกิดเป็น คนไทย ตายเพื่อไทย             แต่มรึงกับ จัญไร ไอ้ชาติหมา

อาเศียรวาท กินบนเรือน ขี้หลังคา                  "เทพสุรา ผู้ไร้รัก" กูหายอม


     ๐ ถ้อยกำกวม ศูนย์รวมใจ ไทยทั้งชาติ       ไอ้อุบาทว์ ชาติชั่ว แต่งสีย้อม  

องค์ภูมี ศรีราชา บพิตรจอม                      อาเศียรวาท สิ้นนอบน้อม หยามใจกู


     ๐ มันผู้ใด ใหญ่ยิ่ง สักเพียงไหน              "ทรชนบ้านนอก" ไพร่ ยอมสู้

ชีวิตนี้ เหลือเพียง ที่เป็นอยู่                       หวังกอบกู้ศักดิ์ศรีภูวดล

 

 

ขอน้อมคารวะจากใจ

"ทรชนบ้านนอก"

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ทรชนบ้านนอก วันที่ตอบ 2012-12-11 01:39:50


ความคิดเห็นที่ 19 (2320275)

 คุณทรชนบ้านนอก ล่อเสียหลายกระทู้ ... ขอคารวะในความจงรักภักดี

 

เมื่อวาน ... ประชุมใหญ่ "วันนักกลอน" ผมได้พูดเรื่องนี้ในที่ประชุมแล้ว

ผมได้สรุปว่า บทกลอนที่ "มติชน" นำตีพิมพ์ในหน้า ๑  ฉบับวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๕

มีพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง มีข้อความอักษรนำตัวใหญ่ว่า อาเศียรวาท

และมีบทกลอน ๒ บท ตามข้อความกระทู้ข้างบนที่มีสมาชิกได้นำมาลงไว้แล้วนั้น

ไม่ใช่บทกลอน "อาเศียรวาท" และขอให้ สมาคมนักกลอนฯ ทำหนังสือประท้วงหรือติเตือนไปให้ "มติชน" รับทราบ

เป็นหน้าที่ที่ต้องกระทำเป็นอย่างยิ่งของสมาคมนักกลอนฯ 

 

ผมรู้สึกหดหู่ใจในการกระทำของ "มติชน" และรู้สึกสมเพชผู้เขียนบทร้อยกรอง "อาเศียรวาท" ผู้นั้นเป็นอย่างยิ่ง

 

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น สุพจน์ ชีรานนท์ วันที่ตอบ 2012-12-11 01:55:06


ความคิดเห็นที่ 20 (2320277)

"มติชน" แจงความหมาย....

 http://news.mthai.com/general-news/206442.html

ผู้แสดงความคิดเห็น มติชน...แจงความหมาย วันที่ตอบ 2012-12-11 03:19:06


ความคิดเห็นที่ 21 (2320335)

เรียนท่านพี่สุพจน์ ไปงานวันนักกลอน ที่สถาบันคึกฤทธิ์ ลองดูป้ายสนับสนุนงานหน้าเวทีหรือเปล่า งานนี้ "มติชน" ก็เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนการจัดงานนะขอรับ ดังนั้นจำเป็นต้อง "ใบ้แดกอย่าแปลกใจ"

ผู้แสดงความคิดเห็น คนกลอน วันที่ตอบ 2012-12-11 09:58:56


ความคิดเห็นที่ 22 (2320336)

เราก็รอดูก่อนดีกว่าครับว่าสมาคมจะออกมาแสดงจุดยืนหรือเปล่า

ผู้แสดงความคิดเห็น คนกานท์ วันที่ตอบ 2012-12-11 10:01:34


ความคิดเห็นที่ 23 (2320447)

 ใครเป็นผู้เขียน อาเศียรวาท ของมติชน

ผู้แสดงความคิดเห็น ชิวชิว วันที่ตอบ 2012-12-11 19:20:42


ความคิดเห็นที่ 24 (2320468)

ผู้เขียนบทอาเศียรวาทเป็นใครไม่สำคัญแล้ว

เพราะหนังสือพิมพ์มติชนต้องรับผิดชอบ ต้องทำเรื่องกราบบังคมทูลขออภัยโทษต่อในหลวงเสียด้วยซ้ำ

ตามขนบธรรมเนียมของการเขียนบทอาเศียรวาท ต้องลงชื่อจริงนามสกุลจริงของผู้แต่งด้วย

เพื่อเป็นการแสดงตัวตนของผู้แต่ง

แต่"มติชน"ไม่ได้ทำเช่นนั้น... เหมือนตั้งใจจงใจจะทำกำกวมอยู่แล้ว

อ่านคำอธิบายแก้ตัวของมติชนก็ข้างๆคูๆไม่เข้าท่า

ถึงมติชนจะเป็นสปอนเซ่อร์ให้สมาคมนักกลอน แต่เรื่องนี้เป็นคนละเรื่องกัน

อ.ยุทธ จะไม่ออกมาคอมเม้นต์เสียหน่อยหรือ

ผู้แสดงความคิดเห็น สุพจน์ ชีรานนท์ วันที่ตอบ 2012-12-11 21:17:52


ความคิดเห็นที่ 25 (2320472)

ขออนุญาตนำกลอนจากเฟซบุคของ อ.ยุทธมาอ้างครับ..

ท่านออกความเห็นเกี่ยวกับกรณีนี้แล้ว ...อย่าชัดเจน 

 

“ตีความ แปลความ ขยายความ”

ไม่อาจห้ามความรู้สึกสำนึกถ่อย

นกมีหูหนูมีปีกหลีกหลบรอย

เป็นนกน้อยสองหัวไม่กลัวใคร

ลิ้นตวัดถึงใบหูดูไม่แปลก

ลิ้นสองแฉกอยู่ในตมไร่ส้มใหญ่

ลิ้นตะกวดกลับกลอกล่อหลอกไป

มิทันถึงหูดูไบจัญไรกิน

ผู้แสดงความคิดเห็น สานิตย์ วันที่ตอบ 2012-12-11 22:16:45


ความคิดเห็นที่ 26 (2320589)

ผมให้ความคิดเห็นไว้ในเฟสบุ๊คโดยสรุปว่า การเขียนอาศิรวาท หรือบทเฉลิมพระเกียรติ นับเป็นโอกาสอย่างดียิ่งที่เราจะได้นำโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ไปรับใช้สถาบันอันเป็นที่เคารพนับถือของคนไทย คนที่มีโอกาสเขียนอาศิรวาทถือเป็นเกียรติยศที่ได้ใช้โอกาสสำคัญในการเขียนดังกล่าว จึงต้องมือถึงจริงๆ ในการเขียน ไม่ว่าจะเป็นสำนวนโวหาร เนื้อหาสาระ การใช้ถ้อยคำ การใช้ภาษาที่มีลักษณะเฉพาะตามขนบของการเขียนอาศิรวาท มีความชัดเจนในการสื่อความหมาย เขียนแล้วไพเราะสละสลวย สร้างสรรค์จรรโลงใจ อาศิรวาทถ้าเขียนได้สมบูรณ์ทั้งรูปแบบและเนื้อหาแล้วไม่ว่าจะใช้ฉันทลํกษณ์แบบใด อ่านแล้วไพเราะเหมาะความทั้งนั้น ในยุคต้นๆ เราจะใช้ฉันทลักษณ์ที่พิถีพิถันมาก เช่น เขียนเป็นคำฉันท์ โคลง กาพย์ ฯลฯ ต่อมามีการพัฒนารูปแบบการเขียน ผมประทับใจการเขียนอาศิรวาทของกวี เช่น  ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช  เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ขรรค์ชัย บุนปาน        สุจิตต์ วงเทศ  ประยอม ซองทอง และอีกหลายท่าน เราจะดูตัวอย่างที่ดีได้ในหนังสือ "นวมินทราศิรวาท" รวมบทอาศิรวาทในรอบครองราชย์ ๖๐ ปี โดยนำบทอาศิรวาทจำนวน ๓,๐๐๐  สำนวนระบุชื่อผู้แต่งทุกสำนวน     ตั้งแต่ พ. ศ.๒๔๘๙ จนถึง พ.ศ.๒๕๔๙ คัดเหลือ ๑๑๒ สำนวน จัดพิมพ์เผยแพร่โดยมูลนิธิศิลปินแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ

ผู้แสดงความคิดเห็น ยุทธ โตอดิเทพย์ วันที่ตอบ 2012-12-12 12:33:26


ความคิดเห็นที่ 27 (2320675)

ท่านยุทธ ตอบได้ฮาจริงๆครับผม

ผู้แสดงความคิดเห็น คนดู วันที่ตอบ 2012-12-12 21:07:43


ความคิดเห็นที่ 28 (2321891)

 สมัยที่ผมเรียนหนังสืออยู่มัธยม หนังสือพิมพ์ที่ชอบอ่านที่สุด คือ มติชนนี่แหละ โดยเฉพาะ มติชนสุดสัปดาห์ มีบทความดีๆให้อ่านเยอะ รวมทั้ง โคลง กาพย์ กลอน ที่ผมชอบมากและ มักจะเอาไปประกอบในการของผม มาพ้กหลังนี่แปลก มีแผลงฤทธิ์เป็นช่วงๆ จุดยืนของความเป็นสื่อที่ผมชอบหาไม่เจอเลย  เหลี่ยม ดูไบ นี่สยบมติชนได้จริงๆ 

ผู้แสดงความคิดเห็น tippunyu วันที่ตอบ 2012-12-19 05:11:35


ความคิดเห็นที่ 29 (2321895)

ไทยรัฐ มติชน ข่าวสด อ่านแล้วเห็นตัวตนได้ชัดเจน ทั้งพาดหัวข่าว คอลัมนิสต์ ข่าวสังคม การ์ตูน ฯลฯ สารพัดที่จะเลือกข้างหางแดง เลิกอ่านกันเถิดเสียดายศรัทธา เราเลิกอ่านเขาก็อยู่ได้เห็นคุยว่ายอดขายเพิ่มขึ้น พนักงานได้เงินตอบแทนเพิ่มขึ้น รู้รู้กันอยู่ เขียนกันเองก็อ่านกันเองเถิด

ผู้แสดงความคิดเห็น คนอ่าน วันที่ตอบ 2012-12-19 06:17:12


ความคิดเห็นที่ 30 (2321922)

 ถามหา จุดยืน คือถามหา "ส้นตีน" ครับ

เพราะ ส้นตีน คือ จุดยืน

ดังนั้นอย่าถามหาดีกว่า ^^ 

 

(เอาซะหน่อย ก่อนกระทู้หล่น)

ผู้แสดงความคิดเห็น พ่อไข่นุ้ย (thara_num-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-12-19 09:48:59


ความคิดเห็นที่ 31 (2322296)

555555 ส้นตีนไม่ใช่จุดยืนหลอกท่าน เป็นเพึยงสิ่งที่ใช้ยืน

จุดยืนเป็นบริเวณที่ส้นตีนแปะลงไปต่างหาก 555555

ผู้แสดงความคิดเห็น ขอค้าน วันที่ตอบ 2012-12-20 19:03:13


ความคิดเห็นที่ 32 (2322473)

                                "จุดยืน"

 

     ๐ จุดยืน ยืนตรงไหน ตรงส้นตีน

แต่ป่ายปีน ส้นตีนยืน ยืนไม่ได้

ส้นตีนกู ส้นตีนมรึง ส้นตีนใคร

ขอเพียงไม่ ยัดปากกัน เท่านั้นพอ


     ๐ จุดยืน ยืนตรงไหน จึงจะดี

เพียงส้นตีน หนานี้ ต่ำล่างหนอ

ยืนจุดใด ใครจะชม หรือด่าทอ

แต่อย่ายืน บนหัวพ่อ กูแล้วกัน


     ๐ จุดยืน ยืนตรงไหน จึงจะถูก

ส้นตีนลูก ย่ำรอยพ่อ ก่อความฝัน

แม้ด่าพ่อ โดนส้นตีน  ยัดปากมัน

อย่าแดกดัน  ถามจุดยืน  มติควาย


ขอน้อมคารวะจากใจ

"ทรชนบ้านนอก"

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ทรชนบ้านนอก วันที่ตอบ 2012-12-21 12:34:38


ความคิดเห็นที่ 33 (2322474)

 

  "จุดยืน"

 

     ๐ จุดยืน ยืนตรงไหน ตรงส้นตีน

แต่ป่ายปีน ส้นตีนยืน ยืนไม่ได้

ส้นตีนกู ส้นตีนมรึง ส้นตีนใคร

ขอเพียงไม่ ยัดปากกัน เท่านั้นพอ


     ๐ จุดยืน ยืนตรงไหน จึงจะดี

เพียงส้นตีน หนานี้ ต่ำล่างหนอ

ยืนจุดใด ใครจะชม หรือด่าทอ

แต่อย่ายืน บนหัวพ่อ กูแล้วกัน


     ๐ จุดยืน ยืนตรงไหน จึงจะถูก

ส้นตีนลูก ย่ำรอยพ่อ ก่อความฝัน

แม้ด่าพ่อ เอาส้นตีน  ยัดปากมัน

อย่าแดกดัน  ถามจุดยืน  มติควาย


ขอน้อมคารวะจากใจ

"ทรชนบ้านนอก"

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ทรชนบ้านนอก วันที่ตอบ 2012-12-21 12:36:27


ความคิดเห็นที่ 34 (2322523)

 ขนบอาศิรวาท "พิทักษ์" กับ "พัฒนา"

เขียนโดย สุจิตต์ วงษ์เทศ

พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ในขนบวรรณกรรมเทิดพระเกียรติของไทย เปลี่ยนแปลงเป็นช่วงๆ ตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

วรรณกรรมอยุธยายุคแรกๆ ให้ความสำคัญอย่างเคร่งครัดแก่คำประณามพจน์ เพราะการแต่งวรรณกรรมเป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์อย่างหนึ่งของราชสำนักสมัยนั้น ซึ่งต้องแสดงบูชามหาเทพที่อวตารลงมาเป็นกษัตริย์ปกครองราชอาณาจักร

มีตัวอย่างคลาสสิคมากๆ เป็นคำประณามพจน์อยู่ในยวนพ่ายโคลงดั้นยอพระเกียรติ ว่า “เอกาทศเทพ” แปลว่า เทพเจ้า 11 องค์ รวมเป็นองค์สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ดังนี้

๏ พรหมพิศณุบรเมศวร์เจ้า จอมเมรุ มาศแฮ
ยมเมศมารุตอร อาศน์ม้า
พรุณอัคนิกุเพนทรา- สุรเสพย์
เรืองรวิวรฟ้าจ้า แจ่มจันทร

(ประณามพจน์ หมายถึง ถ้อยคำน้อมไหว้ยกย่อง ประณาม แปลว่า น้อมไหว้, ยกย่อง พจน์ แปลว่า ถ้อยคำ)

ครั้นเข้ายุครัตนโกสินทร์ พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ลดลง คำประณามพจน์ก็เปลี่ยนไปจากแสดงบูชามหาเทพเป็นชมเมือง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกษัตริย์ และพระราชกรณียกิจของกษัตริย์โดยตรง เช่น ทำศึกสงครามชนะ

ดังกรณีคำประณามพจน์ในบทละครเรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ ร.1 แต่งเป็นร่าย 

เริ่มด้วยพระราชกรณียกิจการศึกชนะ ว่า “-----ตรีภูดาธารราญราพณ์ ปราบอรินทร์สิ้นสยบ ภพเกษมเปรมประชากรหฤหรรษ์-----”

แล้วต่อท้ายด้วยชมเมือง ที่ฝูงอาณาประชาราษฎรสุขสบาย ว่า “-----อกเมืองสุขอยู่ระรื่น หน้าเมืองชื่นแสล้ม ยแย้มกลบัวบาน แสนสำราญสำเริง บันเทิงทั้งธรณี พระนครศรียุธเยศ ด้วยพระเดชเกศกษัตริย์ ดำรงทัศธรรมิศพิพิธมหิมา กลฉัตรากรเกือบกั้ง ตั้งทรสุมทรสาย รัศมีฉายปกห่ม เย็นร่มทั่วแหล่งหล้า ไพร่ฟ้าประชากรเริงรื่น ชื่นสาวหนุ่มครุ่มเครง-----”

ที่กล่าวมาแต่ต้นนั้น ผมสรุปจากงานของ จิตร ภูมิศักดิ์ (จากหนังสือโองการแช่งน้ำ) และ นิธิ เอียวศรีวงศ์ (จากหนังสือปากไก่และใบเรือ)

อาศิรวาท หรือ อาเศียรวาท สืบเนื่องขนบคำประณามพจน์ ตั้งแต่ยุคอยุธยา ผ่านยุคธนบุรี ถึงยุคต้นรัตนโกสินทร์ สู่ปัจจุบัน (อาศิรวาท หมายถึงคำแสดงบูชาถวายพระพรกษัตริย์ อาศิร แปลว่า การอวยพร วาท แปลว่า คำพูด, ถ้อยคำ)

ช่วงเวลาระหว่างหลัง 2510 จนถึงก่อน 14 ต.ค. 2516 เป็นยุคเผด็จการทหาร สฤษดิ์-ถนอม-ประภาส บทอาศิรวาทจำแนกกว้างๆได้ 2 แบบ คือ แบบพิทักษ์ขนบเดิม กับแบบพัฒนาขนบเดิม

พิทักษ์ขนบเดิม หมายถึง เคร่งครัดฉันทลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ ต้องแต่งอาศิรวาทด้วย โคลงดั้น, ฉันท์, กาพย์ เท่านั้น ใครแต่งอย่างอื่นจะถูกกล่าวหาว่าหมิ่น โดยเฉพาะกลอนเป็นของต้องห้าม ถือเป็นชั้นต่ำ ใช้ถวายพระพรไม่ได้

อาศิรวาทจึงเต็มไปด้วยภาษาบาลี-สันสกฤตและเขมร ที่ราวกับว่าผู้แต่งเปิดพจนานุกรมหาศัพท์สูงๆแต่งให้นักปราชญ์ทางภาษาอ่านเท่านั้น คนทั่วไปอ่านไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าจะบอกอะไร

พัฒนาขนบเดิม หมายถึง แต่งเป็นกลอนสุภาพแบบสุนทรภู่ตามขนบเดิม แต่ด้วยเนื้อหาเน้นความจริงตามประสบการณ์ทางสังคมไทยยุคนั้น ที่เดือดร้อนเพราะเผด็จการทหาร แต่ร่มเย็นด้วยพระบารมี จึงขอพระบารมีเป็นที่พึ่งให้มีประชาธิปไตย

อาศิรวาทอย่างนี้หลีกเลี่ยงคำบาลี-สันสกฤตและเขมร แต่จงใจใช้คำธรรมดาในชีวิตประจำวันสามัญชน ทำให้คนทั่วไปอ่านรู้เรื่องและเข้าใจตรงกัน ว่าต่อต้านเผด็จการทหารที่ทำลายระบอบประชาธิปไตย

ผล คือ พวกพิทักษ์กล่าวหาพวกพัฒนา ว่าทำผิดจารีตประเพณีอันดีงามความเป็นไทย แล้วโยนข้อหาคลาสสิคว่าไม่จงรักภักดี

แต่บรรดาคนอ่านยุคนั้นพอใจอาศิรวาทแบบพัฒนาขนบเดิม เพราะอ่านรู้เรื่อง เข้าใจง่าย แล้วไม่ถือเป็นผิดตกบกพร่องใดๆ แต่กลับพัฒนาขนบให้ก้าวหน้าอย่างร่วมสมัยด้วยซ้ำ

พยานหลักฐานเรื่องนี้ มีในหนังสือพิมพ์และนิตยสารค่ายสยามรัฐช่วงก่อน 14 ต.ค. 2516

บทอาศิรวาทพิมพ์ในมติชนเมื่อ 5 ธ.ค. ที่ผ่านมา ไม่ได้ทิ้งขนบเดิม แต่ไม่ได้พิทักษ์ หากพัฒนาด้วยภาษาสัญลักษณ์อันงดงาม ที่บรรดาผู้พิทักษ์ขนบเดิมไม่เข้าใจ เลยไม่ถูกใจ แล้วพยายามยัดเยียดข้อกล่าวหาคลาสสิคอีก

น่าประหลาดตรงที่นักวิชาการด้านภาษาไทยและวรรณคดีไทยจำนวนหนึ่งก็ไม่เข้าใจพัฒนาการและสัญลักษณ์ในวรรณกรรมไทย

ผู้แสดงความคิดเห็น นายสะพาน ทางเชื่อม วันที่ตอบ 2012-12-21 15:49:36


ความคิดเห็นที่ 35 (2323103)

 

เอาหล่ะครับ ผมว่ามากพอแล้วสำหรับกระทู้นี้  ไปๆมาๆมันเกินแล้ว  อนึ่งผมชื่นชมคุณทรชนคนบ้านนอกมาตลอด แต่สำนวนใน คห.32   33  แรงไปครับ   พิจารณานิดนึงว่ากระทู้นี้เอ่ยอ้างถึงไหน คำเหล่านี้ไม่เพราะ  "ส้น..."     ที่นี้มาว่ากันถึงกระทู้นี้ตั้งแต่ต้น ผู้ตั้งต้องการถามหาจุดยืนสมาคม   ผมว่า สมาคมเองไม่มีอำนาจหน้าที่ในเรื่องนี้ครับ เพราะสมาคมเป็นนิติบุคคล อันมีสมาชิก(คน)เป็นบุคคล ฉนั้นถ้าให้ดีใครรู้อะไรก็ไปว่ากันตามควรจะดีกว่า  อย่าโยนเผือกร้อนให้สมาคมเลย   ผมเองก็คลั่งแค้นมันอยู่ไม่น้อย   รอวันรอโอกาสก่อนเถอะ ไอ้ขบวนการนี้ไม่รอดแน่

ผู้แสดงความคิดเห็น ตาต้อม วันที่ตอบ 2012-12-25 08:39:40


ความคิดเห็นที่ 36 (2323281)

คุณนายสะพาน ทางเชื่อม ความเห้นที่ 34...


ขอบคุณครับ ที่อุตส่าห์สละเวลาพิมพ์มาสิบกว่าย่อหน้า...


แต่อ่านจบแล้ว ผมอยากจะบอกคุณว่า...


โต้แย้งด้วยภาษาที่สวย... ด้วยเหตุ-ผลสวย ๆ ...


แต่เจตนาเดิม ๆ ...


รบกวนช่วยย่อข้อความให้เป็น 3 บรรทัด แล้วปิดท้ายว่า "ผมเป็นตัวแทนมาจากมติชนครับ" จะดูแมนและเท่กว่ามาก...


พิมพ์มาเยอะแบบนี้ เสียเวลาคนอ่านเปล่า ๆ ครับ เปลืองพื้นที่แบนวิธด้วย...

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น จำนำข้าวบนหลังคน วันที่ตอบ 2012-12-25 17:51:22


ความคิดเห็นที่ 37 (2323342)

ผมก็มีความคิดเห็นแนวเดี่ยวกับความคิดเห็นกับ "จำนำข้าวบนหลังคน" เรื่องนี้มันตื้น ลึก หนา บาง พอสมควร ต้องศึกษาและพิจารณากันให้ดี

ผู้แสดงความคิดเห็น สมาชิกจ้า วันที่ตอบ 2012-12-26 05:44:36



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.