ReadyPlanet.com


O สายน้ำ..จำนรรจ์...O


 

O น้ำแล่นสายกรากเชี่ยว..เป็นเกลียวคลื่น-
โยนแผ่นพื้นโรยละอองก่อนล่องไหล
เห็นเม็ดน้ำแล่นฟองเสียงก้องไป
ริมธารน้ำ..พรรณไม้ก็ไหวตัว

O เสียงครื้นโครมโถมถา..สายวารี-
คงไหลปรี่บ่าระลอกเข้าหยอกยั่ว-
ให้โลกธาตุดวงวันต้องสั่นรัว
กับหม่นมัวทับถม..กลางหล่มน้ำ

O จากตาน้ำผุดสายแล้วบ่ายย้อน-
ลงซอกซอนแทรกไพร..ก่อนไหลต่ำ
ให้ขุ่นดินหินแหลมป่ายแต้ม..ตำ
ช่วยเก็บงำเหลี่ยมคม..อย่างสมยอม

O จึงตาน้ำหนึ่งจุดที่ผุดพลุ่ง
เป็นความชื้นฉ่ำฟุ้งบำรุงถนอม-
พืชพรรณปวงปรากฏ..ช่วยอดออม-
ร่วมเป็นอ้อมกอดน้ำ..อันฉ่ำเย็น

O จากเคยใสมาขุ่นเพราะฝุ่นดิน
จนไหลรินหลากนองเป็นฟองเต้น-
เผยร่องรอยคล้ำมัวเกลือกกลั้วเป็น-
การแฝงเร้นปนเปื้อน..กลางเถื่อนไพร

O ปีกแมงปอตรงหน้าก็คลาคล่ำ
อบไอเย็นรื่นฉ่ำของน้ำไหล
ท่ามกลางร่มพรรณเขียวของเรียวใบ
ปีกก็ไหวโบกอยู่..ไม่รู้ล้า

O ใบไม้แห้งหลุดขั้วทิ้งตัวต่ำ
ลอยพลิกหงายพลิกคว่ำกลางน้ำบ่า-
แสงระยิบดวงวันในชั้นฟ้า
ก็แทรกฝ่าร่มใบ..ลูบไล้ดิน

O ผ่านโขดเขินเนินไศล..ผ่านไพรพฤกษ์
ถ้วนเสียงครึกครื้นโครมก็โซมสิ้น
คลื่นน้ำพลิกพลิ้วแผ่ว..ก็แว่วยิน-
พร้อมลมรินโรยสายเมื่อบ่ายคล้อย

O โลมลูบดินชื้นชุ่ม..ช่วยอุ้มน้ำ
ให้เย็นฉ่ำเคลื่อนบทขึ้นปลดปล่อย-
ความร้อนแล้งแฝงเงาที่เฝ้าคอย-
พาลดถอยทอนแรง..ทุกแรงร้อน

O ขุ่นดินสีคล้ำหม่น..ย่อมปนเปื้อน
เมื่อโคลนเคลื่อนเคล้าอยู่ไม่รู้ผ่อน
ผ่านร่มรื่นผืนป่า..ถึงนาคร-
ก็แทรกร้อนโหมซัด..ในบัดดล

O กางเขนดงเลือนลับ..ไปกับป่า
เหลือเอี้ยงกาครองเมือง..คอยเปลื้องขน-
บอกขอบเขตหากิน..บอกถิ่นตน
ผ่านสายน้ำขุ่นข้น..คั่นบนแดน

O ตลิ่งน้ำสองข้าง..แม้กว้างเหลือ
หากความเชื่อความเชื่อง..ช่างเนืองแน่น
อันกางเขนโดยชาติ..ไม่อาจแทน-
ที่แบบแผนเบนเบี่ยง..ด้วยเอี้ยงกา

O ตลิ่งน้ำสองข้าง..ริมทางไหล
มีปราศรัยโขเขื่องอยู่เบื้องหน้า
มีน้ำลายถุยถ่ม..ให้ลมพา-
ลงเคล้าวารีสายเมื่อปลายวัน

O จากความใสบริสุทธิ์ที่ผุดพลุ่ง
จนเหม็นคลุ้งกลิ่นสาบของคราบฝัน
ที่เอี้ยงกาพิราบโฉด..คอยโจษจัน-
สุมโทษทัณฑ์ลงละลายในสายชล

O โอ..แผ่นผิวน้ำพราย..ค่อยส่ายสั่น
เหมือนสายน้ำจำนรรจ์เป็นพันหน
ว่า...กูไหลหลั่งสาย..ทอดกายปรน-
เปรอตัวตน..เถื่อนถ่อยนับร้อยปี !

O โอ..สายน้ำสีทองเหมือนต้องสาป
โดยพันธุ์บาปสุมกลิ่นทุกถิ่นที่
ทอดสายอยู่รอรับปากอัปรีย์
พูดบัดสี..บัดซบ..ตลบตะแลง

O น้ำพลิกผืนตื่นระลอกขึ้นบอกทั่ว-
ว่า..มดเท็จแทรกตัวทุกหัวระแหง
พร้อมเลศนัยแฝงถ้อยเฝ้าคอยแสดง-
ความเสแสร้งสุมสั่งอยู่ทั้งเป็น

O เจ้าพระยาไม่เดือดดั่งเลือดนก
หากแสนสกปรกสิ้น..ทั้งกลิ่นเหม็น
เลือดแผ่นดินขุ่นคล้ำ..คนลำเค็ญ
ต้องขุกเข็ญอาเพศ..จมเวทนา

O มหาเมฆไม่ลุกเป็นเพลิงกาฬ
เห็นแต่เหล่าสาธารณ์ถูกผลาญ..พร่า
พระเสื้อเมือง, กาฬกุลี..จักหนีภา-
ระฟังถ้อย..โหง..ห่า..สู่ป่าไพร

O พวกผีเมืองสั่นกลัว..เอาตัวหนี
จนอัปรีย์ทุรยศคิดคดได้
ผีป่าจึงฮือโหม..จุดโคมไฟ-
เผาเมืองจนมอดไหม้..จัญไรแท้

O เทวดาจะเสพกามอยู่ตามพื้น
ให้พวกชื่นชมทรามได้ตามแห่
สัปบุรุษชายหญิง..จะยิ่งแปร-
พักตร์ช่วยแก้เลศกลของคนทราม

O แม้เดือนดาวดินฟ้าไม่อาเพศ
หากฝูงเปรตใจบาป..กลับหยาบหยาม
ท่ามกลางไฟแลบเปลว..จิตเลวทราม-
ยากข่มข้ามศรัทธาบอดบ้านั้น

O ทั้งพระเณรเถรชี...ผู้มีธรรม
จักอวดอ้างความคำเข้าห้ำหั่น
เอาต้นธาตุต้นธรรม..เที่ยวรำพัน
หลงว่าเป็นอรหันต์..กลางฝันเพ้อ

O ผู้ถือศีลทำเคร่ง..อวดเก่งกล้า-
ให้ปัญญาต่ำต้อย..นั่งคอยเหม่อ-
หวังทอดวางชาติภพ เมื่อพบเจอ-
คอชะเง้อตาชะแง้ เฝ้าแต่คอย

O แผ่นดินเผาและกระเบื้องจะเฟื่องฟู
นักปราชญ์ผู้เลิศล้ำจะต่ำต้อย
ผู้งดงามศีลธรรมถูกย่ำรอย-
จากเถื่อนถ่อยทุรชนในหนทาง

O ผู้มีวงศ์ตระกูลจะสูญศักดิ์
ด้วยเงินทองตอกปักเป็นหลักขวาง
จนคู้ค้อมคอหัวอยู่ทั่วบาง
สักกี่หน้าจะมียางไว้พรางตน

O อาสัจจ์แห่งสัตว์เมืองจะเลื่องลือ
ให้ยึดถือศรัทธา..เพื่อว่าผล-
ประโยชน์จักคล้อยเคลื่อนมาเปื้อนปน-
กับจิตใจทุพพล..ดั่งโพนทนา

O จนแม้ข้าวหายากและหมากแพง
ยังตะแบง..เสียงดังให้ฟังว่า-
คือยามรวงเป็นทองในท้องนา
ให้ลืมตาอ้าปาก..ทุกปากคน

O โอ..พื้นผิวน้ำพราย..ยังส่ายสั่น
เสียงสายน้ำรำพัน..เป็นพันหน
ว่า...ต้องไหลหลั่งสาย..ทอดกายปรน-
เปรอตัวตน..อัปรีย์..อีกกี่ยาม ?


ที่มา ..http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sdayoo&month=02-2011&date=24&group=41&gblog=20

 

 

 



ผู้ตั้งกระทู้ สดายุ :: วันที่ลงประกาศ 2012-10-27 06:29:26


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (2310998)

คารวะ สดายุ

ผู้แสดงความคิดเห็น สราวุธ วันที่ตอบ 2012-10-27 08:07:35


ความคิดเห็นที่ 2 (2311012)

 

        วรรณประทีป  ส่องสว่างทาง  วรรณศิลป์

โลมหลั่งจินตนาการบนธารฝัน

ชื่นถวิลมาดหมายได้จำนรรจ์

สื่อสารกันรื่นรสบทกวี

        อิ่มในถ้อยร้อยเรียงเคียงคำขาน

ประทับมานประเทืองสุขสมศักดิ์ศรี

คือคุณค่าคู่ควรชวนยินดี

ผูกไมตรี ศรัทธา สดายุ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ราชาวดี วันที่ตอบ 2012-10-27 09:11:42


ความคิดเห็นที่ 3 (2311452)

สวัสดีครับคุณสราวุธ ... คุณราชาวดี ..ยินดีที่แวะมาทักทายครับ

 

O แด่..เธอผู้พายเรือ...O
 

O แว่วยินคลื่นน้ำฟาดเสียงกราดเกรี้ยว
กลางค่ำคืนเปล่าเปลี่ยว..กรากเชี่ยวไหล
เห็นแผ่นผืนน้ำพลิ้วเป็นริ้วไป
ล้อลมไหววาดคลื่นอยู่ครื้นเครง
O เกลื่อนฟ้านั้น..จันทร์ดาวแสงพราวพร่าง
แสนไกลห่างมีสิทธิ์เพียงพิศเพ่ง
เสียงฟองคลื่นโถมถั่ง..ล้อวังเวง
แทนพาทย์เพลงกล่อมคืนให้ตื่นตัว
O โครมครืนเสียงคลื่นน้ำในค่ำดึก
โหมแรงฮึกเหิมบนความหม่นหลัว
เรือลำน้อยหนึ่งลำในค่ำมัว
คลื่นทิ่มแทงสั่นรัวไปทั่วลำ
O ฝ่าไปบนคลื่นน้ำ, เสียงจ้ำพาย-
พาเรือว่ายแหวกคลื่นผ่านคืนค่ำ
จึงเห็นสองมือเรียว..ถูกเคี่ยวกรำ-
กลางสายน้ำวาดพาย..อยู่ท้ายเรือ
O เห็นเธอทอดสายตา..มองหาฝั่ง
เกลียวคลื่นคลั่งโถมแทง..ก็แรงเหลือ
พาย..คัด..วาด..ค้ำ..หนุน..คอยจุนเจือ
ด้วยหยาดเหงื่อ..ใจแกร่งสู้แรงน้ำ
O วาดลำเรือลอยฝ่า..ถึงท่าเทียบ
ก้าวก็เหยียบย่างหาอยู่คลาคล่ำ
เท้าคู่น้อยหนีบนอบอยู่รอบลำ
รอพายจ้ำจ้วงอยู่เสียงกรูเกรียว
O พาเรือน้อยลอยลำ..พายจ้ำจ้วง
ผ่านทุกช่วงจังหวะ..น้ำชะเชี่ยว
เห็นเธอวาด..พายค้ำ..เรือลำเรียว
อยู่กลางสายชลเปลี่ยว..อย่างเดียวดาย
O จนเรือโยนลำยก..แล้ววกต่ำ
ก่อนวูบด่ำดิ่งไปน่าใจหาย
ฝ่าน้ำเชี่ยวคลื่นซัด..มือคัดพาย-
อยู่ที่ท้ายเรือนั้นอย่างมั่นคง
O มือน้อยน้อยเกาะเกร็ง..ตาเพ่งพิศ
มองสู่ทิศสำหรับการรับส่ง
มองมือวาดพาย..คัด..ก่อนงัดลง
แววตาบ่งบอกรู้..มือ-ผู้ใด
O โอ..แววตาวับวาว..แสน-กร้าวแกร่ง
รอจ้วงพายทิ่มแทงสู้แรงไหล-
อันกรากเชี่ยวของน้ำอยู่ร่ำไป
หวังเพียงได้พาคน..ข้ามพ้นน้ำ
O งามยิ่งงาม..ก็ระยับอยู่กับโลก
ปรุงปรนหอมบ่ายโบกโลมโลกต่ำ
เมื่อปรารมภ์งดงาม, ทุกความ..คำ-
ย่อมยกงามขึ้นย้ำเป็นธรรมดา
O มือเรียววาดพาย-วนกลางชลเปลี่ยว
ทุกส่วนเสี้ยวใจรู้..ย่อมรู้ว่า-
คลื่นสาดซัดโหมหนัก..กลางมรรคา
ต้องหัวใจแกร่งกล้าไม่ล้าโรย
O ร่างน้อยน้อยนั่งมองตาจ้อง-เพ่ง
ใจคร่ำเคร่งเรี่ยวแรง..ก็แห้งโหย
แม้นคลื่นน้ำลมโลก..คอยโบกโบย
ผ่านพ้นโดยมือเรียว..คอยเคี่ยวกรำ
O ปีแล้ว..และปีเล่า..ที่เจ้าเป็น
ฝ่าร้อยเข็ญ..พันโศกแห่งโลกต่ำ
ด้วยจิตด้วยสำนึก..งามลึกล้ำ
พาย..งัด..ค้ำ..เรือน้อยล่องลอยไป
O ละเที่ยวพาย..จ้วงจ้ำ..ฝ่าน้ำเชี่ยว
ค่อยค่อยเคี่ยวกรำสอน..อาทรให้-
ลูกศิษย์น้อยคล้อยหลัง..สู่ฝั่งไกล
ด้วยน้ำใจไหลเชี่ยว..ด้วยเรี่ยวแรง
O พายเรือน้อยลอยล่อง..ฝ่าฟองคลื่น
เสียงโครมครืนก้องรัว..อยู่ทั่วแหล่ง
ด้วยสองมือคัดท้าย-วาดพาย..ทะแยง
พาหัวเรือทิ่มแทง..ถ้วนแหล่งน้ำ
O คัดท้ายพายเรืออยู่..เพื่อผู้อื่น
ฝ่ากระแสลมตื่น..เกลียวคลื่นคร่ำ-
ครวญระงมห่มห้อม..อยู่ล้อมลำ-
เรือน้อยคอยพลิกคว่ำ..จมลำเรือ
O ภาพเด็กน้อยจำพราก..พ้นฟากฝั่ง
มือเรียววาดพายยัง..อีกฝั่งเพื่อ –
รับส่งอีกทุกรุ่น..ช่วยจุนเจือ-
ภาพงดงามให้หลงเหลือ...ในแผ่นดิน..!

 

ผู้แสดงความคิดเห็น สดายุ วันที่ตอบ 2012-10-29 06:59:56


ความคิดเห็นที่ 4 (2311705)

.

 

O บุษบัน .. แห่งเหมันตะสมัย O

O ผีเสื้อปีกบอบบางลอยร่างร่อน-
ล้อมเกสรมาลย์อยู่แต่ตรู่สาง
เมื่อหมอกเช้าแทรกตัวอยู่ทั่วทาง
และน้ำค้างวางหยด .. รอ-รดริน

O ลวดลายปีกบอบบางในสางตรู่
แทรกตัวสู่หวานหอมไม่ยอมสิ้น
ให้รสรื่นรมย์นี้ .. ปลุกชีวิน-
เพื่อโบกบินแนบยาม .. ให้งามล้น

O ดอกไม้หอม, แสงฉาย, ปีก-ลายพราง-
ค่อยค่อยคลี่ปีกกว้างก่อนคว้างหล่น-
ลงแทรกกลีบดอกมาลย์เอาหวานปรน-
เปรอตัวตนสำราญกลางม่านใบ

O เห็นน้ำค้างวางหยาด .. อยู่ดาษดื่น
ลมเช้าชื่นโรยริ้วก็พลิ้วไหว
ประหนึ่งเพชร-เม็ดน้ำ .. นั้นร่ำไร
รอแสงไล้โลมต้อง .. ก่อนล่องลอย

O รวยรวยรสมาศไม้ที่ในสวน
กลิ่นหอมอวลอบเร้าความเหงาหงอย
รื่นคันธารสหนอ .. เหมือนรอคอย-
บางรูปรอย .. ให้ถวิลแต่กลิ่นมาลย์

O คำนึงด้วยเจตจินต์ .. ที่ยินยอม-
ถูกกักกุมรุมล้อมด้วยหอมหวาน
ที่ทั้งใจไหวสั่นแต่วันวาน
เมื่อใครผ่านหวานหอมเข้าล้อมลน

O งามจริตรูปละม่อมพรั่งพร้อมค่า
ยิ่งช่อชั้นพวงผกา .. แห่งป่าฝน
ที่เสียดยอดพลอดยามให้ตามยล
ตราบดิ้นรนด้วยใจ .. คอยไขว่คว้า

O นับการก้าวยกย่าง .. บนทางฝัน
ช่างเต็มเปี่ยมมุ่งมั่น .. การฟันฝ่า-
อุปสรรคทั้งปวง .. ให้ร่วงคา-
อยู่ใต้ฝ่าเท้าย่ำ .. ที่ดำเนิน

O นับสิบร้อยพันหมื่นการตื่นหลับ
ล้วนลำดับรอยอุทธัจ .. ความขัดเขิน
ที่ค่อยโหมหวนระลอกเข้าหยอกเอิน
ด้วยท่าทีสะทกสะเทิ้น.. ทั้งเมิน-เมียง

O ละเมียดรส .. ผกากรองละล่องกลิ่น
หอมตรึงจินตนาการนั้น-ปานเสียง-
กระซิบแผ่วผ่านถ้อยมาร้อยเรียง-
ความซาบซึ้งให้ประเดียงประดังใจ

O กลีบเรียวบางดอกดวง .. บ้างร่วงหล่น
พร้อมกับห้วงใจคน .. ที่วนไหว
ละครั้งที่งดงามของความนัย
ผ่านโลมไล้ลูบอก .. พาวกย้อน

O หยาดน้ำค้างเคยเห็น .. ก็เร้นหาย
ยังแต่สายสวาดิชู้สุดรู้ผ่อน
ในคำนึงเงียบเหงา .. เหมือนเว้าวอน-
ความออดอ้อนพร้องพร่ำ .. อยู่ค่ำเช้า

O รูปชาติภพอบร่ำในคำนึง
คล้ายภาพซึ่งสาบสูญแต่พู้นเก่า
ย้อนเผยรูปรอยยิ้ม .. อันพริ้มเพรา
จำหลักเงาเรียวรูป .. โลมลูบทรวง

O นับแต่วันเดือนปีเท่าที่เห็น
ก็ยากเร้นรูปงามที่ลามล่วง
ราวอดีตบุญบาป .. มาทาบทวง-
ผ่านฤทธิ์หน่วงเหนี่ยวเร้า .. ให้เฝ้ารอ

O ถ้วนปวงความอ่อนโยนและอ่อนหวาน
ต่างฤๅเมื่อดอกมาลย์ .. เบ่งบานช่อ ?
ทั้งลามล่วงรุมเร้าพะเน้าพะนอ
เช่นรูปเยาว์แอบออ .. ร่ำรอทรวง

O ถ้วนสิ้นความอ่อนโยนและอ่อนหวาน
จึงค่อยซ่านซึ้งให้ .. อาลัย-หวง-
เข้าโอบล้อมห้อมห่มอารมณ์ปวง
ด้วยความห่วงใยล้ำ .. อยู่ค่ำเช้า

O น้ำค้างเร้นหยาดหยด .. ไปหมดแล้ว
เหลือลมแผ่วกอดเกี่ยวความเปลี่ยวเปล่า
ประหนึ่งเพชร-แสงปลาบ .. นั้นวาบเงา
เมื่อรูปเยาว์หล่นคว้าง .. ลงกลางใจ

O น้ำค้างสิ้นรูปรอย .. รูปรอยเจ้า-
ก็ผ่านเร้ารุมขวัญจนสั่นไหว
วงรอบความเสน่หา .. แรงอาลัย-
ก็โอบล้อมเอาไว้ .. สุดคลายคลอน

O ถ้วนสิ้นความคำนึง.. ส่งถึงอยู่
กอปรแรงชู้อาลัยเกินไถ่ถอน
เหมือนคำบวงพระเจ้า .. เคยเฝ้าวอน-
ค่อยผ่านตอนย้อนดังอีกครั้งแล้ว

O จงกลกรรณิเกศแก้ว - - - กรองมาลย์
ตามประทีปอธิษฐาน - - - ประเทียบถ้อย
จนรอบสุริยะกาล - - - เคลื่อนผ่าน นั้นแม่
อ้อมอกอุ่นจักคล้อย - - - เคลื่อนห้อมโอบขวัญ ฯ

O บูชาอัญชลิตเบื้อง - - - สรวงบน
สวมสอดบุษบาดล - - - ดอกสร้อย
หอมรูปรสเสาวคนธ์ - - - ควรอบ ร่ำแม่
ควร-ศัพท์เสียงร่ำร้อย - - - ผ่านรู้ปรารมภ์ ฯ

O โคมทองประทีปแก้ว - - - ชัชวาล
แต่งกอปรกรองอธิษฐาน - - - ทิพไท้
พึงดลจิตรูปคราญ - - - ครวญแต่ ถวิลนา
ถวิลแต่อกเรียมให้ - - - โอบเนื้อพะนอถนอม.

 

ผู้แสดงความคิดเห็น สดายุ วันที่ตอบ 2012-10-30 06:22:39


ความคิดเห็นที่ 5 (2311826)

 

อ่านแล้วเพลินยิ่งนักครับ

 

ขอน้อมคารวะจากใจ

"ทรชนบ้านนอก"

ผู้แสดงความคิดเห็น ืีทรชนบ้านนอก วันที่ตอบ 2012-10-30 15:20:45


ความคิดเห็นที่ 6 (2312385)

สวัสดีครับคุณทรชน

เขียนเรื่อยเปื่อย .. ไม่ค่อยสนใจสาระ ใดๆ .. 55

วางอีกสักบทขอรับ

 

 

๐ โวหารภาพพจน์ .. ๐

วสันตดิลกฉันท์ ๑๔
๐ ความ-คำ, เพราะคัมภิระประพจน์
ระบุบทะบาทมี
เหมือนคอยจะปล่อยทิฐิวิถี
บทะธีระหนักหนา

๐ ยั่วแย้งแสดงวุฒิวิภาษ
ผิวะปราศก็แต่ปรา-
รมภ์ตนจะป่นอัตะสถา-
นะสภาวะรูปรอย

๐ จึงคำเพราะคำระบุระบือ
ก็กระพือซะเลิศลอย
เชื่องเชื่อก็เหลือจะผละจะถอย
จิตะคล้อยบ่อาจขืน

๐ พากย์ชี้วิถีวัตระประพฤติ
อัตะยึดก็หยัดยืน
นำทางระหว่างนิละทะมื่น
จะลุตื่น ณ ในตน ?

๐ แว่วเสียงก็เพียง..อุระระรัว
นิระกลัวจะหลงกล
แห่ห้อมตะล่อมสัทะระคน
นยะล้นพิมลหลาย

๐ สรรสรรพะศัพท์ธิระประดิษฐ์
ตละคิดก็คมคาย
ว่อนวางพยางคะอภิปราย
จิตะคล้ายจะเคลิ้มฝัน

๐ หวั่นไหวกระไร..สุภะประพจน์
มธุรสะโรมรัน
หลักการก็ควานและเสาะกระสัน
อภินันทนาไทย

๐ การเมือง ณ เบื้องปุระสยาม
ขณะทรามละลามนัย
เสียงสู่ก็รู้มุสะสมัย
สุตะใด-ประดาเดียว

๐ เมื่อทราม..ละลามระยะประเทศ
นยะเลศะกรูเกรียว
คมคำกระหน่ำ..ฤจะเฉลียว
ผิวะเขี้ยวจะขบลง

๐ พรรณนาประดานยะประดุจ-
บริสุทธิแผ่วง
ไหนเลยจะเคยจะพิสวง-
อุปสงคะดั้งเดิม



อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑

๐ ลมตื่นระผืนน้ำ...........ภพะต่ำก็ตวงเติม-
คำหวานประสารเสริม.....ฤดิเริ่มก็ปรารมภ์

๐ โกสุมปทุมา..............ดละภาวะหอมพรม
ผึ้งภู่ ฤ รู้สม-................มุติห่มจะร้างหาย

๐ ดอกขาวอะคร้าวรูป....วตะลูบก็รำบาย-
หอมฟุ้งจรุงหมาย..........ผิวะตายจะยอมตน

๐ อำนาจและอาชญา.....เสาะสภาวะเพื่อพล-
อวยเดชวิเศษผล..........จะผละพ้น ฤ แผดเผา ?

๐ เนานันทะสรรเสริญ....ขณะเพลิน ฤ ผ่อนเพลา
ยศศักดิ์ฉลักเขลา.........ก็ระเร้าฤดีรมย์

๐ ขัดแย้งเพราะแย่งยำ-..สัทะธรรมะติดตม
เคลิ้มขำกะคำคม..........ขณะถ่มเลอะดินแดน

๐ แบ่งข้างระหว่างข้า.....คุณะค่าก็คลอนแคลน
จึงอานุภาพแสน-..........ยะจะแม้นจะมอดลง

๐ อำนาจและอาชญา.....ดละทาสะรูปทรง
การเลศะเจตมง-...........คละคงจะมีหรือ

๐ ร่มบุญ..สกุลคน.........ธนะผละร่วมมือ
เล่ห์ฉันทะบันลือ-..........ก็กระพือกระเพื่อมหาง

๐ เก่งกาจกระไรคน.......คติวนและว่อนวาง
เชื่องเชื่อ..ก็เหลือง้าง-..จะเสาะอ้างกะเหตุผล



วิชชุมมาลาฉันท์ ๘

๐ อึ้มแอ้มออกเสียง.......นั้นเพียงเพื่อชน
เหลียวมองจ้องตน........คำรนโวหาร
๐ ฟังเถิดฟังคำ.............ลึกล้ำหลักการ
อักโขโอฬาร................เพื่อบ้านเพื่อเมือง

๐ รับใช้อำนวย.............ย่อมด้วยศรัทธา
หลงรักนักหนา.............บอดบ้าเปล่าเปลือง
๐ ตอกลิ่มทิ่มแทง.........พวกแดงพวกเหลือง
อกกรุ่นขุ่นเคือง............เชื่อเชื่องพอกัน

๐ เป็นไทด้วยชาติ.........เป็นทาสด้วยใจ
ตื้นเขินเกินไหว-............ทันไขรำพัน
๐ เรื่องนึกตรึกตรอง.......บกพร่องเกินฝัน
แว่วโจษโทษทัณฑ์.......หูหันรอเสียง

๐ ปรุงแต่งภาพพจน์......งามรสวาที
ออกสื่อช่วยชี้..............วาดวีสำเนียง
๐ นั้นถูกนี้ผิด...............รอพิศรอเพียง-
ความถ้อยร้อยเรียง.......อยู่เคียงหน้าตน

๐ จับโยงเรื่องราว.........รู้กล่าวรู้คาด
เพื่อชนทั้งชาติ.............รู้ภาษรู้พล
๐ ตราบน้อมใจนับ........ตอบรับลุกลน
กี่ครั้งกี่หน..................ทุกหนทุกครั้ง

๐ คือปราชญ์คอยปราม..ป้องทรามเข้าแทรก
จำนรรจ์จำแนก............ความแจกให้ฟัง
๐ จงร่ำจงเรียน............ถ้อยเธียรเพียรฝัง
อย่าหยุดอย่ายั้ง...........ตอบตั้งศรัทธา

๐ เยี่ยงนี้คือชน............พล่ามบ่นรักชาติ
เยี่ยงนั้นคือทาส...........ปลอดปราศอัตตา
๐ เยี่ยงนี้คือไท............ผู้ไร้บัญชา-
จัดตั้งสั่งหา.................ด้วยค่าของเงิน

๐ ภาพนั้นดูดี...............แต้มสีแต่งตัว
จากเท้าจดหัว..............ถ้วนทั่วมองเพลิน
๐ ภาพงามเร้ารุม..........ให้อุ้มหยอกเอิน
อิ่มร่ำจำเริญ................ปานเหินเวหา

๐ ผ่านหัวผ่านหู............รับรู้รับฟัง
ลึกล้ำกำลัง.................ฝากฝังปัญญา
๐ ผ่านหูผ่านหัว............เร้ารัวศรัทธา
อาทรอ่อนล้า...............ให้บ้าเข้าเบียน

๐ ความคำทำว่า...........คิดข้าควรการ
สามารถสามานย์..........ควรอ่านข้าเขียน
๐ ความจูงฝูงชน...........หวังผลต้องเพียร
ทอทาบภาพเธียร.........วกเวียนตราบวาย

 

ผู้แสดงความคิดเห็น สดายุ วันที่ตอบ 2012-11-01 20:13:03


ความคิดเห็นที่ 7 (2312388)

ขอร่วมแสดงความนับถือคุณสดายุอีกครั้งครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น ปุณณมี วันที่ตอบ 2012-11-01 20:22:07


ความคิดเห็นที่ 8 (2312397)

สวัสดีครับคุณ ปุณณมี

ยินดีมากครับที่แวะมาทักทาย .. ไม่ได้เข้ามาทุกวัน .. นานๆมาที

ขอวางอีกสักบท ขะรับ

 

O ตรู่เช้าเดือน ๑๒...O


O ตรู่เช้าหนึ่ง
แสงแรกซึ่งอ่อนโยนเริ่มโชนฉาย
เห็นปีกบางโบกพลิ้ว..อวดริ้วลาย
อยู่ทักทายลมหนาวของเช้าวัน

O ช่อมาลย์เคยช้อยชู..กลับลู่ล้ม
ด้วยแรงลมลูบไล้..จนไหวสั่น-
พาน้ำค้างยามเช้าบนเถาวัลย์
เลื่อนลดหลั่นกลิ้งหยด..ลงรดริน

O ปีกเบาบางกางร่อนออดอ้อนลม
เหมือนจ่อมจมหอมอยู่ไม่รู้สิ้น
จึงเห็นปีกเลื่อมลายค่อยบ่ายบิน
ให้รสกลิ่นกำจายเข้ารายล้อม

O ชื่นลมเช้าอ่อยเอื่อย, ปีกเรื่อยเร่-
ก็ร่อนรอลมเท..มาเห่กล่อม
แสงแรกวัน, หยาดน้ำ, การด่ำดอม-
ก็พรั่งพร้อมให้เห็นความเป็นไป

O แผ่วลม..พลิ้วระลอกราวหยอกยั่ว
ล้างหมอกมัว..เบิกบททุกบทให้-
ค่อยเลื่อนรูปเลาะเลี้ยวผ่านเรียวใบ
พร้อมปีกไหวโบกลายกลางสายลม

O คอยไหวโบก..บ่ายบินล้อมถิ่นที่
ปีก-วาดวีตอบตื่นรสรื่นฉม
เลื่อนล้อมผ่านมาลย์ช่อ..แอบออ..ชม
ด้วยสุดข่มขับหอมที่น้อมรับ

O รูป-รสหวานรับรู้..เมื่อตรู่สาง
ปีกบอบบางกลีบพะยอม..ก็พร้อมสรรพ
แสงดวงวันไกลลิบระยิบระยับ
การขยับการเขยื้อนก็เลื่อนรอ

O กลีบดอกนั้นดอกนี้..ในที่นั้น
ค่อยไหวสั่นจนสะท้านทั้งก้านช่อ
เกสรรูปกลั่นน้ำ..หวานล้ำพอ
การแอบออหวานหอม..ก็ย่อมมี

O เลื่อนผ่านช่อบุปผา..เพ-ลานั้น
เมื่อแสงวันโลมสิ้นทั่วถิ่นที่
การสมยอมผ่านช่วงเผยท่วงที
เมื่อลมวีวาดผ่าน..ช่อมาลย์นั้น

O รูปปีกบางกางแผ่อยู่แค่เอื้อม
แสงเรื่อเหลื่อมรูปลาย..ก็พรายสั่น
ให้มองเห็นภาพงามแห่งยามวัน
บรรโลมฝันแฝงเร้นไม่เว้นวาย

O ลวดลายปีกคลี่โฉบรอโอบกอด-
การพร่ำพลอด..งดงามและความหมาย
รสเรณูรื่นฉมเมื่อลมชาย
ที่ขวนขวาย..รอหอมหรือยอมร้าง ?

O สิ้นแล้วหยดน้ำค้างที่กลางช่อ
เหลือแอบออหวานอยู่ไม่รู้ห่าง
ลมผ่านไล้แผ่วเบา..ปีกเบาบาง-
หรุบรูปค้างคาหอมอย่างยอมตน

O ลมโลกคร่ำครวญสายรำบายล้อม
การหลั่งหลอมเติมเต็มก็เข้มข้น
สีสันปีกลวดลายยังบ่าย-วน
รอหวานปรนเปรออยู่ไม่รู้วาง

O ตามกลิ่นเกสรหอมไม่ยอมล้า
ที่เหมือนว่าหอมจรุงแต่รุ่งสาง
สีสันปีกผีเสื้อก็เหลือพราง-
ลอยเคว้งคว้างล้อแดด..ให้แผดลน

O เหมือนโบกแกว่งรออวด..สี..ลวดลาย
เมื่อแดดฉายแสงช่วงจากห้วงหน
เรื่อยเร่โลมเลาะกลิ่น..จึงบินวน-
เรณูหวานหอมล้น..เฝ้าวนเวียน

O โอ..ปีกสีสวยงาม-แดดวามส่อง
โล้ลมล่องลิ่วลอยแล้วค่อยเปลี่ยน-
ไปลิ้มเล็มหวานรสเฝ้าบดเบียน-
กลีบนุ่มเนียนโกสุม..คอยรุมเร้า

O ลมแผ่วยังโรยตัว..อยู่ทั่วแหล่ง
พาไม้แกว่งกวัดเรียวกลางเปลี่ยวเปล่า
จนปีกน้อยบินคว้างลับร่างเงา
หอมเคยเฝ้าใฝ่อยู่ก็รู้ร้าง

O ปีกลวดลายเคยงามก็ทรามสิ้น
เลือนจากกลิ่นหอมไป..จนไกลห่าง
คงเหงาเงียบเปล่าเปลี่ยว..ในเที่ยวทาง
เมื่อปีกบางเร้นหายจากสายตา

O ภาพงดงามผ่านวาบ..กำซาบรส-
การณ์ปรากฏ..คอยหนุนให้คุณค่า
ปีกเลื่อมลายสลับสี..พ้องลีลา-
ภาพอันเป็นธรรมดา..บรรดามี
.
.
.
O ไม่เห็น..ปีกผีเสื้อที่เหนือลม
เห็นเพียงปมด้อยหงาย..อวดลาย-สี
พร่ำพรรณนางดงาม..คุณความดี
ให้โลกนี้ถ้วนถิ่นได้ยิน..ฟัง

O ต้องสายตามองวาบ..กำซาบรส
หวานทั่วบทถ้วนนัยก็ไหลหลั่ง
ลมโรยสายผ่านแล้ว, ที่แว่วดัง-
ล้วนเสียงคลั่งไคล้ชอบ..อยู่รอบตัว

O ปีกลวดลายงอกพลันขึ้นทันใด
แล้วกางให้คลี่ออก..ทำหยอก..ยั่ว
ลิ่มลมหอมโอบขวัญ..ปีกสั่นรัว-
หรุบ..หู..หัวเกลือกหอม..อย่างยอมตาย !

 

ผู้แสดงความคิดเห็น สดายุ วันที่ตอบ 2012-11-01 20:48:47



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.