ReadyPlanet.com


คิดถึงปู่อังคารอยากรับประทาน. วักทะเล


 

 
                              “วักทะเล”
๑. วักทะเลเทใส่จาน                รับประทานกับข้าวขาว
เอื้อมเก็บบางดวงดาว              ไว้คลุกข้าวซาวเกลือกินฯ
๒. ดูปูหอยเริงระบำ                 เต้นรำทำเพลงวังเวงสิ้น
กิ้งก่ากิ้งกือบิน                         ไปกินตะวันและจันทร์ฯ
๓. คางคกขึ้นวอทอง                ลอยล่องท่องเที่ยวสวรรค์
อึ่งอ่างไปด้วยกัน                     เทวดานั้นหนีเข้ากะลาฯ
๔. ไส้เดือนเที่ยวเกี้ยวสาว        อัปสรหนาวสั่นชั้นฟ้า
ทุกจุลินทรีย์อมิบ้า                    เชิดหน้าได้ดิบได้ดีฯ
๕. เทพไท้เบื่อหน่ายวิมาน       ทะยานลงดินมากินขี้
ชมอาจมว่ามี                            รสวิเศษสุดที่กล่าวคำฯ
๖. ป่าสุมทุมพุ่มไม้                 พูดได้ปรัชญาลึกล้ำ
ขี้เลื่อยละเมอทำ                       คำนวณน้ำหนักแห่งเงาฯ
๗. วิเศษใหญ่ใคร่เสวยฟ้า         อยู่หล้าเหลวเลวโง่เขลา
โลภโกรธหลงมอมเมา             งั่งเอาเถิดประเสริฐเอยฯ
 


ผู้ตั้งกระทู้ สิริภัทร :: วันที่ลงประกาศ 2012-10-28 20:17:50


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (2311440)

"ฉันเอาฟ้าห่มให้            หายหนาว

ดีกดื่นกินแสงดาว           ต่างข้าว

น้ำค้างพร่างกลางหาว     หาดื่ม

ไหลหลั่งกวีไว้เช้า          ชั่วฟ้าดินสมัย"

     คิดถึงเหมือนกันครับ อ่านโคลงของท่านแล้ว อิ่มอกอิ่มใจตราบชั่วฟ้าดินสลาย

ผู้แสดงความคิดเห็น ท่านพุธ ศิษย์ท่านอังคาร วันที่ตอบ 2012-10-29 06:06:19


ความคิดเห็นที่ 2 (2312660)

๑. ฉันเอาฟ้าห่มให้ หายหนาว
ดึกดื่นกินแสงดาว ต่างข้าว
น้ำค้างพร่างกลางหาว หาดื่ม
ไหลหลั่งกวีไว้เช้า ชั่วฟ้าดินสมัย ๚

๒. พลีใจเป็นป่าช้า อาถรรพณ์
ขวัญลิ่วไปเมืองฝัน ฟากฟ้า
เสาะทิพย์ที่สวรรค์ มาโลก
โลมแผ่นทรายเส้นหญ้า เพื่อหล้าเกษมศานต์ ๚

๓. นิพนธ์กวีไว้เพื่อกู้ วิญญาณ
กลางคลื่นกระแสกาล เชี่ยวกล้า
ชีวีนี่มินาน เปลืองเปล่า
ใจเปล่งแววทิพย์ท้า ตราบฟ้าดินสลาย ๚

๔. จิตกาธารกรุ่นไหม้ โฉมไป ก็ดี
กาพย์ร่ำหอมแรงใจ ไป่แล้ว
จุติที่ภพไหน ภพนั่น
ขวัญท่วมทิพย์รุ้งแก้ว ร่วงน้ำมณีสมัย ๚

๕. ลายสือไหววิเวกให้ หฤหรรษ์
ฝนห่าแก้วจากสวรรค์ ดับร้อน
ใจปลิวลิ่วไปฝัน โลกอื่น
หอมภพนี้สะท้อน ภพหน้ามาหอม ๚

๖. ข้ายอมสละทอดทิ้ง ชีวิต
หวังสิ่งสินนฤมิต ใหม่แพร้ว
วิชากวีจุ่งศักดิ์สิทธฺ์ สูงสุด
ขลังดั่งบุหงาป่าแก้ว ร่วงฟ้ามาหอม ๚

ปณิธาณกวี  รางวัลซีไรต์  พ.ศ.๒๕๒๙

อังคาร กัลยาณพงศ์

 

ขออนุญาต ท่านพุธ ศิษย์ท่านอังคาร ลงเต็ม เพื่อประโยชน์แก่ผู้จะค้นคว้าครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น share วันที่ตอบ 2012-11-02 22:23:44


ความคิดเห็นที่ 3 (2312672)

โอ ขอบพระคุณมากครับ คุณ share

ผู้แสดงความคิดเห็น ท่านพุธ ศิษย์ท่านอังคาร วันที่ตอบ 2012-11-02 23:40:39


ความคิดเห็นที่ 4 (2312760)

โลก

  ๏  โลกนี้มิอยู่ด้วย        มณี    เดียวนา
ทรายและสิ่งอื่นมี          สว่นสร้าง
ปวงธาตุต่ำกลางดี         ดุลยภาพ
ภาคจักรวาลมิร้าง          เพราะน้ำแรงไหน ๚
    
  ๏  ภพนี้มิใช่หล้า         หงส์ทอง  เดียวเลย
กาก็เจ้าของครอง          ชีพด้วย
เมาสมมติจองหอง         หีนชาติ
น้ำมิตรแล้งโลกม้วย       หมดสิ้นสุขศานติ์ ๚๛   
                       
        อังคาร กัลยาณพงศ์

ขอขอบคุณ : คุณกามนิต

ผู้แสดงความคิดเห็น share วันที่ตอบ 2012-11-03 09:41:56


ความคิดเห็นที่ 5 (2312834)

                            ตำราหางอึ่ง

๏ ร่ำตำราหางอึ่ง                       รู้ซึ้งถึงสวรรค์ชั้นฟ้า
บ้าอำนาจงูงูปลาปลา                  จะกลืนสุริยาแจ่มจันทร์ ฯ
๏ หิวโหยตะกละกินความตาย       สะสมไว้มากมายมหันต์
อมตะแต่ระยะสั้น                       ชั่วกัปป์กัลป์กิ้งกือดิน ฯ
๏ หอกดาบเพ้อพูดได้                  น้ำลายหลากท่วมฟ้าสิ้น
สัตว์เซลล์เดียวจะรุมกิน               รสกลิ่นคาวอธิปไตย ฯ
๏ เมืองจะมึนเหมือนเมาเหล้า         จันทร์เจ้าจะเป็นผีพุ่งไต้
ปลาปูงูหอยจะตาย                     วอดวายชีวิตทุกดวงดาว ฯ
๏ แกลบรำนฤมิตตัวเอง               วังเวงขึ้นแทนเทพเจ้า
กาละนั้นแหละถึงคราว                 พราวศิวิไลซ์ทั้งโลกา ฯ
๏ เชื้อมะเร็งจะสวมเสื้อนอก           มิกลับกลอกหลอกหลังไว้หน้า
ล่อพระศรีอารย์มา                       งับน้ำชาเวลามืดเอย ๚๛

        อังคาร กัลยาณพงศ์

ขอขอบคุณ : คุณกามนิต

ผู้แสดงความคิดเห็น share วันที่ตอบ 2012-11-03 19:00:35


ความคิดเห็นที่ 6 (2312835)

        เศรษฐี

ดึกนี้เศรษฐีตื่นแล้ว      
สำรวจแก้วมณีในสวรรค์
ล้วนสมบัติฉันทั้งนั้น      
ชื่อแจ่มจันทร์และดวงดาว

จ้างเทพยดาปรุงอากาศ      
บริสุทธิ์สะอาดไว้กลางหาว
เจียระไนน้ำค้างที่พร่างพราว   
ป่าวให้ทานบุญสุนทรีย์
      
ปลูกมิ่งไม้ไว้หลายภูผา      
สั่งฟ้าอุ้มฝนจนเต็มที่
ไว้รดอุทยานแรมปี      
ให้เขียวขจีทั้งไพรวัน
       
เลี้ยงโประดกนกหกป่า      
ขังขอบฟ้าหิมวาอาถรรพณ์
ปันผลไม้เป็นของขวัญ      
รางวัลกันทุกฤดูไป
       
แล้วร้องปลุกอุษาเทวี      
เช้านี้หลับสนิทหรือไฉน
แสงเงินทองธนาคารชัย      
แม่เบิกใช้หมดแล้ว ฤ ยังมี
       
ฝากบอกพระสุริยาด้วย      
ช่วยเร่งอุทัยไขแสงสี
จ้างใหม่สัญญากว่าโกฏิปี
เบิกเงินที่บรมพรหมินทร์
      
ฉันเบื่อสมบัติพัสถาน      
อำลาอวสานชีวิตสิ้น
ป่าวร้องทุกเม็ดทรายดิน      
รุมกินซากผีนี้เถอะเทอญ

 

อังคาร กัลยาณพงศ์

ขอขอบคุณ : ศรีอุดร

ผู้แสดงความคิดเห็น share วันที่ตอบ 2012-11-03 19:03:58


ความคิดเห็นที่ 7 (2312911)

ทุ่งข้าว

        ทุ่งข้าวเขียวขจี                สีสดชื่นระรื่นลมไหว
 ปูปลามาเล็มไคล                   ในน้ำใสใต้สันตะวา

        สาหร่ายชูดอกกระจิริด         แมลงน้อยนิดไร้เดียงสา
 เกาะดอกหญ้าบนคันนา            แมงมุมตั้งท่าตะครุบกิน

        ควายเคี้ยวเอื้องนอนหนอง    แววตาหม่นหมองไม่สิ้น
 เหลือบริ้นวนเวียนบิน              เกาะกินเลือดล้นพุงกลวง

        กบเขียดร้องเสียงใส           เสมือนน้ำบนใบบัวหลวง
 งูอะไรสีเงินยวง                      เลื้อยไปล้วงรูปูนา

        ยางขาวถลาบิน                จิกปลากินเกาะกิ่งหว้า
 เงาเมฆสีหม่นลอยมา             แสงแดดกล้ากึ่งกลางวัน

        ถอนกล้ามาเหนื่อยเมื่อยล้า    เข้าร่มไม้ชายนาประหนึ่งสวรรค์
 แก้ห่อข้าวออกวางพลัน             ชวนกันนั่งล้อมวงกิน

        น้ำพริกเจือแมงดา               แกล้มยอดหญ้าหวั่นใจถวิล
 ว่าสวรรค์ในแคว้นแดนดิน         คือถิ่นทุ่งทองของไทยเอย

   
                  "กวีนิพนธ์"   ของ อังคาร  กัลยาณพงศ์

   
  ผู้เป็นแบบอย่างการแต่งกาพย์ยานี ที่มุ่งเน้นด้านอารมณ์และความคิด ไม่เน้นความไพเราะ
                                                   เคารพรัก
                                                  พี.พูนสุข
       

ผู้แสดงความคิดเห็น share วันที่ตอบ 2012-11-04 07:16:57


ความคิดเห็นที่ 8 (2313814)

วิเคราะห์บทประพันธ์ “ทุ่งข้าว”
                 โดย    ครูอัง      อังคเรศ อิทธิปาทานันท์  โรงเรียนวัดนวลนรดิศ

    บทประพันธ์ ทุ่งข้าว โดยท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ ศิลปินแห่งชาติ  สาขาวรรณศิลป์ ด้านกวีนิพนธ์ พ.ศ.2532
มีลักษณะคล้ายกาพย์ยานี11 มีทั้งหมด 7  บท ผู้ประพันธ์ให้ความหมายของเนื้อหามากกว่าการคำนึงถึงจำนวนคำที่ถูกต้องตามลักษณะการประพันธ์กาพย์ยานี 11

        ทุ่งข้าว  เป็นบทประพันธ์ที่มีลักษณะเป็นพรรณนาโวหาร แสดงให้ผู้อ่านมองเห็นภาพพจน์และเกิดความรู้สึกคล้อยตาม เสมือนผู้อ่านอยู่ท่ามกลางความสงบสุข มองเห็นวิถีชีวิตที่ดำเนินไปตามวัฐจักรของสิ่งมีชีวิตน้อยใหญ่ เห็นภาพความร่วมมือร่วมแรงในการทำนาของชาวนา จากบทประพันธ์ดังกล่าวทำให้เห็นว่า

      สภาพทุ่งนาไทยในสมัยก่อนเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตหลากหลาย แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของพืชพรรณธัญญาหารเหมือนคำกล่าวที่ว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” นั่นหมายถึงปลาและข้าวเกิดขึ้นด้วยกัน จากบทประพันธ์ทุ่งข้าวสามารถมองเห็นพืชถึง
 9 ชนิด อาทิ ไคล  สาหร่าย ดอกหญ้า สันตวา บัวหลวง และอื่น ๆ เป็นต้น ส่วนสัตว์มีถึง 11 ชนิด อาทิ ปูปลา แมลง แมงมุม ควาย เหลือบ งู นกยางขาว  เป็นต้น ทั้งสองมีความเกี่ยวข้องกันในระบบนิเวศวิทยาที่ต้องเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน

ผู้แสดงความคิดเห็น share วันที่ตอบ 2012-11-07 19:56:55


ความคิดเห็นที่ 9 (2314060)


เสียเจ้าราวร้าวมณีรุ้ง
มุ่งปรารถนาอะไรในหล้า
มิหวังกระทั่งฟากฟ้า
ซบหน้าติดดินกินทราย

จะเจ็บจำไปถึงปรโลก
ฤารอยโศกรู้ร้างจางหาย
จะเกิดกี่ฟ้ามาตรมตาย
อย่าหมายว่าจะให้หัวใจ

ถ้าเจ้าอุบัติบนสวรรค์
ข้าขอลงโลกันตร์หม่นไหม้
สูเป็นไฟเราเป็นไม้
ให้ทำลายสิ้นถึงวิญญาณ

แม้แต่ธุลีมิอาลัย
ลืมเจ้าไซร้ชั่วกัลปาวสาน
ถ้าชาติไหนเกิดไปพบพาน
จะทรมานควักทิ้งทั้งแก้วตา

ตายไปอยู่ใต้รอยเท้า
ให้เจ้าเหยียบเล่นเหมือนเส้นหญ้า
เพื่อจดจำพิษช้ำนานา
ไปชั่วฟ้าชั่วดินสิ้นเอย.

ผู้แสดงความคิดเห็น share วันที่ตอบ 2012-11-08 23:03:00


ความคิดเห็นที่ 10 (2315006)

อาลัย “ท่าน อังคาร ฯ”
                                    ๐อาลัยยิ่งแล้วท่าน                   “อังคาร”
                                    เสาหลักนักเลงกานท์                 ลับแล้ว
                                   “กัลยาณพงศ์”พิศาล                  สามโลก
                                   “เชยบุหงาป่าแก้ว”                     สถิตฟ้าเนาพิมาน


                                   ๐เขียนรูปร่ายกวี                      สะบัดสีหมึกผสาน
                         อ่านกาพย์กระหนาบกานท์                   กระหยับกลอนสะท้อนไกล
                                 ๐“ปณิธานกวี”                           ประกาศศรีกวีไทย
                      จักรวาลสะท้านไหว                               ไว้เป็นบทจรดนิพพาน
                                 ๐”กวีฤๅรู้แล้ง”                          จากแหล่งหล้าไป่ช้านาน
                     ปวงศิษย์จักสืบสาน                                ปณิธานเอกกวี
                                ๐เขียนรูปร่ายกระหวัด                   พู่กันสะบัดปากเอ่ยวจี
                     เลื่อนลั่นสนั่นนที                                    ทั้งปฐพีสะท้านสะเทือน
                                ๐โลกธาตุก็หวาดไหว                    หิมาลัยเสียดฟ้าเฟือน
                     สามโลกฦๅจะเลือน                                “ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์”


                                                                                   Bangplama
                                                                               ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๕

ผู้แสดงความคิดเห็น share วันที่ตอบ 2012-11-13 23:10:45


ความคิดเห็นที่ 11 (2315133)

ปลายพู่กัน สะบัดจาร งานอักษร
แม้โอนอ่อน ก็สบกลิ่น ของหินผา
ได้ซาบซับ เสพเกสร ซ่อนใต้ศิลา
กรองผกา...กรานทุกบท...ทุกรจนัย

สียะตรา  25 สิงหาคม 2012

ผู้แสดงความคิดเห็น share วันที่ตอบ 2012-11-14 15:23:13


ความคิดเห็นที่ 12 (2315214)

   อาลัยท่านอังคาร กัลยาณพงศ์

....ปลงสังขารปิ่นแก้ว…………จอมกวี
เพชรแห่งสยามศรี………...….สู่ฟ้า
อังคารเปล่งรัศมี……...……….ยอดเยี่ยม ยิ่งเฮย
พงศ์แห่งกัลยาณกล้า…...…..ไป่สิ้น ศิษย์กวี ฯะ

                                      อริญชย์
                                  ๒๖/๘/๒๕๕๕

ผู้แสดงความคิดเห็น share วันที่ตอบ 2012-11-14 23:16:25


ความคิดเห็นที่ 13 (2315215)

....อังคารเจิดแจ่มฟ้า.......ไกวัล
หลังหว่านเมล็ดพันธุ์........บ่มสู้
กวีบ่มีวัน.......................สูญเสื่อม
ส่งท่านครูผู้รู้.................สู่ห้วงจักรวาล.

ด้วยความคารวะ
"มัดตน" ๒๖/๘/๒๕๕๕

ผู้แสดงความคิดเห็น share วันที่ตอบ 2012-11-14 23:19:13


ความคิดเห็นที่ 14 (2315296)

อาลัยคารวะกถา

     อังคารอันพู่แพร้ว        กัลยาณพงศ์
เสาร์พรากรากเอกรงค์       ถ่านเรื้อ
อาทิตย์แทบปลิดปลง       เปลวดับ
จันทร์ซีดจางบางเบื้อ        บอดเบื้องบริบรรณฯ

พรายม่าน
สันทราย ๒๖ สิงห์ ๕๕

ผู้แสดงความคิดเห็น share วันที่ตอบ 2012-11-15 11:37:01


ความคิดเห็นที่ 15 (2315297)

อาลัยท่านอังคาร

     แม้ดับร่างร้างสิ้นดินน้ำฟ้า
อักษราอวลตรลบทุกภพสมัย
ประทีปทองส่องล้ำนำจิตใจ
สว่างใสสะอาดเอี่ยมเปี่ยมความดี
     อาลัยท่านอังคาร กัลยาณพงศ์
ชีพดับลงชนประจักษ์สูงศักดิ์ศรี
คือตำนานยอดกวีแห่งกวี
ทั้งโลกนี้ถึงโลกทิพย์พระนิพพานฯ

อังคาร กัลยาณพงศ์ (13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2469 — 25 สิงหาคม พ.ศ. 2555)
กวีซีไรท์ ศิลปินแห่งชาติ ชาวนครศรีธรรมราช

blackbear ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๕

ผู้แสดงความคิดเห็น share วันที่ตอบ 2012-11-15 11:38:46


ความคิดเห็นที่ 16 (2316603)

     เมื่อกวีกวัดเงื้อ         งานศิลป์
พจน์พัฒน์อรรถระบิล       โรจน์หล้า
ยามปราศชีพยอดกวินท์    โลกโศก
มืดบอดทุกยอดหญ้า        ฟากฟ้าเศร้าหมอง

   ประคองสองหัตถ์พร้อม    อัญชลี
ก้มกราบเอกอัครกวี           แทบเท้า
อังคารพระครูศรี               สยามปราชญ์
ยกสถิตย์เหนือเกศเกล้า     ดนุน้อมนบคุณฯ

-มิมีนาม-


ผู้แสดงความคิดเห็น share วันที่ตอบ 2012-11-21 09:06:32


ความคิดเห็นที่ 17 (2316604)

ผู้แสดงความคิดเห็น share วันที่ตอบ 2012-11-21 09:08:55


ความคิดเห็นที่ 18 (2316702)

เกิดดับยังชื่อแจ้ง   ยืนยง
เหมือนไม่สลายลง  อีกได้
แม้เถ้าป่นเป็นผง   คงใส่ ใจนา
คุณท่านมากล้นให้  หากได้เปรียบเปรย

blues..

ผู้แสดงความคิดเห็น share วันที่ตอบ 2012-11-21 15:26:16


ความคิดเห็นที่ 19 (2316703)

"ดวงดาวได้ลาลับจากห้วงฟ้า
แต่ยังคงสถิตย์อยู่กลางดวงใจ"
ขอร่วมไว้อาลัย ท่านอังคาร กัลยาพงศ์


อาลัย อาลักษณ์ อักษร
คำกลอน คำกานท์ สารสื่อ
ฉันทลักษณ์ หลักความ งามลื่อ-
เลื่องชื่อ เลื่องล้ำ “อังคาร-

กัลยาณพงศ์”
กวี
ครูดี ชี้นำ คำขาน
ขับกล่อม หลอมโลก  จักนาน
ตลอดกาล ตลอดกัลป์ สมัย

หทัยกาญจน์
๒๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๕

ผู้แสดงความคิดเห็น share วันที่ตอบ 2012-11-21 15:27:20


ความคิดเห็นที่ 20 (2316705)

จงสถิตย์ในใจกลางฟ้าเวหาหาว   

รัศมีพราวแจ่มกระจ่างสว่างไสว

อิ่มในทิพย์วิมานเทพเสพสุขหฤทัย

สบสมัยตราบสิ้นภพจบกัปกัลป์

          เนิน จำราย

ผู้แสดงความคิดเห็น share วันที่ตอบ 2012-11-21 15:33:39


ความคิดเห็นที่ 21 (2318043)

....ดุจดวง ประทีปหนึ่ง ดับสูญ
ลาวงศ์วรรณ อังกูร สุนทรศิลป์
สถิตแต่ สิ่งดีงาม วามกวิน
ระรื่นโปรย โชยกลิ่น หอมชั่วกาล

ด้วยจิตคารวะค่ะ

สุวรรณ

ผู้แสดงความคิดเห็น share วันที่ตอบ 2012-11-28 15:47:13



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.