ReadyPlanet.com


O ลมยามเช้า ... O


.

O คือลมอันเหน็บหนาวแห่งเช้าตรู่
พลิ้วผ่านอยู่ยั่วหยอกม่านหมอกขาว
เม็ดน้ำค้างดารดาษวางหยาดพราว
เกลื่อนอยู่ราวเพชรรุ้งบนรุ่งวัน

O พลิ้วรอบร่ำผ่านหมอกโลมดอกไม้
วูบฝ่าไอหมอกเช้า, ความหนาวสั่น-
ก็-โอบรัดร่างไว้กลางไพรวัลย์
พารูปฝันในอก..ขึ้นยกตัว

O คือฝันในคืนมืด..อันยืดยาว
ทั้งร้อนหนาวเย็นยะเยือก..รอเกลือกกลั้ว
เหตุและผลสืบมา..นั้น-พร่ามัว
เอาหยอกยั่วเดียงสา-ให้ปรารมภ์

O แต่ละรอบราวเรื่องที่เบื้องหน้า
พจน์, พรรณนา-ผ่านรู้..เข้าสู่สม
ภาพเขาสร้างงามล้ำ, ถ้อยคำคม-
ก็ห้อมห่มปัญญาจนล้าแรง

O เก็บรับโดยเดียงสา..อันล้าเลื่อน
ความเขาเปื้อนนัยป้ายรำบายแฝง
ความเป็น..มี..เก็บงำ..รอสำแดง
ค่อยเติมแต่งม่านมัวสุมตัวตน

O ซึมซับพากย์, ถ้อย, รูป-คอยวูบเร้า
แทรกรูปเขลาฝากแฝงทุกแห่งหน
โอ - วงรอบภาพพจน์กำหนดคน
พาวก-วนเวียนอยู่ไม่รู้วาง

O เมื่อดวงวันลอยดวงโชนช่วงแสง
จึง-กำแหงอวดโอ่..ค่อยโผล่หาง
อยู่กับความสับสนในหนทาง
โอบความอ้างว้างแอบอยู่แนบกาย

O ดุ่มเดินเข้าตอบรับความอับจน
ด้วย-หัวใจสับสนเที่ยววนว่าย
อยู่ท่ามกลางโลกธรรม-ล้อมรำบาย
ตอบความหมายด้านในหัวใจตน

O หมอกขุ่นขาวลอยแซม..ลงแต้มภาพ
จนกำซาบ..รื่น-สุข..ไปทุกหน
ใบไม้พลิกร่อนวาง, ใจบางคน-
ยังคงอลวนอยู่ไม่รู้วาง

O โดยภาพและโดยพจน์..คือบทบาท
ความเป็นชาติภพเปลี่ยน-เฝ้าเวียนสร้าง
สายลมหวนระลอก, ม่านหมอกพราง-
เช่นน้ำค้างคล้อยเคลื่อนจนเลือนลับ

O มัวหม่นก็ว่างามไปตามเห็น
มี..อยู่..เป็น..แทรกซ้ำเป็นลำดับ
คุณค่าอันดีงามก็ตามรับ
ส่วนเลวทรามก็จู่จับเกินนับทัน

O ภาพมัวยังมองเห็นอยู่เช่นเดิม
หากคอยเพิ่มพูนอยู่ เกินรู้กั้น
ม่านขาวขุ่นพร่าไหวเหมือนไฟควัน
ลมผ่านก็ฉับพลัน..สูญสิ้นรอย

O รำร่ายในปรารมภ์ล้อลมร่ำ
สับสนในพฤติกรรม, ความต่ำต้อย-
ก็ร่ายรำแฝงฝ่า..แววตา-คอย
เพียงแววความเลื่อนลอย ที่คอยรอ

O บอกโลก, ชน เบื้องหน้าผ่านท่าที-
ของความดี, ความรู้..เอาชูล่อ
สุมซ้อนอยู่เต็มหัว..จนตัวงอ-
นั้น-มากพอกอบกินแทนข้าวปลา

O ลมเช้าพอเข้าสายก็คลายหนาว
เหลือเพียงทรวงร้อนผ่าว..ยังก้าวหา
เหยียบย่ำโลกทั้งผองผ่านสองตา
ด้วยรู้ว่าทางยาว..รอก้าวเดิน

O ลมเช้าโผผ่านล่วงฝ่าช่วงแดด
ที่คอยแวดล้อมกาลอยู่นานเนิ่น
รับรู้ว่ามืดดำ..ยังดำเนิน-
รอบ-จำเริญรุมเร้า..ใต้เงาวัน

O ลมสายผ่านอบอุ่น..ลงหนุนเสริม
ใจเคลิบเคลิ้มอ่อนโยน..เฝ้าโชน-ฝัน
โลกหล้าใต้ฝ่าเท้า..เหมือนเมามัน-
เลื่อนแล่นรับรองขวัญ..อยู่อลเวง

O หอมหวานกรองกลิ่นฉม, สายลมร่ำ-
ล้อมโลกต่ำคอยฉุดให้รุดเร่ง
ไร้สิ้นม่านหมอกมัว, ยังกลัวเกรง-
ดวงวันเปล่งปลาบแสงเข้าแยงตา

O ใบไม้ปลิดปลิว..พลิกพลิ้วหล่น
ต้องลมวนลอยล้อ..อยู่ต่อหน้า
คือภาพและคือบทกำหนดมา
เพื่อรอฝ่าเท้าต่ำ..เหยียบย่ำลง

 



ผู้ตั้งกระทู้ บุศย์น้ำเพชร :: วันที่ลงประกาศ 2012-10-11 20:59:58


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (2307248)

ช่างเป็นบทกวีที่มีความไพเราะ และลึกซึ้งอย่างยิ่ง ขอชื่นชมด้วยความจริงใจครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น ปุณณมี วันที่ตอบ 2012-10-11 21:23:20


ความคิดเห็นที่ 2 (2307459)

สวัสดีครับคุณปุณณมี

ยินดีที่แวะมาทักทายครับ .. ที่นี่ดูจะเงียบๆดีนะครับ

 

O ช่อมาลัย...O

O เห็นเขาเก็บดอกไม้ที่ปลายสวน
กลิ่นหอมอวลจับร้อยเป็นสร้อยสี
เรียงเป็นช่อมาลัย...บ่วงไมตรี
แทนไยดีส่งมอบ..รับตอบกัน

O มาลัยหอมจับต้องประคองถวาย-
องค์พระพร้อม-รำบายความหมายมั่น
ผ่านห้วงจิตใจลูกเฝ้าผูกพัน
หวังยกธรรมารมณ์ ...พ้นหล่มดิน

O ช่อเรียงชั้นมาลัย...แทนนัยพุทธ
บริสุทธิ์ด้วยหอมรายล้อมถิ่น
เมื่อสัมพันธ์พหุเภทด้วยเจตจินต์
ก็เมื่อนั้นรอบประทิ่นร่ำรินรส

O สดับเถิดความหมายอันหลายหลาก
ล้วนเชี่ยวกรากอหังการ์ทุกปรากฏ
และตรองเถิดมนุสธรรม..ผองคำพจน์
พร่ำอยู่ไม่รู้หมด..เกินจดจำ

O ขับตัวตนเวียนว่าย..รำบายถ้อย
ความก็ลอยข้ามภพให้ขบขำ
คือเดิมเดียวอาตมัน..คอยหมั่นนำ-
ขึ้นตอกย้ำสังคมให้งมงาย

O คือ..วิญญาณบอดบ้า..ท่องฝ่าภพ
แต่ขันธ์ลบชีพล่วง..ยังช่วงฉาย-
เสพสุข-ทุกข์-รมย์-ร้อน-ไม่ผ่อนคลาย
ในกระแสเวียนว่ายแห่งวงวัฏฏ์

O ภพเบื้องหลังรั้งมา..พรรณนาถ้อย
ให้เคลิ้มคล้อยคิดเห็นว่าเป็นสัจจ์
มิจฉาการณ์แฝงเร้น..นั้น-เด่นชัด
โบกสะบัดร่มเงา..บังเขลาไว้

O เบื้องแรก-ที่แทรกเท็จลงเสร็จสรรพ
เพราะหยิบจับเลือกหา..คิดว่า-ใช่
เบื้องหลัง..ก้านบัวต่ำ-ปลา-น้ำ-ใจ
ร่วมภาวะหลากไหลเป็นนัยเดียว

O เบื้องต่อมา-ใช่แค่กระแสน้ำ
แต่เป็นธรรมมิจฉา..อันบ่าเชี่ยว
อุโฆษกึกก้องกันเสียงลั่นเชียว
แทรกทุกเสี้ยวส่วนเขลา..ที่เฝ้ารอ

O เบื้องหน้า – พยับฝนคลุมหนหาว
แสงพร่างพราวสิ้นไปเมื่อไรหนอ
วิชชุแลบฟ้าร้อง..เสียงก้องพอ-
สร้างภาพล้อรับช่วง..แทนดวงวัน

O เพียงแวบเดียววูบดับจนลับหาย
วิชชุว่าย-วนฟ้า..ฉาบทาฝัน
ก็เพียงชั่วมัวเมายั่วเย้ากัน
กับโลกฝันนิรมิตในจิตมี

O เห็นเขาเก็บดอกไม้ที่ปลายสวน
กลิ่นหอมชวนจับร้อยเป็นสร้อยสี
ใช้กลีบดอกเป็นพวง..ผ่านท่วงที-
อัญชลีกราบก้ม..ว่า – พรหมจรรย์

 

ผู้แสดงความคิดเห็น บุศย์น้ำเพชร วันที่ตอบ 2012-10-12 21:29:45


ความคิดเห็นที่ 3 (2307486)

 

 

O บัวดอกนั้น...O

O ด้วยว่าบัวจักบานเมื่อก้านโผล่-
พ้นน้ำโล้ลมลูบ..อวดรูปโฉม
กลีบดอกแย้มยั่วภู่..ให้จู่โจม-
ลงตฤปโลมหวานหอมที่น้อมรอ

O คลี่เรียวดอกรับแสงที่แรงร้อน
ให้เกสรเผยรอยขึ้นลอยล่อ-
เรณูหวานซ่านล้อมก็ย่อมพอ-
เพียงสานต่อสืบเหง้า..คงเผ่าพันธุ์

O พุ่งฝ่าพื้นสินธู..เชิดชูสิทธิ์-
เอื้อชีวิต..เป็นมีด้วยสีสัน
เมื่อกลีบบานผึ้งภู่..ฤๅรู้กัน-
หวานหอมนั้นอวยกลิ่นให้บินวน

O เพียงลมและแสงสรวงที่ช่วงโชน
ฤๅรู้กลิ่นตม-โคลน..ที่โคนต้น
ทั้งปูปลาเต่าว่ายเวียนสายชล
และฝุ่นดินขุ่นข้นแสนหม่นมัว

O โอ้งาม..ราวจะงามไปสามโลก
พร้อมลมโบกบ่าระลอกราวหยอกยั่ว
ใบขาบเขียวแผ่บาน..และก้านบัว-
คล้ายโยกตัวล้อน้ำอยู่ร่ำไร

O ดอกตูมอันเกลือกโคลนที่โคนต้น
สุดฝ่าน้ำขุ่นข้นขึ้นพ้นได้
เรียวกลีบจะอาจบาน..ณ กาลใด
เมื่อหรุบดอกหลับใหลอยู่เช่นนั้น

O โองาม..ที่จะงามไปสามโลก
เห็นจะเพียงเปียกโชก..คอยโยกสั่น-
อยู่เรี่ยตมติดดินตราบสิ้นวัน
จะกี่พันแสงภาสฤๅอาจ..โลม

O ฝุ่นดินโคลนปลิวป่าย..รำบายหมอง
แทนเรื่อรองแสงรุ้งเข้าปรุงโฉม
ยังว่าหม่นหมองรูปที่จูบโจม
อาจยังโสมนัสสู่..เต่าปูปลา

O ขลุกคอยสมาคม..กับตมโคลน
ดอกก้านโอนเอนอยู่..ราวรู้ว่า-
แสงบนสรวงลิบพู้นเกื้อกูลมา
ไม่อาจฝ่ามืดดำกลางน้ำริน

O ร่ำรมรสตมดินในถิ่นล่าง
ช่อดอกตูมแช่ค้างอยู่กลางสินธุ์
ฤๅจะอาจรับรู้..ผึ้งภู่-บิน
และลมรินรวยสู่..ฤดูกาล

O จุดประทีปโคมไฟ..ขึ้นไขแสง
มืดก็แฝงรอยสิ้น..พรากถิ่นฐาน
ภาพบัว-ผ่านจิตเพ่ง..นั้นเบ่งบาน
แสงวันก็โลมผ่าน..ดอกก้านใบ

O กลางประทีปโคมทอง..อันรองเรื่อ
ภาพที่เหลือ-บัวต่ำ, สายน้ำไหล
เต่าปูปลากัดกินจนสิ้นไป
เหลือก้านดอกเศษใบ..อยู่ใต้น้ำ

O ดวงไฟเต้นเปลวปะ..รูปพระแผ้ว
กระทบแก้วนัยน์ตาทั่วหล้าต่ำ
สะท้อนแววตอบรับ..ลำดับธรรม
เช่นบัวสัมผัสรู้..ฤดูลม

O ดวงไฟเต้นเปลวปะ..รูปพระพุทธ
บริสุทธิ์บัวหมู่..ก็รู้ฉม
เอื้อมเด็ดดึงคุณค่าควรปรารมภ์-
กุมดอกก้มกราบลง...หน้าองค์พระ !

 

ผู้แสดงความคิดเห็น บุศย์น้ำเพชร วันที่ตอบ 2012-10-13 06:12:41


ความคิดเห็นที่ 4 (2307499)

 

 

O มิจฉาสมาคม .. O

วสันตดิลกฉันท์ ๑๔

O คนเอย .. เพราะเผยทิฐิวิกฤติ
ทุจริตะรับรอง
เกลือกฉลระคนมุสะผยอง-
ผิวะพ้องก็ควรผลาญ

O คนเอย .. เพราะเผยมุหะจริต
ตละคิดก็คืบคลาน
ไขว่ขวายตะกายกิติพิศาล
จะตระการจะเกริกเกรียง

O ร่ำร้องคระลองอุดมกา-
รณะภาพะเพียบเพียง
กังวานประสารชนะเผดียง
ตละเสียงจะสรรเสริญ

O อิ่มเอมเขษมะบริษัท
กิจะวัตระดำเนิน
วิญญาณะปานจะเหาะจะเหิน
ขณะเพลินเพราะเยินยอ

O ร้องร่ำกระหน่ำวุฒิพิศาล
ธิระฐานะทอดทอ
ร้อยคำเพราะคัมภิระพะนอ
พรรคะคลอวิภาษขรม

O ภิญโญสโมสระกวินทร์
กละตฤณะแนบตม
วิญญูเพราะรู้จะเสาะผสม
มุสะห่ม ฤ อาจเห็น

O เสกแสร้งแสดงสุขุมะพจน์
ทุรยศะเยียบเย็น
เขียนทรามประณามประทุษะเข็ญ
นยะเค้นก็อักโข

O เขียน .. เขื่องกระเดื่องคติพิจิตร
ขณะมิตระเพียบโม-
หันต์ - กรรมะทำประดุจะโส-
ธกะ โอ่ .. บ่เอียงอาย

O แปลกปลอม .. ประนอมพละประนัง
ฤ จะยั้งเพราะบรรยาย
หัวหู .. บ่รู้ผิวะสหาย-
กุธะผายจะแผดเผา

O ล้วนหล่มและสมมุติพิการ
ฤ จะทานจะบรรเทา
โถมทาบกระหนาบประดุจะเถา-
วัลย์เร้ากระหวัดพรรณ

O ทางเธียระเพียรจะอภิปราย
และละม้ายจะเมามัน
ทางธรรมะพร่ำมุหะมหัน-
ตะถวัลยะลุ่มหลง

O โอ้ .. ลวงทะลวงนิกระโสต
ขณะโกรธะหยั่งลง
โอ้ .. กา ฤ-ว่าผิวะจะหงส์
พิศะรงคะย่อมรู้ !

 

ผู้แสดงความคิดเห็น บุศย์น้ำเพชร วันที่ตอบ 2012-10-13 09:02:34


ความคิดเห็นที่ 5 (2307518)

ขอแสดงความชื่นชมกับคุณบุศย์น้ำเพชรที่ได้สำแดงลมหายใจแห่งบทกวีได้อย่างงดงาม  ไพเราะลึกซึ้ง ทั้งอรรถและพยัญชนะ  แฝงคติทั้งทางโลกและทางธรรมให้พินิจพิจารณาเพื่อประโยชน์แก่ผู้ที่ตรองตาม  ผมเองได้ประโยชน์อย่างยิ่งจากบทกวีข้างต้น ในการประยุกต์เพื่อการเตือนสติตนเองในการใช้ชีวิต   จึงใคร่ขอแสดงความขอบคุณด้วยความจริงใจแด่คุณบุศย์น้ำเพชรเป็นอย่างยิ่งอีกคำรบหนึ่งครับ 

ผู้แสดงความคิดเห็น ปุณณมี วันที่ตอบ 2012-10-13 10:00:46


ความคิดเห็นที่ 6 (2307527)

 

เรียน คุณบุศย์น้ำเพชร

               เข้ามาชื่นชมผลงานครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น ราชาวดี วันที่ตอบ 2012-10-13 12:01:35


ความคิดเห็นที่ 7 (2307557)

สวัสดีครับคุณปุณณมี .. (อีกครั้ง) .. ผมเป็นศิษย์ฆราวาสแห่งสวนโมกขพลาราม(ตู่เอาเองครับ) .. จึงพอซึมซับการตีความข้อธรรมของท่านพุทธทาสมาบ้างเล็กน้อย .. อาจเป็นเพราะต้องกับจริต .. แรงบันดาลใจก็ได้มาจากภาวะที่ต้องจริตนี้แหละครับ .. ยินดีอย่างยิ่งที่แวะมาพูดคุยทักทายครับ

สวัสดีครับคุณราชาวดี .. ยินดีที่ได้รู้จักครับ ขอบคุณที่มีคำทักทายมาเยี่ยมเยียนกัน

 

O คำข้าว..และใจคน....O


O คำข้าวเจ้าคดน้อม - - - นำลง-
สู่บาตรเกื้อกูลสงฆ์ - - - สืบไว้-
รับบทบาทธำรง - - - ปวงหลัก ธรรมแฮ
กล่อมโลกเหนี่ยวรั้งให้ - - - ห่างไข้โศกเข็ญ ฯ

O วงพักตร์เมื่อน้อมสู่..ท่านผู้ขอ
นวลลออ .. ผุดผ่องก็มองเห็น
อิริยาจับเลือก .. เจ้า-เยือกเย็น
ล้อแววตาตอบเต้น .. ไม่เว้นยาม

O มาทำบุญตักบาตรหนุนชาติภพ-
กลับบรรจบโลกสภาพจนวาบหวาม
จักฝ่าฝืนโลมลูบด้วยรูปนาม-
รูปกลับตามติดตาไม่ล้าเลย

O อิริยาจับช้อน ก็อ่อนช้อย
ชั่วแววตาเหลือบชม้อย .. จึงค่อยเผย-
ความอ่อนโยนลึกล้ำ .. ดั่งรำเพย-
ของลม-เย้ยยั่วชายให้หมายชม

O บัดนั้น..คือช่วงงามคุกคามโลก
กลบสร้อยโศกเบื้องหลังเคยสั่งสม-
จดวงรอบปรารถนาสู่อารมณ์
แฝงสายลมโชยอ่อนพัดย้อนไป

O คำข้าว .. ช่อดอกไม้ .. ถวายพระ
ตอบภาวะศรัทธาที่อาศัย
แต่ละคำข้าวคด .. กำหนดใจ-
ลดละให้อัตตานั้นล้าตัว

O คำข้าว .. ช่อดอกไม้ .. ถวายพร้อม-
ความนอบน้อมนิ่มนวล .. ออกยวนยั่ว-
ให้แววตาเหลือบเห็น - แล้วเต้นรัว-
สั่นทั้งหัวใจผู้ .. รับรู้งาม

O แขนเรียวรูปหยิบจับสำรับส่ง-
ให้หมู่สงฆ์ตามแถว, เมื่อแววหวาม-
ในอีกดวงตาพิศ..คอยติดตาม-
เหมือนสุดห้ามหักจิตเอาปลิดปลง

O ผมรวบเกล้า พรรณลออ .. อยู่ล้อตา
เผยรูปรอยคุณค่า .. ต่อหน้าสงฆ์
ใจนอบน้อม .. คำขอ .. และช่อบง-
กชงามสี, รูปทรง .. สืบวงกรรม

O เหมือนรูปองค์ จบจิต .. สัมฤทธิ์รู้-
ความนัยผู้ปรารมภ์ผ่านลมร่ำ
สบชำเลืองเหลือบชม้อย .. เหมือนพลอย - บำ-
รุงใจคร่ำครวญชู้ .. ที่อยู่คอย

O มาบรรจบงดงาม ในยามเช้า
จนเปลี่ยวเหงาถึงบทต้องถดถอย-
ให้จันทร์ล่มลับดวงจนล่วงรอย
เหลือล่องลอยโชนช่วงเพียงดวงเดียว

O เช่นรูปกลางแววตา .. เพ-ลานี้
เปล่งราศีผุดผ่องให้มองเหลียว
ละม่อมพักตร์ทั่วแดน, สองแขนเรียว-
ฤๅเปรียบเสี้ยวส่วนองค์ .. หน้าองค์พระ ?

O โอ งาม .. ราวจะตามมาหยามเย้ย
ด้วยรูปเผยรออยู่ .. ไม่รู้ผละ
แววซ่อนยิ้มในตา - หรือภาวะ-
ตอบฉันทะนัยชู้ .. อย่างรู้เชิง ?

O โอ งาม .. ราวบีบคั้นด้วยทัณฑ์โทษ-
พาหัวใจปราโมทย์ .. พลอยโลดเหลิง-
ไปกับยิ้มในตา, แววร่าเริง-
ในฝันเวิ้งว้างตอน .. ก็ - ย้อนคืน

O ทิวแถวท่านผู้ขอ .. ร่ำรออยู่-
เหมือนรอกู้กลับใจ .. ช่วยให้ขืน-
ขัดอำนาจลึกล้ำ, ยอมกล้ำกลืน-
ข่มความรื่นรมย์ชู้ .. ให้รู้เกรง

O คงจะสายเกินการณ์ แล้วท่านเอ๋ย
เมื่อรูปเผยปรารมภ์ .. เข้าข่มเหง
ดูเถิดตาตอบตื่นแสนครื้นเครง-
เหมือน-คอยเร่งรอบชู้ .. ไม่รู้วาง

O คงจะสายเกินการณ์ แล้วท่านเอ๋ย
เมื่อตาเอ่ยเอื้อนความ .. ออกตามขวาง-
ขับความเงียบเปล่าเปลี่ยวในเที่ยวทาง
ข่มความอ้างว้างเหงา .. เมื่อเช้าวัน

O รูปแห่งธรรมเลือนบทไปหมดแล้ว
เหลือผ่องแผ้วรูปละม่อม .. รายล้อมขวัญ
คงรูปรอ .. ปักปลูกความผูกพัน
เพื่อร่วมบันทึกส่วนคร่ำครวญคอย

O เสียงธรรมเคยก้องอยู่ไม่รู้แล้ว
เพียงชั่วยามเคยแว่ว .. เหลือแผ่วค่อย
โอ งาม .. ราวจะแกล้งเข้าแฝงรอย-
จนสุดใจเคลื่อนคล้อย .. จากรอยงาม !

O คำข้าวเจ้าคดน้อม - - - นำวาง
กำหนดจิตขีดทาง - - - ย่างเท้า
คำพระยกธรรมขวาง - - - ฝากคิด
กำหนดกรรมกล่อมเช้า - - - หากช้าเกินการณ์ !


 

 

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น บุศย์น้ำเพชร วันที่ตอบ 2012-10-13 16:03:01


ความคิดเห็นที่ 8 (2307638)

 

      คือ ของดี ยิ่งล้ำ บุศย์น้ำเพชร

งามก่องเก็จ วรรณศิลป์ ถิ่นสยาม

คุณค่าล้ำ ธรรมบท ปรากฏความ

ชวนติดตามใคร่ครวญประมวลนิยม

     ภาพชีวิต ร้อยเรียงเคียงไพเราะ

โสตเสนาะพร้อมวจีที่เหมาะสม

ผลงานมีคุณค่าน่าชื่นชม

ร้อยคารมด้วยศรัทธามาคารวะ

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ราชาวดี วันที่ตอบ 2012-10-13 19:28:15


ความคิดเห็นที่ 9 (2307665)

.

 

สวัสดีครับคุณราชาวดี

เพียงชื่นชอบร้อยกรอง .. จึงลองดู

เพื่อเรียนรู้ฉันทลักษณ์ .. สื่อ-ตรรกะ

ร่วมปราชญ์พร้องมรรคา, ใช้วาทะ-

เป็นภาระรับไว้ด้วยใจ .. กาย

 

หวัง-พากเพียรเขียนกลอน .. ด้วยอ่อนหัด

ให้แจ่มชัดเต็มตามเนื้อความหมาย

เพื่อจิตใจเหนื่อยอ่อน .. พัก .. ผ่อนคลาย-

จากงานที่วุ่นวาย .. คอยรายล้อม

 

หวัง-บางแก้มเอิบอิ่ม เนตรพริ้มพรับ

จะเผลออ่านความศัพท์ .. เฝ้าขับกล่อม

จนหัวใจหวานล้ำ .. แล้วจำยอม-

อบความหอมหวานทั่วทั้งหัวใจ

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น บุศย์น้ำเพชร วันที่ตอบ 2012-10-13 22:23:34


ความคิดเห็นที่ 10 (2307670)

 

       ฉายรูปนามธรรมชาติขึ้นสาดแสง
ให้สำแดงเป็นภาพวูบหวาบไหว
จนปรากฏชัดแจ้งแห่งความนัย
ผ่านลมไล้ยามเช้าใต้เงาวัน
       บุศย์น้ำเพชรวิเศษนักประจักษ์โลก
แจ้งทุกข์โศกสุขแฝงแห่งธาตุขันธ์
ต่อลมหายใจในรสบทประพันธ์
ดุจเสกสรรค์จรรโลงโค้งรุ้งงาม
ผู้แสดงความคิดเห็น ปุณณมี วันที่ตอบ 2012-10-14 00:00:18


ความคิดเห็นที่ 11 (2307699)

 

 

สวัสดีครับคุณปุณณมี

ผ่านรูปรสกลิ่นเสียง .. รายเรียงอยู่

ก็รับรู้.. สัมผัส .. โดน รัด .. ล่าม

โลกทัศน์ มุมมอง .. ก็ต้องทราม

เฝ้าแบกหามโลกธรรมอยู่ค่ำเช้า

 

เมื่อมองเห็นมืดดำ .. เรื้อง .. จำรูญ

คือ ความรู้เพิ่มพูน .. นั้น-สูญเปล่า

ทุกข์โศกรอบตัวนั้น .. จักบรรเทา-

ต้องทำลาย .. ตัวเรา .. เร็ว-เท่านั้น !

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น บุศย์น้ำเพชร วันที่ตอบ 2012-10-14 07:49:13


ความคิดเห็นที่ 12 (2307700)

 

O บุหรงรำแพน..O
 

วสันตดิลกฉันท์ ๑๔
O ความ, คำ-เพราะคัมภิระประพน-
ธะผจญผจัญใจ
พรรณนาประดาทิฐิพิสัย
ระบุไว้ระหว่างวัน

O พูด-ฟ้า, วลาหกะและฝน
เฉพาะคนก็มากครัน
พูด-ธรรมะย้ำสัตะถวัลย์
ประจุขวัญะแจ้งความ

O เห็นคราญก็จารสุภะประพันธ์
อภินันทะรูปนาม
ปรุงภาษะอาลัยะเพราะงาม-
ดละหวามและหวั่นไหว

O ร้อยเรียงประเดียงรติภิรม-
ยะผสมผสานนัย-
โน้มจินต์ถวิลอุสุมะไล้-
อุระใคร, จะเฝ้าคอย

O คร่ำครวญสิล้วนสุภะพยางค์
นยะอ้างก็สำออย
กล่อมเยาวะเร้าบทะทะยอย-
กระแหนะถ้อยกระหนาบถึง

O ปวงเทพ .. วิเลปนะประนัง
ก็ประดังและเหนี่ยวดึง-
อารมณ์ผสมพละคะนึง
บทะซึ้งผสานทรวง

O ใจความจะลามนยะกระทบ
ดละภพะในดวง-
จิตผู้เสาะรู้รหัสะปวง
ก็จะห่วงละห้อยหา

O เพียงเพื่อจะเอื้ออุระประอร
ระอุร้อน บ โรยรา
กรองภาษจะหยาดมธุระผา-
นิตะจาระห้วงใจ

O โคลงฉันทะบันดละกมล
อนุสนธิความนัย
แรงซึ้งจะตรึงยุคะสมัย-
ประจุไว้จะให้หวาน

O อาวรณ์ บ่ ผ่อนพละประดัง
จะประนังสินับนาน
รูปเอยเพราะเคยอธิษฐาน
วัฏะวานก็ครบ-วง

O ใฝ่หาเพราะอาลัยะตระกอง
จิตะปองมิอาจปลง
ภพชาติและวาสนะ ฤ สง-
เคราะหะบ่งเพราะคำบวง

O พบงาม ณ ยามสุริยะแสง-
ผละละแหล่งและเร้นดวง
พร้อมจันทร์ถวัลยะ ณ สรวง
รติช่วงก็เชื้อเชิญ

O เริ่มงามละลามบทะสยาย-
เพราะชม้ายชม้อย .. เมิน
สบเลศเพราะเนตรดุจะจะเขิน-
และสะเทิ้นสะท้อนถึง

O รูปองค์อนงค์ประดุจะเถา-
วัลย์เร้ากระหวัดรึง-
ใจ, พร้อมประนอมภวะคะนึง-
บทะซึ้งก็ร่วมสรรค์

O ยิ้มเขินสะเทิ้น, ลุหิตะเรื่อ
กระแหนะเนื้อประนอมนัน-
ทา-ภพ, เพราะสบนัยนะนั้น-
ดุจะหวั่นและสั่นไหว

O โอภาสพิลาสะเพราะศศิน
ดุจะภินทนาไป
โดยลักษณ์และพักตระประไพ
กระจะนัยน์กระจ่างนวล

O รูปนามเพราะสัมผัสะพินิจ
ก็ประชิดประหนึ่งชวน-
เสพสมภิรมยะกระสรวล
ภพะล้วนอุบัติรอ

O รูปน้อยประดอยอิริยะบท
ฤ-ประพจน์จะเพียงพอ-
พร้องพากยะฝากบทะพะนอ
เฉพาะล้อกะอาลัย

O เนียนปรางสะอางขณะประจบ
ดละภพะเพียบไพ-
บูลย์บทเพราะจดสิริพิสัย
พิสมัยะเมื่อมอง

O โอ .. ภาษประกาศพระชินสี-
หะเพราะปรีดิด้วยปอง
ฤๅขวางมล้างมุหะละออง
ขณะพ้องกะพิมพ์พาล

O ใต้ภาวะอาทิตยะช่วง
ภวะบ่วงก็เบ่งบาน
วางทอดตลอดระยะขนาน-
ทรมานกะอาลัย

O ช้อยช่อเพราะรอรุจะประภา
กุสุมาประคองใบ,
กลีบ, ก้าน-ตระการเฉพาะจะไหว-
บทะไล้กะสายลม

O อวลกลิ่นประทิ่นรสะขจร-
และภมรก็จ่อมจม-
แทรกตัวและกลั้ว-มธุระ, ฉม
รสะห่ม ฤ ข่มหาย

O ก้าวย่างระหว่างมรรคะคระลอง
วรรณะผ่องก็พร่างพราย
เมียงเมินสะเทิ้นขณะชม้าย
นัยน์ชายก็รู้ชม

O โลมพลอดตลอดรัถยะหมาย
จะละลายระหว่างลม
คือใจเลาะไล้รติภิรมย์
ฤ จะข่มจะอาจขืน ?

O หลังลมระดมพละกระโชก
พรรณะโยกและหยัดยืน
อ่อนเอนกระเวนภวะบ่ฝืน
ก็จะคืนจะยังคง

O พร่าพรางธุมางค์ขณะตระหลบ
ฤ จะสบกะรูปทรง
พร่านัยกระไรจะพิศวง
และประสงคะสืบสาว

O แจ้ง, หม่นระคนบทะประดัง
ตละครั้งและต่างคราว
งดงาม ฤ ทราม ฤ จะอะคร้าว
ระยะก้าวก็บงการ

O ก้าวไปและใจก็ทรนง
นยะบ่งก็เบิกบาน
เร้ารุมผชุมจิตะสราญ
ถิระนาน ณ คำนึง

O ร้อน, ร่มและลมขณะกระหน่ำ
จิตะด่ำเพราะเหนี่ยวดึง-
ด้วยภาพกระหนาบนยะระรึง
บทะหนึ่งก็ซึ้งหนอ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น บุศย์น้ำเพชร วันที่ตอบ 2012-10-14 07:56:08


ความคิดเห็นที่ 13 (2307709)

 

           ฉายรูปนามธรรมชาติขึ้นสาดแสง
ให้สำแดงเป็นภาพวูบหวาบไหว
จนปรากฏชัดแจ้งแห่งความนัย
ผ่านลมไล้ยามเช้าใต้เงาวัน
         บุศย์น้ำเพชรวิเศษนักประจักษ์โลก
แจ้งทุกข์โศกสุขแฝงแห่งธาตุขันธ์
ต่อลมหายใจในรสบทประพันธ์
ดุจเสกสรรค์จรรโลงโค้งรุ้งงาม

                                                 ปุณณมี

        พบกัลยาณมิตรจิตมาดหมาย

ผู้สืบสายวรรณศิลป์ถิ่นสยาม

ผดุงลักษณ์ประจักษ์ชื่อให้ลือนาม

สุขทุกยามเยี่ยมยลเพราะสนใจ

       คือคุณค่าคู่ควรประมวลลิขิต

แฝงข้อคิดปริศนาน่าเลื่อมใส

อีกธรรมล้ำคำสอนช่อนความนัย

เอื้อจิตให้คิดงามตามที่ควร

        มิตรการุญ ปุณณมี ที่ประเสริฐ

ผลงานเกิดแนวทางอย่างทั่วถ้วน

ร้อยคำกรองล้วนงดงามความประมวล

ช่างหลากล้วนชื่นชมอุดมการ

        งามผ่องผุด บุศย์น้ำเพชร วิเศษถ้อย

ชี่งเรียงร้อยคติธรรมนำขับขาน

ทุกคราที่เยี่ยมยลจากผลงาน

อิ่มดวงมานด้วยถวิลพร้อมยินดี

       คือ ของขวัญ ฟ้าสีคราม โลกยามเช้า

ปลอบปลุกเร้ามุ่งสร้างฝันมั่นศักดิ์ศรี

ด้วยสมองสั่งการประสานชีวี

อยู่อย่างมี คุณค่า น่าชื่นชม

                                           ราชาวดี

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ราชาวดี วันที่ตอบ 2012-10-14 09:30:30


ความคิดเห็นที่ 14 (2307716)

สวัสดีครับทั้งสองท่านที่แวะมาเพิ่มสีสัน ให้แก่กระทุ้นี้

ยินดีเป็นอย่างยิ่งดีเดียวครับ

 

วางงานเก่าๆ อีกสักบท ขอรับ

 

O ผู้หลงโลก..? O
 

วสันตดิลกฉันท์ ๑๔

O รองเรืองเมลืองชุติพิจิตร
ก-ละ-พิศพิมานบน
โล่งลิบระยิบ, ทิพะสถล-
ดุจะหล่น..ละลิ่วรอ

O เจดีย์, พิถีวัตระประพฤติ
จิตะยึดและยกยอ
โมหันธ์ถวัลยะ ฤ พอ-
คณะขอจะอาจขืน ?

O บุญบาปและลาภขณะประนอม-
บทะย้อม ฤ อาจยืน-
หยัดจิตะคิดพิริยะฝืน-
ระอุตื่น ณ ในตน

O เห็นแต่จะแผ่วุฒิวิภาค
อติพากยะเพียบพล
กล่อมขวัญ, สวรรค์ก็อนุสน-
ธิพิกลพิการสอน

O บุญบาปกระหนาบพิษะกระหน่ำ
ก็ระส่ำระสายตอน
ชาติภพตระหลบอุระสะท้อน
ฤ จะผ่อนพลังหลง

O แว่วเสียงก็เพียงจะเยาะจะเย้ย-
มรรคะเอย..ฤ แอบองค์
ไป่ทอดตลอดระยะ, บ สง-
เคราะหะบงกะชาติบัว

O พรรณนาเหมาะสาวกะจะรู้
ธรรมะตู่..ก็เป็นตัว
โอภาสจะพาดภวะสลัว
ฤ เยาะยั่วและพร้อมหยัน ?

O ไตรรัตน์สมรรถพละ ฤ ฉุด
นยะพุทธะรัดพัน-
จิตสู่ประตูอริยะนั้น
ทะนุนันทิรูปนาม

O โดยภาษประกาศพระชินวร
ระบุสอนระบิลความ
ต้นกลางลุปลาย..วุฒิพิราม
ยุติทราม บ สืบสาย

O โอ หนอ ฤ พอจิตะขจัด
กิจะวัตระวุ่นวาย
ท่วงทีพจีนยะสยาย
บุญะถ่ายสิทั่วถึง

O กราบหมอบ ฤ ตอบมุหะจริต
มุประดิษฐะเพื่อดึง-
สายตาประดา..พิศะจะซึ้ง-
บทะซึ่งจะคอยสรรค์

O แบบบุญจะหนุนภพะประสาร-
วิญ(ะ)ญาณะค้ำยัน
ศรัทธาสถาปนะสวรร-
คะถวัลยะในทรวง

O บิดเบือนเขยื้อนมุสะสยาย
เกาะอุบายะบำบวง-
ศักดิ์สิทธิ์และฤทธิ์อุตริปวง
นิระห่วงจะเสียหาย

O บัวต่ำเพราะสัมผัสะกะตม
ฤ จะชม..ระลมชาย
สบทราบประภาพสุริยะฉาย-
รุจิบ่ายประโลมบัว ?

O โดยตรรกและหลักอริยะวาท
อธิชาติชมชัว
เพื่อตัดขจัดมุหะระรัว-
อัตะกลั้ว, ปลาตการณ์

O โดยตรรกและมรรคะปฏิบัติ
เหมาะ, สมรรถะดวงมาน
เงื่อนเหตุ..กิเลศ..สมะสมาน
จะทะยาน - ก็อาจยั้ง

O เดี๋ยวนี้..และที่ขณะระลึก
สติตรึกและตรองฟัง
โลกนี้..และที่ระยะจะหวัง
ทิฐิตั้งประคองตน

O เท่านี้..พิถีจิตะประพฤติ
เหมาะจะยึดและตามยล
เพียงใด..เพราะใจนะอนุสน-
ธิกะลมระลอกสาย

O เพียงนั้น..จะบันดละสมา-
ธิสภาวะในกาย
เงียบงาม ณ ยาม วตะระบาย
สุขะศานติซ่านซ้อน

O ปลงเปลื้องละเมืองก-บิ-ล-พัสดุ์
พระ-เลาะลัดพเนจร
ป่นเหตุกิเลศ..ประทุษะถอน-
ทุขะรอนปลาตร้าง

O กิ่งโพธิ์เพราะโผ..วตะระลอก-
ระดะหยอก-ก็ไกว..กาง
ไหวสั่นกระนั้น..เฉพาะจะขวาง-
และมล้างพลังลม

O คือใจพิจัยธรรมะสภาพ
ระบุทราบกะอารมณ์
รู้ครวญชนวนทุขะระทม
พิษะถมกระทบถึง

O ที่ไหน..ไสวเพราะพลุลุแล่น-
รุจิแสนยะตราตรึง
ที่นั้น..จะฝันสุญะระรึง
ขณะหนึ่ง บ พึงหมาย

O ที่ไหน..พิสัยชนะสมา-
คมะวาระวุ่นวาย
ที่สุด..วิมุติภวะจะหมาย-
เฉพาะขายกะหมู่เขลา !

O แว่วดัง..ก็สังคิตะประดิษฐ์
นิรมิตะมอมเมา-
จิตหลง..มุสงเคราะหะและเร้า-
สติเฝ้าประโลมฝัน

O เสียงซอ..ฤ พอจะเสาะจะสี
พิเราะคีตะล้อมพัน-
ต้นธาตุ..พระชาติพระอรหันต์
ละสวรรคะรับเสียง !

O เสียงซอ..ฤ พอจะเสาะจะสี
เสนาะคีตะคล้อยเคียง-
ต้นธรรม..เหมาะสัมผัสะเจรียง-
พฤติเบี่ยงประโคมบุญ !

O ซอสี..ก็สีปะเหลาะประโลม
ทะนุโสมนัส, จุน-
เจือวัตรวิบัติกระแดะและหนุน-
ธนะ-ทุน..นะคือ..ธรรม !

 

ผู้แสดงความคิดเห็น บุศย์น้ำเพชร วันที่ตอบ 2012-10-14 10:37:55


ความคิดเห็นที่ 15 (2308081)

 

O ความเปลี่ยนแปลง .. O
 

-1-
O ลับเลือนดวงศศิน .. นกบินว่อน
ลมเหนื่อยอ่อนโรยตัวหยอกยั่วสมัย
หมอกหม่นคลุมแผ่นน้ำ อยู่รำไร
เมื่อแผ่นผืนกว้างไกล .. เริ่มไหวตัว
O ลมแรกวันโชยเอื่อยอย่างเหนื่อยอ่อน
พร้อมหมอกอ้อนออดบน .. ความหม่นหลัว
แสงรุ่งสางทอดตน .. ลบหม่นมัว
โลมแผ่นน้ำหยอกยั่วอยู่ในที
O ย่อมเป็นริ้วลมรื่นฝ่าคืนค่ำ
พาเย็นฉ่ำล้อมแหล่ง .. รับแสงสี
ยอปีกนกเหยียดรับ .. กระหยับ-วี-
วาดขึ้นฟ้าจรลี .. สืบชีวิน
O แว่วเสียงให้รับรู้ .. เพียงครู่เดียว-
เสียงกรูเกรียวถ้วนสรรพก็ลับสิ้น
หมอกขาวขุ่นชื้นชุ่ม ที่คลุมดิน-
ก็ล่มลาญจากถิ่นจนสิ้นรอย
O เริ่มดอกมาลย์เชิดช่อ ร่ำรออ้อน-
ให้ภู่ผึ้งแทรกซอน .. เกสร-สร้อย
อบร่ำหอมเคล้าคลอเพื่อรอคอย-
หวานจักย้อยกลิ่นรส .. ให้ทดลอง
O พอแผ่นพื้นเรียบกว้างที่ข้างหน้า-
ต้องลมถาโถมใส่จนไหลล่อง
เลื่อนระลอกโลดเต้นจนเป็นฟอง
แดดเรื่อส่องก็ปรากฎเมฆบดบัง !


-2-
O จาก-แรกเช้า .. นกร้องฟ้าผ่องใส
จน-เมฆไหลเกลื่อนกลุ้ม .. ลมคลุ้มคลั่ง
เสียงอึงอื้อเกรียวกรู .. หวิว - วู่ .. ดัง-
แข่งคลื่นน้ำฟาดฝั่ง อยู่โครมครืน
O พอแรงลมโถมถาเข้ามาเพิ่ม
แผ่นน้ำก็กระเหิมกระหึ่มคลื่น
กระเพื่อมผิวม้วนตระหลบลงกลบกลืน-
แตกฟองฟื้นตื่นฝนอยู่ .. อลเวง
O ลมกวนคลื่นน้ำขุ่นเคล้าฝุ่นฝน
เมื่อไฟบนฟ้าปลาบแสงวาบเปล่ง-
ก่อนเฟื้อยเส้นฟาดพื้น อยู่ครื้นเครง
แสงรุดเร่งแห่งวิชชุ .. ก็คุโชน
O โลกทั้งโลกก็ตื่นรับคลื่นเสียง-
ไม้ลู่เอียงด้วยลมก่อนล้ม .. โค่น
สายน้ำเคยออดอ้อนอย่างอ่อนโยน-
บัดนี้โตนตบฝั่ง .. เสียงดังนัก
O ปลดปล่อยความเกรียมกร้าน .. ชะลานดิน
อวลไอกลิ่นเถื่อนหอม .. เข้า-ล้อมกัก
ลมคร่ำครวญตระหลบตอนไม่ผ่อนพัก
เมื่อไร้รุ้งทอถักบนโค้งฟ้า
O ร้อนแดดแม้นแผดผ่านมานานคาบ
โลกที่ซาบซับร้อน .. กลับร้อนกว่า
เฝ้ารอฝนโซมทรามให้งามตา
จวบเบื้องหน้าเมฆฝน .. เห็น – หม่นครึ้ม
O เมื่อสองเท้าเหยียบย่ำบนน้ำเจิ่ง
ไฟโลดเหลิงก็เริ่มเริ่มกระเหิมหึ่ม
เฟื้อยเส้นเข้าฟาดตีเมฆสีทึม
ขับความอึมครึมปวงจนล่วงลับ
O อีกไม่นาน .. คลื่นน้ำจะลามจบ
ร่วมสายลมสมทบตระหลบกลับ
เลื่อนเมฆหม่นบังแสง .. จวบแรงระยับ-
ยอมล่มลาญดวงดับ .. ไม่กลับย้อน !
O จบสิ้นความเรื่อเรื้องที่เบื้องหน้า
ที่แสงฟ้าแผดเผามาเก่าก่อน
บัดนี้เมฆทึมทาเหมือนอาทร-
บัง-แผดร้อนเผาผลาญ .. ที่ลานดิน
O คลื่นน้ำก็ล้อมเทเข้าเห่กล่อม
ทุกย่านหย่อมเรียวหญ้าทั่วหน้า - สิ้น
ฝุ่นฝนก็ปร่าโปรย .. ลมโรยริน
ชุ่มโลกกรรโชกถิ่นให้ยินดี
O ร้อนแดดนั้นเผาผลาญมานานนัก
ทั้งล้อมกักเร้ารุกไปทุกที่
ตราบลม, น้ำ - เลื่อนลำเข้าย่ำยี
แผ่นดินที่แผดร้อนก็ผ่อนแรง
O แทน-ร้อนรุ่มเผาผลาญมานานวัน
ด้วยครืนครั่นเลื้อยเต้นของเส้นแสง
วาบ-วกฉวัดเฉวียน เพื่อเปลี่ยนแปลง-
ร้อนที่แฝงฝากดินให้สิ้นรอย !


-3-
O เริ่มคาบยาม-รำร่ายของสายน้ำ
ที่จะพลิกพื้นคว่ำความต่ำต้อย
ผิวจะโตนตอบลมที่พรมคอย
เป็นฝุ่นฝอยลอยคว้างอยู่กลางลม
O รอ-ลมลูบโลมชะ .. จังหวะคลื่น-
เพื่อโตนตื่น-ขึ้นตะล่อมเข้าล้อมห่ม-
ทั้งพรรณหญ้าพื้นถิ่น ทั้งดินตม
รอ-คลื่นถมแรงโถมเข้าโซมร้อน
O บทเพลงปะเลงร่ำผ่านค่ำคืน-
ย่อมไร้เสียงโอดอื้นเช่นคืนก่อน
แฝงสายลมเย็นฉ่ำ-จากอัมพร-
ว่าช่วงตอนร้อนร้ายเริ่มคลายตัว
O ชุ่มดินด้วยชื่นฉ่ำแห่งน้ำหลาก-
จวบสองฟากฝั่งน้ำ รื่นล้ำทั่ว
ทุกอณูฉ่ำเย็น .. นั้น-เต้นรัว
รอเกลือกกลั้วโซมสิ้นจิตวิญญาณ
O โลกจะพลิกฟื้นด้านสู่ด้านใหม่
ที่ดวงไฟดวงเก่าหยุดเผาผลาญ
ลมจะร่ำโรยระลอกโลมดอกมาลย์
ผึ้งภู่จะเบิกบานกับหวานรส
O ยอดหญ้าจะริกระรี้อ้อน-
ให้ลมซอนแทรกเรียวอันเขียวสด
ทั้งรูปก้านกิ่งกระโดงจะโค้งคด-
ด้วยคลื่นลดเลี้ยวแล่นบนแผ่นน้ำ
O หงิกงอเลื่อนลามไปตามคลื่น
ด้วยสุดขืนขัดลมที่พรมพร่ำ
ริ้วคลื่นและริ้วลมแห่งคมคำ-
ล้วนต่างร่ำร้องรับสภาพการณ์ !


-4-
O มองเห็นไหม – หมอกควันแห่งวันเก่า
ที่แสบร้อนรุมเร้าคอยเผาผลาญ
อวลกลิ่นให้เสพรับอยู่นับนาน
กดวิญญาณยินยอมให้จ่อมจม
O ตราบ-เมฆครึ้มทึมทาที่ฟ้าบน
พร้อมไฟวนวาบรับร่วมขับข่ม
ลมตระหลบสรรพโลก .. ผู้โศกซม
และน้ำถมโถมล้อมมาพร้อมกัน
O ร้อนก็ย่อมลาญแรงจากแหล่งโลก
เปลี่ยนสร้อยโศกเข็ญขุกเป็นสุขสันต์
จน-เมฆหม่นแผ่ช่วงบังดวงวัน
ก็เมื่อนั้นโลกต่ำ..ล้วนฉ่ำเย็น
O เมื่อปีกนกว่อนฟ้าเพ-ลาค่ำ
สุขจะคร่ำครวญสู่ให้รู้เห็น
แผ่นผืนอุทกธารจะซ่านกระเซ็น
ร่ำ-ลาความลำเค็ญ .. ที่เร้นรอย !


-5-
O เห็นปีกนกคล่ำคลา เพ-ลาค่ำ
พร้อมลมร่ำสายโบกลบโศกสร้อย
ในแววตาพราวกระพริบ .. ก็ปริบปรอย-
คล้ายเฝ้าคอยสางรุ่ง .. ของพรุ่งนี้ !

 

ผู้แสดงความคิดเห็น บุศย์น้ำเพชร วันที่ตอบ 2012-10-15 21:37:01


ความคิดเห็นที่ 16 (2308355)

                                 ชื่นชม

         ไพเราะเพราะพริ้งทุกสำนวน กวีท่านช่างล้วนเสกบรรณได้

   รังสรรค์ปั้นแต่งเชลงลาย เพลงพลายร่ายมนต์กลกวี

        สมบัติล้ำค่าภาษาชาติ คือศัพท์ศาสตร์ศิลป์แห่งวิถี

   ลีลาร่าเริงวรรณคดี ยอดมณีเลอค่าภาษาไทย

       เอิบอิ่มพริ้งเพริศประเสริฐแล้ว กาพย์แก้วโคลงฉันท์ร่ายไฉน

  มรดกล้ำค่าผองชนไทย ให้อยู่ยงคู่หล้าฟ้าอำไพ

   

ผู้แสดงความคิดเห็น ส.สิริภัทร มือใหม่หัดเขียน (Ysrechai-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2012-10-16 14:46:30


ความคิดเห็นที่ 17 (2308366)

 

      วรรณศิลป์รินสายพรายเพริศขวัญ

กวีวรรณสรรค์สร้างทางสวยใส

ร่ายบรรเลงเพลงพรซ่อนความนัย

สอดหทัยให้งานตระการยล

      ฉันทลักษณ์ประจักษ์ค่าทุกคราลิขิต

เพียรประดิษฐ์กรองคำย้ำเหตุผล

ประดับวงอักษราพาจิตดล 

พระคุณล้นสื่อภาษาน่าภาคภูมิ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ราชาวดี วันที่ตอบ 2012-10-16 15:12:40


ความคิดเห็นที่ 18 (2308415)

 สวัสดีครับ

อ่านถ้อยร้อยความ งดงามยิ่งครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น รัตนโกสินทร์ศก วันที่ตอบ 2012-10-16 20:33:59


ความคิดเห็นที่ 19 (2308552)

 

อ่านเพลินยิ่งนักขอรับ


ขอน้อมคารวะจากใจ

"ทรชนบ้านนอก"

ผู้แสดงความคิดเห็น ทรชนบ้านนอก วันที่ตอบ 2012-10-17 11:53:30



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.