ReadyPlanet.com


O นิราศเพรงกาล .. O


.. อารัมภบท ..


ร่าย ..
๑. กราบบาทองค์ภควันต์ - - - ที่พึ่งอันโลกสาม
หวังก้าวตามบาทบงสุ์ - - - ครรลององค์พุทธะ
ถมสัจจะจองทาง - - - ตราบปล่อยวางจากเวียน
ทุกข์กร่อนเกรียนจากใจ - - - จิตห่างไกลจองจำ
รอนห้วงกรรมกลับกลาย - - - ตราบวอดวายวงวัฏฏ์
ถอนถ่ายอัตตาพ้น - - - ล้างขุ่นข้นหม่นสิ้น
ล่มจิตใจเดือดดิ้น - - - แจ่มแจ้งวิโมกข์ธรรม ท่านเทอญ

โคลงสี่สุภาพ ..
๒. ขอพรคำพระคุ้ม - - - ครองขวัญ
ป้องโศกปัดจาบัลย์ - - - บาปร้อน
ดอกไม้ธูปเทียนพรรณ- - - - นาบท บวงเอย
ถ้วนบทขอ-บวงอ้อน - - - ทุกข์ร้อนทอนแรง ฯ

๓. ใจครวญกายก้มกราบ - - - องค์พระ
ปรุงภาษเป็นสัจจะ - - - บอกแจ้ง
แม้นกรากกรำวัฏฏะ - - - วงกัป อยู่นา
หวังอาสวะเหือดแล้ง - - - ล่วงสิ้นจากใจ ฯ

๔. คงกรรมยังก่อร้อน - - - รุมลน
ใจสบจึงว่ายวน - - - แวดล้อม
รูป, รส, กลิ่นเสียงปรน - - - เปรออยู่ นั้นนา
ล้วนแต่เพื่อจิตน้อม - - - นอบรู้แรงถวิล ฯ

๕. รอยกรรมรอบกัปชี้ - - - บัญชา
วกช่วงกาลเวลา - - - กลับย้อน
เนื่องนำสู่ปริศนา - - - ใครหนึ่ง
ผู้ส่งเสียงแทรกซ้อน - - - โสตให้ถวิลเห็น ฯ

๖. ครืนครืนเสียงฟ้าคร่ำ - - - ลมครวญ
ฝนหลั่งสร้อยกำสรวล - - - โสรจหล้า
ช่วงเส้นวิชชุผวน - - - ผายวาบ นั้นแล
พลัน.!.ขอบสองโค้งฟ้า - - - เลื่อนฟ้าประโลมฝัน ฯ


.. โลกเก่า . .คืน๑๕ค่ำ .. เดือน๑๒ .. พศ.๒๑๕๖ ..


๗. ดาวเกลื่อนเดือนก่ำคล้าย - - - โคมแขวน
ลอยรูปอำไพแดน - - - เด่นฟ้า
ใครหนึ่งนั่งวอแหน - - - รูปแห่ งามเฮย
งามยิ่งงามถ้วนหน้า - - - ทุกหน้าเคยงาม ฯ

๘. อัมพรโอภาสแจ้ง - - - จันทร์ฉาย
ตองจีบแทนบัวราย - - - รอบน้ำ
พากย์ร่ำเพื่อรำบาย - - - โศกถ่วง น้ำเนอ
ถ่วงโศก, ทุกส่วนช้ำ - - - ชอกร้างกลางจันทร์ ฯ

๙. โคมทองประทีปแก้ว - - - ชัชวาล
ลอยประดับถิ่นฐาน - - - แหล่งน้ำ
รูปเอยงดงามปาน - - - ทิพเสก
ลอยจริตประณีตย้ำ - - - ยิ่งแก้วประกายทอง ฯ

๑๐. โสภิตสุวภาพพร้อง - - - รำพัน
รูปแม่สมบูรณ์จันทร์ - - - แจ่มหน้า
ลอยรูปเหนี่ยวรั้งฝัน - - - สู่ฝั่ง ฟ้าเนอ
เชื่อมฝั่งสองดิน-ฟ้า - - - ฝ่าข้ามเอื้อมถึง ฯ

๑๑. เดือนโรจน์ไฟเรื่อยรี้ - - - เรียงราย
ริมฝั่งน้ำหลากสาย - - - เชี่ยวล้น
ตาเพ่งรูปผันผาย - - - เพลินอยู่
สบรูป, รูปผ่านพ้น - - - ยากพ้นคะนึงไฉน ฯ

๑๒. ไฟพร่าง, แผ่นน้ำพลิก - - - พลิ้วลม
โคมค่ำเคลื่อนขึ้นสม - - - เสพฟ้า
พักตร์เชิด-พเยียฉม - - - ชวนเสพ แม่เอย
เสพรูป, หอม-โชยช้า - - - ช่วงฟ้าคลอจันทร์ ฯ

๑๓. วอผู้งามภาค, พ้น - - - เพียงตา
ฤๅอาจพ้นคะนึงหา - - - ห่างได้
แรงกรรมใช่บัญชา - - - ช่วยสบ งามฤๅ
สบภาค, พิมพ์ภาคไว้ - - - หว่างร้อนแรงคะนึง ฯ

๑๔. สรวลเสส่ำศัพท์พร้อง - - - เพรงกาล
ยินสำนวนโบราณ - - - รอบล้อม
ท่าสองฝั่งริมธาร - - - เทียนปลั่ง แสงแฮ
แว่วบทธรรมให้น้อม - - - นอบรู้, ปรารมภ์ ฯ

๑๕. เสียงพากย์เสียงพระท้วง - - - ศรัทธา
ทางชอบทางมิจฉา - - - ท่านชี้
โอนจิตร่วมเจตนา - - - ตรองนิ่ง อยู่เฮย
พากย์กล่อม, ภาพก่อนกี้ - - - แว่ว, ย้อนตา-ยล ฯ

๑๖. คิดหวังอาวาสนี้ - - - แรมนอน
หวังแว่วเสียงธรรมสอน - - - ตัดสร้าง
หวาดหวั่นแต่อาวรณ์ - - - ไหววุ่น นี้นา
ธรรมจักบังตาร้าง - - - รูปเนื้อนวลไฉน ฯ

๑๗. อาทรจากท่านผู้ - - - เพ็ญบุญ
ต้อนรับศัพท์เสียงละมุน - - - ละเมียดพร้อม
เสื่อนอนอีกหมอนหนุน - - - มอบสู่ มือแฮ
มือรับกายกราบน้อม - - - นอบรู้กรุณา ฯ

๑๘. วังเวงทั่วแผ่นพื้น - - - ปฐพี
เสียงหริ่งแต่งราตรี - - - ตอบร้อง
ฉมลดาช่วงฤดี - - - ดลรูป ใครเนอ
เห็นรูป, หอมรื่นพ้อง - - - ผ่านเร้าแรงถวิล ฯ

๑๙. ยามสองวิชชุเยื้อง - - - ทะยานพล
อวดกึกก้องกาหล - - - แห่งฟ้า
เกรี้ยวกราดห่าลมฝน - - - วู่แว่ว ดังเนอ
ปานแว่ว..ให้ปวงหล้า - - - รับรู้ต่ำ-สูง ฯ

๒๐. อึ่งอ่าง, กบ, เขียดซ้อง - - - แข่งเสียง
เช่นร่ำความนัยเรียง - - - บอกรู้
โอกาสเงียบงันเพียง - - - ชั่วขณะ
ชั่วอกใจหยุด, กู้ - - - กลับพ้นห่วงหา ฯ

๒๑. ฝากฝนฝากคลื่นน้ำ - - - คอยครวญ
คอยบอกความเรรวน - - - อกนี้
ฝากหอมกรุ่นลำดวน - - - โชยกล่อม แม่นา
กล่อมผ่านลมเรื่อยรี้ - - - ร่วมพร้อม, หอม-ถวิล ฯ

๒๒. ก่อนเรื่ออรุณะเรื้อง - - - ราศี
แว่วกระหน่ำฆ้องตี - - - ตอบเช้า
แถวยาวพระจะลี- - - - ลาศสู่ เรือนเฮย
ข้าวแลกธรรม, ธรรมเข้า - - - ข่มร้ายคลายแสลง ฯ

๒๓. เปลื้ยงชุดเปลี่ยนชาติเบื้อง - - - ปัจจุบัน
เป็นแบบอย่างบุราณอัน - - - พระเอื้อ
ก้าวตามเหล่าผู้บรร- - - - ลุบท โลกแน
ตามพระ, ตาพิศเนื้อ - - - ร่มเนื้อบุราณสมร ฯ

๒๔. สางรุ่งสุริยะเรื้อง - - - รัศมี
ยาวเหยียดแถวพระลี- - - - ลาศคล้อย
คำข้าวคำพระมี - - - มอบต่าง ตอบนา
มอบตอบแม้นเพียงน้อย - - - ทุกน้อยเหลือประมาณ ฯ

๒๕. ปราศผู้ปองพิศเลี้ยง - - - อาลัย
ทำอกผู้มาไกล - - - หม่นเศร้า
จีวรพระพลิ้วไหว - - - ลมวูบ ผ่านนา
คิดหวั่น, หวั่นรูปเย้า - - - ยั่วท้าแล้วถอย ฯ

๒๖. ถึงวัดในหว่างมื้อ - - - อาหาร
ถามไถ่ท่านสมภาร - - - เพิ่มรู้
ช่วงยามอยู่รัชกาล - - - ใดเล่า ท่านเอย
หลงยุคมาเกินกู้ - - - กลับย้อนยามหลัง ฯ

๒๗. ยุคเอกาทศรถเจ้า - - - จอมสยาม พ่อเอย
หมดศึกม่านคุกคาม - - - เขตแคว้น
กิจกรรมหลากหลายตาม - - - แต่ชอบ พ่อเนอ
ใครใคร่ค้า-ค้า, แม้น - - - ใคร่รู้-ดูสอน ฯ

๒๘. ร่มบุญพระนเรศป้อง - - - ปรากฏ
สูงเยี่ยมฟ้า, เกียรติยศ - - - สุดยั้ง
เหนือ-บรรพต, ใต้จด - - - โพ้นสมุทร ไกลเฮย
ใครเล่าอาจเหนี่ยวรั้ง - - - ร่มนี้เลือนเงา ฯ

๒๙. เจ้าฟ้าสุทัศน์ผู้ - - - โอรส
เป็นหน่อเนื้อกำหนด - - - นั่งแคว้น
เสวยพิษทิวงคต - - - เนื่องแต่ ชนกนา
หลังชนก- ระแวง, แค้น - - - หวั่นเอื้อมเอาเมือง ฯ

๓๐. พ่อเล่า, มาจากบ้าน - - - เมืองใด
คำพูด, เสื้อผ้า – ไย - - - แปลกพ้น
บ้านช่องอยู่หนไหน - - - หนาพ่อ
แลเยี่ยงไรดั้นด้น - - - ดั่งไร้เหย้าเรือน ฯ

๓๑. เมื่อนั้น .. ยินแว่วถ้อย - - - ถามหา
แล้วร่างหนึ่งตรงมา - - - กราบน้อม
เครื่องแบบแห่งยศถา - - - สวมอยู่
กราบพระ, กราบผู้พร้อม - - - เพิกร้อนผ่อนสลาย ฯ

๓๒. แว่วเสียงกระซิบเนื้อ - - - นัยความ
เหมือนต่อเรื่องติดตาม - - - ต่างรู้
ตอบ, นิ่ง- ต่อคำถาม - - - ควรแต่ พระนา
งัน, เงียบตาสองผู้ - - - สบ - พ้องมองสมัย ฯ

๓๓. รูปหนึ่ง-มือเอื้อมตบ - - - ไหล่หลัง
ร่างหนึ่ง-สำรวมฟัง - - - พากย์ชี้
ร่มบุญดั่งทอดบัง - - - บ่มคิด กระนั้นนา
เงาทอด, ร้อนก่อนกี้ - - - กลับร้างจางรอย ฯ

๓๔. ทาสสี่, วอหนึ่ง-ล้วน - - - ลับตา
ผู้บ่มวัตรศรัทธา - - - กลับแจ้ง
ร่องรอยอุเบกขา - - - วามคู่ ตาแฮ
วามอยู่, เกินจิตแว้ง - - - วกข้องทุกขัง ฯ

๓๕. หัวหมื่นมหาดเล็กผู้ - - - ทรงศักดิ์
จมื่นศรีสรลักษณ์ - - - ฉลาดรู้
ใจคอชอบทางนัก- - - - เลงฉกาจ ยิ่งเนอ
เล่ห์เหลี่ยม, เลือดนักสู้ - - - อยู่พร้อมในตน ฯ

๓๖. เคยบวชเรียนจบแจ้ง - - - พรหมจรรย์
เป็นศิษย์ผูกสัมพันธ์ - - - อยู่พร้อม
ใกล้ชิดแวดล้อมบัล- - - - ลังก์อยุธ ยาเฮย
สนองบาทยุคลน้อม - - - นอบเกล้าถวายกร ฯ

๓๗. แม่หญิงผู้ร่วมท้อง - - - มารดร
ตามพี่มาขอพร - - - พระ - เจ้า
คืนค่ำภาคจันทร - - - เพ็ญอยู่ นั้นนา
ตองจีบเทียนธูปเฝ้า - - - ฝากถ้อยอธิษฐาน ฯ

๓๘. หูฟัง, ใจนึกหน้า - - - นวลทรง
ฤๅจักเป็นฝ่ายหงส์ - - - ห่านฟ้า
ใครเล่ากระต่ายดง - - - ด้อมอยู่
งัน, เงียบ - อกวุ่นว้า - - - หว่างหน้าในคะนึง ฯ

๓๙. หูยิน, ใจคิดย้อน - - - รูปยล
คืนดาษดาวอำพน - - - แผ่นฟ้า
ใครเล่าจิตสับสน - - - สะท้อนอยู่
ให้เงียบงันทั้งหล้า - - - อยู่พร้อมประนอมคะนึง ฯ

๔๐. มองพระ, มองผู้ผ่าน - - - ทางเพียร
ผู้วัฏฏะรอบเวียน - - - หยุดเว้น
ท่วงทีทำนองเธียร - - - ทอดแผ่ ร่มเนอ
ร่มแผ่, ใจกลับเร้น - - - สู่ร้อนวัฏฏะกระแส ฯ

๔๑. อัสดงจวนค่ำแล้ว - - - รอนรอน
เมื่อปักษีแว่ววอน - - - ว่อนฟ้า
ห่วงเห็นรูปอัปสร - - - สายสวาดิ กูเอย
แต่สบหน้าหายหน้า - - - หวั่นร้างเลือนรอย ฯ

๔๒. ริมน้ำคลื่นน้ำเชี่ยว - - - โชยละออง
คิดหนึ่งกลับเชี่ยวนอง - - - กว่าน้ำ
สบงามรูปงามครอง - - - ครวญคร่ำ อกเอย
ดลสวาดิเชี่ยวกราก-ล้ำ - - - ลากล้มจมกระแส ฯ

๔๓. ถ้วนองค์ทั้งอกฟ้า - - - แลดิน
นบเทพทังสาวสินธุ์ - - - สื่อรู้
พระเอยสะโรชริน - - - มนต์ร่าย ร่วมฤๅ
ร่วมพากย์แจ้งใจชู้ - - - ชื่นด้วยชายเดียว ฯ

๔๔. มือจบหมายจิตแก้ว - - - รู้การณ์
สำเร็จดั่งอธิษฐาน - - - พากย์ตั้ง
คืนบุญร่วม, บาปลาญ - - - แหลกล่ม นาแม่
ทุกภพ, สบเพียง-ครั้ง - - - คิดละห้อยคอยเห็น ฯ

๔๕. จนเอิกอึงข่าวร้าย - - - คนลือ
ราวอัคคีโหมกระพือ - - - พลุ่ง-ร้อน
เมื่อร่มฉัตรเปลี่ยนมือ - - - เกินมาด หมายแฮ
ฟ้าเปลี่ยน, เมฆหม่นย้อน - - - พยับฟ้ารอฝน ฯ

๔๖. พลัดหลงย้อนสู่โพ้น - - - บุพกาล
หลังช่วงแสงวันวาน - - - วาบซ้อน
เผยภาคยุคโบราณ - - - รออยู่
รอจิต, รอกายย้อน - - - ย่ำเวิ้งกรรมเวร ฯ

๔๗. มาเดียวเปลี่ยวอกโอ้ - - - อนาถา
ความคิด, ขนบ, ศรัทธา - - - แปลกสิ้น
เห็นแต่พระศาสนา - - - หยัดอยู่
หยัดกล่อมใจเดือดดิ้น - - - ดับร้อนผ่อนสลาย ฯ


.. พศ.๒๑๖๓ ..


๔๘. ฟ้าศรีเสาวภาคย์ขึ้น - - - ครองเมือง
ด้อยสมรรถภาพเปลือง - - - เปล่าแท้
ขุนนางอำมาตย์เคือง - - - ขุ่นอยู่ ทั่วเนอ
เกรงเสื่อมเกียรติเกินแก้ - - - จึ่งล้างชีวาตม์สูญ ฯ

๔๙. เชิญพระอินทราชขึ้น - - - บัลลังก์
สามัคคีชอบ, ชัง - - - เหล่าเชื้อ
ร่วมท่านรับฝากฝัง - - - ร่มฉัตร
อำมาตย์ขุนนางเอื้อ - - - อกน้อมใจประนัง ฯ

๕๐. จมื่นศรีสรลักษณ์ย้อน - - - มาเยือน
น้อมรับคำตักเตือน - - - พระให้
พูดคุยถูกคอเหมือน - - - เช่นมิตร
ชวนร่วมงานรับใช้ - - - ชิดเบื้องบาทนรินทร์ ฯ

๕๑. จมื่นศรีฯ ผู้ชิดไท้ - - - พระทรง ธรรมนา
เป็นพระยาศรีวรวงศ์ - - - ว่านเชื้อ
ช่วยเหลือราชกิจบง- - - - การเหล่า พวกเนอ
เกียรติยศเติบใหญ่เอื้อ - - - เอ่ยอ้างบารมี ฯ

๕๒. แคล่วคล่องภารกิจย้ำ - - - เมื่อยิน
ควรคู่ต่อองค์นรินทร์ - - - เรียกใช้
กฎเกณฑ์ระเบียบระบิล - - - ระบบเชี่ยว ชาญเนอ
คอยปรึกษาชิดใกล้ - - - รับใช้พระบัญชา ฯ

๕๓. จวบมาฆะมาสย้อน - - - บรรจบ
ร่วมศรัทธาครัน, ครบ - - - บ่าว-จ้าว
รอบธรรมาสน์เนืองนบ - - - นอบจิต อยู่เฮย
หวังพึ่งธรรมช่วยน้าว - - - เหนี่ยวร้อนทอนแรง ฯ


.. สบหน้า ..


๕๔. ตามพี่มาร่วมสร้าง - - - สมบุญ
หยิบจับละเมียดละมุน - - - แม่เอื้อ
แววเนตรบอกการุณ - - - ในอก
ดั่งคำว่าชาติเชื้อ - - - ย่อมเชื้อสกุลหงส์ ฯ

๕๕. ผมกระพุ่มเกล้าปัก - - - ปิ่นทอง
ผ้านุ่งเหลือง, สไบกรอง - - - ห่มเนื้อ
ห้อยรูปพระคุ้มครอง - - - ตัดข่ม ทุกข์นา
เข็มขัดคาดเอวอะเคื้อ - - - ข่มสิ้นสุรางค์สวรรค์ ฯ

๕๖. เวียนสบเนตรลอบเร้น - - - ฝากรอย
ว่าอกหนึ่งนาน- คอย - - - โปรดรู้
เกิดแต่เมื่อประทีปลอย - - - น้ำหลาก
กลับหลากน้ำใจชู้ - - - เชี่ยวล้ำกระแสสินธุ์ ฯ

ร่าย ..
๕๗. ศรีศรีไพจิตรลักษณ์ - - - รำไพพักตร์สืบขวัญ
จรรโลงฝันในอก - - - จนสุดยกสุดย้าย
จนสุดท้ายเกินถอน - - - ในทุกตอนสู่ตา
เกินพักตราเคยพิศ - - - จักโสภิตเฉกโฉม
ผู้เพรียกโสมนัสโลก - - - แล้วโบยโบกบ่มหวัง
แต่งกำลังปรารถนา - - - จนเสน่หาเร้ารัว
หวั่นหวาดกลัวรูปหาย - - - ตราบแม่ปรายเนตรนั้น
จึงบีบคั้นบีบเค้น - - - จนยากเว้นว่างได้
ดุจเงื่อนบ่วงคล้องไว้ - - - กระหวัดให้ห่วงหา .. แม่เอย

๕๘. ครั้นสดับโอวาทซ้อง - - - สรเสริญ
สาธุการจำเริญ - - - ร่ำอ้าง
สืบเสียงพระผู้เพลิน - - - วิมุติภาค นั้นนา
ปลิดป่นหมายล่มร้าง - - - รุ่มร้อนรอนสลาย ฯ

๕๙. พักตร์เชิด, เชิงชั้น-ใช่ - - - แชเชือน
ใจหนึ่ง, ตาหนึ่งเตือน - - - ตอบรู้
หมายเนตรอีกเนตรเบือน - - - บอกรับ เลศแม่
บอกรับเลศนัยชู้ - - - ชื่นรู้เชิงสมร ฯ

๖๐. โอนฤทธิ์ออรูปให้ - - - ถวิลเห็น
อกดั่งหยาดฝนเย็น - - - หยดแต้ม
แต่ภาคอำไพเพ็ญ - - - เผยออก
ใจยิ่งมาลย์แยกแย้ม - - - กลีบแย้มรอฝน ฯ

๖๑. ใจเอยต่อแต่นี้ - - - นับนาน
พิมพ์หนึ่งจักเบ่งบาน - - - บีบเค้น
ชะลอรูปลงผลาญ - - - เผาอก
จนสุดทางลอบเร้น - - - ล่วงพ้นพิสมัย ฯ

๖๒. จำหลักในจิตล้วน - - - อาวรณ์
จักเหนี่ยวดึงถอดถอน - - - ยากแท้
ดั่งนทีสิทันดร - - - ดึงร่าง
ลอยล่วงห้วงวัฏฏ์แม้ - - - มอดม้วยยังหมาย ฯ

๖๓. ฤๅทิพหนุนส่งให้ - - - เห็นงาม
ย่อมจักสมพยายาม - - - เยี่ยงนั้น
ตรึงอกแต่สบทราม - - - สวาดิรูป แก้วเนอ
จักหลบเลี่ยงดื้อรั้น - - - ดั่งไร้แรงขืน ฯ

๖๔. สบรูป, รูปอาจเร้น - - - เลือนไฉน
สบเนตร, หวังเนตรไหว - - - หวั่นสะท้าน
อำความ, แอบความใน - - - ห้วงอก เถิดแม่
จิตหนึ่งจักเพ่งคว้าน - - - ฝากรู้แรงถวิล ฯ

๖๕. สรรพเพฯ, เสียงพากย์เอื้อน - - - ออกสอน
โปรดสัตว์ - ขัดอาวรณ์ - - - ข่มไว้
พากย์ธรรมบอกทางถอน - - - ยึดติด นั้นนา
หวั่นแต่รูปเดียวไซร้ - - - สุดรู้ถอดถอน ฯ

๖๖. สไบบางปลายปัดเย้ย - - - ลมยอ
คน-กราบท่านผู้ขอ - - - อ่อนน้อม
ชดช้อยย่างขึ้นวอ - - - นิ่งอยู่
ให้อีกใจแห่ห้อม - - - ห่วงละห้อยคอยเห็น ฯ

๖๗. คนพี่ - มองครุ่นคล้าย - - - ครวญความ
คล้ายแจ่มแจ้งนัยตาม - - -.เหตุต้อง
ยิ้มแย้มเยือกเย็นงาม - - - สง่าอยู่ พ่อเอย
เห็น-เหมาะควร, ขัดข้อง - - - อยู่ข้างใดหนอ ฯ


.. จำพราก ..


๖๘. บัดนั้นแขดับร้าง - - - จางรอย
ลมตื่นคลื่นฟ้าพลอย - - - ปิดหล้า
ทั้งหลับ, กลับเหมือนลอย - - - ล่วงขอบ กาลนา
แทรกร่างสู่อีกฟ้า - - - แจ่มแจ้งแสงสูรย์ ฯ

๖๙. สัญญาในจิตคล้าย - - - ยังคง
ตราประทับรูปทรง - - - แม่สร้าง
เรื่องราวอื่นจางลง - - - จนลบ สิ้นเนอ
ชุดเก่ากลับใส่ค้าง - - - อยู่คล้ายก่อนเคย ฯ

๗๐. รูปพระฝุ่นจับต้อง - - - หมองตา
รอยธูปเทียนไหม้คา - - - ที่ตั้ง
เสียงนกแว่วยินมา - - - เหมือนก่อน
บ้านเงียบดังเก่าครั้ง - - - ก่อนร้างพรากไป ฯ

๗๑. คำนึงในอกนี้ - - - ตรองการณ์
กลวงเปล่าสัญญาญาณ - - - หยุดสะท้อน
เรื่องราวแห่งวันวาร - - - เหมือนว่า ฝันเนอ
ฝันว่ายุคสมัยย้อน - - - ภาพให้แลเห็น ฯ

๗๒. คล้ายฝัน, ฝันว่าน้ำ - - - นองสาย
โอภาสแห่งจันทร์ฉาย - - - ฉาบฟ้า
ประทีปอธิษฐานราย - - - รอบถิ่น ธารแล
ณ แหล่งนั้นปะหน้า - - - หนึ่งหน้ารอถนอม ฯ

๗๓. ในฝัน, ฝันว่าหน้า - - - นวลใย
ลอยกระทงเล่นไฟ - - - ฝากน้ำ
จันทร์, พักตร์แข่งอำไพ - - - รอพิศ เพ่งนา
นวลผ่อง, ผุดผาดย้ำ - - - หยัดล้อมใจหลง ฯ

๗๔. อาดูร, หวั่นแม่ว้าง - - - วายถวิล
เฉกเชี่ยวกระแสสินธุ์ - - - ยากย้อน
เห็นแต่ฝากฝันบิน - - - เชื่อมบท แม่ฤๅ
เชื่อมบทบอกขวัญอ้อน - - - ออกรู้ปรารถนา ฯ

๗๕. พระเอยสะโรชท้อง - - - ชลธี ท่านแฮ
ทวนวัฏฏะเดือนปี - - - กลับย้อน
โอนบุญแลกสู่ศรี - - - สวาดิลูก ท่านฤๅ
เลื่อนกรอบกาลทับซ้อน - - - วกซ้ำคืนสม ฯ

๗๖. เดือนสิบสองขึ้นแปด - - - ค่ำยาม
หลับเพ่งรูปพักตร์ตาม - - - จิตต้อง
อารมณ์จดเพียงทราม- - - - สวาดิแม่ แม่เอย
ฟังเถิด, ฟังอกพร้อง - - - พร่ำถ้อยอธิษฐาน ฯ

๗๗. เดือนสิบสองขึ้นสิบ- - - - ห้าคาบ ยามนา
เทียน, ธูป, มาลย์กุมกราบ - - - พระ-เจ้า
เพ่งจิตฝ่าบุญบาป - - - ทุกบท
โอนบทสุขบทเศร้า - - - ถ่วงสิ้นกระแสสาย ฯ


.. ย้อนคืน ..


๗๘. ก่อน .. กรุ่นหอมกลิ่นแก้ว - - - กำจาย
แล้วม่านมืดค่อยสยาย - - - เยี่ยมฟ้า
จึงน้ำแตกฟองฟาย - - - โถมฝั่ง
หมุนจิตผู้อ่อนล้า - - - ดับร้างหว่างถวิล ฯ

๗๙. แดดเปรี้ยงลอดไม้เยี่ยม - - - แยงตา
ฟื้นสำนึกตรึกตรา - - - แต่ต้น
ฤๅหลงยุคเช่นครา - - - ครั้งก่อน
แปลกที่แปลกทางพ้น - - - อยู่ล้อมรอบราย ฯ

๘๐. ก้มลงกราบเทพไท้ - - - ทั่วทิศา
ผู้ผ่านฤทธิ์บัญชา - - - ช่วยเกื้อ
พระคุณนี่เหลือคณนา - - - นับสุด ท่านเอย
ขอมอบแล้วเลือดเนื้อ - - - ชีพนี้ทดแทน ฯ

๘๑. รูปหนึ่งในอกเสื้อ - - - ติดมา
ผองเพื่อนนักศึกษา - - - ร่วมชั้น
แปดคนแต่บรรดา - - - ชายชาติ
พบแม่, หมายแม่นั้น - - - พิศรู้กาลหลัง ฯ

๘๒. ดุ่มเดินผ่านหมู่บ้าน - - - เข้าถาม
เขาบอก, ย่ำเดินตาม - - - ตอบไว้
ที่นี่ป่าโมกคาม - - - เขตอ่าง ทองเนอ
เดินสู่อยุธยาได้ - - - จากนี้สองวัน ฯ

๘๒. เลาะลัดเดินเลียบเส้น - - - ทางจร
ผ่านค่ำขอพระนอน - - - พักค้าง
มุ่งทางสู่ถิ่นอร - - - เนื้ออ่อน แม่แม่
เกรงผิดยุคมา, ร้าง - - - รูปเนื้อนวลสมร ฯ

๘๓. โกกิลกรวิกเอื้อน - - - ออกเสียง
จับกิ่งยูงยางเพียง - - - พร่ำร้อง
พระลบกัลโหยเคียง - - - แขรูป เคียวนา
จับม่านหม่นคลี่คล้อง - - - ขอบฟ้าคลุมฝัน ฯ

๘๔. เรียมมาพิโยคพื้น - - - รัตนภูมิ
แผ่นอกเป็นแผ่นปูม - - - จดร้อย
หมึกจารจากนัยน์ฟูม - - - น้ำหลั่ง
บอกหนึ่งผู้แน่งน้อย - - - แน่วรู้ - คอยรอ ฯ


.. แผ่นดินพระเอกาทศรถ พศ.๒๑๕๔ ..


๘๕. ถามพระ, พระบอกให้ - - - รู้ความ
ปีเคลื่อนเดือนคล้อยยาม - - - กลับย้อน
หมดสิ้นม่านคุกคาม - - - แคว้นเขต
ต่อยุคพระเอกาฯ ซ้อน - - - กลับซ้ำอีกหน ฯ

๘๖. พรายพรายพระธาตุเจ้า - - - เจียรสูรย์ แจ่มแฮ
สามโลกรับจำรูญ - - - ค่ำเช้า
เจดีย์ยอดชี้ปูน - - - โปรดสัตว์
บอกมรรคาทวนเศร้า - - - โศกร้อนกร่อนระรุม ฯ

๘๗. ศาลาเอนกสร้าง - - - แสนเสา โสดแฮ
ธรรมข่มใจมืดเมา - - - หมดสิ้น
พระมาศเลื่อมเลื่อมเงา - - - งำอก ใจเอย
งำอกใจเดือดดิ้น - - - ดับร้อนทารุณ ฯ

๘๘. ตระการหน้าวัดแหว้น - - - วังพระ
บวงบำรุงสัจจะ - - - จบไหว้
ร่มธรรมรูปพุทธะ - - - สถิตอยู่
จิตต่างดวงดอกไม้ - - - เพ่งน้อมประนอมคะนึง ฯ

๘๙. กุฎียกยอดช้อย - - - ชูทาง
บอกวัตรเข้าขัด, ขวาง - - - ขวากร้อน
เรือนรัตน์ภิรมย์ปรางค์ - - - ปราสาท
เหลื่อมระยับแสงย้อน - - - เยี่ยมท้าทรมาน ฯ

๙๐. อยุธยายศท่วมทั้ง - - - ธานินทร์
งามดั่งนาครอินทร์ - - - เอี่ยมฟ้า
แสนโกฏโสตอาจยิน - - - เสียงอยู่
ธรรมเปล่งเสียงกล่อมหล้า - - - หล่อล้อมใจเมือง ฯ

๙๑. อยุธยาไพโรจน์ไต้ - - - ตรีบูร
ไตรรัตน์จำรัสจรูญ - - - ร่วมพ้อง
บัลลังก์ร่มไพบูลย์ - - - บาลบ่ม ชนแฮ
เย็นศิระอุระต้อง - - - ตอบรู้อภิรมย์ ฯ

๙๒. ยามพลบเสียงกึกก้อง - - - กาหล แม่ฮา
ซอ, กรับ, รับฉิ่งปรน - - - โสตรู้
โคลงกลอนกาพย์ระคน - - - ครวญขับ
ขับกล่อมทรวง, กล่อมชู้ - - - ชื่นล้ำคำเกษม ฯ

๙๓. ป่านนี้แก้วข้าตื่น - - - ฤๅหลับ อรเอย
นอนนั่งฉันใด, พรับ - - - เนตรเฝ้า-
คอยเรียมวกย้อนกลับ - - - คืนสู่
คอย-สู่, อยู่ค่ำเช้า - - - อาจรู้ฤๅสมร ฯ

๙๔. ป่านนี้รูปแน่งน้อย - - - เกลาองค์ อยู่ฤๅ
ตั้งกระดานชนวนลง - - - จดถ้อย
ฤๅมุ่งเพลาะผ้าผจง - - - จับจีบ
ใจเล่าเจ้าจักคล้อย - - - อยู่ข้างเรียมไฉน ฯ

๙๕. ดวงเดียวบัวมาศแพ้ - - - พิมทอง พี่เอย
เรียมบ่หลับไหลครอง - - - ค่ำนี้
หวังเดียวแม่, แม่มอง - - - หาอยู่
อยู่ออดอ้อนชวนชี้ - - - ชิดเนื้อโอบถนอม ฯ

๙๖. ยามดึกเดือนเด่นฟ้า - - - แฝงโพยม
นึกนุชแอบแฝงโฉม - - - บ่าวใช้
พักตร์งามจักงำโลม - - - เล้ารูป ได้ฤๅ
แววประหม่าแม่มอบไว้ - - - กระหวัดล้อมใจหลง ฯ

๙๗. มุ่งมาสายสวาดิเนื้อ - - - เนาทรวง
ตามสิทธิ์คำสัตย์บวง - - - บอกไว้
วอนเทพประเทียบทวง - - - ฤทธิ์กล่อม แม่นา
กล่อมแม่, ทรวงแม่ให้ - - - ห่วงรู้คอยเรียม ฯ

๙๘.จรลิ่วไต้ฟ้าต่ำ - - - เตือนยาม
โหยบ่เห็นหน้าทราม- - - - สวาทแก้ว
เลือดตายิ่งฝนลาม - - - หล่นโลก แม่เอย
ท่วมจิตจมมิดแล้ว - - - จากร้อนแรงถวิล ฯ

๙๙. อาสูรศรีสวัสดิ์สร้อย - - - สาวสวรรค์ กูเอย
ใคร่จักกล่อมทรวงขวัญ - - - ฝากอ้อน
เรียมใฝ่รอบกัปกัลป์ - - - เวียนกลับ แม่แม่
ใฝ่รอบกาลกลับย้อน - - - เยี่ยมหน้าพะนอนวล ฯ

๑๐๐. เวียนรำลึกแล้วหลับ - - - ใหลฝัน รูปเนอ
ย่อมรูปสมบูรณ์จันทร์ - - - แจ่มหน้า
ละเมอรับรองขวัญ - - - ฝากสวาดิ
ดื่มด่ำด้วยรสฟ้า - - - สั่งฟ้าโรยริน ฯ

๑๐๑. หลังมองโฉมแม่แต้ม - - - ติดตา
รูปพักตร์นงโพธพา - - - ผ่าวไส้
ดาลระลอกกระแสกา - - - เมศมุ่ง ขวัญเฮย
มุ่งกระเวนทรวงไหม้ - - - หมื่นร้อนทรมาน ฯ

๑๐๒. คำนึงฤๅว่างเว้น - - - นาที
จวบรอบสุริเยศลี- - - - ลาศคล้อย
เสนาะเสียงสุโนกมี - - - มากล่อม
กลว่าเสียงแน่งน้อย - - - เอ่ยน้อมประนอมนัย ฯ

๑๐๓. สัญญาเก่ากลับย้อน - - - มาเยือน
นี่วัด, โน่นวังเตือน - - - ตอบรู้
สองฝั่งฟากคลองเหมือน - - - เคยผ่าน
กับพี่ชาย, โพธผู้ - - - เพียบพร้อมลำเพาเพ็ญ ฯ

๑๐๔. มุ่งสู่อาวาสครั้ง - - - เคยนอน
หมายกราบพระท่าน, วอน - - - วากย์ชี้
ถามข่าวพี่อัปสร- - - - สายสวาดิ
ผู้ผูกใจหนึ่งนี้ - - - แน่นแฟ้นเกินฝืน ฯ

๑๐๕. ถึงวัดดอกไม้หอบ - - - หอมหา
ร่ำรำเพยลมพา - - - อยู่พร้อม
นึกกระแจะจันทน์สุดา- - - - ดวงแม่
กลกลิ่นรสแม่ล้อม - - - กักล้อมใจเรียม ฯ

๑๐๖. คำนึงมาโนชน้อง - - - ฤๅวาย
แต่ตรู่เช้าตราบสาย - - - เที่ยงแล้ว
ตากตนประดาษดาย - - - อยู่เดี่ยว แม่เอย
หวั่นหวั่นตาจักแคล้ว - - - คลาดรู้รูปถวิล ฯ

๑๐๗. สบผู้กอปรวัตรไว้ - - - หว่างธรรม
ผู้กอปรกิจด้วยสัม- - - - มะมรรคพร้อม
แววตาสบเก็บงำ - - - ฉงนอยู่
ราวแปลกหน้า, ผู้น้อม - - - นบไหว้หนักหนา ฯ

๑๐๘. ไหว้พระเถิดพ่อ, แม้น - - - มงคล
ให้พระเตือนตาตน - - - สติรู้
ทันทุกข์ทุกครั้งหน - - - ที่แห่ ห้อมนา
ไว้เช่นเรือรอกู้ - - - ชีพพ้นมิจฉะกระแส ฯ

๑๐๙. แปลกตาแปลกหน้าแปลก - - - อาภรณ์
ฤๅพ่อมาจากตอน - - - ต่างด้าว
กิจใดเล่าจึงจร - - - มาอยุธ ยาฮา
มาพ่อมา, หาข้าว - - - กับน้ำกินเอา ฯ

๑๑๐. กินอิ่ม, พระบอกรู้ - - - เรื่องราว
นี้- ยุคเก่ากว่าคราว - - - ก่อนนั้น
กาลต่างใช่ว่ายาว - - - นานนัก
สองขวบปีก่อน, ครั้น - - - พบ-คล้ายเพิ่งเห็น ฯ

๑๑๑. แล้วอีกผู้หนึ่งนั้น - - - เป็นไฉน
จักผุดผ่องยองใย - - - แรกแย้ม
เติบเต็มรูปอำไพ - - - งามอยู่ ฤๅแม่
คิ้วปากคางจมูกแก้ม - - - จักเกลี้ยงเกลาหรือ ฯ

๑๑๒. คืนจันทร์เพ็ญภาสครั้ง - - - ก่อนยาม
ตองจีบประทีปลาม - - - หลากน้ำ
ครั้งนั้นเนตรใครวาม - - - วับอยู่
ให้อีกอกรื่นล้ำ - - - จากชม้อยเมียงเมิน ฯ

๑๑๓. ยอมตนอยู่ใต้ร่ม - - - ใบบุญ
หมายสืบละม่อมละมุน - - - แม่แล้ว
แท้เทียวพระการุณ - - - รับตอบ
คงพบพี่ชายแก้ว - - - เมื่อย้อนมาเยือน ฯ

๑๑๔. รู้การณ์รู้กล่าวรู้ - - - รอคอย
อีกไม่นานรูปรอย - - - จักรู้
ร่วมเถิด, รื่นรมย์พลอย - - - ผ่อนอยู่ ไฉนนา
ร่วมเรื่องราวข่าวชู้ - - - ชื่นรู้เถิดหรือ ฯ


.. พศ.๒๑๕๖ .. เหตุการณ์ซ้ำรอยเดิม ..


๑๑๕. รุ่งสางรังสิมะผ้าย - - - พลังขุม
วันพระ, แถวพระกุม - - - บาตรก้าว
ริมทางท่วมด้วยสุม- - - - ะนัสจิต พร้อมนา
หมายร่มธรรมช่วยน้าว - - - จิตรู้อภิรมย์ ฯ

๑๑๖. โกสุมหอม,กับ,ข้าว - - - ถือรอ
เอื้อมใส่บาตรผู้ขอ - - - อ่อนน้อม
สำรวมจิตโน้มคอ - - - ก้มต่ำ
รูปหนึ่ง,โสตหนึ่งพร้อม - - - กล่าวถ้อย,สดับธรรม ฯ

๑๑๗. เสร็จสิ้นโปรดสัตว์ผู้ - - - ยังเพลิน โลกแน
สาธุการจำเริญ - - - ร่ำอ้าง
ทางพระ,พระดำเนิน - - - ตรงแน่ว
ทางโลก,โลกจักล้าง - - - ทุกข์ร้อนฤๅสลาย ฯ

๑๑๘. ตามพระ, ผ่านผู้เลิศ - - - รูปลักษณ์
แรกรุ่นลำเพาพักตร์ - - - ผ่องล้ำ
ราวหัตถ์ทิพจำหลัก - - - รูปสู่ โลกเฮย
ตรึงอกตามตอกย้ำ - - - สุดเขยื้อนขยับยล ฯ

๑๑๙. จีวรปลิวปัดล้อ - - - แรงลม
พร้อมปัดปลิวเส้นผม - - - หนึ่งผู้
ขันข้าวอีกเนตรคม - - - คอยอยู่
คอยพระ,คอยตารู้ - - - รูปเนื้อรอยนวล ฯ

๑๒๐. ของถวายจีบจับเอื้อม - - - เอาวาง
นาสิกเสี้ยวนวลปราง - - - โผล่เร้น
พระจำพรากสู่ทาง - - - ควรที่ พระนา
ตาหนึ่งจักพรากเว้น - - - ว่างพ้นรูปไฉน ฯ

๑๒๑. งามภาคงามพักตร์พ้น - - - พรรณนา
งามท่วงทีกิริยา - - - อ่อนช้อย
รูปเอยแทรกลงตา - - - สุดต่อ ต้านแน
สุดต่อต้านเนตรชม้อย - - - แม่ชม้ายชายเมียง ฯ

๑๒๒. รอคอยวันพระหน้า - - - แม้นนาน
ใช่ชั่วกัลปาวสาน - - - จากแก้ว
เพียงต้องข่มทรมาน - - - ระทมอยู่ ใจเอย
หมายภพชาตินี้แล้ว - - - บาปแล้วคืนครอง ฯ

๑๒๓. อกเอยอุโฆษครื้น - - - เกินควร
เหมือนรื่นรมย์เริงขบวน - - - บุกเร้า
ที่ถูกย่อมต้องทวน - - - ธรรมบท
กลับถูกรูปยั่วเย้า - - - ยุดให้คอยหา ฯ

๑๒๔. ตาหนึ่งรูปหนึ่งพ้อง - - - พาสนา
ฤๅจักร่วมมรคา - - - คู่ข้าง
วิญญาณจักขุพา - - - พะนอรูป แม่แม่
จบรูป, จิตล่องคว้าง - - - ฝากฟ้ากระซิบขวัญ ฯ

๑๒๕. ข้าว, ใจ, ช่อดอกไม้ - - - ล้วนหอม
รอบาตร, จึงใครยอม - - - เยี่ยมหน้า
ข้าว, มาลย์มอบผู้ออม - - - อัตภาพ แม่นา
แลกอกใจวุ่นว้า - - - ฝากไว้ทรวงสมร ฯ

๑๒๖. คำข้าวเจ้าคดน้อม - - - นำวาง
ทำอีกใจริมทาง - - - ทุกข์ร้อน
เกรงบุญช่วยบังพราง - - - ผูกจิต ใครนา
หวั่นเนตรปลาบไม่ช้อน - - - ฉ่ำซึ้งขึ้นผสาน ฯ

๑๒๗. จีวรพระพลิกพลิ้ว - - - พะนอลม
เมื่ออกหนึ่งพะนอคม - - - เนตรค้อน
ธรรมสัจจ์และรูปสม - - - รอสืบ เสาะนา
สืบบท, เสาะหวานย้อน - - - อยู่เลี้ยงอาลัย ฯ

๑๒๘. เค้าหน้าพิมพ์นุชน้อง - - - จมื่นศรี
กอปรแช่มช้อยท่วงที - - - เท่าย้ำ
ชั่วยามชั่วพระลี - - - ลาศหยุด
คือชั่วชื่นรื่นล้ำ - - - ล่วงเค้นใจใคร ฯ

๑๒๙. ทุกรอบวันพระพ้อง - - - พบกัน
ตาสบ, ใจผูกพัน - - - อยู่พร้อม
ดอกไม้ธูปเทียนบรร- - - - ดาบท ธรรมเนอ
ร่วมรูปใจแนบน้อม - - - ก่อเนื้อนาบุญ ฯ

๑๓๐. คร่ำเคร่งคอยเร่งรู้ - - - ลายสือ
เขียนอักษรลายมือ - - - อ่านได้
โคลงฉันท์หมั่นฝึกปรือ - - - วางประโยค
คำพจน์เขียนฝากไว้ - - - หว่างย้อนบุพสยาม ฯ

๑๓๑. สองขวบปีผ่านพ้น - - - คาบยาม
เดือนสิบสองน้ำลาม - - - หลากแล้ว
โคมสรวงส่องแสงวาม - - - สว่างอยู่
ใจหวั่น, หวั่นจักแคล้ว - - - คลาดเนื้อรอยนวล ฯ

๑๓๒. คล้ายดั่งรอบวัฏฏ์ย้อน - - - ตายล
ทุกที่ทางเหมือนวน - - - วกซ้ำ
ฝูงชนทั่วตำบล - - - เดินไขว่
ภาพเก่าที่ท่าน้ำ - - - รอบล้อมเช่นเดิม ฯ

๑๓๓. ดาวเกลื่อนเดือนก่ำคล้าย - - - โคมแขวน
ลอยรูปอำไพแดน - - - เด่นฟ้า
ใครหนึ่งนั่งวอแหน - - - รูปแห่ งามเฮย
งามยิ่งงามเช่นหน้า - - - หนึ่งนี้มีไฉน ฯ


.. งานแผ่นดิน ..


๑๓๔. รูปการณ์พารู้จัก - - - จมื่นศรี
ร่วมผูกพันไมตรี - - - พวกพ้อง
ช่วยเหลือร่วมงานมี - - - ท่านมอบ หมายฮา
ช่วยพี่หมายชิดน้อง - - - รูปเนื้อควรถนอม ฯ

๑๓๕. จมื่นศรียุคท่านไท้ - - - พระทรง ธรรมเฮย
เป็นพระยาศรีวรวงศ์ - - - ว่านเชื้อ
พระ-วานหยั่งเสียงองค์ - - - หน่อราช เหมาะฤๅ
เสียงตอบรับไม่เอื้อ - - - ตรัสให้ช่วยสนอง ฯ

๑๓๖. ฝากฝังโอรสไว้ - - - ในมือ ท่านนา
ทรงมาดมั่นเชื่อถือ - - - พวกพ้อง
ราชองค์ต่อไปคือ - - - พระเชษ ฐาแฮ
จึงจัดการให้ต้อง - - - ตรัสใช้-บัญชา ฯ

๑๓๗. เดือนอ้ายแรมเจ็ดคล้อย - - - ค่ำยาม
พระสู่สวรรคตตาม - - - เหตุต้อง
รุ่งเช้าท่านแจ้งความ - - - ตามรับ สั่งเนอ
เชิญพระเชษฐ์แซ่ซ้อง - - - สู่เบื้องบัลลังก์ ฯ

๑๓๘. ครั้งนั้นท่านสั่งให้ - - - จับกุม
ผู้คัดค้าน, ก่อทุม- - - - ะนัสไท้
พระยาศรีสั่งให้คุม - - - ไปประหัต สิ้นนา
ริบทรัพย์สมบัติไว้ - - - แจกผู้ร่วมการณ์ ฯ

๑๓๙. เกริกก้องเกียรติยศคล้าย - - - กลองประโคม
สมุหพระกลาโหม - - - อาชญ์ล้ำ
ดั่งระลอกคลื่นโถม - - - ทักฝั่ง
ดินอ่อนริมฝั่งน้ำ - - - จักต้านทานไฉน ฯ

๑๔๐. ครั้นราชผ่านภพได้ - - - ปีเศษ
หลงบทบาทเป็นเหตุ - - - ล่มล้าง
ราชันย์สำแดงเดช - - - โดยไม่ ตระหนักเนอ
ว่าร่มฉัตรนั้นสร้าง - - - เสกด้วยผู้ใด ฯ

๑๔๑. ถึงกาลมรณะม้วย - - - มารดา
งานศพเจ้าพระยา - - - จัดให้
ขุนนางอำมาตย์ดา- - - - หน้าร่วม งานเนอ
งดกิจเข้าเฝ้าไท้ - - - ธิราชกริ้วหนักหนา ฯ

๑๔๒. เจ้าพระยาขบถแล้ว - - - หรือไร
จึงเพิกเฉยเรื่องใน - - - ฝ่ายนี้
ส่งแกล้วสั่งความไป - - - บอกพระ ประสงค์นา
รับสั่งให้มาชี้ - - - กล่าวแก้ข้อหา ฯ

๑๔๓. ทอดตัวเข้ารับใช้ - - - ราชันย์
กลับเคลือบแคลงต่อกัน - - - เช่นนี้
จำกูจักขบถพลัน - - - ตามพระ ประสงค์เวย
ลืมเถิดเรื่องก่อนกี้ - - - แต่นี้คอยดู ฯ

๑๔๔. คุมพลยกพวกล้อม - - - เวียงวัง
บุกยึดราชบัลลังก์ - - - ล่มล้าง
ชีพพระเชษฐ์เด็ดฝัง - - - ฝากปัถ วีนา
ยกอนุชาธิราชอ้าง - - - ออกขึ้นนั่งเมือง ฯ

๑๔๕. ชีพเอยเคยปกป้อง - - - มาเปลือง
สำเหนียกฤๅนองเนือง - - - เลือดเนื้อ
มาหวาดระแวงเคือง - - - ใจขุ่น
จำจักป่นชีพเชื้อ - - - ชดใช้โอหัง ฯ

๑๔๖. หมายโศกหมดสิ้นจาก - - - ใจอร
แต่เมื่อศพมารดร - - - ดับไหม้
คงเหลือ-บ่วงอาวรณ์ - - - วางอยู่
รอผูกคล้องใจให้ - - - ห่วงละห้อยคอยเห็น ฯ

๑๔๗. ชำนะ-อำนาจน้อม - - - นำวาง
พันหมื่นแสนยอพยางค์ - - - ยกซ้อง
ใครเล่าจักคอยขวาง - - - ฝากคิด
เห็นแต่รู้ร่ำร้อง - - - ร่วมสร้างสรเสริญ ฯ

๑๔๘. อาทิตย์วงศ์หน่อเชื้อ - - - ราเชนทร์
สิบขวบปีคอยกระเวน - - - เล่น-ร้อง
พี่เลี้ยงช่วยกันเกณฑ์ - - - เข้ากล่อม เสวยนอ
จนทุกเสียงร่วมพ้อง - - - ฉุดพ้นบัลลังก์ ฯ

๑๔๙. ขุนนางอำมาตย์น้อม - - - ใจประนัง
เชิญท่านรับฝากฝัง - - - แว่นแคว้น
ยกขึ้นสู่บัลลังก์ - - - ร่มฉัตร
ร่วมจิตใจแน่นแฟ้น - - - ฝ่ายไท้ทังสถาน ฯ

๑๕๐. ทรงพระนามพระเจ้า - - - ปราสาท ทองแล
เช่นพระสุรีย์โอภาส - - - แผดร้อน
เข่นปวงศัตรูปราศ - - - ชีพป่น
เกินคิดอ่านสุมส้อน - - - เล่ห์ร้ายตลบหลัง ฯ

๑๕๑. ใครหนึ่งคอยใฝ่เฝ้า - - - ฝากฝัน
เหมือนว่าห่างไกลกัน - - - ยิ่งแล้ว
พี่ชายเช่นราชันย์ - - - แคว้นเขต
พาหวั่น, หวั่นรูปแคล้ว - - - คลาดพ้นวาสนา ฯ

๑๕๒. ตัดใจกราบบาทไท้ - - - ทูลความ
ว่าภักดีนงราม - - - สุดรั้ง
หวังพระเมตตาตาม - - - เอื้อตอบ พระนา
รักแม่แต่เมื่อครั้ง - - - แรกครั้งพบเห็น ฯ

๑๕๓. นิ่งฟัง, งัน, เงียบไท้ - - - ธิราชตรอง
ตัวเปล่าไร้คนครอง - - - คู่ข้าง
ซื่อสัตย์ภักดี, มอง - - - เห็นอยู่
ร่มฉัตรเคยร่วมสร้าง - - - นอบเกล้ากรถวาย ฯ

๑๕๔. ทีท่าข้างนุชน้อง - - - ขนิษฐา
ดูตอบรับเสน่หา - - - อยู่พร้อม
คงร่วมบาตรกันมา - - - ชาติก่อน
สบรูปจึงสื่อน้อม - - - นอบรู้อธิษฐาน ฯ

๑๕๕. เอ็นดูขนิษฐ์น้อง - - - คำนึง พระเอย
ศรรักปักอกตรึง - - - ต่างรู้
บ่วงบาศก์อาจตัดรึง - - - รัดออก เจ้าเอย
บ่วงสวาดินั่นสุดกู้ - - - กร่อนให้ขาดหาย ฯ

๑๕๖. ครั้งนั้นธิราชใช้ - - - บัญชา
มอบมิ่งแก้วขนิษฐา - - - ท่านให้
อวยเกียรติศักดิ์ยศถา - - - ประทานเทียบ แม่นา
ตกแต่ง, ห้องหอ-ไท้ - - - ท่านเอื้ออำนวย ฯ

๑๕๗. กอปรบุญกราบบาทไท้ - - - จอมสยาม
ปีติอภิรมย์ลาม - - - โลกแล้ว
โลกผู้รูปงดงาม - - - งำอยู่
งำอยู่เกินจักแคล้ว - - - คลาดแม้นโมงยาม ฯ

๑๕๘. สู่หน้า, กุมกอดเนื้อ - - - นวลถนอม
เอื้อมอาจเกินอดออม - - - อกแล้ว
หอมเอยเมื่อพะยอม - - - ยอกลิ่น
กลิ่นนิ่มเนื้อนางแก้ว - - - ผ่าวล้อมใจหลง ฯ

๑๕๙. ผ่าวผ่าวดวงมนัสร้อน - - - รมสกนธ์
นาสิกจ่อมจำนน - - - นุ่มเนื้อ
หอมกรุ่นกลิ่นสุคนธ์ - - - คลายคลี่
คลี่กลิ่นคลายอุ่นเอื้อ - - - ออกเฝ้าแหนขวัญ ฯ

๑๖๐. แผ่วไล้, พรรณอ่อนเกลี้ยง - - - เกลาทรง
ใจจ่อมปากจบบง- - - - กชเคล้า
เรณูหยาดหวานลง - - - หลามเขื่อน ฟ้าเนอ
ให้ตฤปหอม, หวาน-เร้า - - - เร่งรู้แรงถวิล ฯ

๑๖๑. ครืนครืนใช่ฟ้าคร่ำ - - - อกครวญ
แว่วบอกความรัญจวน - - - ออกรู้
นาภีแผ่นพลิ้วอวล - - - ออสวาดิ พี่แม่
ออทราบโสมนัสชู้ - - - อยู่ช้าเวียนชม ฯ

๑๖๒. ปลาบเปรี้ยงผ่านเมฆคลุ้ม - - - คลั่งประโคม
แว่วแต่เมื่อมือโลม - - - ลูบเนื้อ
ลมหาว, สวาดิโหม - - - เหิมระลอก
พาผ่าวร้อน, โชนเชื้อ - - - อยู่เชื้อเชิญประชัน ฯ

๑๖๓. หวีดหวิววาตะห้อม - - - ตลบหาว
พัดกระพือเดือนดาว - - - ดับร้าง
เมฆหม่นวิชชุวาว - - - วาบวิ่ง กระหึ่มเนอ
ก่อนเม็ดฝนหล่นคว้าง - - - พรากฟ้าโซมฝัน ฯ

๑๖๔. ครวญครืนฟ้าค่ำคล้าย - - - คลั่งฝน
ล่อพยุทะยานพล - - - พล่านฟ้า
วิเชียรวิโรจนะจล- - - - ะนะกึก ก้องแฮ
ตระหนกอกวุ่นว้า - - - หว่างเนื้อแนบทรวง ฯ

๑๖๕. ชวาลวชิระเฟื้อย - - - เฟ็ดโพยม
แต่เมื่อใครรับโจม - - - จบเนื้อ
คร่ำครวญคระโหยโหม - - - เหิมออก โอษฐ์แม่
ร่วมสำเริงราคเชื้อ - - - เร่งชู้บำรูโฉม ฯ

๑๖๖. สุชลกลางช่วงเชื้อ - - - โชติวิเชียร
ละหยาดละหยดเจียน - - - จบแล้ว
แนบสนิทเสน่ห์เนียน - - - นวลแน่ง จบฤๅ
เมื่อผ่าวพรรณะผ่องแผ้ว - - - กระเพื่อมพลิ้วปลิวผืน ฯ

๑๖๗. พระพายพะพลิ้วผ่าน - - - ผันขบวน
คลอคลื่นฝน, คร่ำครวญ - - - ข่มละห้อย
แว่วหวีดกลบหวีดอวล - - - อึงแต่ ลมฮา
ก่อนกระซิกระส่ำสร้อย - - - ซาบรู้ฟูภิรมย์ ฯ


.. ชั่วฟ้าดินดับ ..


๑๖๘. หยิบรูปจากอกเสื้อ - - - อวดศรี
หวังแม่เห็นไมตรี - - - เพื่อนพ้อง
งัน, เงียบ, เนตรแม่มี - - - มองสบ
พลัน..กฎเกณฑ์สวรรค์ฟ้อง - - - ฝากให้ตาเห็น ฯ

๑๖๙. รูปตนเคยซีดร้าง - - - จางรอย
กลับแจ่มชัดให้พลอย - - - เพ่งซ้ำ
รูปเพื่อนอีกเจ็ดคอย - - - แม่สบ อยู่นา
ครั้นสบ..แสงวาบย้ำ - - - รูปสิ้นเลือนสูญ ฯ

๑๗๐. เพียงตน, เหลือรูปให้ - - - แม่เห็น
เหลือหนึ่ง, ทำอกเย็น........วาบแล้ว
วงวัฏฏ์กัปกัลป์เข็น - - - ขวางคั่น ไฉนนา
จึงวาบแสงขวางแก้ว - - - กีดข้ามยุคสมัย ฯ

๑๗๑. หลังใจมั่นอยู่ด้วย - - - ดวงสุดา
ตรึงกรอบกาลเวลา - - - หยุดหนิ้ง
ลบนิมิตแห่งสัญญา - - - ยามก่อน
ลบทุกผูกพัน, ทิ้ง - - - ถ่ายพ้นจินตพิสัย ฯ

๑๗๒. โลกเก่าจักค่อยคล้อย - - - เลือนหาย
ทุกร่องรอยลบกลาย - - - กลบรู้
เพื่อนญาติพ่อแม่คลาย - - - จำ-คิด สิ้นเนอ
เหมือนไม่เคยมี, ผู้ - - - ผ่านย้อนบุพสยาม ฯ

๑๗๓. พิศแม่ยากฝ่าข้าม - - - ยุคสมัย
คือเงื่อนเหตุปัจจัย - - - บอกแจ้ง
หนึ่งร่างหนึ่งรูปนัย - - - สมัยหนึ่ง
กฎแห่งกาลยากแย้ง - - - ขยับให้เบนหนี ฯ

๑๗๔. อุ่นอยู่กลางอ้อมกอด - - - ในกาล
ร่วมหล่อหลอมวิญญาณ - - - อยู่-ยั้ง
ร่างแอบจักอุ่นนาน - - - นิรันดร์อยู่ แม่เอย
แม้นขอบฟ้าเหนี่ยวรั้ง - - - พรากร้าง-ขอขืน ฯ

๑๗๕. กำลูนมาเลศสร้อย - - - ทรามสงวน พี่เอย
อกหนึ่งรอพักตร์ซวน - - - ซบอ้อน
รอเนื้อนิ่มแขนนวล - - - เหนี่ยวโอบ รอบแม่
รอเกลือกแก้มเนตรช้อน - - - ฉ่ำซึ้งแววผสาน ฯ

๑๗๖. กฤษฎางค์ชุลิตน้อม - - - นอบกร
ปรุงภาษเป็นอนุสรณ์ - - - สืบไว้
สองใจตราบม้วยมรณ์ - - - ขอมั่น รักนา
อย่าจืดจางร้างได้ - - - ชั่วฟ้าดินสมัย ฯ


จบ
 



ผู้ตั้งกระทู้ สดายุ :: วันที่ลงประกาศ 2012-10-14 18:23:59


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (2308078)

 

.. แต่เพรงกาล ..

 

O แว่วยินไหม .. รำพันดวงขวัญเอ๋ย
ฝากให้ .. ลมรำเพยรำพึงผ่าน
ว่า .. ค่ำนี้แสงดาวคงร้าวราน
จาก .. ความหวานโชนช่วงในดวงตา

O จันทร์เอย .. เลื่อนขึ้นฟ้า .. ช้าช้าก่อน
ให้ความวอนเว้าปวง, แรงห่วงหา-
ได้ทอดเสียงกระซิบความ .. ส่งข้ามมา-
กล่อมหัวใจปรารถนา .. ผ่านราตรี

O ชะลอการเลื่อนดวงขึ้นสรวงฟ้า
เพื่อรอแสงในตารูปราศี-
ทอดทอแววสวาทสู่ .. ให้รู้ที-
รู้ท่า .. ความใยดี - ผู้มีใจ

O เห็นไหม .. แสงอ่อนโยนแต่โพ้นภพ
ทอดฝ่าพลบ .. ฝ่าฝัน .. ถึงกันได้
ฝัน .. ที่รอคาบช่วงแห่งดวงไฟ-
เชื่อมอาลัยผูกพัน .. ลงสัญญา

O หนึ่งหัวใจทะยานสู่ความรู้สึก
ดำดิ่งลึกลอดบ่วงความห่วงหา
เชื่อมอาวรณ์ช่วงฉายผ่านสายตา
ล่มทุกแสงจันทราจนล้าเลือน

O จันทร์เอย .. จันทร์เจ้า .. ช่วยเว้าวอน-
ความออดอ้อนรำบายลงป่ายเปื้อน-
ดวงใจผู้ห่วงละห้อย .. เพื่อคอยเตือน-
ให้ .. ถวิลทุกเขยื้อนขยับใจ

O ดู .. ธารดาวทอ-ดวงบนสรวงสวรรค์
แทนดวงตาทอฝัน .. ที่สั่นไหว-
ด้วยรูปรอยเจ้านั้น .. เช่นจันทร์ไกล-
แต้มรูปต่ายลงไว้ .. ที่ในดวง

O ช่างเนิ่นนานหนักหนา .. แต่ครานั้น
ก่อนรูปฉันทาชาติจะขาดช่วง
นับภาพซึ่งสุมใส่อยู่ในทรวง
ล้วน – รูปพวงดวงพักตร์จำหลักพร้อม

O ค่อยเบือนเหลียวสบลักษณ์ .. รูปพักตร์ล้ำ
มือกุมกำเรียวก้อย .. เอ่ยถ้อยกล่อม
หยาดน้ำตาร่วงตก .. ห้วงอกตรอม-
ก็แวดล้อมกาลลาด้วยอาลัย

O ฝ่าลานทุ่งรุ้งทองลอยล่องถึง
ธารดาวซึ่งทอส่องความผ่องใส
รอบวงกัปหมุนกาล .. ตราบนานไกล-
จนบรรจบรูปใจ .. เช่นในจันทร์

O ยังเป็นจันทร์ดวงเดิมที่เริ่มฉาย-
แสงลงป่ายเปื้อนโลก .. เมื่อโศกศัลย์, -
เสียงคร่ำครวญ-ล่มลาญแต่นานวัน
หลังรูปขวัญเผยกายต่อสายตา

O ยิ่งต่ายแต้มในจันทร์ .. เจ้าขวัญน้อย
เมื่อผ่านเผยรูปรอยมาคอยท่า
ก็สอดรับรูปฝันในสัญญา
เสน่หาในอก .. ฤๅยกพ้น ?

O ลมเยียบเย็นโรยฝ่าขอบฟ้ากว้าง
ในท่ามกลาง ดาวช่วงที่ร่วงหล่น
แรงอาวรณ์เวียนวก .. ในอกคน-
ก็เวียนจนอ่อนแรง .. แล้วแพงน้อย !

O ป่านฉะนี้ร่างนั้นในบรรจถรณ์
จะรุ่มร้อนเย็นเยียบหรือเงียบหงอย
หรือมองดาวไกลลิบตาปริบปรอย
หรือละห้อยห่วงหา .. ทั้งราตรี ?

O จน-นกค่ำส่งเสียงจำเรียงร้อง
แสงจันทร์ส่องฉาบฟ้า .. อวดราศี
ก็รับรู้อาลัยความใยดี-
ผ่านลมวีวาดสายรำบายความ

O แสงพรายประกายพรึกอันลึกลับ
ก็ค่อยพรับพรายดวง .. คล้ายหวงห้าม-
แรงอาวรณ์อาลัยพึงไหลลาม-
ล้อมรูปทรามสวาดิชู้แต่ผู้เดียว

O มวลเมฆดำมืดมนเคยหม่นเศร้า
และเวิ้งฟ้าเงียบเหงาเคยเปล่าเปลี่ยว
กลับเลื่อนรูปจนเห็น .. คล้ายเส้นเกลียว-
ของสายใยพันเหนี่ยว .. รูปเรียวนั้น

O แล้วค่ำก็ถูกกลืนด้วยคลื่นดาว
จนห้วงหาวไกลลิบกระพริบสั่น
แล้วลมก็ร้องร่ำเสียงรำพัน-
เพื่อโอบขวัญอบร่ำ .. ด้วยคำชาย

O เบื้องไกลพู้นเวิ้งว้าง .. ที่กลางหาว
กลาดเกลื่อนดาวลอยดวงขึ้นช่วงฉาย
หลากสีสันท่ามกลางแสงพร่างพราย
ก็เพียงหมายแสงช่วง .. ของดวงเดียว !

 

ผู้แสดงความคิดเห็น บุศย์น้ำเพชร วันที่ตอบ 2012-10-15 21:25:48


ความคิดเห็นที่ 2 (2308343)

                 เคยติดตามอ่านงานของท่าน สดายุ ในวรรณประทีป แล้วรู้สีกทึ่ง รัก และศรัทธา เมื่อเห็นชื่อในเว็บบอร์ดนี้ก็เลยรีบคลิกเข้ามาอ่าน

แล้วก็ไม่ผิดหวัง งานวรรณศิลป์ในขนบหาผู้สืบทอดได้น้อยลง  แต่ท่านสดายุกลับรับภารกิจนี้ไปทำชนิดได้ดีเกินคาด ไม่แพ้บรรพกวีเลย

จีงโล่งใจว่าความมหัศจรรย์ทางภาษาตามแบบแผนยังคงอยู่ งานที่มีคุณค่าของท่นสดายุหลายชิ้น ควรเสนอกระทรวงศีกษาธิการบรรจุลงใน

หลักสูตรเรียนของเยาวชนเป็นอย่างยิ่ง หากท่านใดซี่งมีพลังทางสังคมเข้ามาอ่านเจอ

                และยิ่งทึ่งมากขี้น เมื่ออ่านประวัติท่านสดายุ ทราบว่าเป็นวิศวกร สาขาที่เรียนเป็นวัตถุนิยมขนาดนั้น ไม่น่าเชื่อว่าจะมีจิตใจละเอียด

อ่อนงดงามได้ขนาดนี้ แถมยังลีกซี้งในพุทธธรรม และประวัติศาสตร์ อย่างไม่น่าเชื่อว่านี่คือวิศวกร ทีนี้เชื่อแล้วละครับว่ามนุษย์คนหนึ่งมีได้

หลายมิติจริงๆ

                แปลกใจนิดหนี่งเหตุใดลีลาสำนานกลอนของท่าน สดายุ จึงคล้ายกับของ ท่าน บุศย์น้ำเพขร มาก คล้ายมาก จน

เหมือนเลยละครับ                                                                                                    

ขอสมัครเป็นสาวกครับ

                                                                                                                          

ผู้แสดงความคิดเห็น นายเงา วันที่ตอบ 2012-10-16 13:50:57


ความคิดเห็นที่ 3 (2308378)

คุณนายเงาครับ

สองชื่อ เป็นคนคนเดียวกับ .. ผมลองใช้ชื่ออื่นบ้างเท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตาม คำกล่าวชมทั้งปวงมิกล้ารับ

ผมเขียนเพราะรู้สึกสนุกกับการได้ใช้ฉันทลักษณ์สื่อเรื่องราวที่ต้องการออกมา

เป็นความเพลิดเพลินใจที่ได้"ทำอะไรสักอย่าง" ในยามว่างจากงาน

แล้วมันก็ติดพันนุงนังมาจนบัดนี้แหละครับ ..

อีกอย่างผมไม่ได้เน้นว่าต้องมีเนื้อหาสาระอะไรมากมาย .. ไม่ได้ต้องการสะท้อนสังคมอะไรพรรค์นั้น .. เขียนตามความพอใจเป็นใหญ่ .. เพียงแต่บางเรื่องเช่นการเมือง เนื้อหาค่อนข้างแรงไปหน่อย คงไม่เอามาลงในที่นี้ครับ

คุณนายเงา ผ่านไปที่บล็อคก็แวะพูดคุยทักทายได้ครับ

ยินดีมากครับที่เยี่ยมเยียนทักทายกัน

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น สดายุ วันที่ตอบ 2012-10-16 16:10:52


ความคิดเห็นที่ 4 (2308392)

ดีนะที่เข้ามาเฉลยทัน

 

เกือบเม้นไปว่าสดายุมีสองเพศ ๕๕๕

 

ผลงานเยี่ยมยอดมาก อยากอ่านรวมเล่มบ้างนะ จะมีไหม? 

ผู้แสดงความคิดเห็น แค่กรรมกรที่ผ่านทางมา วันที่ตอบ 2012-10-16 18:02:20


ความคิดเห็นที่ 5 (2308399)

 

      คือหยาดเพชรประดับขวัญวรรณศิลป์

ชื่นฉ่ำจินตนาการร่วมสานเสริม

อรรถรสลีลามาต่อเติม

ช่วยพูนเพิ่มผลงานตระการยล            

     เปี่ยมคุณค่าจารจดปรากฏประจักษ์ 

ฉันทลักษณ์เพียบพร้อมน้อมนำผล 

ร่ายบรรเลง เพรงกาล ผ่านใจชน

น้อมจิตดล รัก ศรัทธา สดายุ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ราชาวดี วันที่ตอบ 2012-10-16 18:55:25


ความคิดเห็นที่ 6 (2308409)

 

คุณกรรมกร

ผมไม่ใช่นักเขียนครับ

เขียนเอามัน .. อย่างเดียว 55

อ่านได้ที่บล็อคครับ

 

 

 

คุณราชาวดี

ยินดีนักแล้วที่มาลงกลอนทักทายกันอีกครั้ง

 

บทนี้

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sdayoo&month=03-2011&date=04&group=41&gblog=21

เขียนให้แก่พระสุปฏิปันโน ในวาระที่ท่านสิ้นอายุขัยครับ

 

O แด่...อริยะภาวะ....O
 

O แล้วดวงดาวอีกดวงก็ร่วงหล่น
ร่วงลงบน..อนิจจังแห่งสังขาร
ให้ผู้คนจดจำเป็นตำนาน-
ผู้ล่มลาญวงวัฏฏ์..ล้างอัตตา

O อีกภาพการหล่นร่วง..ใต้ดวงสูรย์
เพรียกโอดอื้นอาดูร..เพียบพูนหน้า
ละภาพผ่านเลื่อนลั่นในสัญญา
ล้วนคุณค่าแนบในหัวใจชน

O สิ้นภพชาติ..บรรดาเคยปรากฎ
เพียงกำสรดโศกปวง..ค่อยร่วงหล่น-
ลงทับถมอาลัย..ของใจคน-
ผู้ยังวนเวียนว่าย..เมื่อปลายวัน

O ภาพรูปองค์บรรทมกลางร่มไม้-
พร้อมอาลัยอาดูรเพียบพูนขวัญ-
ผู้แวดล้อมโหยไห้กลางไพรวัลย์-
ก็ฉับพลัน..วาบสู่ให้รู้คิด

O ว่า..ย่อมคืออนิจจังแห่งสังขาร
ที่ล่มลาญดับล่วง..พร้อมดวงจิต
ตามกฎเกณฑ์ท่วงทีของชีวิต
ด้วยเกินบิดเบือนเบี่ยง..หรือเลี่ยงพ้น

O จึง..ภาพธรรมในกาลเมื่อผ่านช่วง
คือภาพยามชีพปวง..นั้นร่วงป่น
ภาพ..ใบไม้ร่วงตกพลิ้ว..วก-วน
ต่างฤๅภาพตัวตน..เมื่อหล่นคว้าง ?

O ใบไม้หล่นคว้างปลิว..พลิก..พลิ้วรูป
ลมผ่านวูบ..เรียวใบร่อนไปห่าง
กลางแวดล้อมเปล่าเปลี่ยว..ในเที่ยวทาง
กลาดเกลื่อนใบไม้บาง..ก็วางตน

O กลางรูปธรรมเงียบเหงา..ความเปล่าเปลี่ยว-
ย่อมกรากเชี่ยวกำลัง..ทุกครั้งหน
ใบไม้ร่วงทับถม..สายลมบน-
ก็พาวนเวียนไหวอยู่ในยาม

O นั่น...หล่นพลิ้วพลิกคว้าง..อีกบางใบ
หล่นรูปให้น้อมนำสู่คำถาม
ที่..รอบกาลโหมรุก..เข้าคุกคาม
ใครเล่าอาจหักห้าม..ได้ตามใจ

O อีกแล้ว-อีกบางใบ..ร่วงในที่
ด้วยท่วงทีเฉกกัน..เช่นนั้นได้
อีกหนึ่ง-รอบ..หล่นคว้าง..ของบางใบ
ทุกหนึ่งนั้น..เช่นในหัวใจเรา

O หล่นรูปร่วงแผ่ราบ..ระนาบดิน
เพื่อยอกลิ่นสร้อยโศก..สุมโลกเหงา
สิ้นสุดปลายเส้นทาง...เพียงร่างเงา-
เหลืออยู่เฝ้าดินต่ำ..เป็นธรรมดา

O หล่นร่วงแห่งดวงแก้ว..ครั้งแล้ว-เล่า
จนความเปล่าเปลี่ยวห้อม..เข้าล้อมหา
นานแค่ไหน-หล่นคว้าง..อาจร้างลา
หรือ - กี่กาละจะพ้น..การหล่นลง

O ชั่วเพียงสิ้นโบกบ่ม..จากลมร่ำ
ก็ตอกย้ำ..ลำดับ..การรับส่ง
มองเห็นไหม...ช่องว่างที่กลาง-วง
หรือมั่นคงก้านขั้ว..ของตัว-ใบ ?

O ฤๅจะยังหล่นคว้าง..ณ กลางหน
ที่ว่างจน..ลับล่ม..แรงลมไหว
ที่อาจหล่นร่วมวิถี..จะมีใด
ก็เพียงใจ..ว่าง-วนของตนเอง

O พญาโศกคร่ำครวญ..เสียงหวนไห้
แทนอาลัยเศร้าสร้อยที่ค่อยเบ่ง-
บานภาวะสุมสั่ง..กลางวังเวง
เพื่อฉุดเร่งอารมณ์..สู่ตรมตรอม

O ศัพท์เสียงความคร่ำครวญ..ก็ล้วนแต่-
ตอบรับความผันแปร..ที่แห่ห้อม
กลางสายลมโรยริน..ผู้ยินยอม-
เข้าแวดล้อมอาดูร..เพียบพูนแล้ว !

O แล้วอีกดาวแสงช่วงกลางห้วงหน-
ก็ร่วงหล่นลับล่มกลางลมแผ่ว
ตรึงวาท, วัตรผ่องใสอยู่ในแวว-
ตาคู่วามผ่องแผ้ว..ทุกแววตา

O ร้างสิ้นโบสถ์เจดีย์..ในที่นั้น-
จักเสกสรรค์ปั้นแต่งสำแดงค่า
ยินแต่ถ้อย..แห่งธรรมผู้สัมมา-
ประพฤติ..ปฏิปทา..ค้ำคาใจ

O แทนเชิงชั้นงามลออ..ของช่อฟ้า
คือศรัทธาปวงชนค่อยล้นไหล-
ลงแวดล้อมวัดป่า..หลวงตา, ใน-
กาลสมัยรูปขันธ์..จักอันตรธาน

O ล้วนคือหลักแห่งธรรม..ชี้นำทาง
ให้ยกย่างเหยียบก้าว..อย่างห้าวหาญ
คือองค์ธรรมรั้งฉุด..แต่พุทธกาล-
ฉุดวิญญาณตื่นรู้..น้อมสู่ธรรม !

 

ผู้แสดงความคิดเห็น สดายุ วันที่ตอบ 2012-10-16 20:08:49


ความคิดเห็นที่ 7 (2308514)

ขอแสดงความเคารพในความลึกซึ้งถึงประวัติศาสตร์และธรรมะของคุณสดายุ (บุศย์น้ำเพชร) เป็นอย่างยิ่ง  นับเป็นอุดมคติทางฉันทลักษณ์ อันแฝงไว้ด้วยความหมายอย่างบริบูรณ์  ขอแสดงความชื่นชมในความสามารถอันเอกอุ และขอยึดถือเป็นแบบอย่างครับ 

ผู้แสดงความคิดเห็น ปุณณมี วันที่ตอบ 2012-10-17 09:59:17


ความคิดเห็นที่ 8 (2308543)

                       ดูจากบริบทต่างๆแล้ว ท่านสดายุน่าจะมีความรู้อีกหลายด้าน เนื่องจากพื้นฐานเป็นคนเรียนเก่ง (มิฉะนั้นคงไม่สามารถสอบเข้า

วิศวะได้) เมื่อบวกกับความใฝ่รู้แล้ว จึงชี้ได้เลยว่าที่นำมาถ่ายทอดเป็นบทกวีนั้นคือเศษเสี้ยวเดียวของความรู้ทั้งหมดที่มี  จึงอยากให้ท่าน

แสดงความรู้ด้านอื่นๆ ผ่านงานวรรณศิลป์ นอกเหนือจากประวัติศาสตร์ และพุทธปรัชญา บ้าง เช่น ทางวิทยาศาสตร์  พวกดาราศาสตร์ ชีวะ

เคมี ฟิสิกส์ หรือสายช่างที่ท่านเรียนมา นำมาประยุกต์ผ่านงานวรรณศิลป์ คงจะดูน่าตื่นตาตื่นใจไม่น้อย และจะเป็นวิทยาทานชั้นเลิศเลยที

เดียว

                     อ้อ   ลืมตั้งข้อสังเกตอีกเรื่องหนี่ง ท่านสดายุ คือผู้แตกฉานภาษาไทย ระดับนักอักษรศาสตร์ต้องอาย

ผู้แสดงความคิดเห็น นายเงา วันที่ตอบ 2012-10-17 11:23:17


ความคิดเห็นที่ 9 (2308553)

 

อ่านเพลินยิ่งนักขอรับท่าน


ขอน้อมคารวะจากใจ

"ทรชนบ้านนอก"

ผู้แสดงความคิดเห็น ทรชนบ้านนอก วันที่ตอบ 2012-10-17 11:56:23


ความคิดเห็นที่ 10 (2308741)

 

          สดับถ้อยร้อยเรียงเพียงภาพลักษณ์

แจ้งประจักษ์พุทธธรรมนำสร้างเสริม

อรรถรสอักษรามาต่อเติม

ช่วยพูนเพิ่ม แด่ ...อริยะภาวะ ตระการ

          ประกายกานท์ประทับในหทัยถวิล

วรรณศิลป์งามงดพจน์ขับขาน

นำเสนอคมคำเป็นตำนาน

เพื่อสืบสานคุณค่าภาษาไทย

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ราชาวดี วันที่ตอบ 2012-10-17 19:38:33



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.