ReadyPlanet.com


อาลัย อาวรณ์


[อาลัยอาวรณ์]
 
๐ ตะวันรอนอ่อนแสงยามแลงค่ำ
นั่งดื่มด่ำฉ่ำฤดีตรงที่เก่า
เหนื่อยกับงานการก่อท้อจริงเรา
ปลดปล่อยเศร้าเหงาทรวงห้วงอารมณ์
 
๐ ยิ้มละเมียดละไมเติมไออุ่น
หอมละมุนกรุ่นกลิ่นเหล้าเคล้าผสม
ดุจน้ำทิพย์หยิบจากฟ้ามาเชยชม
รสชาติขมกลมกล่อมย้อมวิญญาณ
 
๐ คำบุราณหวานเป็นลมขมเป็นยา
ฤทธิ์สุรายากระษัยใช้ผสาน
คนอกหักรักษาแผลแก้อาการ
ลืมนงคราญผู้หาญหักรักระทม
 
๐ สิบปากว่าอย่าเชื่อเมื่อพบพักตร์
รักสลักปักอุราเป็นยาขม
จากหวานชื่นคืนวานเก่าเฝ้าจอมจม
สุขเสพสมล่มสลายตายทั้งเป็น
 
๐ ดังยาพิษปลิดวิญญาณ์ฆ่าสังหาร
ทรมานซานซมขมรักเข็ญ
ใจฮำฮอนอ่อนล้าเพลาเย็น
ก็ยังเป็นเช่นคนเก่าผู้เมามาย
 
๐ ลมหายใจไหลรวยรินแทบสิ้นลม
เศร้าระทมขมขื่นไห้ใจสลาย
หยดน้ำตาปร่ารินรดรันทดกาย
แม้นสุดท้ายพ่ายแพ้แต่มิยอม
 
๐ สิ้นทุกอย่างอ้างว้างสุขจางหาย
คล้ายว่ากายตายทั้งเป็นลำเค็ญพร้อม
สู้ดิ้นรนบนถนนจนตรมตรอม
ทุกข์ห่มห้อมตรอมวิญญาณเลือดซ่านกาย
 
๐ ไร้เรี่ยวแรงแผลงฤทธิ์ประสิทธิ์ประสาท
สุดอนาถชาติเสือเมื่อแพ้พ่าย
ถือศักดิ์ศรีภักดีมั่นตราบวันตาย
คงความหมายเชิงชายไว้ในแผ่นดิน
 
๐ ลมหายใจไหลอยู่ก็สู้ต่อ
มิได้ท้อต่อชะตาฟ้าดูหมิ่น
พรหมลิขิตกีดกั้นจนฉันชิน
ภูผาหินดินเทียมฟ้าข้ามิกลัว
 
๐ ดินกลบหน้าน้ำตาหยดรดผืนดิน
จิตถวิลบินท้าฟ้าสลัว
มืดอำพรางทางเบื้องหน้ายังพล่ามัว
หยุดพักมองตรองตัวเองวังเวงจินต์
 
๐ เหนื่อยมานานซานซมหลงจมปลัก
ทั้งเรื่องรักหนักงานร้าวรานสิ้น
รอยตราบาปสาปฝังขังชีวิน
จักดับดิ้นวิญญาณ์ ณ คราใด
 
๐ ใครกันเล่าเข้าใจในตัวข้า
เยี่ยงคนบ้าชะตาหักถูกผลักไส
ซดน้ำเหล้าเกลากล่อมย้อมฤทัย
เศร้าอาลัยในรักลวงดวงชีวัน
 
๐ กลอนน้ำเมาขี้เหล้าเขียนเกรียนที่สุด
เตะสะดุดจุดหมายท้าทายฝัน
เขย่าขวดจำอวดเล่นประเด็นมัน
มากเรื่องเก่าเล่าขำขันประชันความ
 
๐ เทพขี้เมาเกลากลอนอักษรสาน
ร้อยขับขานงานศิลป์ถิ่นสยาม
บทประพันธ์สรรค์สร้างอ้างนิยาม
มิลือนามตามปราชญ์ชาติกวี
 
๐ มิเหนียมอายขายหน้าข้าก็ช่าง
มองมุมต่างอย่างเข้าใจในศักดิ์ศรี
รูปก็หล่อพ่อปั้นมาหน้าดูดี
ถ้อยพาทีมีเชิงชั้นขั้นเทพเมา
 
๐ ถอยรุกรับขยับสู้อยู่ทุกวัน
เพียรขยันหมั่นทอกรอเสลา
หอมรวยรินกลิ่นสุรายาบรรเทา
ช่วยกล่อมเกลาทุกเช้าเย็นเป็นอาจิณ
 
๐ รสเมรัยไสขัดบำบัดจิต
ปลุกชีวิตนิมิตฝันปั้นศาสตร์ศิลป์
หยาดน้ำทิพย์สิบชั้นฟ้ามาสู่ดิน
ย้อมดวงจินต์สิ้นอาวรณ์กลอนเฮฮา
 
๐ ร่ายเรื่องรักหนักอกวิตกทุกข์
เจ็บจนจุกอุกอั่งนั่งโหยหา
หยดน้ำตาร้อยห่าหาบอาบอุรา
กี่ครั้งคราข้ารันทดสลดใจ
 
๐ บทละครย้อนชีวิตลิขิตเขียน
สลับเวียนเปลี่ยนฉากลากถูไถ
ลูกชาวนาข้าแผ่นดินถิ่นเมืองไทย
เป็นบ่าวไพร่ไทรากหญ้าอย่าลืมตัว
 
๐ ต่างผู้ดีศรีสยามงามแต่เปลือก
ใต้รองเกือกเสือกไสว่าไพร่ชั่ว
สุดระทมขมขื่นคืนหมองมัว
ฟ้าคุ้มหัวกลัวอะไรใครก็ตาย
 
๐ บทสุดท้ายมิอายฟ้ากล้าสู้ดิน
ตราบชีพสิ้นกลิ่นเมรัยไม่จางหาย
ทำความดีพลีอุทิศทั้งจิตกาย
ฝากเชิงชายลายสือไว้ในแผ่นดิน
 
๐ ผืนแผ่นฟ้าใต้หล้าสุธาธาร
ต่างพบพานผ่านผันกันทั้งสิ้น
เกิดแล้วดับลับลาจนชาชิน
สมถวิลโผผินจากพลัดพรากไป
 
๐ จันทร์ส่องแสงส่องใจในค่ำคืน
สุดสะอื้นสะเทือนสั่นสุดหวั่นไหว
จันทร์ร่ำไห้ร่ำร้องห้องห้วงใจ
สุดอาลัยอาวรณ์ช้ำสุดกล้ำกลืน
 
๐ คืนระทมระบมทรวงบ่วงรักร้าย
เมื่อรักพ่ายรักตอกย้ำจำทนฝืน
เสียน้ำตาน้ำใจนางร้างแรมคืน
แม้นยามตื่นยามหลับอาภัพจริง
 
๐ เหม่อมองฟ้ามองดาวสกาวพร่าง
คิดถึงนางถึงหน้าน้องสมปองหญิง
รักแรกพบแรกสบตาน่าแอบอิง
หมายพักพิงพักรักไว้ในใจนาง
 
๐ เป็นคู่ซ้อนคู่ชีวันขวัญชีวา
อ้อนวอนฟ้าวอนดินเป็นสินจ้าง
สุขสมหวังสมรักสลักวาง
เป็นคู่สร้างคู่สมอย่าตรมตรอม
 
๐ รักผูกพันผูกเราสองประคองรัก
หอมนวลพักตร์นวลนางสิปางหอม
ดอมกลิ่นเจ้ากลิ่นเนื้อนวลชวนดมดอม
จันทร์กระพ้อกระจ่างพร้อมห้อมเจ้าจันทร์
 
๐ รอยรักเก่ารักเราสองต้องจำจาก
เขามาพรากมาเป็นหนามหยามใจฉัน
ลบความเหงาความเศร้าเราผูกพัน
เก็บฝากฝันฝากจันทราเพื่อนข้าที
 
๐ โอ้เจ้าจันทร์เจ้าช่วยอวยพรข้า
สมรักสมปรารถนาเถิดครานี้
ความขุ่นข้องขุ่นเคืองใดในชีวี
คลายหมองเศร้าหมองฤดีที่คลุมเครือ
 
๐ ดินก่อกำเนิดเกิดเรือนร่าง
สรรพสิ่งจริงต่างอ้างว้างเหลือ
เกิดแล้วดับกับมายาหาจุนเจือ
หลงภาพเงาเน่าเนื้อหนังมังสากาย
 
๐ น้ำไหลเวียนเปลี่ยนถ่ายเลือดกายพล่าน
สีแดงฉานซ่านรวยรินกระสินธุ์สาย
เหม็นคูถหนองกองขยะเป็นประปราย
เทระบายถ่ายทิ้งสิ่งไม่ดี
 
๐ ลมแปรปรวนรัญจวนเศร้าเหงาโศก
พัดโบยโบกโลกกระแสแลวิถี
ความมืดหม่นระคนหมองของชีวี
สิ่งเลวร้ายมากมายนี้ที่อารมณ์
 
๐ ไฟเผาไหม้ในกายคายไออุ่น
ปลุกกระตุ้นฉุนเฉียวเคี่ยวเพาะบ่ม
ถ่อสังขารวิญญาณอันซานซม
เอาสติดำริข่มคมปัญญา
 
๐ อันธาตุสี่ที่รู้เป็นครูฝึก
แก่นผลึกสำนึกไว้ใคร่ศึกษา
สรรพสิ่งจริงแท้แค่มายา
อนัตตาหาจีรัง ฤา ยั่งยืน
 
๐ ดังแก้วเปล่าเหล้าเติ่มเพิ่มสีสัน
จิตผูกพันสัญญามิกล้าฝืน
รักตามติดคิดยึดมั่นทุกวันคืน
จึงชอกช้ำกล้ำกลืนขมขื่นใจ
 
๐ แม้นแก้วใสใบเปล่าไร้เหล้าเติม
เป็นดังเดิมเริ่มแรกจะแปลกไหม
สละทิ้งทุกสิ่งอย่างปล่อยวางไป
ก็สิ้นไร้ในกองทุกข์พบสุขเอย
 
ขอน้อมคารวะจากใจ
ทรชนบ้านนอก
๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๘


ผู้ตั้งกระทู้ ทรชนบ้านนอก :: วันที่ลงประกาศ 2015-07-01 01:10:19


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.