ReadyPlanet.com


สวัสดิการที่ดีเกินไปคือคอร์รัปชั่น ขาด CSR


 

สวัสดิการที่ดีเกินไปคือคอร์รัปชั่น ขาด CSR
 
ดร.โสภณ พรโชคชัย
www.facebook.com/pornchokchai
 
            เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2553 ผมไปร่วมงานนิทรรศการของการสัมมนานานาชาติเรื่องคอร์รัปชั่น (the 14th International Anti-Corruption Conference) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งจัดโดยสำนักงาน ปปช. ที่ผมได้รับเชิญให้ไปบรรยายเป็นระยะ ๆ นั้น  ผมได้ข้อคิดอย่างหนึ่งว่า ‘สวัสดิการที่ดีเกินไปคือคอร์รัปชั่น ขาด CSR’
            บางท่านอาจจะงงว่าสวัสดิการที่ดีเกินไปเกี่ยวอะไรกับ CSR (Corporate Social Responsibility หรือความรับผิดชอบต่อสังคมของวิสาหกิจ) เพราะนึกว่า CSR คือการอาสาทำดีกับสิ่งแวดล้อมและสังคมเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริง ประเด็นหลักของ CSR ก็คือ การมีวินัยไม่ข้องแวะกับการคอร์รัปชั่นหรือการโกงกิน 
            สวัสดิการที่ดีเกินไปย่อมเป็นต้นทุนที่สูง ส่งผลเสียโดยตรงต่อผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น ผู้ถือหุ้นทั้งหลายโดยเฉพาะผู้ถือหน่วยลงทุนรายย่อยในกรณีบริษัทมหาชน ตลอดจนผู้บริโภคเพราะต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นนั่นเอง
            เราคงเคยได้ยินว่าสายการบินบางประเทศ ให้สิทธิอดีตแอร์โฮสเตสที่ลาออกไปแล้ว ขึ้นเครื่องบินข้ามทวีปเกือบ 20 ชั่วโมงโดยเสียค่าธรรมเนียมเพียง 500 บาท จากค่าโดยสารที่เก็บตามอัตราปกติราว 50,000 บาท โดยแจ้งล่วงหน้าเพียงวันเดียวก็ได้ที่นั่งแล้ว  ถ้าหากเป็นอดีตกัปตันที่ลาออกแล้ว ก็เสียค่าธรรมเนียมไม่เกิน 1,000 บาท แถมได้นั่งชั้นธุรกิจราคา 130,000 บาท
            กรณีอย่างนี้ เมื่อมีผู้ไปใช้ (อภิ) สิทธิ์กันมาก ๆ รวมทั้งสมาชิกครอบครัวอีกต่างหาก อาจคิดเป็นเงินไม่รู้กี่สิบล้านบาทที่สูญเสียไปในแต่ละปี  เงินเหล่านี้ควรเอามาแบ่งให้ผู้ถือหุ้นเป็นเงินปันผล แบ่งให้พนักงานทั่วไปเป็นโบนัส แบ่งให้ผู้บริโภคเป็นส่วนลด หรือแบ่งให้สังคมเป็นการคืนกำไร จะดีกว่าไม่น้อย
            นอกจากนี้เรายังคงเคยได้ยินวิสาหกิจขนาดใหญ่ในบางประเทศให้พนักงานใช้สาธารณูปโภคที่ตนเองเป็นผู้ผลิตขึ้นในราคาถูกหรือฟรีกันแทบไม่ต้องยั้ง  อย่างนี้ผู้ถือหุ้น และผู้บริโภคเดือดร้อน เพราะต้องแบกรับภาระมากมาย   สุดท้ายพนักงานเหล่านี้กลายเป็นอภิสิทธิ์ชนที่กีดขวางการพัฒนาประเทศ ไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงให้สังคมดีขึ้น แต่ตนเองขาดอภิสิทธิ์
            จะสังเกตได้ว่าวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่มีกำไรงาม ๆ ในบางประเทศ มักจะแบ่งผลประโยชน์มาให้พนักงานได้ ‘เสพสุข’ กันอย่างเต็มอิ่ม  ในแง่หนึ่งเป็นการ ‘ปิดปาก’ ไม่ให้พนักงานก่อหวอดในเรื่องที่กระทบต่อการโกงกินในระดับสูง  ถือเป็นการโกงกินแบบ ‘บุปเฟต์’ หรือแบบทั่วถึง ‘ตามลำดับขั้น’
            วิสาหกิจขนาดใหญ่ในบางประเทศ อาจสร้างที่จอดรถใหญ่โตไว้ให้พนักงานจอดรถ คงกลัวสีรถพนักงานเสียหาย  แต่สำหรับลูกค้าผู้มีอุปการคุณกลับให้จอดกลางแดด  สู้เทสโก้โลตัสไม่ได้ที่เขาทำที่จอดรถให้ลูกค้าอย่างเพียงพอและยังทำตะแกรงหลังคาให้ลูกค้าอีกด้วย  นอกจากนี้วิสาหกิจขนาดใหญ่หลายต่อหลายแห่งยังปรนเปรอผู้บริหารระดับสูงด้วยงบประมาณ ‘เลี้ยงดูปูเสื้อ’ กันอย่าง ‘อิ่มหมีพีมัน’  แม้แต่เงินติดกันเทศน์ยังมีงบประมาณจัดหาให้หรือเบิกได้!
            การโกงกันจนเป็นปกติวิสัยก็เห็นได้จากการที่ข้าราชการระดับสูงในบางประเทศ ได้รับสิทธิ์ไปนั่งในคณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ  บางคนถ่างนั่งหลายเก้าอี้  ซึ่งแค่นั้นก็ไม่รู้จะ ‘อู้ฟู่’ จากเบี้ยประชุมและอภิสิทธิ์อื่น ๆ กันขนาดไหนแล้ว  รัฐวิสาหกิจบางแห่งกำหนดกรรมการได้ใช้บริการของรัฐวิสาหกิจไปตลอดชั่วชีวิตแม้จะพ้นจากตำแหน่งแล้วก็ตาม
            อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือเรื่องรถประจำตำแหน่ง จะเห็นได้ว่า กรรมการและผู้บริหารของหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือบริษัทมหาชนใหญ่โตบางประเทศ ได้งบซื้อรถประจำตำแหน่งราคาหลายล้านบาท  นี่ยังไม่นับรวมค่าซ่อม ค่าน้ำมันที่ ‘ซด’ กันมหาศาลต่างน้ำ
            นอกจากนี้ในเวลาเดินทาง  บิ๊ก ๆ ทั้งหลายยังได้ตั๋วเครื่องบินชั้นธุรกิจ และโรงแรมชั้นหนึ่ง กลายเป็นอภิสิทธิ์ชน  จะสังเกตได้ว่าผู้บริหารรัฐวิสาหกิจบางประเทศ บินไปไหนต่อไหนบ่อยจนเสมือนการทำงานที่รัฐวิสาหกิจนั้นเป็นงานอดิเรก  ทุกวันนี้คงหาใครได้ยากที่จะใจแข็งถอนตัวจากอภิสิทธิ์มหาศาลเหล่านี้  เพราะต่างถือหลัก ‘น้ำขึ้นให้รีบตัก’ หรือ ‘T Who T It’ (ทีใครทีมัน)
            บางท่านอาจสงสัยว่า ทำไมวิสาหกิจขนาดใหญ่จึง ‘ปรนเปรอ’ พนักงานได้อย่าง ‘น่าอิจฉา’  ทั้งเงินเดือน สวัสดิการ โบนัสและอื่น ๆ ที่สูงกว่าวิสาหกิจทั่วไป  เรื่องนี้คงไม่ใช่เพราะผู้บริหารของวิสาหกิจเหล่านั้นมีความเก่งกล้าสามารถเหนือมนุษย์ที่ตรงไหน  แต่เป็นเพราะวิสาหกิจเหล่านั้นเป็นวิสาหกิจ (กึ่ง) ผูกขาด เช่น สาธารณูปโภค สถาบันการเงิน หรือเป็นวิสาหกิจที่ได้รับสัมปทานจากรัฐ เป็นต้น
            วิสาหกิจเหล่านี้อาศัยต้นทุนที่ต่ำจากสถานะ (กึ่ง) ผูกขาดหรือจากการขุดทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ ทำให้ได้กำไรงาม จึง ‘โยน’ ผลประโยชน์มาให้พนักงาน  อย่างไรก็ตามจะสังเกตได้ว่าพนักงานของวิสาหกิจเหล่านี้ไม่ใช่ปัจจัยการผลิตหลักเลย  ปัจจัยการผลิตหลักกลับเป็นอสังหาริมทรัพย์ เครื่องจักร หรือกระทั่งใบอนุญาตหรือสัมปทานต่างหาก  พนักงานอภิสิทธิ์ชนเหล่านี้จึงเป็นแค่ ‘เบี้ย’ เท่านั้น
            อาจสรุปได้ว่าการกระทำในทำนองโกงเช่นนี้ นอกจากไม่อาจสร้างแบรนด์ให้กับวิสาหกิจแล้ว ยังเป็นการกัดกร่อนทำลายแบรนด์ของตนเอง  สังคมสูญเสียความเชื่อมั่น  ทำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้รับความเสียหาย เงินปันผลก็อาจไม่ได้รับ หรือได้รับไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ที่สำคัญผู้บริโภคก็ต้องแบกรับภาระมากขึ้น เป็นต้น
            ดังนั้นต่อให้วิสาหกิจเหล่านี้ทำกิจกรรม CSR ประเภทอาสาทำดี ช่วยเหลือสังคม ปลูกป่า บริจาคกันเป็นบ้าเป็นหลังอย่างไร ก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น นอกจากเป็นเพียงการ ‘แก้ผ้าเอาหน้ารอด’ ‘ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ’ หรือกระทั่ง ‘ลูบหน้าปะจมูก’ หรือกลายเป็นการสร้างโอกาสให้กับผู้บริหารวิสาหกิจนั้น ๆ ได้สร้างชื่อเสียงเพื่อปูทางสู่การเมือง หรือสู่การมีสถานะชั้นสูงในสังคม
            วิสาหกิจทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในทุกประเทศที่จะเติบโตอย่างยั่งยืนและมี CSR จึงต้องแก้ไขปัญหาการโกงในมิติของการให้สวัสดิการที่เกินพอดีนั่นเอง
 


ผู้ตั้งกระทู้ sopon (sopon-at-thaiappraisal-dot-org) :: วันที่ลงประกาศ 2010-12-17 11:35:02


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (2137973)

.

ท่าน ดร.ครับ

    ไม่ทราบความประสงค์ของท่านในการที่มาโพสต์ข้อความ ท่านต้องการเพียงแค่เล่า หรือ แสดงตัวว่าเป็นคนเล่า หรือ ต้องการให้สังคมดีขึ้น หรือ อย่างไร กันแน่ครับ

    อ่านแล้วก็รู้สึกว่าท่านเพียงแค่ "แสดงหลักฐานว่าได้พูดอะไรไว้เท่านั้น" แต่ไม่ได้เห็นเลยว่าท่านต้องการให้เกิด "การเปลี่ยนแปลงในทางทีดีของบ้านเมือง" แต่ประการใดเลย

  ดูคล้ายๆ กับว่าต้องการเพียง "เข้ามาแสดงว่าได้พูด" เท่านั้น

    ท่านเป็นถึง ดร. ท่านมีสิ่งใดบ้างที่จะบอกแก่สังคมนี้ว่า "ท่านต้องการแก้ไข" และ "ท่านต้องการแก้ไข" และ "ท่านเสนอแนะทางแก้ไข" ไม่ใช่แค่เพียง "แค่ต้องการแสดงตัวว่าพูดอะไรไว้" เท่านั้นน่ะ

    ทำอย่างไรบ้านเมืองจะดีขึ้น คงไม่ใช่แค่เพียงเข้ามาแสดงตัวว่าพูด มันต้องมากกว่านี้ เช่น "บ้านเมืองจะดีได้อย่างไร" และ "ท่านจะทำอย่างไรกับสถานการณ์ที่ท่านพูดมานี้"

     ถ้าท่านสังเกตุให้ดีจะพบว่าไม่มีใครสักคนแสดงความคิดเห็นต่อกระทู้ของท่านเลย ผมว่าพวกเขา "คงกำลังงง" และ "กำลังสงสัย" ว่าท่านกำลังต้องการทำอะไรกันแน่น่ะ....

   ประเทศไทยจงเจริญ....

.

ผู้แสดงความคิดเห็น สงสารบ้านเมือง วันที่ตอบ 2010-12-19 21:25:33



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.