ReadyPlanet.com


ฉันทลักษณ์


 

● ในความหลากหลายของปรัชญารมณ์ระหว่างมรรคาชีวิต ข้าพเจ้าได้พบปะกับอาคันตุกะแห่งถ้อยคำและญาติมิตรทางจิตวิญญาณผู้เฝ้ามองกงล้อของกาลสมัย ลมหายใจของผู้คน ธรรมชาติ วัตถุธรรม และนามรูปต่างๆ...ผ่านความนิ่งสงบ กระทั่งโลกภายนอกได้ค่อยๆ เชื่อมโยงปฏิสัมพันธ์กับโลกภายในของข้าพเจ้าอย่างมีโยนิโสมนสิการ ข้าพเจ้าจึงพร้อมเป็นทางผ่านอีกทางหนึ่งของโลกใบเล็กๆ นั้น...
 
ฉันทลักษณ์
ศิวกานท์ ปทุมสูติ
 
ฉันทลักษณ์อาจนำเธอสำลัก
ถ้าเครียดขึงตึงนักจักเบื่อหน่าย
หากรู้ผ่อนรู้เพลาเบาสบาย
ยิ่งแยบคายเห็นคุณแห่งสุนทรีย์
 


ผู้ตั้งกระทู้ ศิวกานท์ ปทุมสูติ :: วันที่ลงประกาศ 2010-09-09 11:48:12


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (2105839)

แต่ตอนนี้พวกผมกำลังสำลักกระทู้คุณมากกว่า

 

ยิ่งทำเช่นนี้ คนเขาก็ยิ่งเอือมระอานะครับ คุณดอกสัก

 

เอ้ย! ไม่ใช่สิ คุณศิวกานท์

 

ปล. รอให้กระทู้ที่ผมชอบหายไปจากหน้าหลักเมื่อไหร่ เดี๋ยวก็ copy มาแปะเป็นกระทู้ใหม่ ง่ายจัง

 

ปล. ๒ ยืนยันอีก ๑ เสียงครับ ว่าจะอย่างไรก็ตาม จะรักในฉันทลักษณ์และร่วมสืบสานพลังทางภูมิปัญญานี้สืบ ๆ ไป

ผู้แสดงความคิดเห็น ครูห้องเช่า น่าคบ ไม่ตบแต่งจริต วันที่ตอบ 2010-09-09 12:03:27


ความคิดเห็นที่ 2 (2105845)

อายุบวร...คุณครูห้องเช่า

ผู้แสดงความคิดเห็น ศิวกานท์ ปทุมสูติ วันที่ตอบ 2010-09-09 12:13:27


ความคิดเห็นที่ 3 (2106745)

ฉัน-ทะ-ลัก ขยะรู้ที่สู้บ่ม
เสิร์ชสะสมจากเน็ตสำเร็จรี่
เติมกะโหลกกะลาเราดูเข้าที
แล้วระเบิดระบาดที่จะสะใจ

-ศาลายา-

ผู้แสดงความคิดเห็น ศาลายา วันที่ตอบ 2010-09-10 18:52:02


ความคิดเห็นที่ 4 (2107071)

อยากเห็นหนังหน้าคนที่ดูถูกดูแคลนฉันทลักษณ์แห่งร้อยกรองไทยจัง

 

ผู้แสดงความคิดเห็น วิฬาร์ วันที่ตอบ 2010-09-11 06:39:02


ความคิดเห็นที่ 5 (2107356)

บางอย่างไม่ต้องไปรู้ไปเห็นเขาหรอกคุณวิฬาร์ ปล่อยเขาไปตามธรรมชาติเถิด เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปเอง

ผู้แสดงความคิดเห็น มิ๊กกี้เม้าท์ วันที่ตอบ 2010-09-11 09:41:09


ความคิดเห็นที่ 6 (2107902)

 

ฉันทลักษณ์เป็นหลักพื้น          แนวทาง

หากปล่อยหรือปลดวาง             ซะแล้ว

ภาษาย่อมจืดจาง            รสชาด  ไปแฮ

เหมือนไก่ได้เพชรแก้ว           บ่รู้ค่าคุณ

 

ฉันทลักษณ์เป็นหลักพื้น.............ที่หยิบยื่นคืนค่าไทย

บางคนมิสนใจ........................เพราะยากไร้ในปัญญา

 

เกณฑ์กฎที่จดจาร......................จากวันวารที่ผ่านมา

หัวใจในคุณค่า.........................คือราคาฝ่าความเพียร

 

พวกไร้ในสมอง.........................ที่บกพร่องต้องติเตียน

ถึงเจ้าได้เล่าเรียน...................ปัญญาเขียนเกรียนสิ้นดี

 

เขียนได้ในฉันทลักษณ์.................เป็นพื้นหลักปักตรงที่

อย่าไหนอย่างไรมี.................ย่อมเขียนได้ในทุกทาง....

 

--ผู้ใดเขียนแบบฉันทลักษณ์ได้ย่อมเขียนรูปแบบขยะได้--

--แต่ผู้ที่เขียนในรูปแบบขยะยากจะเขียนในแบบฉันทลักษณ์ได้--

ถ้าท่านต้องการขยะไม่ต้องส่งลูกหลานเล่าเรียนหลอกเขียนอย่างไรมันก็เป็น...ขยะ

ผู้แสดงความคิดเห็น ส.ใส่เกือก วันที่ตอบ 2010-09-11 12:01:30


ความคิดเห็นที่ 7 (2107958)

.

       ฉันทลักษณ์สัมผัสห้วง ........... หฤทัย
รสชาติกล่อมอาลัย......................... หลากผู้
ภาษาสื่อสารสมัย .......................... เสมือนสวะ
ศิลป์ศาสตร์ขาดเรียนรู้ ...................ขาดรู้งานศิลป์ ฯ

- ศาลายา -

ผู้แสดงความคิดเห็น ศาลายา วันที่ตอบ 2010-09-11 14:36:58


ความคิดเห็นที่ 8 (2108038)

เดือนดลกรรดึกหล้า ชลาชล

ชลชลานองเนย น่านกว้าง

ท่วมมารคนทีจน ตาฝั่ง

นึกรำลึกไห้ช้าง ที่หั้นใครเห็น

....

โคลงดั้นจากทวาทศมาส ไม่เห็นตรงตามฉันทลักษณ์เลย ไม่เพราะ ๆ ๆ มีเอกโผล่มาที่คำว่า ท่วม ไม่เพราะ ๆ ๆ

ต้องอย่างนี้สิ

วันเอ๋ยวันนี้

เป็นวันที่ดีกว่าวันไหนไหน

เป็นวันที่ดีกว่าวันใดใด

วันไหนไหนไม่สำคัญเท่าวันนี้

เพราะเสียจริง สัมผัสนอกสัมผัสใน ครบตามกลอนแปด อย่างครูสุนทรภู่

ถ้ากลอนอย่างนี้ไม่เพราะ

 

เสียเจ้าราวร้าวมณีรุ้ง

มุ่งปรารถนาอะไรในหล้า

มิหวังกระทั่งฟากฟ้า

ซบหน้าติดดินกินทราย

 

กลอนอะไรเนี่ยไม่ตรงตามฉันทลักษณ์ ๓-๒-๓ เลย ไม่เพราะ ๆ

ฉันท์อย่างอินทรวิเชียรจะต้องลงครุ-ลหุแน่นอน อย่าง

เดินเดินดำเนินดง   สิลุพงก็หลงทาง

หลงเพลินถนนกว้าง บ่กำหนดหทัยแท้

 

ฉันท์บ้า ๆ อย่างเนี้ย ไม่เพราะ ๆ

ยองทองอันท่องท้อง ธรณีดูสระสม

เยื้องย่องมาชายชม สมเด็จท้าวเสด็จคลาย

ตายองอันดูยง และมาจงชรเมียงมาย

พระเนตรเพราพราย ยิ่งตายองก็อายตา

 

ฉันท์อะไรอย่างนี้มาอยู่ในสมุทรโฆษได้ไง แต่งไม่ถูก ๆ อ่านก็ไม่รู้เรื่อง หาว่าเราโง่หรือไงนะ

ต้องฉันทลักษณ์ถูกต้องสิถึงจะงดงาม เชิดชูความเป็นไทย ใครผิดฉันทลักษณ์นอกนั้นไม่ใช่ไทย

ผู้แสดงความคิดเห็น ประชดจริง ๆ วันที่ตอบ 2010-09-11 18:26:09


ความคิดเห็นที่ 9 (2108100)

 

เรียน ท่านผู้อ่านกระทู้ทุกท่าน
 
๑.ความเห็นทุกความเห็นแห่งสุภาพชนที่เปี่ยมด้วยปัญญาล้วนน่าสดับรับฟัง น่าถกแถลง เพื่อเพิ่มขยายพื้นที่ทางปัญญาอยู่ต่อไป...
 
๒.สำหรับบางความเห็นที่อาจหุนหันกับอารมณ์จนอาจแปลเจตนาของผมผิดไปบ้าง ก็ไม่เป็นไรครับ...ความที่อาจทำให้คิดคาดเกินกว่าเจตนาไปนั้น อาจเกิดจากความไม่สมบูรณ์ของกระทู้ของผมเองก็เป็นได้, แต่ใคร่เรียนว่าผมเองเป็นคนหนึ่งที่ใช้ฉันทลักษณ์อย่างเข้มข้นมาแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และไม่เคยหมิ่นแคลนบูรพกวี เพียงแต่ผมมี “ฉันทะในฉันทลักษณ์” อย่างเชื่อมโยงกับความมีชีวิตชีวาของภาษา อารมณ์ภาษา จังหวะจะโคนของคำและความ ตลอดจนบริบททางปัญญาด้วยเสมอ
 
๓.เพื่อยืนยันเจตนาจึงแนบ “กวีทัศนะ” อันเกี่ยวเนื่องกับเรื่องเดียวกันนี้มาอีก ๒ บทครับ
 
ฉันทลักษณ์ (๒)
ศิวกานท์ ปทุมสูติ
.
ฉันทลักษณ์หากนำให้ย้ำรัก
เครียดขึงตึงนักก็พักบ้าง
รู้ผ่อนรู้พักรู้จักวาง
โลกกว้างทางไกลด้วยใจกวี
.
ฉันทลักษณ์ (๓)
ศิวกานท์ ปทุมสูติ
.
ฉันทลักษณ์จักงามในความหมาย
เมื่อวิถีคลี่คลายไม่เครียดขึง
พิณไพเราะเหมาะมัชฌิมาคะนึง
เป็นหนึ่งเดียวกับคมมีดของจิตวิญญาณ

ปล.

ความเห็นนี้มิได้ปรารถนาให้มีผู้เห็นด้วยหรือคัดค้านแต่อย่างไร เพียงแต่ต้องการสื่อสารเจตนาในประเด็นให้สมบูรณ์ตามที่ใจอยากจะสื่อในเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นประการสำคัญ...

อายุบวร

...

ผู้แสดงความคิดเห็น ศิวกานท์ ปทุมสูติ วันที่ตอบ 2010-09-11 22:55:39


ความคิดเห็นที่ 10 (2109016)

ขอแสดงความคิด+เห็น ตามประชาธิปไตยนะครับ

     พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ไม่ได้เพราะใช้วิธีที่เคร่งครัดจนเกินไป ทำร้ายร่างกายตนเอง

จนเมื่อพระอินทร์มาดีดพิณให้ฟัง เส้นหนึ่ง ขึงตึงเกินไป ดีดไปก็ขาด เส้นสองหย่อนเกินไป ดีดไปก็ไม่ไพเราะไม่เกิดเสียง

ส่วนเส้นที่สามขึงพอดี ดีดไปก็เกิดเสียงกังวาลไพเราะ พระพุทธองค์จึงทรงเปลี่ยนมาเป็นวิธีนั่งสมาธิ และฉันอาหารตามปกติ ไม่ทรมานร่างกาย

ในที่สุดจึงทรงตรัสรู้ได้ .....

      ดังนี้แล้ว สัจธรรมความจริงในโลกนี้ไม่มีที่แน่นอน แต่มนุษย์ผู้สัตว์ประเสริฐย่อมรู้ได้ว่า สิ่งใดคือ คำว่า สิ่งสมมติ กับ ความจริง และพอดี

กระทั่งบทร้อยกรองก็เช่นเดียวกัน แบบแผนที่กำหนดมาแต่โบราณกาลนั้นดีแล้ว แต่มนุษย์เป็นผู้เจริญ ย่อมรู้จักวิธีปรับ(อาจไม่เปลี่ยน) 

เพื่อเป็นแนวทางใหม่ขึ้นมา หากปิดกั้นแล้วไซร้ ต่อให้รักและเคารพบูชาบูรพกวีภาษาไทยปานใด แต่หากไม่มีการบูรณะให้เกิดประโยชน์

สูงสุด ท่านกวีทั้งหลายคงเสียดายแทนเป็นอย่างยิ่ง เชื่อว่าการย่ำอยู่กับที่ดี แต่ การพัฒนา สร้างสรรค์กล้าที่จะเดินหน้าคงดีกว่าไม่น้อย

คำว่า ทางใหม่นี้ ไม่ได้หมายถึงให้ทอดทิ้งทางเก่า แต่อยู่ที่กวีนักเขียนทั้งหลายจะเลือกเดินสายใด ยิ่งมีหลายทาง ยิ่งสะดวกและ

ดีกว่าแออัดรถติดในทางเดียว  กรุงเทพฯมีเป็นแสนแยกรถยังติด เราก็ยังบ่น....

                "เพราะหนทางข้างหน้ายังอีกไกล ไฉนจึงย่ำอยู่กับที่เล่ามหาปราชญ์ทั้งหลาย"

 

ปล.เข้าใจความคิดเห็นของทุกท่านและเคารพในความคิดเสมอ

 

พระนคร.. 

ผู้แสดงความคิดเห็น พระนคร วันที่ตอบ 2010-09-14 19:58:56


ความคิดเห็นที่ 11 (2109527)

       การจะอ้างสิ่งใดควรจะศึกษาสิ่งนั้นให้ถ่องแท้เสียก่อน ไม่ใช่ว่านึกอยากอ้างก็เอามาอ้างได้แบบเลื่อนลอย

       ทางสายกลางเราต้องรู้จักว่าทางสายบนคือสิ่งใด  ทางสายล่างคือสิ่งใด มิฉะนั้นเราจะรู้ได้อย่างไรว่าทางสายกลางเป็นเช่นไร

         ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง(เป็นเรื่องจริง) มีประชากรสองกลุ่ม กลุ่มพวกคนเลว กับกลุ่มพวกคนดี วันหนึ่งคนต่างถิ่นขับรถผ่านมาเกิดติดหล่ม

---กลุ่มคนเลวก็จะมีความคิดว่า(เอาวิกฤตของผู้อื่นหาประโยชน์ใส่ตน)

ทางสายบน   จะช่วยเขาทำไมเสียเวลา

ทางสายกลาง   ถ้าช่วยเขาจะให้เท่าไร

ทางสายล่าง    รอมืดหน่อยไปปล้นมันกัน

 

---ส่วนกลุ่มคนดี(เอาวิกฤตของผู้อื่นมาสร้างความดี)

ทางสายบน   เราไปช่วยเขากัน

ทางสายกลาง   เขากำลังทุกข์ร้อน

ทางสายล่าง    ถ้าช่วยเขาไม่ได้ ดูว่าเขาต้องการให้ช่วยเหลือสิ่งใด

 

   จะเห็นว่า ทางสายบนของคนเลว นั้นต่ำค่ากว่าทางสายล่างของคนดีมากมายนักแล้วท่านนั้นเป็นคนกลุ่มใดเล่า

 

ฉันทลักษณ์  ก็เช่นกัน เราควรเดินทางสายบนสุดให้ได้เสียก่อนแล้วจะรู้ว่าทางสายล่างและสายกลางอยู่ตรงไหนเพราะต้องเดินผ่านมาแล้ว ถ้าท่านเดินผ่านเพียงผิวเผิน ทางสายกลางของท่านก็คงต่ำลงตามไปด้วย

 

ปัจจุบันหาเป็นเช่นนั้นไม่

นึกอยากจะเขียนอะไรก็ใส่เข้าไป

นี้แหละบทกวีของฉันเป็นไง

แหมมันช่างจ้บใจใครใครสิ้นดี....

 

บทนี้ผมเขียนเอง วิจารณ์เอง

ถ้าในมุมมองของกวี  ไม่ใช่บทกวี บทกวีต้องบังคับคำ และเสียงในการอ่านทำนองเสนาะ

ถ้ามองในมุมนักแต่งเพลง   เป็นบทเพลง บทกวีก็เป็นบทเพลง

ผู้แสดงความคิดเห็น ส.ใส่เกือก วันที่ตอบ 2010-09-16 01:35:12


ความคิดเห็นที่ 12 (2120350)

สวัสดีครับ

              เห็นกระทู้นิ่งแล้วเลยเข้ามาแทรกเป็นยาดำซะหน่อย  เรื่องฉันทลักษณ์เนี่ย บางทีมันก็กลายเป็น ฉันทะลึ่ง ไปได้ เห็นท่านที่ตอบอย่างวู่วามก็น่าเสียดายความคิด คิดดีแต่นำเสนอไม่แยบคาย เลยกระเดียดจะเป็นหยาบคาย  ขอชม คุณ ส.ใส่เกือก (ถ้าเป็นคนที่เคยคุ้นกันสมัยเป็นนักเรียน ๓๐ ปีก่อน ก็ดีใจ) คุณมาแรกมาแรง แต่พอตั้งสติได้คุณก็งามขึ้น 

               ขอเท้า (ท้าว) ความซะนิด ผมกับ คุณศิวกานท์ รู้จักคบค้ากันมา นานกว่า ๓๐ ปีแล้ว ตั้งแต่เรียนศึกษาผู้ใหญ่ จนเป็น ผู้ช่วยศาสตราจาารย์ รู้จักฝีไม้ลายมือกันเป็นอย่างดี คุณศิวกานท์เดินทางสายฉันทลักษณ์มาโดยตลอด เดินออกหน้าคนอื่น ๆ จำนวนไม่น้อยด้วย รวมถึงผม  กระทั่งวันหนึ่ง คุณศิวกานท์ ก็เดินไปสุดทาง ถึงทางตัน (หมายถึงทางฉันทลักษณ์) การหาทางออกของท่านก็คือการ สร้างฉันทลักษณ์ใหม่ (หาดูได้จากหนังสือ "เพื่อนแก้วคำกาพย์" รางวัลบัวหลวง ธ. กรุงเทพ ๒๐ กว่าปีมาแล้ว) 

               ในแวดวงนี้ คุณศิวกานท์ ชนะการประกวดมาแล้ว เฉียด ๑๐๐ ครั้ง น้อยกว่าผม ซึ่งได้มา ๑๐๐ เศษ ๆ  แต่ถ้าดูคุณภาพแล้ว ของผมเป็นรางวัลเด็ก ๆ ครับ และผลงานร่วมเล่มอีกจำนวนมาก ซึ่งผมตามนับยังไม่ทัน  ผมมิได้เปรียบคุณศิวกานท์เป็นพิณสายไหนทั้งสิ้น (ถ้าเป็น "พิณสายเอก" กับ "พิณสาายกลาง" นั้นนามปากกาผมเอง) แต่ผมเปรียบท่านแรงถึงขั้น สำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ท่านก็เรียนจบแล้ว

                การหาทางออกของท่านจึงมาถึงขั้นการละฉันทลักษณ์ อุปมาข้ามพ้นแม่น้ำแล้วก็ไปแต่ตัว ไม่แบกเรือไปด้วยฉันนั้น

                ผมเป็นคนรักฉันทลักษณ์ ขนาดที่มีคนหลายคน หมิ่นแคลนว่า คร่ำครึ ยิดติด หลงไหล คลั่งไคล้ เป็นทาสสุนทรภู่ ประมาณนั้น โดยเฉพาะกลุ่มคนสายล่าง ของคุณ ส.ในเกือก แต่ผมก็ไม่ได้ถือสาคำคนเหล่านั้น และไม่ไปเดือดร้อนกับการปล่อยวางฉันทลักษณ์ ของคุณศิวกานท์  เพราะผมเห็นว่าท่านเดินมาสุดทางแล้ว ในความคิดของท่าน นั่นเป็นสิทธิส่วนบุคคลนะครับ

                เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว เราวิวาทะกันเรื่องนี้แหละ ทางหน้าหนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุึรกิจ เซ็คชั่น จุดประกายวรรณกรรม ต่อเนื่องหลายฉบับ คอลัมน์ "แบกะดินบินกะแด" โดยคนกินข่าว ก็คือ ดร.พิเชฐ  แสงทอง ของเรานี่เอง สมัยนั้นยังไม่จบโท  ผมยังเก็บถ้อยคำเหล่านั้นไว้ใน "คนหงายกะลา" ใบที่ ๑

                ผมรักทุกคน ผมฟังทุกเสียง ทุกคนมีตัวตนเป็นของตัวเอง เขาเป็นเขา เราเป็นเรา แทนกันไม่ได้  ถ้าจะเถียงกันเอาแพ้ชนะผลเป็นอย่างไรก็เป็นแค่ลม ๆ  การสร้างงานออกมาในแนวทางที่ตนเองศรัทธานั้นแหละ งามที่สุด แล้วกาลเวลาจะตัดสินเอง เหมือนอย่างฉันทลักษณ์ ที่ถูกกล่อมเกลามาโดยกาลเวลาและปัญญาของนักปราชญ์ ผมจึงเชื่อมั่นในฉันทลักษณ์ครับ พิสูจน์ได้จากงานรวมเล่มของผม ทั้งคนเดียว และร่วมกับผู้อื่น ผมก็เป็นตัวตนครับ

                 ใครอยากอยู่กับ สัญชัยปริพาชก ก็อยู่ ใครอยากไปอยู่กับ สมณะโคดม ก็ไป  ให้กาลเวลาและปัญญาของปราชณ์ตัดสินเถอะ ให้เกียรติกันดีกว่า อย่าทะเลาะกันเลย เสียเวลากินข้าว นะครับ

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น สมศักดิ์ ศรีเอี่ยมกูล นักกลอนครับ (somsak-poet-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-10-19 08:26:28



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.