ReadyPlanet.com


รับฟังความคิดเห็นนักเขียนขอเปลี่ยนประเทศไทย


สำนักงานร่วมเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทยเชิญนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทยและตัวแทนสมาคมฯ ร่วมเวทีรับฟังและความคิดเห็นเพื่อนร่วมหน้าเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย เรื่อง "นักเขียนขอเปลี่ยนประเทศไทย" วันอังคารที่ 14 กันยายน 2553 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เพื่อนพี่น้องนักเขียน นักกลอน ท่านใดมีทรรศนะความคิดเห็นเพื่อร่วมเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย ขอเชิญแสดงความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์สมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย เพื่อสังเคราะห์ความคิดเห็นนำเสนอเวทีรับฟังความคิดเห็น และนำไปใช้ในการจัดทำแผนปฏิรูปประเทศไทยในโอกาสต่อไป เวทีดังกล่าวนี้เป็นเวทีสาธารณะต้องการความคิดเห็นที่หลากหลายขอสนับสนุนความคิดเห็นจากมวลสมาชิกตามครรลองของประชาธิปไตยด้วยความเคารพนับถือ

 



ผู้ตั้งกระทู้ สมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย :: วันที่ลงประกาศ 2010-09-13 06:04:38


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (2108406)

ขอแสดงความคิดเห็นเป็นคนแรกครับ ถ้าจะให้นักเขียน นักกลอน มีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศไทย ภาครัฐต้องดูแลช่วยเหลือสวัสดิการของนักเขียนนักกวีทั้งหลายก่อน เพราะคนกลุ่มนี้เป็นผู้มีปัญญาธรรมตามวิถีของประชาธิปไตย แง่คิด มุมมอง วิสัยทัศน์ จะกว้างไกล ครอบคลุม มีความคิดรวบยอดที่ชัดเจน จะมีความคิดที่เป็นจินตนาการบ้าง เป็นข้อเท็จจริงบ้างก็ไม่เป็นไร เพียงแต่เรานำมากลั่นกรองใช้ประโยชน์ให้เหมาะสมก็ใช้ได้ ในอดีตที่ผ่านมานักเขียนของประเทศไทยหลายคนมีทรรศนะในเรื่องการเมืองการปกครองที่เป็นประโยชน์ เช่น ศรีบูรพา เสนีย์ เสาวพงศ์  เปลื้อง วรรณศรี จิตร ภูมิศักดิ์   อุชเชนี ท่านพุทธทาสภิกขุ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ฯลฯ ประการต่อมาก็คือการเปิดโอกาสให้ที่นั่งในองค์กรที่ต้องใช้ตัวแทนหน่วยงานวรรณกรรม เข้าไปทำหน้าที่ในการร่วมแสดงความคิดเห็น ตัดสินใจ กำหนดแผนนโยบาย บริหารจัดการในงานที่เกี่ยวข้องกับศิลปวัฒนธรรมไทย ถ้าภาครัฐเปิดโอกาสให้นักเขียน นักกลอน นักกวีทั้งหลายเข้าไปเป็น ส.ส. หรือ เป็น สว. หรือเป็นใหญ่เป็นโตอยู่ในพื้นที่กระทรวงวัฒนธรรม น่าจะได้แนวคิดแนวทางในการทำงานศิลปวัฒนธรรมได้ดี เหมือนกระทรวงศึกษาธิการ ต้องให้คนที่ความรู้และประสบการณ์งานด้านการศึกษาเข้ามาบริหารจัดการจึงจะเกิดคุณภาพและประสิทธิภาพตามเจตนารมณ์

ผู้แสดงความคิดเห็น สาธุชน วันที่ตอบ 2010-09-13 06:26:57


ความคิดเห็นที่ 2 (2108426)

แม้คำเชิญชวนนี้จะเป็นเพียงแสงหิ่งห้อยปลายอุโมงค์ ผมก็คิดว่าเราไม่ควรสิ้นหวัง มนุษย์ต้องอยู่เพื่อหวามหวังที่ดีกว่า...

ดังนั้น จึงขอร่วมฝากความคิดเห็นผ่านท่านนายกสมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทยด้วยคนหนึ่งครับ

ความเห็นนี้ผมได้เคยโพสกระทู้ไว้ครั้งหนึ่งแล้ว เห็นว่าเป็นสาระสำคัญที่สุดของการปฏิรูปและปฏิวัติสังคม จึงขอนำมาเป็น "คำฝาก" ในโอกาสนี้ ด้วยความเคารพและเชื่อมั่น ดังนี้...

................................................

ต้นแบบชีวิต…ทางออกจากวิกฤตสังคมไทย
ศิวกานท์ ปทุมสูติ 
.
ประชาชนรากเน่าเพราะนายผุ
พายุพัดแรงเพราะมรสุม
บ้านเหลืองเมืองร้ายเพราะไฟรุม
หวังดินชุ่มฟ้าฉ่ำจากน้ำดี
มิโทษแดดโทษฝนวิกลวิกฤต
ลิขิตพรหมผองคือน้องพี่
“ต้นแบบชีวิต” จำต้องมี
ก่อนบ้านเมืองนี้จะดีงาม
.
นับวันสังคมของเราก็ยิ่งก้าวสู่ยุคเสื่อมซับซ้อน
อ่อนแอ และเปราะบางอย่างน่าเป็นห่วง
เด็กๆ และเยาวชนที่เกิดจากครอบครัวที่ขาดคุณภาพชีวิต
คุณภาพปัญญา และคุณภาพจริยธรรมเพิ่มจำนวนมากขึ้น
ทั้งจากพ่อแม่ที่ไม่พร้อมที่จะเป็นพ่อเป็นแม่
จากพ่อแม่ที่เลี้ยงดูแลลูกอย่างไม่รู้เท่าทันต่อความเสื่อมรอบข้าง
จากพ่อแม่ที่เป็นต้นแบบความมืดบอดและบกพร่องจริยปัญญา
จากการศึกษาที่มุ่งสร้างเสริม “ตัวรู้” เพื่อต่อสู้และแข่งขัน
แต่ไม่สามารถสร้างสรรค์ “ตัวคิด” และมโนคติ
มิหนำซ้ำยังถูกกระทำจากสังคมบริโภค
ซึ่งมีผู้บริหารและกำกับดูแลสังคมที่เห็นแก่ได้
เติมพิษเติมภัยให้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
.
ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องปฏิรูปชีวิต จิตวิญญาณ และปัญญา
มิใช่เพียงจัดการศึกษาในระบบโรงเรียนเท่านั้น
ต้องจัดการศึกษาเรียนรู้ในวิถีสังคมอย่างเข้มข้นและจริงจัง
การศึกษาเพื่อชีวิต โดยชีวิต และปฏิบัติการชีวิต
ความเข้มแข็งต้องเกิดจากจิตวิญญาณภายใน
มิใช่โปรยหว่านงบประมาณละลายแม่น้ำสร้างคะแนนกันชั่วครู่ชั่วยาม
หากแต่ต้องกำหนด “แม่บทแห่งปัญญาวิถี” ให้ถูกต้องเสียก่อน
และแม่บทดังกล่าวก็จะต้องมี “ต้นแบบชีวิต”
เป็น “นวัตกร” แห่งกลไกขับเคลื่อน
ทั้งเป็นแบบอย่างนำทางได้
สามารถทำให้ดู...อยู่ให้เห็น...
เป็นตัวอย่างของทางเลือกและทางออกจากความเสื่อม
ที่บุคคลรอบข้างจะก้าวเดินตามได้อย่างเป็นรูปธรรม
มิใช่เพียงเขียน “คำขวัญ” โก้ๆ และคำโฆษณาฉาบฉวย
และมิใช่แค่จัดทำโครงการ “สร้างภาพ” แล้วสรุปรายงาน
.
เรื่องนี้ใจร้อนไม่ได้...
เพราะสังคมของเรายังขาดแคลนบุคคล “ต้นแบบชีวิต”
และ “ต้นแบบจริยปัญญา”
ดังนั้นในเบื้องต้นเราจึงจำเป็นต้องหาทาง “สร้างต้นแบบ”
โดยเฉพาะต้นแบบจากเด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่
ขณะเดียวกันก็ไม่ละเลยที่จะแสวงหาผู้ใหญ่ต้นแบบ
ให้เข้ามามีส่วนร่วมเป็น “นวัตกรชีวิต” ในกลไกการเรียนรู้
.
การปฏิรูปประเทศไทยที่กำลังกระทำกันอยู่
ถ้ามิอาจผลักเคลื่อนให้เกิดผู้บริหารสังคมที่อุดม “จริยปัญญา”
และไม่สามารถสร้างเสริม “ต้นแบบชีวิต”
ในครอบครัว ในชุมชน ในองค์กร ในหน่วยงาน
และในคณะรัฐบาลได้
ก็ยากที่ความมุ่งมาดปรารถนาจะปรากฏผล
ต่อให้สร้างสรรค์ระเบียบและจัดวางระบบอย่างดีเพียงใดก็ตาม
เมื่อเรายังขาด “ต้นแบบชีวิต” ทั้งที่จะดำเนินการและกำกับดูแล
เราก็จะล้มลุกคลุกคลานอย่างที่เห็นและเป็นอยู่
.
โดยเฉพาะกรวงศึกษาธิการ...
ถ้ามัวแต่วัดประเมินมาตรฐาน “ความรู้”
โดยยังไม่สามารถวัดประเมินและสร้างเสริมมาตรฐาน “ชีวิต”
ปล่อยให้การจัดการศึกษาเป็นไปเพื่อ “วิถีคะแนน”
มากกว่า “วิถีมโนคติ” และ “วิถีจริยปัญญา”
เราก็มองไม่เห็นหนทางว่าจะปฏิรูปสังคมนี้ได้อย่างไร
.
โจทย์หนักหนาไปกว่านั้นก็คือ
กระทรวงใดจะสามารถจัดการศึกษาในสังคม
และใครจะสร้าง “พ่อแม่ต้นแบบ” และ “ผู้นำต้นแบบ” ในสังคมได้
หยุดมองหา “ต้นแบบ” จากคนอื่นสิครับ
แต่ลองมองหา “ต้นแบบ” นั้นในตัวเราแต่ละคนว่ามีไหม 
.
เด็กๆ จะไม่เป็นดังที่ผู้ใหญ่สอน
แต่เด็กๆ จะเป็นดังที่ผู้ใหญ่ทำ

อายุบวร

ผู้แสดงความคิดเห็น ศิวกานท์ ปทุมสูติ (tungsakasome-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2010-09-13 08:48:00


ความคิดเห็นที่ 3 (2109295)

ขอบคุณท่านที่แสดงความคิดเห็นเข้ามา สมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย ได้นำข้อคิดเห็นของท่านไปเสนอในที่ประชุม "นักเขียนขอเปลี่ยนประเทศไทย" เรียบร้อยแล้ว บรรยากาศการร่วมแสดงความคิดเห็นเป็นไปด้วยดี มีนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย นายกสมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย คณะกรรมการบริหารและสมาชิกของสมาคมทั้งสองสมาคมเข้าร่วมกิจกรรมมากหน้าหลายตา นายกสมาคมฯเป็นตัวแทนนำเสนอประเด็นบทบาทของนักเขียนในการมีส่วนร่วมปฏิรูปประเทศไทย สมาชิกร่วมวิพากษ์แสดงความคิดเห็น แสดงวิสัยทัศน์ ทางเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบจะได้ประมวลนำเสนอคณะรัฐบาลในลำดับต่อไป

 

ผู้แสดงความคิดเห็น สมาคมนักกลอนฯ วันที่ตอบ 2010-09-15 14:12:50



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.