ReadyPlanet.com


--นมัสการรอยพระบาทพลวง ปี ๒๕๔๘--


เป็นกลอนเก่าที่เคยลงมาแล้วบางท่านยังไม่ได้อ่านบางท่านลืมไปแล้วเลยเอามา

ลงอีกครั้งเพื่ออ่านประกอบ"นิราศวันแห่งความรัก"

 

ได้เที่ยวชม  สมใจ  ได้ดั่งคิด

ด้วยดวงจิต  ฝันเพ้อ  ละเมอหา

ไม่ได้ไป  หลายปี  ดีดักมา

สมอุรา  ปีนี้  ที่รอคอย

 

ขับรถไป  ถึงวัด  ที่จัดไว้

มองตรงไป  บนเขา  ใจเราถอย

ดูช่างสูง  เสียดฟ้า  ทำตาปรอย

สูงไม่น้อย  เลยหนา  ไม่มานาน

 

ตอนเด็กเด็ก  เล็กอยู่  ก็รู้ผล

เคยดั้นด้น  ขึ้นไป  ด้วยใจหาญ

ยามที่เขา  จัดมี  เทศกาล

ก็ลนลาน  ปีนป่าย  ได้ด้วยดี

 

เดียวนี้มี  รถวิ่ง  ซิ่งขึ้นเขา

ทำให้เบา  แรงไป  ใจเริ่มอุ่น

ย่นหนทาง  ได้ไกล  ไว้เป็นทุน

เพื่อรอลุ้น  ตอนปลาย  ที่ป่ายปีน

 

รถคันแล้ว  คันเล่า  มาเข้าที่

ต่างวิ่งรี่  ส่งสู่  ผู้ถือศีล

ทั้งแขกไทย  ฝรั่ง  กระทั่งจีน

สบายตีน  กันไป  ไม่ต้องเดิน

 

เสียงเครื่องยนต์  ส่งเสียงลั่น  ประชันแข่ง

รถต้องแกร่ง  ใจต้องกล้า  พากันเหิน

โอ้ภูเขา  ช่างสูงชัน  กันเหลือเกิน

หากมัวเพลิน  อาจพลัดหล่น  จนเจ็บตัว

 

สองข้างทาง  พันธุ์ไม้  ทั้งใหญ่น้อย

ทำให้พลอย  ชื่นใจ  อยู่ในหัว

ลดความหวั่น  วิตก  ตระหนกกลัว

เพราะว่ามัว  เพลินไป  กับไพรพง

 

เจ้าดอกโสก  สีสัน  นั้นสดใส

พาให้ใจ  รัญจวน  ชวนไหลหลง

คล้ายดอกเข็ม  ช่อแปลก  แรกงวยงง

ดอกเป็นดง  ตามกิ่ง  ดูพริ้งพราย

 

ต้นหวายใหญ่  กว่าแขน  เลื้อยแล่นเลาะ

มีมือเกาะ  ไม้ใหญ่  ใบผึ่งผาย

หนามแหลมคม  สมจัง  ตั้งเรียงราย

พอเข้าใกล้  พาใจ  ให้หวั่นเกรง

 

ต้นไม้ใหญ่  ดูริบริ้ว  เป็นทิวแถว

ไร้วี่แวว  ว่ามีใคร  ไหนข่มเหง

จักกระจั่น  ส่งเสียงร่ำ  ร้องบรรเลง

เป็นเสียงเพลง  แห่งพงไพร  ที่ได้ยิน

 

ได้ผ่านเนิน  ใหญ่ใหญ่  มาหลายทอด

รถก็จอด  เอาไว้  ใกล้ลานหิน

หลายหลายคน  ลงไป  หาของกิน

ยังไม่สิ้น  เส้นทาง  ที่ห่างไกล

 

ลงยืดเส้น  ยืดสาย  ให้คลายเมื่อย

เดินเรื่อยเรื่อย  เลาะเล่น  เป็นเฉไฉ

ต้องนั่งรถ  อีกต่อ  ถ่อกันไป

ไม่เป็นไร  แต่เขาชัน  นั้นน่ากลัว

 

สองมือจับ  ยึดเหล็ก  เก๊กให้มั่น

สองเท้ายัน  พื้นอยู่  คอยชูหัว

เฝ้าขยับ  รับไว้  แกว่งไกวตัว

หากว่ามัว  เพลินไป  ไม่ได้การ

 

เป็นเนินโหด  โขดหิน  ดินภูเขา

ทางแหว่งเว้า  วกวน  คนกล่าวขาน

ผู้ที่สร้าง  เอาไว้  ได้ประมาณ

เพื่อประสาน  รถให้  ได้วิ่งวน

 

คันนี้ขึ้น  โน้นลง  ต่างส่งเสียง

สานสำเนียง  เสียงดัง  ฟังสับสน

ผู้ที่นั่ง  แกว่งไกว  ในรถยนต์

หลายหลายคน  ไหลลื่น  ดูตื่นตา

 

ผ่านเนินแล้ว  เนินเล่า  นั่งเฝ้าคิด

ด้วยดวงจิต  คิดไป  กระไรหนา

เขาสูงใหญ่  หลายปี  ที่ไม่มา

เขาอุตสาห์  สร้างถนน  รถยนต์เดิน

 

ใกล้จะถึง  จุดหมาย  ปลายทางแล้ว

เสียงเจื้อยแจ้ว  ดังมา  น่าสรรเสริญ

ได้นั่งรถ  ขึ้นมา  อย่างเพลิดเพลิน

ช่างเหลือเกิน  คนเรา  เฝ้าสร้างทำ

 

สิ้นสุดทาง  เคี้ยวคด  ที่รถวิ่ง

รถหยุดนิ่ง  ต่างลงมา  พากันขำ

บางคนเดิน  แอ่นซ้ายขวา  หน้าคะมำ

บางคนย่ำ  ขากะเผลก  เป็นเลขไทย

 

ตั้งแต่มี  รถวิ่ง  ซิ่งขึ้นเขา

ตัวของเรา  ไม่เคยมา  พาขานไข

เผลอแป๊บเดียว  ขึ้นมา  ได้เร็วไว้

มาได้ไกล  เกินเจดีย์  ที่มีนาน

 

สมัยก่อน  ตอนเดิน  ต้องเกินบ่าย

กว่าจะได้  ถึงแถวนี้  ที่กล่าวขาน

แต่นั่งรถ  ขึ้นมา  ตามกะการ

คงประมาณ  หนึ่งชั่วโมง  ก็คงพอ

 

สิ้นสุดทาง  แล้วหนอ  พอรถจอด

มิอิดออด  หลอกหนา  พาเดินป๋อ

ด้วยตื่นเต้น  เห็นรำไร  ไม่รีรอ

ก็ต้องขอ  เสียใจ  ใครไม่ทัน

 

อันเส้นทาง  สมัยนี้  ช่างดีแท้

ไม่ย่ำแย่  ลำเค็ญ  เช่นที่ฝัน

มีบันได  ให้เดิน  ตรงเขาชัน

ก็ไปกัน  ได้ไว  ไม่แชเชือน

 

ผ่านเนินแล้ว  เนินเล่า  ชักเฝ้าคิด

ทีละนิด  ละน้อย  ค่อยเชือดเฉือน

ความเหนื่อยล้า  รุมเร้า  เข้ามาเตือน

กว่าจะเยือน  ถึงถิ่น  แผ่นดินธรรม

 

มีหินใหญ่  ข้างหน้า  พาวนวก

มีป่ารก  แซมไว้  ให้รีบจ้ำ

เป็นบันได  ชุดสุดท้าย  ได้เอยคำ

รีบเดินย่ำ  มุงต่อ  ไม่รอใคร

 

โอ้บันได  ขั้นสุดท้าย  ได้ถึงแล้ว

มากด้วยแนว  โขดหิน  ปีนไม่ไหว

ต้องนั่งลง  ตรงข้าง  ขอบบันได

พักหัวใจ  ที่เต้น  เป็นเสียงกลอง

 

สายลมเย็น  เฉื่อยฉิว  ต้องผิวหน้า

เย็นอุรา  พาใจ  ได้ฉลอง

ความสำเร็จ  อีกครั้ง  ดั่งใจปอง

ยิ้มลำพอง  ลึกลึก  นึกคนเดียว

 

ลุกขึ้นยืน  เดินไป  ในลานหิน

เหมือนโบยบิน  กลางเวหา  พาหวาดเสียว

ดั่งเหยียบเมฆ  บนฟ้า  แน่แท้เทียว

เดินเลาะเลี้ยว  เลาะเล่น  จนเย็นทรวง

 

ในสมัย  เมื่อครั้ง  ยังเป็นเด็ก

ตอนเล็กเล็ก  นั้นหนา  มาบวงสรวง

กว่าจะถึง  อาทิตย์ลับ  ดับทั้งดวง

ต้องเลยล่วง  สองทุ่ม  เข้าซุ้มนอน

 

เตรียมผ้าห่ม  หนาหนา  เอามาด้วย

ก็ต้องช่วย  แบกกันมา  หน้าสลอน

ความหนาวเหน็บ  หนักหนา  มาบั่นทอน

หมอกปลิวว่อน  ถึงตอนเย็น  ไม่เห็นทาง

 

มีหินใหญ่  โตตั้ง  ดั่งลูกบาตร

วางตัดขาด  ลานหิน  ถิ่นกว้างขวาง

ยามได้มอง  ครั้งใด  ไม่จืดจาง

ไม่เลือนราง  ครั้งใด  ที่ได้ยล

 

รอยพระบาท  ถัดไป  ไม่ไกลห่าง

อยู่ข้างข้าง  หินใหญ่  ไม่สับสน

เป็นศูนย์รวม  จิตใจ  ของผู้คน

ที่ดั้นด้น  กันมา  ทั่วฟ้าไทย

 

นมัสการ  รอยพระบาท  ให้คลาดแคล้ว

ด้วยใจแน่ว  นิ่งมั่น  มิสั่นไหว

ขอทุกคน  บนโลกา  พาพ้นภัย



ผู้ตั้งกระทู้ คันจน :: วันที่ลงประกาศ 2010-02-24 10:26:32


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (2038736)

นมัสการ  รอยพระบาท  ให้คลาดแคล้ว

ด้วยใจแน่ว  นิ่งมั่น  มิสั่นไหว

ขอทุกคน  บนโลกา  พาพ้นภัย

ขอดวงใจ  ทุกดวง  จงห่วงกัน

 

ดลบันดาล  ความสุข  ให้ทุกท่าน

มีชีวัน  สุขสม  ภิรมย์ขวัญ

ขอให้สุข  สดชื่น  ทุกคืนวัน

มิแปรผัน  ผิดไป  ได้ดั่งพร

 

นมัสการ  สำเร็จ  จนเสร็จสิ้น

ก็ยังดิ้น  ต่อไป  ในสิงขร

ตามส้นทาง  มีไว้  ให้สัญจร

ก็ตะลอน  ต่อไป  ให้สุดทาง

 

บุกตะลุย  ดั้นด้น  จนสุดฤทธิ์

ก็ไปติด  ทางตัน  ที่กั้นขวาง

ถึงผ้าแดง  แห่งสุดท้าย  ที่กั้นกลาง

จึงเยื้องย่าง  หันกลับ  จนลับตา...

 

๑๐กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๘

--คันจน--

รูดมายังไม่หมด เลยเอามาต่อขอโทษที

ผู้แสดงความคิดเห็น --คันจน วันที่ตอบ 2010-02-24 16:39:05



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.