ReadyPlanet.com


เรื่องสั้น รัก


          เรื่องสั้น                                                         รัก                  เขียนโดย ภูวดล ภูภัทรโยธิน  

 

 

                        “ลูกเหมียว  เหมียวจ๋า  ม่ะ มะ ลงมาหาแม่ซิจ๊ะลูก”    หล่อนยื่นถาดข้าวคลุกปลาทูนึ่ง   ขณะพร่ำ

เพรียกหาเจ้าเหมียว  ซึ่งเป็นแมวที่หล่อนโปรดปรานพิเศษ  เจ้าเหมียวมีขนสีขาวลายดำตัดลำตัว  รูปร่างค่อนข้าง

สมบูรณ์กว่าแมวทั่วไป  ดวงตาของมันบ่งว่ามีความสุขกับการอยู่ประจำหอพักแห่งนี้     สถานที่ที่มันชอบปีนเล่น

คือสันกำแพงอิฐบล็อก ที่กั้นระหว่างหอพักกับบ้านหลังใหญ่ของเจ้าของหอ

                            ทันทีที่มันได้ยินเสียงเจ๊ญาดาเรียก   เจ้าเหมียวแสดงอาการดีใจไต่ตามสันกำแพงไปหาเจ้าของเสียง

ที่มันจำได้แม่นยำ   แต่นิสัยแมวตัวนี้ชอบหยอกเจ๊อยู่บ่อย ๆ  โดยมันจะไม่ยอมลงจากกำแพงง่าย ๆ  ถ้าเจ๊ไม่ยื่นมือ

ไปหา     มันคงติดนิสัยผู้ดีเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อมาแต่ไหนไม่รู้

“โถ! ลูกแม่  เมื่อคืนนอนหลับฝันดีไหม”     หล่อนลูบคลำเจ้าเหมียวจับพลิกไปพลิกมาตรวจดูสุขภาพภายนอก

ทุกซอกขน  ประหนึ่งว่ารักใคร่เป็นบุตรคนหนึ่ง

“กินสิจ๊ะ  นี่ปลาทูที่แม่ซื้อมาตัวละ 30 บาท นะลูก   แม่เอาก้างออกหมดแล้ว ค่อย ๆ กลืน ไม่มีสัตว์ตัวไหนมาแย่ง

กินหรอก ถ้ามีแม่อยู่กับเหมียวทั้งคน  นั่น อย่างงั้น ดีมากลูก   น่ารักจัง สำหรับมื้อเย็นแม่มีอาหารสำเร็จรูปที่ซื้อมา

จากเมืองนอกให้ลูกได้กินบำรุงสุขภาพด้วย นะลูกรัก”   เจ้าเหมียวดิ้นไปมาดูมันคงอึดอัดกับการถูกจับป้อนข้าว  

ถ้ามันพูดได้คงจะพูดว่า  ข้าโตเป็นหนุ่มแล้วยังจะป้อนอีก กินจนพุงกางทั้งเมื่อคืนก็ออกไปล่าหนูได้ตัวเขื่องซะอิ่มแปล้เชียว

“สวัสดีครับ  เจ๊   ผมเจ้าของรถเก๋งสีบรอนซ์เงินคันนั้นนะครับ”    หนุ่มคนนั้นตะโกนจากระเบียงห้องพักชั้น 2

ซึ่งอยู่ติดกับกำแพงกั้นระหว่างหอพักกับบ้านหลังใหญ่ของเจ๊ญาดา เจ้าของหอ

“คุณมีอะไรหรือ”   เจ๊เงยหน้าพูดส่งแบบไม่ค่อยสนใจเขาเท่าไหร่นัก

“แมวตัวนั้นน่ารักดี นะครับ  ผมเห็นอยู่บริเวณนี้ 2 ปีเห็นจะได้ล่ะมั้ง”  เขาพูดอ้อมก่อนจะหาจังหวะเข้าสู่ประเด็น

“แมวตัวนี้ ชั้นเลี้ยงมันมาตั้งแต่ตัวเล็ก ๆ    บริเวณนี้ถือเป็นอาณาเขตของมันที่จะอยู่ไหนก็ได้  หอพักนี้ก็ของฉัน

เพียงแต่ทำกำแพงกั้นกันขโมยเท่านั้นเอง”    หล่อนกล่าวแสดงความเป็นใหญ่แทนเจ้าเหมียว ทั้งที่คนทั่วหอเขา

รู้กันหมดแล้วว่า   เจ๊คือเจ้าของหอ ผู้ได้ฉายาเค็มแบบทะเลเรียกพี่    เหตุที่ชาวหอเรียกเช่นนั้นก็เพราะหล่อนงก

มาก ๆ   นโยบายของรัฐบาลตั้งแต่ท่านนายกสมัครมาจนถึงนายกอภิสิทธิ์ประกาศว่าใครที่อยู่หอพักที่ถูกกฎหมาย

ถ้าใช้ไฟไม่เกิน 30 หน่วย ไม่ต้องจ่าย แต่รัฐบาลจะจ่ายให้แทน   แต่จนป่านนี้เจ๊แกไม่เคยปฏิบัติตามนโยบายรัฐ

และที่ชาวหอไม่อยากโวยวายก็เพราะขี้เกียจย้ายหอ เพราะมันยุ่งยากหลายประการ  จึงยอมเจ๊มาโดยตลอด 

“เจ๊ ครับ  ผมมีเรื่องขอหารือ  เรื่องหลังคารถถูกแมวข่วน”          “อาไร ลื้อ พูดใหม่ซิ อย่ามาซี้ซั้วส่งเดชนะ”

“ผมพูดจริง ๆ นะครับ เจ๊  ไม่เชื่อก็เปิดประตูเข้ามาดูสิครับ  หลังคารถเป็นรอยเล็บแมวเต็มเป็นแผนที่ไปหมด”

“ลื้อ มีพยานอะไร  เห็นกับตาหรือเปล่า  อย่ามาปรักปรำแมว ชั้นนะ  แมวตัวนี้นิสัยน่ารักจะตาย    เมื่อวันก่อน

คุณหญิงภริยาท่านรัฐมนตรีมาเยี่ยมที่นี่ ยังออกปากชมว่านิสัยดีไม่มีที่ติ  แล้วคุณจะมากล่าวหา ลอย ๆ ได้อย่างไร”

“เจ๊ ครับ ผมไม่ต้องการโต้เถียงกับเจ๊   แต่ผมพูดถึงข้อเท็จจริง ซึ่งไม่ใช่รถผมคันเดียว  แต่รถอีก 5-6 คันก็โดนแมว

ตัวนี้แหละที่ชอบปีนขึ้นไปนอนบนหลังคาในเวลากลางคืน  พอมันได้ยินเสียงหมาเห่ามันตกใจก็เลยข่วนหลังคา”

“กลางคืน  ลื้อนอนหลับ รู้ได้อย่างไร นั่งเฝ้ารถทั้งคืนหรือไง”

“โธ่ เจ๊  ถ้าไม่เชื่อผม  ก็ลองเปิดกล้องวงจรปิดย้อนดูภาพสิครับ   ผมเคยถามแม่บ้านผู้ดูแลหอ  เขาก็บอกว่าบริเวณนี้

 มีแมวเพียงตัวเดียว คือเจ้าเหมียวนี่แหละ”

“ไปเรียกมันมาซิ  อีแม่บ้านมันกินเงินเดือนใคร เสือกดีนัก ปากไม่มีหูรูด เดี๋ยวไล่ออกเสียให้เข็ด”   หล่อนออก

อาการโมโห  ทั้งที่อยู่ในชุดนุ่งขาวห่มขาว ซึ่งเพิ่งกลับจากถือศีลแปด ที่วัดข้างบ้านเมื่อเช้านี้เอง

“เจ๊  เอางี้ดีไหม    ผมจะรีบไปทำงาน  อย่างไงเจ๊ โทร.หาผมช่วงบ่ายก็แล้วกัน

“ได้  แล้วอย่าคิดว่าจะให้รับผิดชอบรถนะ  แมวในกรุงเทพฯ ไม่มีตัวเดียวนะไอ้น้อง”  หล่อนสบถบ่นด้วยอารมณ์

เดือดเลือดขึ้นหน้าแดง  แล้วเดินสะบัดก้นจนศีลหลุดหายเข้าไปในบ้านหลังใหญ่

                            เที่ยงวันนั้น หลังจากทานข้าวเสร็จ  เขาโทร. หาเป้ ซึ่งเป็นเพื่อนที่เพิ่งสอบได้ตั๋วทนายความ 

โดยไม่รอช้าก่อนที่เจ๊ญาดา จะโทร.มาหาเขา

“เป้ กู แบงก์นะ  ยุ่งอยู่หรือเปล่า  กูขอหารือหน่อยวะ”

เฮ้ย! ไอ้แบงก์ พักนี้มึงเก็บตัวเงียบเลยนะ  พรรคพวกถามถึงมึงอยู่พอดีวะ”

“อืม...กูไม่ค่อยว่างวะเพื่อน  งานยุ่งฉิบ...”

“กู เข้าใจ  มึงมันมนุษย์เมมเบอร์  ชอบยุ่งกับสมาชิกอยู่แล้ว  ว่าแต่มึงมีเรื่องเดือดร้อนอะไรวะ”

“เออ! เช้าวันนี้ กูมีปัญหากับเจ๊เจ้าของหอ  กูถูกเขาเฉ่งใส่หลายชุด ระรัวลิ้นยิ่งกว่าเอ็มสิบหกวะ”

“แล้วมึงไปยุ่งอะไรกับเขาวะ”

“กูไม่ได้ยุ่ง  แต่แมวมันยุ่งกับรถกู  มันข่วนหลังคารถเป็นรอยเต็มไปหมด  พอกูบอกเจ๊ แกกลับปฏิเสธ ทั้งที่คนในหอ

ก็เห็นกันหลายคน และรถที่โดนข่วนก็เจอกันไปหลายคัน”

“แมวที่ว่า เป็นแมวจรจัด แล้วมาอาศัยที่หอใช่ไหม”   เขาลังเลนิดหนึ่งก่อนจะตอบเป้ไปว่า

“กูไม่รู้ว่ามันมาจากไหน แต่ก็เห็นมันอยู่ที่นี่เป็นปีแล้ว  โดยเจ๊เจ้าของหอเป็นผู้ให้ข้าวเลี้ยงดูทุกเช้า-เย็น   ใครไล่แมว

แกก็จะต่อว่าทันที”

“แกแสดงความเป็นเจ้าของว่างั้นเถอะ  เคทแบบนี้เคยมีตัวอย่างมาแล้ว มึงคิดจะสู้คดีกับเจ๊หรือเปล่าล่ะ” เป้พูดตัดบท  เมื่อจับประเด็นของปัญหาที่เกิดขึ้นได้แล้ว

“เดี๋ยวกู ขอหารือกับเจ้าของรถอีก 5-6 คัน เพื่อจะสู้พร้อม ๆ กันไปเลย       เอาเป็นว่างานนี้กูขอให้มึงเป็นธุระให้กู

นะเว้ย”  

“ไม่เป็นไรเพื่อน อย่างไงกูว่าถ้าจะให้ดี  มึงให้กูเจรจากับเจ๊เพื่อหาทางออกร่วมกัน  โดยไม่ต้องเสียเวลาขึ้นโรง

ขึ้นศาล  กับอีแค่แมวตัวเดียวจิ๊บจ๊อยวะ”

“กูเชื่อมึงเพื่อน  แล้วมึงจะได้เห็นฤทธิ์เจ๊เค้า มันไม่เบาอย่างที่เอ็งคิด  แล้วกูจะให้เจ๊โทร.คุยกับมึง  ขอบใจวะเพื่อน”

เขาวางหูโทรศัพท์ด้วยความเบาใจไปเปลาะหนึ่ง  แล้วง่วนอยู่กับงานในแผนกเมมเบอร์ทั้งวัน

                            ที่หอพักเย็นวันนั้น  เวลา 18.13 น. เขาออกไปนั่งที่ระเบียงห้อง  แสงไฟรอบ ๆ หอ สว่างจ้าขึ้นเหมือน

จะแจ้งให้เจ้าเหมียวรู้ว่าได้เวลาไต่บนสันกำแพงไปนั่งม้วนหางรออาหารจากเจ้าของ  ตามเวลาที่มันเคยได้กินเป็นประจำ    “เหมียว เหมียว เหมียวลูกแม่  ม่ะ มะให้หอมแก้มสักหนึ่งที  ไปไหนมาทั้งวันเหรอลูก  ดูซิขนเปื้อนจนสกปรก  ต่อไปอย่าเที่ยวไกลนะลูก  แถวนี้หมาจรจัดมันเยอะ   เดี๋ยวมันจะกัดหูกัดหางลูกของแม่จะไม่สวยนะ”   ขณะที่หล่อนกำลังป้อนข้าวให้เจ้าเหมียวสุดที่รักอยู่นั้น  พลันเสียงหมาเห่า โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง มุมกำแพงด้านนอกดังขึ้น

“ไอ้หมาจรจัด  ไร้สกุลรุนชาติ   อย่ามาเห่ารบกวนประสาทแถวนี้นะ  เดี๋ยวแม่เบื่อด้วยลูกชิ้นซะให้ดิ้น”

หล่อนยืนบนเก้าอี้พับยื่นหน้าโผล่พ้นสันกำแพง ด่าหมาจรจัด ฉอด ๆ 

“ไอ้หมาระยำ  เห่าอยู่ได้  ชั้นเกลียดเกลี๊ยดเกลียดพวกจรจัดขี้เรื้อนทั้งหลาย  ไอ้พวกไร้บ้านอยู่   มีชีวิตจนแก่ก็ไม่มี

 ปัญญาหาที่อยู่เป็นหลักแหล่งได้    เหอะคอยดูเถอะ เห่าอีกที  จะได้เห็นดีกันคืนนี้แหละ”   คำพูดประโยคสุดท้าย

ของหล่อนพุ่งเข้ารูหูแทงทะลุหัวใจเขาจนเต้นผิดจังหวะ

“หรือว่า  เราก็ไม่แตกต่างจากหมาตัวหนึ่ง ซึ่งยังหาบ้านอยู่อาศัยอันถาวรไม่ได้ จะมีก็แต่บ้านเคลื่อนที่คือรถคู่ชีพหนึ่งคัน    และก็ไม่รู้ว่าจะเกาะหอหลังนี้ไปอีกนานสองนานเท่าไร”  เขาครุ่นคิดถึงอนาคต ขณะที่มือขวาถือทัพพีพลิกไข่

ในกระทะไปมา     “หน้ากูเหลืองเป็นไข่เจียวไปทุกทีแล้ว”   เขาพึมพำกับตัวเอง  ไข่สุกได้ที่พอดี

                            เวลา 20.13 น.  เสียงเอะอะร้องขอความช่วยเหลือดังมาจากบ้านหลังใหญ่ว่า  “ช่วยด้วย  ช่วยด้วย

ใครก็ได้ช่วยหลานชั้นที   ช่วยด้วย   ช่วยด้วย ๆ” มนุษย์หอหลายคนพากันตกใจแตกตื่น บ้างก็รีบปีนกำแพงเข้าไป

ที่บ้านเจ๊ญาดา    ครู่เดียวเขาเห็นร่างของเด็กหญิงวัยประมาณ 4 ขวบ ถูกอุ้มออกมา  เด็กน้อยน้ำลายฟูมปาก

เสียงใครคนหนึ่งตะโกนบอกให้เรียกแท็กซี่เร็ว ๆ  ช้าไม่ได้การ     ขณะเดียวกันเขาเห็นเจ๊ร้องไม่เป็นภาษาคน

ดูเธอทำอะไรไม่ถูกปากคอสั่นเป็นผีเข้า   ได้แต่ร้องว่า  ชั้นไม่ตั้งใจ   ชั้นไม่ได้ทำหลาน   ชั้นจะให้หมากิน...

ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนั้น  เขาคว้ากุญแจรถแล้วรีบบอกให้อุ้มเด็กขึ้นรถไปโรงพยาบาลทันที

                            ภายหลังที่เหตุการณ์อันวิกฤติผ่านพ้นไปแล้วเมื่อสองชั่วโมงให้หลัง   เขาโล่งอกเมื่อหมอบอกว่า

ล้างท้องช่วยชีวิตเด็กน้อยไว้ได้ทัน     คืนนั้นแสงไฟที่หอพัก คล้ายว่าจะสว่างจ้ากว่าทุกคืน  หรือเขาคิดไปเอง

ไฟในใจใครบางคนลุกโพลงแทบจะไหม้องคาพยพให้มอดม้วยไปกับความอัปยศต่ำทรามที่ได้กระทำลงไป     

โดยไร้จิตสำนึกแห่งความเป็นสัตว์ประเสริฐ     และเกือบจะทำลายชีวิตน้อย ๆ ที่ไม่รู้เดียงสา

ไปอีกหนึ่งคน    ระหว่างสิ่งมีชีวิตหนึ่งที่ใครรักหวงแหนกับชีวิตหนึ่งที่ใครตั้งข้อรังเกียจ  เหล่านั้นคือชีวิตที่รักจะอยู่ในโลกและใช้ชีวิตมิใช่หรือ

“ฮัลโหล  ดิชั้นเจ๊ญาดา  เจ้าของหอพักนะคะ”   ประโยคแรกแห่งคำพูดที่ได้ยิน เขารู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก

เพราะตลอด 2 ปีที่พักอยู่ที่นี่ไม่เคยได้ยินเจ๊ปากหวานแบบนี้มาก่อน

“สวัสดีครับ  ผมเจ้าของห้อง 221  แบงก์ รัฐพล  กำลังพูดสายครับ”

“คุณคะ  สำหรับเรื่องรถของคุณ  ดิชั้นจะรับผิดชอบซ่อมให้นะคะ   พรุ่งนี้คุณเอารถไปซ่อมห้างฯ ได้เลยนะคะ”

“ขอบคุณครับ เจ๊  แล้วผมจะดำเนินการตามที่เจ๊บอก”   ภายหลังวางหู เขารู้สึกเย็นที่ปลายนิ้วเท้า แต่ก็อบอุ่นในหัวใจ  ที่ไม่เต้นผิดจังหวะเหมือนเช่นเหตุการณ์ที่ผ่านมาทั้งวัน   

 

                            ค่อนดึกคืนนั้น เขายังนั่งอยู่ที่ระเบียงอย่างสบายอารมณ์   และไม่ละสายตาที่จ้องมองกำแพง

แห่งชีวิต  ซึ่งถูกแบ่งขั้นระหว่างความรักกับความเกลียดชัง  อันปรากฏให้เขาได้สัมผัสด้วยชีวิตและจิตใจ

แสงไฟรอบ ๆ หอพักยังสว่างอยู่เช่นเดิม   เสียงห้องข้าง ๆ พากันเงียบสงบไปหมดแล้ว   แต่สายตาเขายังจ้อง

ไปที่สันกำแพง   ไม่มีเจ้าเหมียวตัวสีขาวลายดำตัด ไต่เล่นสัพยอกหยอกแมลงเหนือหลอดไฟดวงกลมโต

ไม่มีเสียงเห่า โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง  แห่งสุนัขจรจัด     หรือว่า...ลูกชิ้นปลายังตกหล่นอยู่ข้างกำแพงอีกกี่ลูกก็ไม่รู้     วันพรุ่งนี้   เด็กน้อยวัย 4 ขวบ  คงจะได้กลับมาวิ่งเล่นที่บ้านหลังใหญ่ได้ดั่งเดิม

 

ด้วยความปรารถนาดีจากผู้เขียน   1/07/2009

ภูวดล ภูภัทรโยธิน  E-mail:  pphoovadol@yahoo.com

 



ผู้ตั้งกระทู้ ภูวดล ภูภัทรโยธิน :: วันที่ลงประกาศ 2009-07-03 08:45:31


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.