ReadyPlanet.com


เรื่องสั้น "กล้วย" (หน้า 3-4)


                                                                                                                                                                           3

                            พลบค่ำวันนั้น  เขาหอบสังขารกลับมาที่บริษัทฯ  ด้วยอาการอ่อนเพลียผสมความเครียด

ในอากัปกิริยาที่ผิดสังเกตของลุงกล้วยหอม ยามผู้ซึ่งมีอารมณ์เย็นอยู่ตลอด 

“สวัสดีครับเจ้านาย  ผมนึกว่าเจ้านายจะไม่ย้อนกลับมาแล้ว  ยังไม่กลับบ้านเหรอครับ”   ลุงกล้วยหอม

กล่าวทักทายเหมือนเช่นปกติ  แต่ที่ลุงแปลกใจทำไมในมือเจ้านายหิ้วกล้วยหอมมาถึง 3 หวีใหญ่

“ลุงผมขอนั่งด้วยได้ไหม”  เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแสนเหนื่อย

“เชิญนั่งเก้าอี้ครับเจ้านาย   เก้าอี้ตัวนี้มันเก่าไปหน่อย แต่ก็อยู่คู่กับผมมานานครับ”

ลุงกล้วยหอมควักผ้าเช็ดหน้าเช็ดเก้าอี้ ด้วยเกรงว่าเจ้านายจะนั่งเปื้อนฝุ่น

“ลุง ผมมีกล้วยมาฝาก นี่ผมซื้อมาจากแม่ค้าข้างวัดเทพศิรินฯ เชียวนะ  แม่ค้าเขาบอกว่าทั้งหอมและหวาน

ลุงเก็บไว้ทานนะ”

“ครับ ๆ  เจ้านาย    ผมว่าเจ้านายปล่อยวางไว้ตรงนั้นก่อนเถอะ ยิ่งหิ้วไว้นานยิ่งหนัก

“ลุงวันนี้ผมเครียดมากตั้งแต่เช้า ไม่รู้มันซวยอะไร  รถก็โดนก้อนหินกระเด็นใส่   อยู่ในออฟฟิตยังไม่ถึง

เวลาทำงานโทรศัพท์เรียกใช้ก็ตื๊ดมาแต่เช้า   ระหว่างเวลาทำงานก็ยุ่งเป็นมือลิงติดร่างแห  ผมน่ะทำงานทั้ง

เบื้องหน้าเบื้องหลัง   วันนี้ตอนเย็นไปเป็นพิธีกรร่วมกับฝ่าย พีอาร์  ก็โดนตำหนิมาอีก  แต่ที่ทำให้คนอื่น

ได้หน้ากลับไม่มีใครชื่นชม  ทำดีก็เสมอตัว  หากพลาดก็ถูกเพ่งเล็ง   เป็นคนเก่งก็หาว่าล้ำหน้า

เป็นคนกล้าก็หาว่าอวดเบ่ง   สู้ทำไปวัน ๆ พอใกล้สิ้นปีก็เขียน เจ อา ดี ให้มันสวยหรูเข้าไว้...   ดีไหมลุง”

“เจ้านายครับ  ชิมกล้วยหอมก่อนดีกว่าครับ”   ลุงกล้วยหอมส่งกล้วยให้เขา 2 ลูก พร้อมเผยยิ้มแบบ

คนใจเย็น    “ที่ไหน ๆ  ก็มีปัญหาด้วยกันทั้งนั้นแหละครับ  อย่างซีเคียวริตี้พวกนี้ บางคนมันก็มัก

เอาเปรียบเพื่อน  บางคนตรงต่อเวลาแต่ซื่อบื้อ บ้างก็เจ้าเล่ห์ชอบแอบหลับยาม  บางคนยิ่งซ้ำร้ายพอถูกเตือน

หลายครั้งมันก็ประชดแอบถ่ายลงลานจอดรถ เหม็นหึ่งไปหลายวัน   นี่ถ้าไม่มีกล้องวงจรปิดผมคิดว่า

คงเกิดปัญหามากกว่านี้”    

“เออ!  กล้วยหอมลุงหวานจริง ๆ”   เขาเอ่ยชมขณะปอกเปลือกกล้วยลูกที่ 2

“สมัยผมเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ที่สาธารณรัฐอินเดีย   ผมลำบากและเครียดกว่านี้ครับเจ้านาย”

“ลุง ๆ ตะกี้ลุงพูดอะไรนะ  ลุงบอกว่าเคยเรียนอยู่อินเดีย  แล้วทำไมมาเป็นยาม”

“เรื่องมันยาวครับเจ้านาย   คือว่าถ้าใครไม่ถาม   ผมจะไม่บอกว่าเรียนจบปริญญาโท

สาขา  ฟิโลโซฟี  แอนด์ ไซคอล ละจิ   ผมไปเรียนขณะยังบวชอยู่  การใช้ชีวิตที่นั่นถ้าเทียบกับบ้านเรา

ก็ลองย้อนไปที่ศรีสะเกษ เมื่อ 20 ปีที่แล้วอย่างไรก็อย่างนั้น  ผมลงมือทำเองหากินเองทุกอย่าง

เงินทองก็จำกัดจำเขี่ย   ป่วยไข้แต่ละทีแทบเอาชีวิตไม่รอด  อย่าหวังว่าจะมีสวัสดิการให้นอนใน

โรงพยาบาลที่มีห้องแอร์เย็นฉ่ำเหมือนบ้านเรา  ถ้าตายก็เผากันง่าย ๆ ริมแม่น้ำ   เมื่อเรียนจบแล้ว

ผมกลับมาเมืองไทยสักพักจึงลาสิกขาไปสมัครงานที่ไหนมันก็แก่เกินวัย เขาจึงไม่รับอีกอย่างรูปลักษณ์ของผม

ก็ตัวเตี้ยจมูกบี้ผิวดำ  สรุปว่าเป็นยามน่ะดีแล้ว”  พอสิ้นเสียงลุงกล้วยหอมอารัมภบทชีวิต เขาขยับเก้าอี้เข้าใกล้

ด้วยความสนใจใคร่รู้ในวิชั่นใหม่ ๆ อีก”     

                           

 

 

 

 

 

                                                                                                                                                                               4

                            “คนเราถ้ารักและตระหนักในสิ่งที่ตนทำ ไม่ว่าจะทำงานอะไรก็สำเร็จได้ทั้งนั้น  สิ่งสำคัญ

อยู่ที่ใจว่าหนักแน่นหรือเปล่ากับสิ่งต่าง ๆ ที่โคจรมากระทบหรือกระทุ้งกระแทกกระทั้นกับชีวิตและ

หน้าที่ของเรา   ผมไม่เคยน้อยใจในโชคชะตาของตัวเอง  แต่ผมกลับภูมิใจที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวนี้ทั้งวัน”

“ลุง ๆ   การนั่งในตำแหน่งเดิมนาน ๆ จะทำให้เป็นริดสีดวงทวารไม่ใช่หรือ” เขาขัดจังหวะขึ้นคั่นเวลา

ขณะที่ลุงนั่งกับพื้นเล่าเรื่อง   “เจ้านายครับ ไม่เห็นยากเลย  ก็อย่างลุงนี่ไง นั่งเก้าอี้ตัวสูงแล้วเปลี่ยนอิริยาบถ

นั่งต่ำให้ติดดินบ้าง  เท่านี้ก็ได้ความแตกต่าง  และมองเห็นขาเก้าอี้ที่มันขึ้นสนิมได้ชัดขึ้น”

“ส่วนความรู้คือสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่ชีวิต  แต่ความจริงคือสิ่งที่จิตใจเราต้องกระจ่างกับมัน 

มิเช่นนั้นความมืดจะเข้ามาครอบงำให้หงุดหงิด  และง่ายต่อการกระทบกระทั่ง ทั้งไม่รู้จักยอมหรือปล่อยวาง

เจ้านายจำได้ไหม  เมื่อสักครู่ที่เจ้านายหิ้วกล้วยมาฝาก   แล้วผมบอกว่า ปล่อยวางไว้ตรงนั้นเถอะ

ยิ่งถือไว้นานยิ่งหนัก  นั่นคือสิ่งที่ผมกำลังสื่อถึงเจ้านาย เพราะผมสังเกตเห็นเปลือกนอกที่ไม่สู้ดีมา

ตั้งแต่เช้าแล้ว”   ลุงกล้วยหอมทิ้งคำพูดประโยคสุดท้าย  พลันปอกเปลือกกล้วยออกง่ายนิดเดียว      

                            หลังจากที่สนทนากับลุงกล้วยหอม  นามสกุลแสนดี    พลบค่ำวันนั้นเขาขับรถกลับบ้าน

ด้วยอารมณ์ที่ปลดปล่อย  ไม่มีคนตัดหญ้าบนขอบถนนข้างสวนจิตรลดา (เขาคิดถ้ามีก็ช่างมัน)  ไม่มีเสียง

โทรศัพท์รบกวน  เขาคิดถ้ามีก็ถือว่าเป็นการได้รับเกียรติที่มีผู้บริหารระดับสูงตลอดจนคนอีกหลายระดับ

หลายองค์กรเห็นความสำคัญของเขา

                            รถของเขามาจากเงินเดือนที่ได้จากองค์กร  เจ้าตัวเล็กได้เรียนอนุบาลชั้นแนวหน้า

มาจากเงินเดือนของเขา   เก้าอี้ในตำแหน่งของเขานั่งนุ่มและสามารถปรับเอนให้นั่งเขียนอะไรต่อมิอะไร

ได้อย่างเฉียบคม  มาจากความเมตตาของผู้บริหารระดับสูงที่มอบให้

“หากตะวันยังคงส่องแสง จะหมดแรงผิดหวังทำไม”  เสียงเพลงเก็บตะวันในโทรศัพท์ดังขึ้นขณะที่เขา

ขับรถถึงหน้าบ้านพอดี

“สวัสดีครับท่าน”

“เฮ้ย!  ราเชนทร์ ยินดีด้วยนะ”  เขาออกอาการตื่นเต้นและประหลาดใจ ในคำทักทายของผู้บริหารฯ

“ท่านประธานฯ  ชื่นชมคุณ  ท่านบอกว่าคุณเขียนประวัติผู้วายชนม์ดีมาก  ทั้งอ่านก็ฉะฉานชัดถ้อย

ชัดคำ  และที่น่าภูมิใจท่านนายก  รวมทั้งรัฐมนตรีอีกหลายท่านได้ให้เกียรติร่วมในพิธีและฟังคุณกล่าวด้วย

 ไอมีของดีจากท่านประธานเป็นของขวัญให้ยูได้เซอร์ไพรส์

ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง    แล้วพรุ่งนี้เจอกันนะ”

                            พรุ่งนี้เช้า...  เขาจะไปทำงานเป็นปกติ  ขับรถอย่างปกติ ควบคุมอารมณ์ต่อสิ่งกระทบระหว่าง

ทางด้วยอาการปกติ   แวะทักทายลุงกล้วยหอมให้เป็นปกติ     และเขาจะทานกล้วยหอมของลุงไปอีกตราบเท่าที่

ลุงยังนั่งอยู่ที่เก้าอี้ตัวนั้นอย่างเป็นปกติวิสัยแห่งความสุขของลุง

 

E-mail :     pphoovadol@yahoo.com

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   

 

 

  

 



ผู้ตั้งกระทู้ ภูวดล ภูภัทรโยธิน :: วันที่ลงประกาศ 2009-06-29 08:47:09


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (2331188)

บทความนี้สอยเกี่ยวกับเรื่องอะไรคะ

ผู้แสดงความคิดเห็น อัง วันที่ตอบ 2013-01-31 11:05:34


ความคิดเห็นที่ 2 (2344655)

การปล่อยวางและไม่ยึดติดค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น น้องมิ้วกี้อวบอึ๋มเด้งดึ๋ง วันที่ตอบ 2013-03-25 22:27:27



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.