ReadyPlanet.com


เรื่องสั้น \


                                                                                                                                                                                                               

            เราคือผีที่สัมผัสได้                                                     

เรื่องสั้น เขียนโดย    ภูวดล  ภูภัทรโยธิน

 

                            ใต้แผ่นอก...  ก้อนเนื้อก้อนหนึ่งเท่าดอกบัวตูม  เต้น ตึ่ก ตัก ตึ่ก ตัก ๆ  มิรู้หยุด    โดยได้รับมาจากผู้บริจาค 

ซึ่งเวลานี้ คงไปอยู่บนสรวงสวรรค์แล้ว  ทั้งที่มิใช่สายโลหิต หรือญาติโกโหติกา  และไม่คิดที่จะทวงถามถึงบุญคุณว่าได้ฝัง

อยู่ในแผ่นอกของผู้ใด   ช่างเป็นปรากฏการณ์อภิมหาอนันตคุณต่อผู้ได้ครอบครองยิ่งนัก  จังหวะแห่งการเต้น แม้จะผิดแผกไปจากคนปกติอยู่บ้าง ซึ่งอัตราชีพจรของคนปกติเฉลี่ย 72-78 ครั้งต่อนาที (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุวัยและประสิทธิภาพของผู้นั้น)

การเต้นของชีพจรจึงมีคุณค่ามหาศาล  ภายใต้องคาพยพแห่งจิตวิญญาณ  เต้นเพื่อสูบฉีดโลหิตให้หมุนเวียนหล่อเลี้ยงร่ายกาย    เต้นเพื่อเสริมสร้างประดิษฐกรรมชีวิต ให้เคลื่อนไหวในโลกย์แห่งประดิษฐกาลเวลา      หรือเต้นเพื่อสืบสายเผ่าพันธุกรรมมนุษย์  ที่อวตารอะตอมจากจักรวาลใดปรุงแต่งให้เป็นโลกแห่งดาวเคราะห์  ก็มิเกินกว่าที่ก้อนเนื้ออีกหลาย ๆ ก้อน จะเต้น

ตามหาคำตอบ    แต่ 13 กว่าปี ที่สิงสถิตอยู่ในตัวฉัน คือก้อนเนื้อที่ยังมีคุณภาพในองคาพยพของผู้บริจาค ซึ่งสิ้นใจไปแล้ว

                            “ไม่รู้สิ” บางครั้งฉันก็อดคิดไม่ได้ว่า “ฉันคือผีมีชีวิตที่สัมผัสได้”    ผีที่คนในครอบครัวรัก ห่วงใย      ผีที่

สังคมส่วนใหญ่ยอมรับ    ผีที่ยืน  เดิน  นั่ง  นอน  ดื่ม  ทำ  พูด  คิด  และรับรู้ถึงเรื่องราวของการ กิน  กาม  เกียรติ  ลาภ  ยศ

หนาว  ร้อน  สุข  ทุกข์   ประกอบกับการใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรมเหมือนบุคคลทั่วไป     และที่สำคัญเหนือสิ่ง

อื่นใดคือ   คนใกล้ชิดไม่มีใครรังเกียจ  หรือกลัวโครงร่างของผีมีชีวิตนี้เลย      โดยเฉพาะน้องแตม ลูกสาวสุดที่รักของฉัน

มักมานอนหนุนตัก เอียงหูเข้าแนบสนิทหน้าอก เพื่อฟังจังหวะบรรเลงแห่งการเต้นของชีพจรก้อนเนื้อ   ซึ่งฉันไม่เคยปริปาก

ถามแตม แม้สักครั้งเดียวว่าเนื้อหาของการเต้นเป็นอย่างไรบ้าง   แต่ทุกครั้งที่แตมมานอนแนบเนื้อหน้าอก  ดูเธอมีความสุข

และอบอุ่นอย่างไม่รู้อิ่ม            หลังจากอุ้มแตมไปวางบนที่นอนแล้ว ฉันก็ไม่ลืมที่จะก้มลงหอมแก้มอันเนียนนุ่มเบา ๆ

“หลับฝันดีนะลูก”   

ข้อปฏิบัติหลักที่คุณหมอกำชับไว้คือ   ต้องทานยาบำรุงหัวใจ  และยาต้านภาวะแทรกซ้อน เพื่อรักษาสมดุล

ของก้อนเนื้ออันแสนวิเศษไว้ให้นานเท่าที่จะนานได้

                            บางโอกาสฉันไปร่วมงานบำเพ็ญกุศลศพ ช่างสงสารเจ้าภาพเสียเหลือเกิน ที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก

บ้างบางคนก็อายุยังน้อย น่าจะอยู่ในโลกได้อีกยาวนาน      บ้างบางคนยังมีภารกิจเป็นพันธนาการที่ต้องรับผิดชอบดูแล

แต่ต้องมาด่วนจากไป  “ ชีวิตช่างเอาอะไรแน่นอนไม่ได้จริง ๆ”    ฉันเคยได้ยินพิธีกรกล่าวไว้อาลัยผู้วายชนม์  โดยเปรียบ

ชีวิตเสมือนรถยนต์  มีมือ 2 ข้าง   มีเท้า 2 ข้าง เปรียบเป็นล้อรถ   และรถคันนี้เป็นรถสปอร์ตตกแต่งพิเศษ  มีประตูเปิด-ปิด

ถึง 9 ประตู  ซึ่งประกอบด้วย ดวงตา  หู  จมูก  ปาก  ทวารหนัก  ทวารเบา  สรีระยนต์คันนี้แล่นไปจากจุดสตาร์ท คือการเกิด

อันเป็นปฐมวัย   แล่นไปสู่วัยกลางคนเรียกว่า  มัชฌิมวัย   และแล่นไปสู่ความแก่เรียกว่า  ปัจฉิมวัย   ในบางช่วงของชีวิต

ที่แล่นไปนั้น อาจมีอุปสรรคน้อยใหญ่ ตามความแตกต่างของการดำเนินชีวิต  และแน่นอนเมื่อรถถูกใช้มากวันมากเวลา

รถก็ยิ่งสึกหรอ  ซึ่งต้องได้รับการซ่อมแซม   หากมีอาการน้อย ก็พอซ่อมได้  หาอะไหล่เปลี่ยนได้  แต่ถ้ามีอาการมาก  แม้ว่า

มีช่างผู้เชี่ยวชาญเพียงใด  ก็ไม่สามารถที่จะซ่อมได้  จนในที่สุดสรีระยนต์ย่อมถึงกาลอวสาน ที่ต้องจอดสนิท ณ ป้ายสุดท้าย

คือความตาย   พร้อมกับก้อนเนื้อที่เคยเต้นมาไม่รู้กี่แสนกี่ล้านครั้ง ย่อมหยุดจังหวะลงโดยปริยาย     อย่างไรก็ตาม สรีระยนต์

ชีวิตยังมีป้ายทะเบียนแห่งชื่อและนามสกุล  รวมทั้งคุณความดี ปรากฏเป็นที่ประจักษ์ในโลกใบนี้ไปอีกนานแสนนาน

                           

 

                                                                                                                                            

 

                            ภายใต้แผ่นอก...  ก้อนเนื้อเท่าดอกบัวตูมยังเต้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเติมเต็มชีวิต   และหยอกล้อวงเล็บแห่งกาล

เวลาไปอีกนานเท่าไรไม่รู้  สำหรับชีวิตของฉัน                 วันพรุ่งนี้ครอบครัวของเราจะเดินทางไปเที่ยวประเพณีสงกรานต์

ที่จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นถิ่นมาตุภูมิของคุณฆ้อง พ่อของน้องแตม  แตมบ่นมานานแล้วว่า  ถ้าครอบครัวเรามีรถสักคัน แตมอยาก

ให้คุณพ่อกับคุณแม่ พาแตมไปกราบเท้าคุณย่า  ซึ่งคงสมใจปรารถนาของแตม   เพราะคุณพ่อซื้อรถเก๋งคันใหม่ สีดำ ที่ถูกใจ

แตม มาก ๆ    และพรุ่งนี้พวกเราจะออกเดินทางแต่เช้าตรู่ เพื่อไปรดน้ำดำหัวขอพรคุณย่า กับทั้งเยี่ยมญาติ อย่างที่ตั้งใจเอาไว้

                            ฉันคลำแผ่นอก...  ก้อนเนื้อเต้น ตึ่ก ตัก ตึ่ก ตัก ๆ     เหมือนจะบอกว่ายังไม่อิดอ่อนในการเต้นระบำกับชีวิต

มา 13 ปี   ขอให้นอนหลับและฝันดีทุกคน     บันทึกเสร็จเวลา  23.13 น.  วันที่  13 เมษายน 2552

                            (กระต่าย) ผีมีชีวิตที่สัมผัสได้ค่ะ    ราตรีสวัสดิ์

 

“สมชาย  อย่าลืมกดปุ่มปรับอุณหภูมิความร้อนพลังแก๊สให้ได้ระดับองศาตามที่ตั้งไว้นะ หัวฉีดเผาผีสูงสุด 800 องศา หัวฉีดเผามลพิษควันดำ 900 องศา”      พระมหาเชวงวงศ์  ตะโกนเตือนสัปเหร่อสมชายที่บันไดเมรุด้านล่าง     “ท่านมหา นิมนต์

ขึ้นบนเมรุ  ผมใคร่ขอหารือครับ”      สมชายพูดพร้อมกับกดปุ่มเปิดประตูเตาเผาผี

เสียงน้ำเนื้อในศพแตกกระทบเปลวเพลิงจากปลายท่อแก๊สที่พวยพุ่งดัง  แต๊บ ตั๊บ ตุ๊บ ตั๊บ  ให้ตื่นเต้น

ไม้เขี่ยผี เลือกแทงส่วนท้องและทรวงอก เพราะ 2 จุดนี้เผาไหม้ช้ากว่าส่วนอื่นของซาก

“พอแล้ว ๆ  อย่าแทงแรงเดี๋ยวศพเจ็บ”   “ท่านมหาก็มีมุกตลกด้วยหรือนี่”  สมชายเปรยคำพูดทั้งที่มือยังกำไม้เขี่ยผีอยู่

“เฮ้ย !  ก่อนเผาเองเปิดโลงตรวจดูแล้วหรือยัง  บางศพเจ้าภาพชอบเอาตุ๊กตาพลาสติกและของรักของชอบใส่ในโลง

บางชิ้นก็เป็นอะลูมิเนียม  เผายาก กินแก๊สเกิน 2 ถังใหญ่ กว่าจะหมด   กทม. เขามีคำเตือนมาแล้ว เราต้องคำนึงถึงพอลลิวชั่น

มลภาวะ  ตกลงเองตรวจแล้วใช่ไหม”    “เรียบร้อยแล้วครับ”  สมชายขานตอบท่านมหา    ว่าแต่ว่าผมขอหารือคือว่า

ผมเจอสมุดบันทึกของผู้ตาย อยู่ในถุงพลาสติกสีชมพู  เข้าใจว่าเจ้าภาพคงเผลอเก็บรวบรวมกับของใช้ของผู้ตายใส่ในโลง

“แล้วเป็นไง”  ท่านมหาย้อนถาม      ผมเห็นว่าเป็นบันทึกที่อ่านแล้วอิ่ม อีกทั้งอิน   และชวนให้ตั้งคำถาม เพื่อต่อยอด

ความคิดอีกหลายประเด็นเชียว”       สมชายพูดพลางหยิบน้ำเย็น ถวาย  

“ท่านครับ  ท่านคิดว่าผีมีจริงไหมครับ”    “มันมีอยู่ในความไม่มี”  สมชายงุนงงในคำตอบ  ขอได้โปรดให้อรรถาธิบาย

ขยายความให้กระจ่างหูกระจ่างตาหน่อยเถิดท่าน    

“ก็อย่างที่เองอ่านบันทึกนั่นแหละ  เขาคือคนที่มีซากผีอยู่ในชีวิต  และเขารู้จักปรับตัวให้เข้ากับผีได้แนบแน่นอย่างกะ

ปลาท่องโก๋  ทั้งยังรู้คุณค่าของซากที่ได้มาด้วยการอยู่เป็น ใช้เป็น และทำใจได้   เองคงเคยได้ยินคำว่า จงสละทรัพย์เพื่อรักษา

อวัยวะ   จงสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต   แต่ข้าอยากต่ออีกนิด  จงสละชีวิตเพื่อชีวิตอีกหลายชีวิตได้มีลมหายใจต่อไป

แล้วจะมีผีที่ไหนให้น่ากลัวอีกเล่า   คนเราถ้าเข้าใจในสัจธรรมความเป็นจริง  รู้จักแบ่งบุญ โลกก็คงเบิกบาน มีระเบียบ

สดใสน่าอยู่กว่านี้แน่” สมชายขยับเก้าอี้เข้าใกล้ท่านมหา    เงี่ยหูฟังด้วยความตั้งใจ  เหมือนว่าอยากบรรลุอะไรบางอย่าง

แต่ในมือถือกระป๋องเบียร์ที่ยังไม่เปิด

“ท่านมหา  คนที่บริจาคอวัยวะให้คนอื่น ชาติหน้าถ้าเขาเกิดมา จะมีอวัยวะครบไหมครับ”   ขณะที่ตั้งคำถามมือดึงฝา

กระป๋องเบียร์  เสียงดัง เป๊าะ  ฟองเบียร์ทะลัก   สมชายแลบลิ้นเลียอย่างรีบร้อน

“เองเงยหน้าขึ้นฟ้ามองไปที่เชิงชั้นฉัตรยอดเมรุ  เองเห็นต้นไม้ ต้นเล็ก ๆ นั่นไหม  ตรงนั้นเป็นปูน แต่มันยังเจริญเติบโตได้

นับประสาอะไร  ยิ่งถ้าต้นไม้ต้นใดได้อยู่ในที่มีดินอุดมสมบูรณ์  ก็ย่อมเจริญพันธุ์  พร้อมให้นกกามาพึ่งพาอาศัยร่มเงา

 

 

                                                                                                                            

และได้กินดอกผลแห่งเมล็ดพันธุ์   อีกทั้งช่วยขยายพันธุ์  เมื่อพวกมันโบยบินไปถ่ายมูลไว้ที่ใด  ที่แห่งนั้นย่อมมีชีวิตที่

งอกเงยและงดงาม  นี่คือวัฏจักรของชีวิต    ผู้ให้อวัยวะก็เช่นเดียวกัน  ถ้ามีโอกาสได้เกิดมาอีกชาติ  ไยต้องไปกังวลกับ

อวัยวะที่บริจาค   เพราะนั่นคือบุญมหาศาล  เมื่อปฏิสนธิในที่แห่งใด  ย่อมงอกเงยได้ใหม่ในที่แห่งนั้น  ทั้งใหม่สด ซิง ๆ

เสียด้วย”        ท่านมหา   ก้มหน้าอธิบายร่ายปรัศนีชีวิตเสียยืดยาว  

สมชายบ่น “เบียร์กระป๋องยิ่งถือไว้นานยิ่งขม”

“ก็แน่ล่ะสิ   มันไม่ขมที่ปากลิ้นเท่านั้น  แต่มันจะขมแข็งติดตับ  แล้วสักวันก็จะแตก ตุ๊บ ตั๊บ ตุ๊บ ตั๊บ อย่างเสียงเผาผีไม่ผิดเพี้ยน  แกคงไม่มีโอกาสได้เป็นนายกสมาคมสัปเหร่อ กทม. แล้วกระมัง”

ท่านมหากล่าวเชิงประชดประชัน   แต่สมชายไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบ  เพราะรู้ว่าฝากปากฝากท้องไว้กับวัด   “ตามที่ท่านมหา

ได้ให้เหตุผลมาทั้งหมด  ทำให้ผมอยากจะบริจาคร่างกายเสียแล้วล่ะครับ  ขออย่างเดียวเวลาดองศพ  กรุณาสวมกางเกงใน

ให้ด้วยเถอะ เพราะว่าผมเคยไปดูห้องเก็บศพ แต่ละศพนอนเปลือยโด่ ซะเด้ง เชียว เขาอายนะ”  “ไอ้เวร เองคิดมากถึงเพียงนี้

เลยหรือวะ  ตายแล้วยังจะติดหล่ออีก   ดูข้าสิ  ตั้งแต่บวชมายังไม่เคยรู้จักกางเกงใน ไม่เห็นเป็นไรนี่หว่า”  ท่านมหาสบถแบบมีอารมณ์   สมชายยกมือไหว้ท่วมหัวสาธุ  แล้วลุกไปกดปุ่มเปิดประตูเตาเผาผีอีกครั้ง  เปลวเพลิงลามเลียซากดุจว่าอร่อยรสที่เลอเลิศ   ไฟฟอนสีส้มอมแดงแผดเผาองคาพยพพร้อมกับเหตุการณ์ที่เป็นไป...     ภายใต้หน้ากากครอบแว่นตาดำของสมชาย

ภาพทรวงอกยังคุกรุ่นอัคคีกาลอันร้อนระอุ  คล้ายภูเขาไฟปะทุลาวา   ดอกบัวตูม ดอกนั้น ผุดอยู่ใจกลางลาวาร้อน

ทว่าช่างงดงามในผนึกนึกคิดของสมชายเป็นยิ่งนัก   ใครหนอคือเจ้าของดอกบัวตูม ดอกนั้น

“ข้าว่าเองน่าจะบวชเสียตั้งนานแล้ว  อุตส่าห์เรียนจนจบปริญญา     ฝากให้ไปทำงานที่บริษัทฯ ได้ไม่นาน ยังหนีไม่พ้นวัด

  มาเป็นว่าที่นายกสมาคมสัปเหร่อเอาจนได้”   “เองอย่าโกรธข้านะ  ที่พูดก็เพราะเป็นห่วงอนาคต  กลัวจะหมดไปกับน้ำเมานั่นประไร”  ท่านมหากึ่งบ่นกึ่งสอนด้วยความเอ็นดู   และเอ่ยถามถึงสมุดบันทึกเล่มนั้น

“อ๋อ !  อยู่นี่ครับ   ผมว่าท่านเก็บไว้ก็ดีนะ   พรุ่งนี้เช้าเก็บอัฐิ  จะได้แก้ต่างให้ผมว่าไม่ใช่สัปเหร่อขี้ขโมย 

ผมไม่มีเจตนาจริง ๆ   เพราะมันอยู่ในถุงพลาสติก จึงต้องเอาออกจากโลง”  สมชายพูดเชิงยอมรับกับสิ่งที่กระทำ

“ไม่เป็นไรหรอก  ถือว่าเห็นแก่พวกมุโขโลกนะ  ข้ากับเจ้าภาพรู้จักกัน  อีกอย่างจะหาโอกาสไปเยี่ยมคุณฆ้องที่โรงพยาบาล

ทราบว่าอุบัติเหตุครั้งนี้  แกเจ็บหนักเอาการ ต้องถูกผ่าตัด  แต่หมอยังรอเลือดบริจาค เพราะแกกรุ๊ป AB  หาเลือดยาก

ส่วนลูกสาวเจ็บนิดหน่อย   ว่าแต่เองเถอะปลงได้หรือยังกับคำถามเรื่องผี ๆ   แหม! ทั้งที่มัดตราสังศพแทบทุกวัน ยังไม่ปลงอีก”  “สมัยนี้  ผีที่น่ากลัวคือผีตัวเป็น ๆ  ที่มันยั้วเยี้ยยัดเยียดแย่งกันอยู่กินจนโลกขึ้นสนิม  และไม่รู้จักอิ่ม มัวแต่เอา เหมือนท้องมหาสมุทร เติมเท่าไหร่ไม่รู้เต็ม” ท่านมหากล่าวสำทับก่อนยกแก้วน้ำขึ้นจิบในรสชาติจืด ๆ แต่แจ่มอยู่ในจิตใจใครบางคน    สมชายกดปุ่มเปิดประตูเตาครั้งสุดท้าย  เปลวเพลิงลดระดับอุณหภูมิความร้อนแรง   ซากสรีระมอดไหม้เกือบหมดแล้ว

ซากกาลเวลาเกือบสิ้นสุด   ซากความโศกเศร้ายังล่องลอยอยู่ในอากาศรอกิเลสสูดดม     ซากความคิดยังต่อยอดแบ่งบาน

ดังดอกบัวตูม ดอกนั้น   และอีกหลาย ๆ ดอก  อันจะยังประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติอย่างไม่จบสิ้นอวสาน

 

รุ่งเช้าของวันใหม่ เวลา 07.13 น. แสงแดดอ่อนเลียต้นไม้อ่อน ๆ ปลายเชิงชั้นฉัตรยอดเมรุเก่า  นกพิราบไซ้ซอกขนบนช่อฟ้า

หลังคาโบสถ์  สมชายเรียงอัฐิสีขาวหม่นเป็นรูปคน  เจ้าภาพหน้าหม่นหมองนองน้ำตาในพิธี    พระสงฆ์ 4 รูป ห่มผ้าสีกรัก

หมองริ้วรอยหม่น    อันมีพระมหาเชวงวงศ์เป็นหัวหน้า  พิจารณาผ้าบังสุกุล  อนิจจา วตสังขารา ฯ   (เสร็จพิธี)

“สมชาย เพลวันนี้ ข้าไม่อยู่ฉันนะ  ถ้ามีญาติโยมถามถึงให้บอกว่า มีธุระไปศูนย์รับบริจาคฯ   สภากาชาดไทย  

ท่านมหาเอ่ยปาก  แล้วก้าวขึ้นแท็กซี่ออกจากวัดบัดเดี๋ยวนั้น...                นกพิราบสลัดปีกเบาสบายโบยบินไปในอากาศ

อันกว้างใหญ่ไพศาลอย่างอิสระ    เวลา 08.13 น.

 

 

 

 

 

 

 

 



ผู้ตั้งกระทู้ ภูวดล ภูภัทรโยธิน :: วันที่ลงประกาศ 2009-06-09 11:52:41


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.