ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > บทกวีนิพนธ์การเมืองที่ได้รับรา...

บทกวีนิพนธ์การเมืองที่ได้รับรางวัลพานแว่นฟ้า ประจำปี ๒๕๕๔


สำนวนชนะเลิศบทกวีการเมืองรางวัลพานแว่นฟ้า  ประจำปี๒๕๕๔

                                           มนุษย์เหวย เหวยมนุษย์
         น่าหัวเราะเยาะเย้ยเหวยมนุษย์      ชวนสมเพชที่สุดมนุษย์เหวย
เกลา กล่อม ตะล่อม สั่ง บังคับ เปรย    ลูกหลานเอ๋ยจงหวงแหนผืนแผ่นดิน
      แผ่นดินคืออะไร ฤา มนุษย์         เพียงปักจุดหมุดหมายคราวย้ายถิ่น
ก่อกั้นแนวแผ้วถางทางทำกิน            ขณะนกยังบินข้ามไปมา           
      ไปมาหาได้มีป้ายชี้เขต              ไร้ประเทศไร้เจ้าของทั่วท้องป่า
เมฆาคลื่นเลื่อนล่องทั่วท้องฟ้า           มนุษย์บ้าบังอาจประกาศครอง
      ประกาศครองห้ามเข้าเขตกำหนด ออกกฎแสดงความเป็นเจ้าของ   
ขีดคร่อมล้อมจดการจับจอง               ป่าวร้องก้องทะลุจักรวาล
      จักรวาลคืออะไร ฤา มนุษย์             แท้คือบ้านอันบริสุทธิ์ของสสาร
คือผู้ให้กำเนิดจินตนาการ                  คือความว่างกลางวิมานกาลเวลา
      กาลเวลาผู้รักความสงบ               สร้างมนุษย์ผู้ค้นพบการค้นหามนุษย์ผู้รวมฝันกับปัญญา             เปลี่ยนเปลือกโลกธรรมดาเป็นแผ่นดิน
         แผ่นดินอันมีอธิปไตย                  เหนือดอกไม้ใบหญ้าบนผาหิน
เหนือทุ่งใหญ่สายธาราระริน               เหนือผิว กลิ่น ที่มา ภาษารัก
      ภาษารักภาษาใจภาษามิตร          อักขระต่างประดิษฐ์ต่างสลัก
สุดเขตแดนแผ่นดินถิ่นพำนัก              ต่างยืนชักธงชาติประกาศชัย
      ประกาศชัยอันใด ฤา มนุษย์          จักรวาลมิเคยหยุดการเคลื่อนไหว
ธง อำนาจ ชาติ รัฐ อธิปไตย            จะหาใด ไม่ขยับ ปรับ เปลี่ยน แปลง
      ปรับ เปลี่ยน แปลงไปตามกาลเวลา   ใช่บัญชานรกสรรสวรรค์แสร้ง
มนุษย์เหวยหยุดวิวาทหวาดระแวง       อย่าแก่งแย่งกันนักเลยเหวยมนุษย์
  
                                                                                                       นรพัลลภ ปณุทนรพาล 


ผู้ตั้งกระทู้ ผู้สื่อข่าวสายเทพ :: วันที่ลงประกาศ 2011-08-13 12:18:56


[1]

ความเห็นที่ 1 (2205452)

สำนวนชนะเลิศบทกวีการเมืองรางวัลพานแว่นฟ้า  ประจำปี๒๕๕๔

                                           มนุษย์เหวย เหวยมนุษย์
         น่าหัวเราะเยาะเย้ยเหวยมนุษย์      ชวนสมเพชที่สุดมนุษย์เหวย
เกลา กล่อม ตะล่อม สั่ง บังคับ เปรย    ลูกหลานเอ๋ยจงหวงแหนผืนแผ่นดิน
      แผ่นดินคืออะไร ฤา มนุษย์         เพียงปักจุดหมุดหมายคราวย้ายถิ่น
ก่อกั้นแนวแผ้วถางทางทำกิน            ขณะนกยังบินข้ามไปมา           
      ไปมาหาได้มีป้ายชี้เขต              ไร้ประเทศไร้เจ้าของทั่วท้องป่า
เมฆาคลื่นเลื่อนล่องทั่วท้องฟ้า           มนุษย์บ้าบังอาจประกาศครอง
      ประกาศครองห้ามเข้าเขตกำหนด ออกกฎแสดงความเป็นเจ้าของ   
ขีดคร่อมล้อมจดการจับจอง               ป่าวร้องก้องทะลุจักรวาล
      จักรวาลคืออะไร ฤา มนุษย์             แท้คือบ้านอันบริสุทธิ์ของสสาร
คือผู้ให้กำเนิดจินตนาการ                  คือความว่างกลางวิมานกาลเวลา
      กาลเวลาผู้รักความสงบ               สร้างมนุษย์ผู้ค้นพบการค้นหา
มนุษย์ผู้รวมฝันกับปัญญา                  เปลี่ยนเปลือกโลกธรรมดาเป็นแผ่นดิน
         แผ่นดินอันมีอธิปไตย                  เหนือดอกไม้ใบหญ้าบนผาหิน
เหนือทุ่งใหญ่สายธาราระริน               เหนือผิว กลิ่น ที่มา ภาษารัก
      ภาษารักภาษาใจภาษามิตร          อักขระต่างประดิษฐ์ต่างสลัก
สุดเขตแดนแผ่นดินถิ่นพำนัก              ต่างยืนชักธงชาติประกาศชัย
      ประกาศชัยอันใด ฤา มนุษย์          จักรวาลมิเคยหยุดการเคลื่อนไหว
ธง อำนาจ ชาติ รัฐ อธิปไตย               จะหาใด ไม่ขยับ ปรับ เปลี่ยน แปลง
      ปรับ เปลี่ยน แปลงไปตามกาลเวลา ใช่บัญชานรกสรรสวรรค์แสร้ง
มนุษย์เหวยหยุดวิวาทหวาดระแวง        อย่าแก่งแย่งกันนักเลยเหวยมนุษย์
  
                                                                                                       นรพัลลภ ปณุทนรพาล 


 

ผู้แสดงความคิดเห็น ผู้สื่อข่าวสายเทพ วันที่ตอบ 2011-08-13 12:21:50


ความเห็นที่ 2 (2205461)

 

สำนวนรองชนะเลิศบทกวีการเมืองรางวัลพานแว่นฟ้า  ประจำปี๒๕๕๔
 
                                           นี่หรือคือประเทศของข้าพเจ้า
 
                นี่หรือคือประเทศของข้าพเจ้า               ล่มสลายใต้เงื้อมเงาความร้าวฉาน
สลดแสงแหว่งวิ่นทุกวิญญาณ                               ไม่เหลือดอกไม้บานแล้ววันนี้
          นี่หรือคือแผ่นดินของข้าพเจ้า          ดื่มร่ำกรำความเศร้าไปทุกที่
เปลี่ยนผ่านสู่ทุรยุค-ทุกข์ทวี                      สิ้นไร้วิถีอันเคยงาม
           นี่หรือคือบ้านเกิดของข้าพเจ้า         ความรุนแรงแฝงเร้าเข้าหยาบหยาม
ความชิงชังคั่งคุประลาม                            เข่นฆ่ากันในนามอธิปไตย
                จะสร้างชาติได้อย่างไรในเถ้าธุลี      ท่ามผงคลีผิดอกไม้-จะได้ไหม
ข้าพเจ้าจึงหลงทางกลางเมืองไทย             ที่เปลี่ยนไปแปลกปนจนทุรลักษณ์
           แผ่นดินแยกแตกร้าวในเงาตนเอง    ถั่งโถมเพลงศพเร้าเข้าแตกหัก
นี่หรือคือบ้านอันแสนรัก                            หลงเหลือเพียงซากปรักที่หักพัง
           นี่หรือคือมาตุภูมิแห่งข้าพเจ้า          ล้วนฝุ่นเถ้าจากศพทบกลบฝัง
ทุกหัวใจเคลือบอาบฉาบความชัง                กระหน่ำเสียงปืนปัง-ก็พังพับ
                ข้าพเจ้าจึงหลงทางระหว่างหน         มืดมนราวตะวันนั้นแตกดับ
เราต่างพ่ายบนซากรอยความย่อยยับ           มิเหลือใดให้ต้องจับกับพรุ่งนี้
                                                                     
                                                                    เจริญขวัญ      
                               
ผู้แสดงความคิดเห็น ผู้สื่อข่าวสายเทพ วันที่ตอบ 2011-08-13 12:57:14


ความเห็นที่ 3 (2205467)

สำนวนที่ได้รับรางวัลอีก ๑๐ สำนวน จะทยอยลงมาให้อ่านในเว็บสมาคมนักกลอนต่อไป ถ้าจะมีการวิจารณ์ แสดงความคิดเห็นก็ขอให้เป็นไปโดยสุภาพ เรียบร้อย ใช้เหตุใช้ผล ใช้ภาษาที่สร้างสรรค์นะขอรับ

ผู้แสดงความคิดเห็น ผู้สื่อข่าวสายเทพ วันที่ตอบ 2011-08-13 13:12:53


ความเห็นที่ 4 (2205531)

"เจริญขวัญ" เป็นนามปากกาของท่านใด ใครทราบ ช่วยบอกกันบ้าง ขอแสดงความยินดีทุกท่านที่ได้รับรางวัล และเป็นกำลังใจให้คนที่พลาดรางวัลพานแว่นฟ้า ปีหน้าสู้กันใหม่ครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น เจริญฤทธิ์ วันที่ตอบ 2011-08-13 17:40:43


ความเห็นที่ 5 (2205666)

 

สำนวนรางวัลชมเชยบทกวีการเมืองรางวัลพานแว่นฟ้า  ประจำปี๒๕๕๔
 
                                           “ครอบครัวเล็กๆครอบครัวหนึ่ง”
 
๑.     และแล้ว......พ่อก็ไป                      ฉันเห็นแม่ร้องไห้อยู่ครู่หนึ่ง
แม้สีหน้าพ่อเหมือนเปื้อนมึนตึง                           พ่อยังดึงแม่มากอด......ก่อนจากลา
๒.     และแล้ว.....พี่ก็ไป                   น้ำตาแม่อาบไหลนองใบหน้า             
กอดลูกชายสะอึกสะอื้นกลืนน้ำตา             ขอทวยเทพเทวามาคุ้มครอง
๓.     และแล้ว....เพื่อนก็ไป               มิตรภาพหวั่นไหวในขุ่นข้อง
อึดอัดขัดเคืองค้างเนืองนอง                     ฉันไตร่ตรองเรื่องราวแห่งร้าวราน
๔.     เมื่อเพื่อนชวนฉันไปประท้วง       ร่วมไล่ปวงปรปักษ์สู่หลักประหาร
สาปส่งเศษสวะเผด็จการ                          ที่แสร้งสร้างมาตรฐานยุติธรรม
เพื่อนโกรธเพราะฉันไม่ไปเดินขบวน           ต่อว่า ว่า “ตีรวน-กวน-เพ้อพร่ำ
การเมืองประเทศนี้เป็นสีดำ                    ต้องพลิกคว่ำปฐพีสร้างสีทอง.....
เพราะพลิกเหรียญไปมามีหน้า-หลัง        ควรเลือกฝั่งเลือกฝ่ายให้ถูกต้อง
จักเป็นนกเสรีที่เริงร้อง                           กระหยับสองปีกร่อนฟ้อนร่ายรำ”
                ฉันตอบว่า “เหรียญดีมีสามด้าน รองรับงานวน-วิ่ง-กลิ้ง-หงาย-คว่ำ
รายละเอียดตรองตรึกอาจลึกล้ำ              ข้างเหรียญทำหน้าที่-ที่สมควร......
นกเสรีนกใดบินไม่หยุด                           มุ่งแต่รุดหน้าเคร่งอย่างเร่งด่วน
ต้องโผเกาะกิ่ง-คาคบพักทบทวน             ทุกสิ่งล้วนพึ่งพาอยู่อาจิณ….
ใช่ – ไม่เข้าข้างใครหมายรอดตัว            ใช่ – เกรงกลัวการศึกกลัวชีพสิ้น
ใช่ – ไม่รู้หนาวร้อนกร่อนแผ่นดิน             ใช่ – มุ่งหน้าหากินตัวเป็นเกลียว
เพื่อนมีศักดิ์ เรามีศรี ต่างมีสิทธิ์                ต่างความคิด ผล-เหตุหลายเศษเสี้ยว
เรื่องหนึ่งหนึ่งใช่จะเห็นเป็นหนึ่งเดียว        ไยจะเคี่ยวเคี่ยวเข็ญกันเพื่อการใด....
ศักดิ์ศรีมิได้อยู่สู้หรือยอม                         และเราพ้อมศิโรราบยอมกราบไหว้
หากเหตุผลพราวพร่างกระจ่างใจ              เมื่อนั้นเราจะไปไม่รีรอ.....”
๕.     แม้วันนี้ที่บ้านฉัน...                      หมอกโศกศัลย์ยังปกคลุมยังหุ้มห่อ
แม่กับฉันยังยิ้มได้ไม่เคยท้อ                         ยิ้มคอยพ่อ-พี่-เพื่อน-เหมือนเคยยิ้ม
                                               
                                                               ปณิธิ ภูศรีเทศ                       
 
 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น ผู้สื่อข่าวสายเทพ วันที่ตอบ 2011-08-14 10:00:28


ความเห็นที่ 6 (2206088)

ข้าพเจ้าว่า บทรองดีกว่าสำนวนชนะเลิศซึ่งดูรุงรัง ยัดเยียดความคิด  และไม่กล่อมเกลาให้โอนอ่อนเข้าหาได้เท่าบทรองชนะเลิศ แปลกที่ว่าทุกปีจะต้องมีเสียงโต้แย้งอย่างนี้ คิดต่าง หรือ ความคิดใครไม่ถึงใคร หรือมีอะไรให้ใครคิดไม่ถีง อุ๊บ ยกมือป้องปาก

ผู้แสดงความคิดเห็น อัสดง วันที่ตอบ 2011-08-15 19:13:11


ความเห็นที่ 7 (2206124)

ประวัติการศึกษาและการทำงาน

เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้
 
เกิดที่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2511 ในครอบครัวอาจารย์มหาวิทยาลัย ได้รับการศึกษาเบื้องต้นชั้นประถมที่โรงเรียนสวนเด็ก ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียน สาธิต มศว. ปทุมวัน จากนั้นก็ศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย สายศิลป์-คณิต ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พญาไท แล้วสอบเข้าเรียนต่อคณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ หลังสำเร็จการศึกษาก็ ออกมาทำงานด้านสื่อสารมวลชนอยู่ระยะหนึ่ง แล้วศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านสิ่งแวดล้อมที่มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา
 เริ่มทำงานครั้งแรกที่สำนักพิมพ์ ไทยวัฒนาพานิช   จากนั้นก็ทำงานตำแหน่งรองบรรณาธิการสำนักพิมพ์สายน้ำ และกองบรรณาธิการนิตยสาร DECADE แล้วย้ายมาเป็นประชาสัมพันธ์ให้สำนักพิมพ์มูลนิธิเด็ก พอเบื่อจัดก็ลาออกแล้วโบกรถขึ้นเหนือล่องใต้อยู่พักใหญ่แล้วไปซุกตัวในป่ากะเหรี่ยงแถวทุ่งใหญ่นเรศวรอยู่ระยะหนึ่ง พอเริ่มคิดถึงเมืองก็ออกจากป่ามาทำงานประจำกองบรรณาธิการนิตยสาร THE EARTH 2000 และเป็นคอลัมนิสต์ให้นิตยสาร Bangkok Today (ในยุคนั้น) โดยเขียนเริ่มเขียนคอลัมน์ประจำ ดอกไม้ในความคิด” ต่อมา ประมาณปี 2538 เมื่อผันตัวเองมาเป็นคนข่าวและคอลัมนิสต์ให้กับหนังสือพิมพ์วัฎจักรรายวัน ก็โยกคอลัมน์นี้มาเขียนใน นสพ. วัฏจักรวันอาทิตย์ "กระแสชีวิต" ควบคู่ไปการเขียนสารคดีเชิงข่าว
 หลังสำเร็จการศึกษาปริญญาโท ก็นั่งเก้าอี้บรรณาธิการให้นิตยสาร เย็นศิระอยู่ช่วงหนึ่ง พร้อมทำงานเขียนให้กับนิตยสารบางเล่มไปด้วยในนามแฝง หลังจากนั้น ก็เป็นนักเขียนประจำให้บริษัท Plan Printing
 เริ่มเขียนบทกวีตั้งแต่สมัยเรียนปีหนึ่ง ธรรมศาสตร์ โดยได้รางวัลที่สอง ในการประกวดบทกวีของคณะวารสารศาสตร์ จากนั้นก็เริ่มส่งบทกวีให้นิตยสารการเมืองยุคนั้น และได้ตีพิมพ์ตามนิตยสารต่างๆ เช่น สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ จุดประกายวรรณกรรม กรุงเทพธุรกิจ เนชั่นสุดสัปดาห์ นิตยสาร Writer และลลนา
เริ่มเขียนสารคดีควบคู่กับการเขียนบทกวี โดยมีผลงานสารคดีตีพิมพ์ชิ้นแรก ในนิตยสาร นะคะเมื่อตอนเรียนธรรมศาสตร์ปีสี่ และเริ่มแปลงานวรรณกรรมเยาวชนเมื่อทำงานรองบรรณาธิการสำนักพิมพ์สายน้ำ ปัจจุบัน เจริญขวัญมีงานเขียนที่ตีพิมพ์เป็นเล่มแล้วคือ
 
 -“อาถรรพ์รัสปูติน” (วรรณกรรมเยาวชนแปล)
 - “ตะลุยแดนมังกร” (วรรณกรรมเยาวชนแปล) พิมพ์โดยสำนักพิมพ์สายน้ำ (2533)
         -“ตำนานนักเดินทาง” (รวมบทสัมภาษณ์) โดยเขียนร่วมกับคุณนิพัทธ์พร เพ็งแก้ว เป็นการรวมเล่มจากคอลัมน์ในนิตยสาร "THE EARTH 2000" (2538)
         - “ดอกไม้ในความคิด" เป็นรวมบทความเชิงปรัชญา (2544) พิมพ์ที่สำนักพิมพ์ดับเบิ้ลนายย์ ได้รับรางวัล เซเว่น Book Awards ด้านปรัชญา ในปี 2546 
 -“เที่ยวท่องห้องสมุด” พิมพ์ที่สำนักพิมพ์เวลาดี สำนักพิมพ์ในเครือแปลนพริ้นติ้ง (2547)
-รวมบทกวี “นาฎกรรมแห่งการเฝ้ามอง” สำนักพิมพ์หัวใจเดียวกัน (2553)
 
ปัจจุบัน แต่งงานกับนักเขียนอเมริกัน แล้วย้ายไปอยู่รัฐอินเดียน่า สหรัฐอเมริกา เป็นการกึ่งถาวร    โดยทำธุรกิจส่วนตัวโดยทำบริษัทโปรดักชั่นเฮาส์ The Ugly dog Media Company ร่วมกับสามี และยังคงเขียนสารคดีให้นิตยสารบางฉบับในเมืองไทยเป็นงานอดิเรก
                          ....................................................
ที่อยู่ที่ติดต่อได้ 1164 E. Victoria St, South Bend, Indiana, 46614, USA
 
ผู้แสดงความคิดเห็น "เจริญขวัญ" วันที่ตอบ 2011-08-15 21:09:58


ความเห็นที่ 8 (2206126)

ขอบคุณ คุณผู้สื่อข่าวสายเทพด้วยค่ะ ที่กรุณานำมาลงในนี้

แต่มีสะกดผิดนิดนึง ท่อนนี้

" จะสร้างชาติได้อย่างไรในเถ้าธุลี      

ท่ามผงคลีผิดอกไม้-จะได้ไหม

ข้าพเจ้าจึงหลงทางกลางเมืองไทย             
 
ที่เปลี่ยนไปแปลกปนจนทุรลักษณ์"
 
จะต้องเป็น "ผลิ" ค่ะ 555
แต่ก็เข้าใจนะคะ  เพราะอิชั้นก็ชอบพิมพ์ผิดบ่อยๆ

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น "เจริญขวัญ" วันที่ตอบ 2011-08-15 21:21:44


ความเห็นที่ 9 (2206131)

ขอบคุณครับ "คุณเจริญขวัญ" แบ่งปันน้ำใจไมตรี เอื้อเฟื้อข้อมูลมาให้เราได้รู้จักกัน และขออภัยด้วยครับที่พิมพ์ผิดพลาดไป

ผู้แสดงความคิดเห็น ผู้สื่อข่าวสายเทพ วันที่ตอบ 2011-08-15 21:40:32


ความเห็นที่ 10 (2206137)

เจอที่ผิดอีกหนึ่งแห่ง ตรงนี้

"ความชิงชังคั่งคุประลาม    ----> ความชิงชังคั่งคุประทุลาม                       

..ขออนุญาตลงฉบับเต็มไว้ก็แล้วกันค่ะ

 

นี่หรือคือประเทศของข้าพเจ้า

ล่มสลายใต้เงื้อมเงาความร้าวฉาน

สลดแสงแหว่งวิ่นทุกวิญญาณ

ไม่เหลือดอกไม้บานแล้ววันนี้

.


.

นี่หรือคือแผ่นดินของข้าพเจ้า

ดื่มร่ำกรำความเศร้าไปทุกที่

เปลี่ยนผ่านสู่ทุรยุค-ทุกข์ทวี

สิ้นไร้วิถีอันเคยงาม

.


.

นี่หรือคือบ้านเกิดของข้าพเจ้า

ความรุนแรงแฝงเร้าเข้าหยาบหยาม

ความชิงชังคั่งคุประทุลาม

เข่นฆ่ากันในนามอธิปไตย

.


.


จะสร้างชาติได้อย่างไรในเถ้าธุลี

ท่ามผงคลีผลิดอกไม้-จะได้ไหม

ข้าพเจ้าจึงหลงทางกลางเมืองไทย

ที่เปลี่ยนไปแปลกปนจนทุรลักษณ์

.


.

แผ่นดินแยกแตกร้าวในเงาตนเอง

ถั่งโหมเพลงศพเร้าเข้าแตกหัก

นี่หรือคือบ้านอันแสนรัก

หลงเหลือเพียงซากปรักที่หักพัง

.


.

นี่หรือคือมาตุคามแห่งข้าพเจ้า

ล้วนฝุ่นเถ้าจากศพทบกลบฝัง

ทุกหัวใจเคลือบอาบฉาบความชัง

กระหน่ำเสียงปืนปัง-ก็พังพับ !

.


.




ข้าพเจ้าจึงหลงทางระหว่างหน

มืดมนราวตะวันนั้นแตกดับ

เราต่างพ่ายบนซากรอยความย่อยยับ

มิเหลือใดให้ต้องจับกับพรุ่งนี้ !

.

.
 "เจริญขวัญ"

http://www.oknation.net/blog/charoenkwan/2011/08/13/entry-1

 

ผู้แสดงความคิดเห็น "เจริญขวัญ" วันที่ตอบ 2011-08-15 21:49:31


ความเห็นที่ 11 (2206147)

สำนวนรางวัลชมเชยบทกวีการเมืองรางวัลพานแว่นฟ้า  ประจำปี๒๕๕๔

 
                                           “ใช่ไหมเธอ”
                                                                                                                       
           เธอก็เห็นนะไม่ใช่ว่าไม่เห็น                           ชีวิตเขาก็ลำเค็ญเป็นนักหนา
แต่ละคน เผชิญโลกโชคชะตา                        แสวงหาโอกาสวาดชีวิต
                 เธอก็รู้นะไม่ใช่ว่าไม่รู้                          คนที่อยู่ส่วนใหญ่ไร้ความผิด
ระเบิดเธอสะท้านไกลไปทุกทิศ                       หรือพวกเขาไม่มีสิทธิ์จะหายใจ           
          เธอก็รักใช่ไหมหรือไม่รัก                      เฉพาะพวก เฉพาะพรรค ใช่หรือไม่    
เปิดใจกว้างอีกสักนิด จะผิดใด                         แบ่งความรักเธอหลั่งไหลให้ผองชน
                เธอก็เจ็บใช่ไหมหรือไม่เจ็บ                   ถ้าเพื่อนเธอถูกเก็บ บ้านโดนปล้น
ผู้บริสุทธิ์ หวาดกลัวทั่วมณฑล                          หรือว่าเขา ไม่ใช่คน ไม่สนใจ
          เธอก็โกรธ ใช่ไหม หรือไม่โกรธ              ถ้าเหยื่อโหดกลายเป็นลูกในไส้
กว่าชีวิตจะผลิบานผ่านช่วงวัย                           กลับมาดับลงไปในพริบตา
           ฉันก็ฝันนะไม่ใช่ว่าไม่ฝัน                      ว่าเราจะรักกันในวันหน้า
แต่จะเหลือสักคนไหมให้สบตา                          ถ้าเรายังหันหน้าเข้าฆ่าฟัน
                ฉันก็แค้นนะไม่ใช่ว่าไม่แค้น                    แต่ก็ไม่มีแผนเข้าห้ำหั่น
ถ้าไม่หยุดยิ่งก้าวย่างสู่ทางตัน                           เราอาจสิ้นเผ่าพันธุ์ในบั้นปลาย
           มันจะจบหรือยื้อไปจนไม่จบ                   ต้องสังเวยกี่ศพจึงแหนงหน่าย
ต้องกี่หยด น้ำตา มาพร่างพราย                         หัวใจเธอ จึงผ่อนคลาย ความแค้นเคือง
           เธอจะสอนลูกหลานเธออย่างไร ?           เธอจะปิดบังไม่ให้ได้รู้เรื่อง?
เธอจะสอนให้พวกเขา เผาบ้านเมือง ?                หรือเธอเลือกจะปลดเปลื้องทุกบ่วงกรรม ?
            เรายังรักกันได้ไม่ใช่หรือ                       เรายังคือเพื่อนกันวันยังค่ำ
เราจะลืมความหลังฝังใจจำ                                เราจะนำความเป็นเรามาเข้าใจ
 
                                                                                                                          อรพิน การะกูล
               

 
 
 
 
 

 
 
 
 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น ผู้สื่อข่าวสายเทพ วันที่ตอบ 2011-08-15 22:39:14


ความเห็นที่ 12 (2206209)

 ผืนผ้าห่มในฝัน

ทอมาเป็นผืนผ้าห่ม อารมณ์ประเทศ         จะวิเศษก็ไม่ใช่  แต่ไม่เสีย
เปื้อนอารมณ์หนาว-ร้อน ทั้งอ่อนเพลีย      จนละเหี่ยหัวใจ ไปหลายครา
ห้องหอแห่งแผ่นดิน ถิ่นชีวิต                   หลายความคิด วัน-คืน ใต้ผืนผ้า
แย่งผ้าห่มดึงดันยันไปมา                       ถีบแข้งขา ผ้าก็ขาด ประหลาดฤา
จะโทษพ่อ โทษแม่ และผู้เฒ่า                หรือโทษเราที่ต่างฝันกระนั้นหรือ
โทษที่หัวใจดิ้นทั้งตีนมือ                        แย่งกันยื้อ ยิ่งมืดดำ ดึกค่ำคืน
บางเวลาห่าฝน โหมห่าซัด                     ห้องแผ่นดินอึดอัด เฉกซัดคลื่น
เหลือเพียงเสื่อรองรับอันอับชื้น                ถ้าหากขืนไม่นอนนิ่ง ยิ่งย่อยยับ
หลังชนหลังก็ยังอุ่น รู้คุณสงบ                  จึงได้พบสิ่งฝันอันชวนหลับ
รุ่งอรุณวันใหม่ หากใจรับ                        กลิ่นดอกไม้ประดับ โชยชายคา
แล้วก้มกราบเสาเรือน เหมือนปกปัก          ผีปู่ย่ามาพิทักษ์  เฝ้ารักษา
ทอผ้าห่มผืนใหม่ ใช้ชีวา                         หยาดเพชรเม็ดเหงื่อพร่า พร่างตาวัน
วันคืนผืนผ้าห่ม อารมณ์ชีวิต                     หลากฝันคิด ร้ายร้าย ก็คลายฝัน
เพียงแบ่งปันเนื้อผ้าห่มสมผูกพัน               อบอุ่นกันทั้งห้องหอ พอฝันดี
ภายใต้ผืนผ้าห่ม อารมณ์ประเทศ               จะวิเศษกว่าแบบไหน ไว้ศักดิ์ศรี
อยู่ที่ใจถึงใจเชื่อมไมตรี                           อยู่ที่มีการยอมรับ ขยับเวลา
ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ใช่ฝันหลับ                  เอื้อมมือจับ ใจจักยิ้ม พิมพ์ผืนผ้า
ปัดฝุ่นธุลีแค้น แน่นชีวา                  อื่อ...อื่อ...จา...ชะ...เห่...กล่อมถนอมแผ่นดิน
 
                                                 ภูวดล ภูภัทรโยธิน
                                                        จ.น่าน
หมายเหตุ :   ส่งเข้าร่วมประกวดพานแว่นฟ้า พ.ศ.2554 ให้อ่านเพลิน ๆ ครับ ตกรอบไม่เป็นไร
เพราะเคยได้รางวัลชมเชยมาแล้ว 3 ปี ทั้งนี้ผมเชื่อในความยุติธรรมของกรรมการ
วรรคสุดท้าย ชื่อบังเอิญไปคล้ายสำนวนกลอนของคนที่ได้รางวัล
ซึ่งเข้าใจว่าคงบังเอิญจริง ๆ   อื่อจา จา
 
 
 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น ภูวดล ภูภัทรโยธิน วันที่ตอบ 2011-08-16 09:12:08


ความเห็นที่ 13 (2206326)

ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ได้รับรางวัล  2-3  สำนวนที่ได้อ่าน  ยอมรับว่าได้อรรถรสทางวรรณศิลป์ดี   ชื่นชมในการตัดสินของกรรมการทีคัดสรรชิ้นงานได้อย่างดีเยี่ยม   และช่วยกรุณาลงให้ครบทุกชิ้นงานได้ไหมครับ   สมาคมนักกลอน

จิตฯ  คัมภีรภาพ     ท้องทุ่งหนองสังข์      อ.นาแก   จ.นครพนม

ผู้แสดงความคิดเห็น จิตฯ คัมภีรภาพ วันที่ตอบ 2011-08-16 12:54:30


ความเห็นที่ 14 (2206638)

ชอบชิ้นรองชนะเลิศ  เห็นด้วยกับท่านอัศดง   ปีนี้กรรมการตัดสินไดเยี่ยมยอด  ขอปรบมือชื่นชมด้วยคนคะ

ผู้แสดงความคิดเห็น แมงปอ วันที่ตอบ 2011-08-17 10:24:14


ความเห็นที่ 15 (2206772)

นี่หรือคือประเทศของข้าพเจ้า  อ่านแล้วได้ฟิวววว  มักๆๆๆๆๆๆๆ

ผู้แสดงความคิดเห็น นักกลอน วันที่ตอบ 2011-08-17 17:03:42


ความเห็นที่ 16 (2206776)

ผมกลับชอบสำนวณชนะเลิศมากครับ

กับแนวคิดที่ไม่ธรรมดา และสำนวนที่ไม่ธรรมดา

ท่วงทำนองไม่อ่อนหวาน แต่ก็เด่นชัดในเรื่องอิสระแห่งถ้อยคำและท่วงทำนองอันเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง

 

ผู้แสดงความคิดเห็น กฤตย์ดิศร วันที่ตอบ 2011-08-17 17:09:01


ความเห็นที่ 17 (2206788)

ชอบสำนวนชนะเลิศเช่นกันค่ะ เพราะเนื้อหาสื่อให้เห็นอีกมุมมองของความคิด ไม่ใช่แค่การกระทบอารมณ์อย่างเดียว

ผู้แสดงความคิดเห็น ปอ วันที่ตอบ 2011-08-17 17:31:13


ความเห็นที่ 18 (2206797)

อ่านประวัติ เจริญขวัญ ฟังดูเหมือนประวัติผู้หญิง แต่พออ่านบทกวีกลับเป็นสำนวนผู้ชาย คล้ายผู้ชายละมุน เสมือนหญิงเหล็ก องอาจไหวหวานมาผสมกันอย่างลงตัว คือลักษณะศิลปินเนื้อแท้ ถีงแม้เนื้อคำจะมีกลิ่นอายสำนวนกวีรุ่นพี่ติดปนมาบ้าง ก็ไม่ถึงกับน่าตำหนิ เพราะเอามาปรับเข้ากับงานของตนอย่างเหมาะเจาะ เนียนสนิท ต้องอ่านถึง 3 รอบจึงสังเกตเห็น ขอให้ก้าวไปบนเส้นทางสายนี้อย่างองอาจและไหวหวานเหมือนชิ้นงาน จะติดตามความสำเร็จต่อไป ส่วนงาน ของท่านภูวดลชิ้นนี้ อ่านแล้วชอบกว่าชิ้นที่เคยได้รับรางวัลเมื่อปีก่อนๆ ทำให้รู้สึกอบอุ่นผูกพันมาตุภูมิ ไม่อยากนอกใจแผ่นดินเกิด สรุปแล้วเกียรติยศของงานอยู่ในเนื้อตัวของมันเองไม่ได้ขี้นอยู่กับรางวัลใดๆเลย ขอให้กำลังใจคนสร้างงานทุกคน

ผู้แสดงความคิดเห็น อัสดง วันที่ตอบ 2011-08-17 18:02:08


ความเห็นที่ 19 (2206835)

ดิฉันเป็นผู้หญิงค่ะ คุณอัสดง  ไม่ใช่ผู้ชาย และไม่ใช่กะเทย ..โปรดอย่าเข้าใจผิด ..555

ผู้แสดงความคิดเห็น "เจริญขวัญ" วันที่ตอบ 2011-08-17 20:05:23


ความเห็นที่ 20 (2206880)

 ขอแสดงความยินดีกับทุกๆสำนวนนะครับ

(ชอบชิ้นชนะเลิศ ... สมควรชนะเลิศจริงๆครับ)

ผู้แสดงความคิดเห็น รัตนโกสินทร์ศก วันที่ตอบ 2011-08-17 22:55:03


ความเห็นที่ 21 (2207370)

ยินดีด้วยครับ กับทุกรางวัล

ดีใจกับวงการวรรณศิลป์ที่คงจะอยู่ต่อไปได้อีกนานแสนนาน

ผมชอบทุกสำนวนเลยครับ แต่ชอบนามสกุลของท่านนรพัลลภ มากครับ "ปณุทนรพาล"

(แอบนอกเรื่องเบาๆ)

ผู้แสดงความคิดเห็น หนุ่มราศีกันย์ วันที่ตอบ 2011-08-19 11:32:07


ความเห็นที่ 22 (2208140)

ไม่มีบทกวีที่ได้รางวัลให้อ่านอีกแล้วเหรอครับ รออ่านอยู่อย่างใจจดจ่อ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ผู้ผ่านมา วันที่ตอบ 2011-08-22 10:01:01


ความเห็นที่ 23 (2208371)

ขออภัยมิตรรักนักกลอนด้วยครับ เนื่องจากมีปัญหาเครื่องคอมพิวเตอร์ของผม ไววัสลงอย่างรุนแรง ต้องนำไปลงโปรแกรมใหม่ครับ คราวนี้ช่างติดตั้งตัวสแกนไวรัสอย่างดี คาดหวังว่าคงจะรอดปลอดภัยแล้ว ถ้ามีตัวสแกนไวรัสใหม่ๆชนิดไม่ใช่ตีหัวแค่สลบ แนะนำให้ด้วยจะเป็นพระคุณยิ่ง สำนวนได้รับรางวัลพานแว่นฟ้าจะทยอยลงให้ครบถ้วนทุกสำนวนครับ โปรดติดตามตอนต่อไป

ผู้แสดงความคิดเห็น ผู้สื่อข่าวสายเทพ วันที่ตอบ 2011-08-22 18:32:38


ความเห็นที่ 24 (2208471)

 

สำนวนรางวัลชมเชยบทกวีการเมืองรางวัลพานแว่นฟ้า  ประจำปี๒๕๕๔
 
                                                 “ประชาธิปไตยในหัวใจนาง”
                                                         ๑
                                                                                                                       
                ควันเอื่อยคล้อยลอยลับไปกับฟ้า       ทิ้งปล่องสูงเบื้องหน้าเป็นความหลัง
แม้แตกร่างมิต่างโศกโลกจีรัง                         ทุกเตายังทำหน้าที่วิถีเดิม    
                                                         ๒
                ทุกชีวิตแตกต่างทางชีวิต               ต่างในสิทธิเสรีที่ส่งเสริม      
ต่างเรี่ยวแรงมุ่งมั่นฝันต่อเติม                          ต่างก็เพิ่มและลดกำหนดรัก
                                                          ๓                       
                แม่คือหนึ่งความต่างบางคำตอบ      โดยระบอบหัวใจได้ประจักษ์
ลูกสี่คนสี่ความตามยากนัก                             จะเลือกหนึ่งก็หักหลักสามคน             
                ทุกคำสอนเหมือนกันแม่ปันแบ่ง            ไม่แยกแดง-เหลืองใดให้สับสน
มิเต้าเสริมเติมสีที่ตัวตน                                 มีแต่ความอดทนค้นเส้นทาง                
                ทำหน้าที่ของแม่แผ่อุ่นไอ              เลี้ยงดูจนเติบใหญ่ไม่เหินห่าง             
รักเท่าเทียมทุ่มใจไว้เป็นกลาง                        จวบลูกแตกแยกต่างสร้างครัวเรือน
                                                                                         
                วันที่ร่างแม่ล้มจมเจ็บไข้                แล้วลาไกลชีพลับดับเสมือน-
จะทดสอบแท้จริงสิ่งเคยเตือน                        นั้นคลาดเคลื่อนหรือไม่ในเวลา
ลูกคนโตขอตั้งศพสวดหนึ่งคืน                       คนรองฝืนแย้มห้ามสามดีกว่า
อีกคนขอเจ็ดวันเพื่อมารดา                            ปะทะคารมเลือดรักเดือดดาล
สุดท้ายลูกสุดท้องต้องห้ามศึก                       ให้พี่พี่หยุดนึกเพียงพ้นผ่าน
ขอใช้สิทธิ์ที่เหลือเพื่อเริ่มงาน                        ถามชาวบ้านพึ่งผู้ใหญ่ให้แนะนำ
                                                         ๕
                         เพ่งพิศผ่านม่านฟ้าควันปรากฏ       โลกกำหนดนิยามความสูงต่ำ
วิถีทางต่างขึ้น-ลง ทิศทรงจำ                         ในควันดำพบค่าน่าไตร่ตรอง
ร่างแม่มีเพียงหนึ่งซึ่งลาจาก                          ลูกกลับมากสิ่งหมายหลายเรื่องหมอง
ถ้ายึดมั่นในรักหลักปรองดอง                         สายใยแห่งพี่น้องต้องยืนยง
                                                          ๖
                มุ่นควันคล้อยลอยลับไปกับเมฆ     คล้ายแม่เสกสั่งฟ้ามาเสริมส่ง                                     
สามัคคีเท่านั้นจักมั่นคง                                โลกดำรงอยู่ได้ด้วยใจเรา
 
                                                                                                                                   กอนกูย               
 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น ผู้สื่อข่าวสายเทพ วันที่ตอบ 2011-08-23 07:19:10


ความเห็นที่ 25 (2208473)

 

สำนวนรางวัลชมเชยบทกวีการเมืองรางวัลพานแว่นฟ้า  ประจำปี๒๕๕๔
 
                                           “ประเทศไทยในสนามเด็กเล่น”
๑.
ไม่นัดหมายแต่พบกันเหมือนมั่นหมาย
เงาปราสาทบนเงาทรายคล้ายความฝัน
มิตรภาพ คือวิหารอันนิรันดร์
ทีละน้อยค่อยสร้างสรรค์วันเวลา
ใครก็เห็นหัวใจในรอยยิ้ม
ใครก็อิ่มขนมใบไม้ในตระกร้า
ใครก็แบ่งของเล่น เว้นอัตตา
ใครก็มา ร่วมกัน สร้างบ้านเมือง
เพื่อนบ้านนั้น น้องบ้านนี้ พี่บ้านโน้น
ต่างตะโกนหยอกล้อ กันต่อเนื่อง
ใครมี ก็มอบให้ ไม่รู้เปลือง
ใครขัดเคือง ก็โล่งใจ ได้แบ่งปัน
ใครทำผิด ก็อภัย ให้รู้ผิด
ใครหงุดหงิดก็รู้งดรู้อดกลั้น
ใครโกรธใคร เกลียดใคร ก็ไม่ประจัญ
ใครก็ไม่ทำร้ายกัน จนบรรลัย
เราต่างมีสัมพันธ์อันล้ำลึก
เราต่างผนึกกำลังอยู่คู่ยุคสมัย
เราต่างคน ต่างคิดต่างจิตใจ
แต่เราคือคนไทยไม่ต่างกัน
๒.
แดดเริ่มร้อน ลานเริ่มล้น คนเริ่มล้า
เริ่มยิ่งมา ยิ่งคิด ยิ่งผิดผัน
กระทบร่วง กระเทือนแหลก กระแทกกระทั้น
จับกลุ่ม เข้าประชัน หมายชิงชัย
ลืมประเทศร่วมสร้าง ทางร่วมก้าว
ลืมวิกฤตร่วมหนาว ดาวร่วมใฝ่
ลืมแพ้ ลืมชนะ ลืมอภัย
จำแต่เพียง ความแค้นใน ใจน้อยน้อย
เลือดจึงเนืองนองท้องถนน
เปลวเพลิงท่วมท้นคนยับย่อย
หลายชีวิตปลิดไปไร้ร่องรอย
ความเป็นไทยถดถอยจากแผ่นดิน
ปวงปราสาททุกหลังเริ่มพังทลาย
อนาคตพร่างพรายก็หายสิ้น
หยดเหงื่อ หยาดสลาย สายลมริน
เหลือน้ำตากลบจินตนาการ
๓.
ชูนิ้วโป้งใส่กัน อย่างมั่นเหมาะ
แท้ทะเลาะ ตะวันลับ ก็กลับบ้าน
เหนื่อยก็พัก หลับก็ฝัน ลืมวันวาน
ตื่นมาแล้ว ที่ร้าวฉานก็บรรเทา
แล้วนิ้วน้อยน้อย นิ้วก้อยนั้น
ก็เกี่ยวก้อย รักกันเหมือนวันเก่า
กลับไปเริ่มกันใหม่ ไหมพวกเรา
ปราสาททรายแห่งวัยเยาว์ยังวาววาม
         
                                 กฤตย์ดิศร กรเกศกมล
 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น ผู้สื่อข่าวสายเทพ วันที่ตอบ 2011-08-23 07:53:07


ความเห็นที่ 26 (2209095)

 

สำนวนรางวัลชมเชยบทกวีการเมืองรางวัลพานแว่นฟ้า  ประจำปี๒๕๕๔
 
                                                      “ประเทศไทยสีไหนดี”
                                                                                            
 
                                                                                           1                                     
                       
                ดินสอจรดกำหนดเส้นเน้นรูปร่าง          บรรจงสร้างการบ้านงานครูสั่ง
เด็กชายลากเส้นปัดเป๋ดูเก้กัง                           แต่ก็ยังตั้งใจไม่ทดท้อ
ยึกยักหยักคดเคี้ยวแล้วเลี้ยวลด                       มือกำหนดเส้นสายปลายดินสอ
กลายเป็นขวานโบราณรูปหงิกงอ                      เหลือเพียงรอระบายสีให้สวยงาม
                      2
                พ่อแม่ว่าประเทศไทยสีไหนครับ        พ่อเขยิบแม่ขยับรับคำถาม
มองแผนที่ประเทศไทยไม่วู่วาม                         พยายามช่วยลูกยาไม่ช้าที
แม่ว่าเหลืองสดใสได้ใจกว่า                              พ่อถลาว่าแดงเด่นเป็นยอดสี
ลูกสับสนในใจเอาไงดี                                      เช้าพรุ่งนี้ครูให้ส่งตรงเวลา
แม่ยืนยันเหลืองอร่ามงามทุกที่                          พ่อร้องยี้สีแดงเลิศสวยเจิดจ้า             
เด็กชายนั่งกลุ้มหนักชักระอา                             สีไหนหนาทาประเทศเขตแดนไทย
                                                                                   3
                แม่ดึงรูปขวานโบราณมาด้านหน้า      บอกลูกยาทาเหลืองกันอย่าหวั่นไหว
พ่อผวาคว้ากระดาษประเทศไทย                       อย่าฟังใครสีแดงเข้มสวยเต็มตา
แม่ยัดเยียดเหลืองให้ไม่หยุดยั้ง                        พ่อก็ฝังแดงในหัวกลัวน้อยหน้า
มือก็ยื้อแย่งกระดาษกันไปมา                            ต่างก็ว่าเด่นและดีคือสีตน
ขวานโบราณการบ้านลูกถูกรุมทึ้ง                      พ่อแม่ขึงดึงจับจนยับย่น
เด็กน้อยเห็นประเทศไทยใกล้อับจน                   สุดจะทนความในไหลพรั่งพรู
หยุดทำร้ายประเทศไทยกันได้แล้ว                    เดี๋ยวไม่แคล้วขาดสะบั้นการบ้านหนู
ไม่เลือกใครสีไหนหรอกบอกให้รู้                       จะส่งครูแค่แผนที่สีช่างมัน
                                                               4
                ครูดาวเรืองดุเด็กน้อยในห้องพัก        น่าตีนักประเทศไทยไร้สีสัน
ไม่มีสีบอกครูได้ไม่ว่ากัน                                   จะแบ่งปันให้ใช้ใช่สิ้นเปลือง
ครูกุหลาบนั่งฟังอยู่ชูแดงหรา                            ยืมครูทา สวย เด่น ดีมีครบเครื่อง
คำว่าแดงแสลงหูครูดาวเรือง                            เลยคว้าเหลืองขึ้นแกว่งกวัดยืนหยัดท้า
ต่างครูชอบต่างสีกันต่างหยันเหยียด                  เด็กน้อยเครียดขวานโบราณงานปัญหา
ตัดสินใจฉีกทิ้งทั้งน้ำตา                                    แล้วร้องว่าประเทศไทยไม่มีแล้ว
                                         
                                                                                               อิสระ ลายสือ
               
 
ผู้แสดงความคิดเห็น ผู้สื่อข่าวสายเทพ วันที่ตอบ 2011-08-24 20:45:09


ความเห็นที่ 27 (2209111)

 

สำนวนรางวัลชมเชยบทกวีการเมืองรางวัลพานแว่นฟ้า  ประจำปี๒๕๕๔
 
                                                          “โรงเรียนใหม่”
                                                                                                                                                                                       
                วันประกาศผลเรียนต่อ ชั้น ม.1            พ่อตะลึงใจอยู่เมื่อรู้ผล
เหลือบเห็นเจ้ายิ้มได้คลายกังวล                      หัวอกพ่อ-ความสับสนกลับดลใจ
หมู่บ้านเราโรงเรียนดี แม้มีอยู่                           แต่คงสู้มาตรฐานกันมิได้
ผลสอบเจ้าดีพอจึงขอไป                                 เพื่อเข้าเรียน “โรงเรียนใหม่” กลางใจกรุง
พ่อไม่รู้หรอกว่า ฟ้าที่นั่น!                                                   มีกี่ฝันท้าทาย-เจ้าหมายมุ่ง
มีกี่รูป กี่แรง คอยแต่งปรุง                                 มีกี่ความเฟ้อฟุ้ง เหนือทุ่งรัก
วันทั้งวันพ่อง่วนและงุ่นง่าน                              ใช้ชีวิตดักดานโหมงานหนัก
ทางที่พ่อก้าวไปไม่ไกลนัก                               คนรู้จัก พ่อก็มีไม่กี่คน
เมื่อเจ้าจะไปเรียน “โรงเรียนใหม่”                      พ่อหวาดไหว พ่อยอมรับ พ่อสับสน
กระอักกระอ่วนรุ่มใจเหมือนไฟลน                       ภาพ : (โรงเรียน),ภาพ : (ถนนราชดำเนิน)
ข่าวที่พ่อรู้มา ฟ้าที่นั่น !                                                       ยังคงความกดดันมานานเนิ่น
สถานการณ์หลายหลากยากประเมิน                  พร้อมเผชิญหน้ากันได้ทันที
เขายังคงชุมนุมเป็นกลุ่มก้อน                             ไฟยังคงสุมขอนไม่คลายคลี่
ใต้ผิวน้ำยังคงตื่นด้วยคลื่นตี                              สันติสุข ฤาจะมี-ไม่มีวัน
ทั้งเหตุการณ์บ้านเมืองเหมือนอมทุกข์                กระแสปลุกป่วนเร้าเขย่าขวัญ
ไทยกับไทยถั่งโถมจะโรมรัน                              พ่อยิ่งกลัวเจ้านั้นไม่ปลอดภัย
โอ้ ! ขวัญพ่อ พ่อก็ห่วงดวงใจเจ้า                       จะเห็นภาพแผ่นดินเราถูกเผาไหม้
จะเห็นภาพตำราเจ้าถูกเผาไฟ                            จะเห็นภาพ “โรงเรียนใหม่” ในกองเพลิง
จะเห็นภาพคนตายนอนรายเรี่ย                           คนขวัญเสีย ศพสะดุ้ง เมืองยุ่งเหยิง
เกรงขวัญเจ้าจะเตลิดกระเจิดกระเจิง                    จนเปิดเปิงไปลับไม่กลับมา
อายุย่างวัยเจ้าเข้าสิบสาม                                   ความเป็นเด็กยังคงความไร้เดียงสา
อดเป็นห่วงไม่ได้ยามไกลตา                               อดห่วงหาไม่ได้ยามไกลกัน
                เมื่อเจ้าเลือกไปเรียน “โรงเรียนใหม่”    พ่อได้แต่ส่งใจไปที่นั่น
....ภาวนา ขอสันติสุขอยู่ทุกวัน                             เพื่อลูกสาวพ่อนั้นได้ร่ำเรียน...
(...ภาวนา ขอสันติสุขอยู่ทุกวัน                             เพื่อลูกสาวพ่อนั้น จงปลอดภัย...)
                                                               
                                                                                พัฒนะ ปฐมพงศ์
ผู้แสดงความคิดเห็น ผู้สื่อข่าวสายเทพ วันที่ตอบ 2011-08-24 21:35:05


ความเห็นที่ 28 (2209185)

 ขอชื่นชมยินดี...กวีเกิดแล้ว

แสงวับแววแจ่มจำรัสปภัสสร

ในความหวังของสังคมที่แคลนคลอน

รอคำพรจากกวีคลี่คลายปม

ผู้แสดงความคิดเห็น ปรัชญ์ วลีพร (naimit-at-thaimail-dot-com)วันที่ตอบ 2011-08-25 08:49:07


ความเห็นที่ 29 (2217968)

ยังมี วงแหวนแห่งไฟ ที่ไม่ได้ลง วอนผู้สึ่อข่าวสายเทพช่วยอนุเคราะห์ด้วย จักขอบคุณยิ่ง

ผู้แสดงความคิดเห็น อัสดง วันที่ตอบ 2011-09-19 12:44:39



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2010 All Rights Reserved.