ReadyPlanet.com


ทางสายกลาง (The Middle Way)


 

พิธีกวน น้ำอมฤต (น้ำทิพย์) มีเรื่องเล่าขานไว้ต่างกัน อาทิว่า

เกิดจากการที่พระอินทร์กับพระฤาษีนาม พระฤาษีทุรวาส เกิดขัดอกขัดใจกันด้วยเหตุว่า ในสมัยที่พระอินทร์ท่านขึ้นสู่สวรรค์ใหม่ๆ นั้นได้ทำตัวเกะกะระราน ใจคอคดโกงผู้อื่น สร้างความเดือดร้อนไปทั่ว ต่อมาเวลาผ่านไปพระอินทร์หมดฤทธิ์เดช (เสื่อมลง) จึงกลับใจ สร้างแต่ความดี บำเพ็ญบารมีสะสมความดีช่วยเหลือผู้อื่นในเวลาต่อมา

กล่าวถึงพระฤาษีทุรวาส มีความเกลียดชังพระอินทร์อย่างมากจากเหตุที่ถูกรังแกให้ได้รับความเดือดร้อน ถึงกับสาปให้พระอินทร์เป็นผู้แพ้ตลอดไป ไม่ว่าจะต่อสู้กับใคร เมื่อใดก็ตาม

ส่วนอีกเรื่องเล่าได้กล่าวไว้ว่า ณ ป่าหิมพานต์ พระฤาษีทุรวาสได้บำเพ็ญเพียรอยู่ได้รับถวายพวงมาลาซึ่งทำจากดอกไม้สวรรค์จากหญิงงามนางหนึ่ง เมื่อพระฤาษีนำมาสวมก็เกิดแพ้กลิ่นดอกไม้นั้นอาการคล้ายแพ้เกสรดอกไม้เกิดคลั่ง เต้นรำกลางอากาศไปเรื่อยจนได้พบกับพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณผ่านมาพอดี จึงนำพวงมาลาถวายพระอินทร์ ทรงนำพวงมาลามาวางไว้บนเศียรช้างเอราวัณ เมื่อช้างได้กลิ่นดอกไม้ก็เลยเกิดอาคารคลั่งดั่งพระฤาษีในตอนแรก จึงเอางวงจับพวงมาลามากระทืบ

ฝ่ายพระฤาษีเห็นดังนั้นก็เกิดบันดาลโทสะ โกรธหาว่าพระอินทร์ดูหมิ่นเอาดอกไม้ให้ช้างเอราวัณกระทืบ เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วพระฤาษีจึงสาปให้พระอินทร์เสื่อมฤทธิ์อำนาจลง และกล่าววาจาสาปไว้อีกว่าหากรบกับยักษ์ก็ขอให้แพ้ ไม่ว่าพระอินทร์จะกล่าวขออภัยเช่นไร อ้อนวอนอย่างไรพระฤาษีก็บอกกลับว่าพระอินทร์นั้นควรจะออกคำสั่งกับช้างเอราวัณให้เชื่อฟังได้ ไม่ควรปล่อยให้เหตุการณ์เป็นเช่นนี้

เรื่องที่สองที่กล่าวมาไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม เหล่าเทวดาทั้งหลายพากันวิตกเป็นอันมาก จึงนำเรื่องไปปรึกษากับพระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม เทพทั้ง 3 องค์ จึงตกลงกันว่าจะต้องทำพิธีกวนน้ำอมฤต เพื่อหากใครดื่มจะไม่ตาย ถึงแม้จะแพ้พ่ายก็เหมือนกับว่าไม่แพ้

การประกอบพิธีกวนน้ำอมฤตจึงเริ่มขึ้น โดยจะต้องใช้เขามันทระ(เขาพระสุเมรุ) เป็นไม้กวนทะเลเกษียรสมุทร (ทะเลน้ำนม/ทะเลสีขาว) นำพระยาวาสุกรี (พญานาค) เป็นเชือกพันรอบเขามัทระ และเหล่าเทวดา-อสูร ต่างก็รวมใจกันเข้าชักสายเชือก อสูรดึงด้านหัวพญานาค ส่วนเหล่าเทวดาดึงหางพญานาค เพื่อให้เขามันทระหมุนเรื่อยๆ ในทะเลเกษียรสมุทร ซึ่งต้องใช้เวลาเป็นแรมปีในการกวนน้ำอมฤต เหตุนี้พระนารายณ์ทรงเล่งเห็นว่าหากทำไปเรื่อยๆ อาจทำให้พื้นดินทะลุลงไป น้ำในเกษีนณสมุทรนั้นอาจจะทะลักท่วมโลกเป็นแน่ จึงทรงอวตารแปลงกายเป็นเต่ายักษ์ลงไปรองรับแผ่นโลกไว้ " ปางอวตารที่ 2 กูรมาวตาร" (กูรม=เต่า)


พิธีกวนน้ำอมฤต ได้บังเกิดสิ่งวิเศษ 14 อย่าง คือ

1. น้ำอมฤต
2. หมอธันวันตรี "เทวแพทย์"
3. พระนางลักษมี เสด็จจากดอกบัว เป็นมเหสีของพระนารายณ์
4. สุรา เทพีแห่งน้ำเมานาม วารุณี วรกายงดงามยิ่งนัก
5. พระจันทร์ พระอิศวรนำมาเป็นปิ่นปักผม
6. เทพอัปสรมากมาย (แต่ไม่มีใครรับไว้ เลยเป็นของสาธารณะ ไว้ให้เทวดาเชยชม บางคนก็เรียก หญิงงามเมือง)
7. ม้าอุจฉัยห์ศรพ ภายหลังมอบให้พระอินทร์
8. เพชรเกาสตุภ
9. ต้นปาริชาต ต้นไม้ทิพย์มีกลิ่นหอม พระอินทร์นำไปปลูกในสวนนันทนอุทยาน บนสวรรค์ ใครได้กลิ่นจะระลึกชาติได้
10. วัวสุรภี หรือกามะเธนู (ผู้ให้ทุกอย่างตามต้องการ) เหล่าเทวดาได้มอบให้พระวิสิษฐ์มุนี
11. ช้างไอราวัต
12. สังข์
13. ธนู
14. พิษ (จากพญานาคที่พันรอบเขามันทระได้คลายพิษ เหตุจากทนต่อการกวนเกษียรสมุทรไม่ไหว) บ้างก็ว่าพิษเกิดจากการกวนน้ำอมฤต ฝูงพญานาคพากันดูดพิษไว้ นับจากนั้นมาพญานาค (งู) จึงมีพิษมาจนถึงทุกวันนี้ บ้างก็ว่า พระอิศวรทรงเสียสละดื่มพิษนี้ไว้ จนทำให้พระศอเป็นสีนิลเพราะถูกพิษแผดเผา

ในนิทานกามนิตวาสิฏฐี วาสิฏฐี ได้กล่าวอ้างถึงความรักอันแท้จริงว่า มีสำดำ ความว่า
..ความรักคือสีดำเพราะ..ดุจดั่ง..สีศอของพระอิศวรที่ทรงเสียสละดื่มกินยาพิษ..เพื่อความรัก..จนสีของพระศอของพระองค์กลายเป็นสีดำ


ความุขก็เหมือนน้ำอมฤต ความทุกข์ก็เหมือน พิษ เป็นหนึ่งใน โลกธรรม 8 อย่างที่พุทธองค์ทรงมิให้ติดยึด
อันได้แก่ ได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ สรรเสริญ นินทา สุขทุกข์ ความสุขความทุกข์คือครูในชีวิต



การดำรงตนให้ ไม่สุขมาก ไม่ทุกข์มาก ก็เข้าข่าย การเดินทางสายกลาง แต่ทางสายกลาง ในชีวิตจริงบนท้องถนนไฮเวย์ ถ้าเราขับรถไวเราควรชิดขวา ขับช้าก็ควรชิดซ้าย ถ้าขับกลางถนน คงโดนบีบแตรไล่ ขับไวก็อาจจะถึงปลายทางไวแต่อันตราย ขับช้าก็อาจจะไม่ทันการณ์ ทรมาน ปวดๆเมื่อยๆ แต่ก็น่าจะปลอดภัยกว่า เหมือนกันการใช้ชีวิต ถ้าเรารีบๆ เร่งๆ ตัดสินใจ ก็อาจจะประสบความผิดพลาดได้ง่าย ถ้าตัดสินใจช้าๆ และรอบคอบ ก็อาจจะประสบผลสำเร็จโดยปราศจากความเสี่ยง มิใช่หรือ





การขับรถทางสายกลาง ในระยะทางไกลๆ ทำได้ยาก ถ้าเป็นเส้นทางสายชนบทอาจจะทำได้ เพราะไม่มีความวุ่นวาย ถ้าอยู่ในอำเภอเมือง หรือเมืองหลวงขับรถสายกลางอาจโดนตำรวจจราจรจับกุม (บางคนอาจแย้งว่า เส้นใหญ่รู้จักกะนายตำรวจ ก็ไม่เป็นไร)

ความสุขใครๆ ก็อยากมี อยากได้ แต่ถ้ามากไปก็เข้าข่าย สุขนิยม บางคนก็เรียกว่าพวก รตินิยม นักคิดกลุ่มนี้เห็นว่า ความสุขสิ่งที่มนุษย์ควรจะแสวงหาการมีสิ่งที่มาสนองความต้องการของมนุษย์ให้มากพอจะเข้าถึงความสุขได้ ความสุข ที่พูดถึงจึงเป็นความสุขที่เกิดจากวัตถุ บางครั้งบางคนก็เรียกนักคิดกลุ่มนี้ว่าเป็นนักคิดกลุ่มวัตถุนิยม

พระพุทธองค์กล่าวว่า นิพพานนัง ปรมัง สุขัง (นิพพานเป็นบรมสุข/การไม่สุขไม่ทุกข์คือสุขที่แท้จริง) แต่เรายังเป็นคนธรรมดาอยู่นี่ หักพวงมาลัย ยูเทิร์นกลับมาพูด ถึงเรื่องครู ข้าพเจ้าคิดว่าความทุกข์ความสุขในอดีตคือครูของเรา แต่ถึงจะมีครูดีแค่ไหนถ้าเราไม่ทำตามครู ไม่ระลึกถึงครู (คือความสุขความทุกข์ในอดีต) เราก็ย่อมที่จะต้องทำผิดซ้ำๆ อีกเสมอๆ ถ้าเชื่อครู แล้วจะ cool เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้



ผู้ตั้งกระทู้ กวินทรากร :: วันที่ลงประกาศ 2008-01-25 16:33:20


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (938462)
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=tao
ผู้แสดงความคิดเห็น กวิน วันที่ตอบ 2008-01-25 16:35:01


ความคิดเห็นที่ 2 (2107598)

chanel handbags chanel handbags handbags at the request of again louis vuitton for HandbagsThe many different louis vuitton lv handbags shoulde.

ผู้แสดงความคิดเห็น jessica (submer-at-google-dot-com)วันที่ตอบ 2010-09-11 11:07:51



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.