ReadyPlanet.com
dot dot
วรรคทอง

บันทึกไว้ในวงวรรณ......เรื่องของวรรคทอง.......

 

โดย: จอมยุทธเมรัย 9 มิ.ย. 46

กระทู้ถนนนักเขียน www.pantip.com

ติดตามได้จากลิ้งค์... คลิก

 

ขออนุญาตคัดเฉพาะ ความคิดเห็นของเจ้าของกระทู้
เนื่องจากได้รับอนุญาตจากเจ้าตัวแล้วครับ
ในส่วนของท่านอื่นติดตามได้จากลิ้งค์ข้างบน
ซึ่งมีหลายท่านช่วยนำบทกวีของรุ่นเก่าๆ อีกหลายท่านมาช่วยกันเติมเต็มครับ

 

 

ยุคสมัยของกาพย์กลอน ตั้งแต่ยุคโบราณมาถึงสมัยปัจจุบัน อาจจะเรียกได้ว่าเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆ

จนมาถึงแนวทางของกวีนิพนธ์ยุคใหม่ หรือเรียกว่ายุคแสวงหา อาจจะพูดได้ว่าในทางเนื้อหาและจุด

มุ่งหมายของการนำเสนองานกวีนิพนธ์เปลี่ยนแปลงไปจากยุคเก่า นับตั้งแต่สมัยหลังสงครามโลกครั้ง

ที่ ๒ เป็นต้นมาจนถึงทุกวันนี้ บทกวีทั้งหลายทั้งปวงมักจะได้รับการนำเสนอด้วยจุดมุ่งหมาย ที่จะแสดง

ทัศนะในทางความรู้สึกของคนยุคใหม่ ด้านความรัก ความทุกข์ ความสุข ที่เกิดขึ้นและเป็นไปตามสภาพ

ที่กวียุคปัจจุบันได้ประสบ แต่ถ้าจะแบ่งแยกกันจริงๆจังๆ อ.จรูญ ทองถาวร (คัดจากคำนำเสนอใน

หนังสือกวีนิพนธ์ชุด วรรณวจีวิจิตร ของ ภิญโญ ศรีจำลอง) แบ่งเป็น ๒ กลุ่มใหญ่ๆคือ

 

๑. กวีที่ยึดถือด้านการแสดงออก เรื่องธรรมชาติ อารมณ์ ความรัก ความเพ้อฝัน ซึ่ง อ.จรูญ ทองถาวร

ได้เรียกกวีกลุ่มนี้ว่า กลุ่มวรรณศิลป์

 

๒.บทกวีนิพนธ์ที่แสดงทัศนะทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจ จัดไว้ในกลุ่ม กวีกลุ่มก้าวหน้า หรือ กวีเพื่อ

ชีวิต

 

แต่ถึงอย่างไรก็ตามผู้นำเสนองานกวีทั้ง ๒ กลุ่ม ก็มีส่วนจุดประกายให้งานกวีนิพนธ์ของไทยเฟื่องฟู

อย่างยิ่งในยุคหนึ่ง และมีผลมาถึงยุคปัจจุบัน อันอาจทำให้หวังได้ว่า " กวีฤๅรู้แล้งแหล่งสยาม " จะต้อง

คงความเข้มขลังอยู่ตลอดไป

 

เริ่มชักแม่น้ำทั้งห้า มาอีกแล้วหนอจอมยุทธฯ จะคุยเรื่องวรรคทองในงานกวีนิพนธ์นี่นา งั้นมาเริ่มเรื่อง

วรรคทองเลยดีกว่า ในทีนี้คงเน้นเรื่องกลอนเป็นหลัก

 

วรรคทองคืออะไร? ถ้าจะพูดให้ง่ายๆ วรรคทองก็คือ กลอนบางบทที่ทำให้คนจดและจำ เป็นบทที่กินใจ

พูดได้ว่าบทกลอนที่เป็นวรรคทองดังกล่าวมักมีคุณค่าในตัวมันเอง เป็นการเรียงร้อยคำที่ไพเราะให้ภาพ

ทางความรู้สึกที่ชัดเจนและสะเทือนอารมณ์

 

วานิช จรุงกิจอนันต์ ได้ให้ข้อสังเกตไว้ว่า กลอนบทเด่นๆหรือกลอนที่มีวรรคทอง อันเป็นที่จดจำของ

ใครต่อใครนั้น มีความพิเศษอย่างไรว่า

 

ประการแรก เรื่องการจับอารม์สะเทือนใจ จุดไหนอย่างไรที่จะทำให้คนเรามีความสะเทือนใจสูง ซึ่งความ

สะเทือนใจนี้เป็นเรื่องราวของศิลปะ ไม่ได้หมายถึงความโศกเศร้า

 

ประการต่อมาคือเรื่องของคำและภาษาที่ใช้ ต้องเรียบง่ายคล้องจองไพเราะกินใจเป็นคำที่คุ้นๆ แต่เมื่อนำ

มาร้อยเรียงเข้าด้วยกันแล้วกลับแปลก และคนอ่านมักจะนึกไม่ถึง

 

ประการต่อมา วรรคทองจะต้องมีจุดชนะใจคนอ่าน เมื่อคนอ่านอ่านแล้วจะเกิดความรู้สึกว่าร้อยกรองที่

เขียนนี้ไม่ใช่ใครก็เขียนได้ คนที่เขียนได้จะต้องมีฝีมือและน่าจะแสดงให้เด่นชัดว่า มีฝีมือเหนือกว่าคนอ่าน

ทั่วๆไป ถ้าคนอ่านอ่านแล้วรู้สึกว่าไม่เห็นมีอะไร ไม่เท่าไหร่อะไรทำนองนี้ก็เป็นอันว่าคงจะจบ

 

แหะ แหะ จอมยุทธฯ จะพาเพื่อนๆเข้ารกเข้าพงไปหรือเปล่าก็ไม่รู้ ตอนนี้ก้อยังงงตัวเองอยู่ ฮ่า ฮ่า เอาเป็น

ว่าเวลาที่เราเขียนกลอนให้คอยถามตัวเองบ่อยๆแล้วกันว่า กลอนที่เราเขียนนั้นตรงไหนบ้างที่น่าจะเป็น

วรรคทอง แล้วมันเป็นจริงหรือเปล่า ถ้าคิดว่าเป็นก็อย่าเพิ่งแน่ใจ ลองถามคนที่เขาเชี่ยวๆดูก่อน

 

ความจริงแล้วกระทู้นี้ จอมยุทธฯ จะนำกลอนชุดร่วมสมัย ที่มีวรรคทอง เป็นที่จดจำของคนทั่วๆไป เท่าที่จะค้น

หาได้มานำเสนอ ส่วนที่มั่วๆข้างบนถือว่าเป็นอารัมภบทแล้วกันขอรับ

 

มาติดตามกันได้เลย

 


 

ความคิดเห็นที่ 1 

 

" ดอกรักบานในหัวใจใครทั้งโลก

แต่ดอกโศกบานในหัวใจฉัน "

 

วรรคทองวรรคนี้ เป็นของ เฉลิมศักดิ์ (ศิลาพร) รงคผลิน หรือหยก บูรพา ซึ่งจอมยุทธฯ คิดว่าหลายๆ

ท่านน่าจะจำวรรคทองนี้ได้ วรรคทองวรรคนี้ เป็นส่วนหนึ่งของบทกวีนิพนธ์ ชุด บทสุดท้ายของนิยายรัก

มาอ่านแบบเต็มๆ กันดีกว่าขอรับ

 

บทสุดท้ายของนิยายรัก

 

๏ จริงหรือนี่ที่ว่ารักเราจักร้าว

นึกแล้วหนาวเหน็บนักแก้วรักเอ๋ย

รสสัมผัสอ่อนละมุนที่คุ้นเคย

ไยจึงเผยรสร้างจืดจางกัน

 

เราเคยร่วมใจฝันว่าวันหนึ่ง

เราจะถึงวันที่งามเหมือนความฝัน

ฟ้าสีทอง ดอกไม้บาน ธารพระจันทร์

และรักอันคงค่าสถาพร

 

ฉันเฝ้ารอคอยวันที่ฝันไว้

รอด้วยรักด้วยใจไม่ถ่ายถอน

แต่นี่สร้อยสายสวาทมาขาดตอน

เธอกล้ารอนลงด้วยมือเธอหรือไร

 

เมื่อเธอสิ้นเสน่หามาสนอง

รักที่ปองมอดหมดความสดใส

แผลรักร้ายบ่อนทั่วเนื้อหัวใจ

จะต้องปวดร้าวไปถึงไหนกัน

 

ดอกรักบานในหัวใจใครทั้งโลก

แต่ดอกโศกบานในหัวใจฉัน

และอาจเป็นเช่นนี้ชั่วชีวัน

เมื่อรักอันแจ่มกระจ่างกลับร้างไกล

 

นิยายรักยืดยาวของเรานั้น

คงไร้วันสดชื่นขึ้นบทใหม่

หมดความหมายที่จะรอกันต่อไป

เพราะเปลวไฟรักดับลงกับตา ๚

 

เฉลิมศักดิ์ (ศิลาพร) รงคผลิน

 

วันนี้คงแค่นี้ก่อน ถ้าเพื่อนๆสนใจจอมยุทธฯ จะพยายามค้นวรรคทองชุดอื่นมานำเสนอต่อ

 

แต่ตอนนี้ขอไปจิบเบียร์ก่อนขอรับ

 

จากคุณ : จอมยุทธเมรัย  - 9 มิ.ย. 46 19:56:35

 


 

ความคิดเห็นที่ 3

 

หลังจากจิบเบียร์มานิดหน่อย เพราะฝนฟ้าอากาศไม่เป็นใจ เลยมาต่อเรื่องวรรคทองกัน

อีกหน่อยดีกว่า

 

ว่ากันว่ายุคสมัย ในช่วงราว พ.ศ.๒๕๐๒ ถึงราว พ.ศ.๒๕๑๒ เป็นยุคสมัยกลอนรักเฟื่องฟู

แม้แต่ บทสุดท้ายของนิยายรัก ที่จอมยุทธฯ ยกตัวอย่างในตอนที่แล้ว ก็ปรากฎขึ้นในปี

พ.ศ. ๒๕๑๑ นักกลอนที่เป็นขุนพลกลอนรักยุคนั้นมีหลายท่านด้วยกัน นักกลอนหลายๆท่าน

จึงเขียนกลอนรักมาก่อน ก่อนจะปรับเปลี่ยนมาเขียนกลอนแนว ก้าวหน้า หรือแนวเพื่อชีวิต

 

วรรคทอง ที่จะนำเสนอต่อไปนี้เป็นของกวีท่านหนึ่ง ที่ได้รับฉายาว่า นักกลอนสำนวนพริกไทย

ซึ่งก็คือ ขรรค์ชัย บุนปาน ซึ่งสมัยหนุ่มๆ ได้เขียนกลอนรักไว้หลายชุดด้วยกัน มีวรรคทอง

บทหนึ่ง ที่เพื่อนๆหลายท่านน่าจะคุ้นกันดี คือ

 

สิ้นเอ็งแล้วข้าก็พร้อมจะยอมบ้า

ฆ่าเอ็งก็เหมือนฆ่าน้าผู้ใหญ่

ลูกกำนันบุญน้อยขอคล้อยไกล

ข้าไม่ใช่ลูกชายนายอำเภอ

 

วรรคทองบทนี้ อยู่ในกลอนชุด จากลูกชายกำนันถึงลูกสาวผู้ใหญ่บ้าน ซึ่ง ขรรค์ชัย บุนปาน

แต่งในสมัยหนุ่มๆ ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๐๘ มาอ่านกลอนชุดนี้กันเต็มๆดีกว่าขอรับ

 

จากลูกชายกำนันถึงลูกสาวผู้ใหญ่บ้าน

 

๏ เลือดฝาดเอ็งเปล่งปลั่งก็ยังสาว

ลองแก่คราวขนาดยายจะไหวหรือ?

เสน่ห์ที่มิได้ทำจากน้ำมือ

สามสี่มื้อบอกตรงตรงก็คงคลาย

 

ข้าหลงรักก็เพราะเล็งเห็นเอ็งสวย

ปราศสิ่งช่วยเสริมให้ชวนใจหาย

วันแรกสึกออกมาก็ตาลาย

เอ็งกลับกลายเกินจริตแผกผิดคน

 

เรียนตัดเสื้อในเมืองเป็นเรื่องชอบ

ถูกระบอบขอบเขตของเหตุผล

เพราะคนเราไร้วิชาย่อมพาจน

ข้าไม่เถียง,อ็งด้นถูกหนทาง

 

สามเดือนเหมือนสามปีที่ข้าบวช

หัวใจรวดร้าวเลยยินเอ่ยอ้าง

ว่ารักชื่นสิจะชืดรสจืดจาง

เกือบแหกกลางพรรษาออกมาดู

 

เมื่อเห็นตาเคยซื่อกลับดื้อรั้น

ยิ่งเชื่อมั่นแน่ใจเอ็งหมายหลู่

น้ำตาแค้นตกในรินไหลพรู

อุตส่าห์สู้ห่วงหวงเท่าดวงใจ

 

สิ้นเอ็งแล้วข้าก็พร้อมจะยอมบ้า

ฆ่าเอ็งก็เหมือนฆ่าน้าผู้ใหญ่

ลูกกำนันบุญน้อยขอคล้อยไกล

ข้าไม่ใช่ลูกชายนายอำเภอ ! !

 

ขรรค์ชัย บุนปาน

 

ตอนต่อไปจะพาไปอ่านกลอนชุดที่มีวรรคทองว่า " อ้อมกอดพี่จะสงวนไม่ด่วนเสนอ.......อ้อม

ตักเธอจงถนอมก่อนยอมสนอง " ของ สวัสดิ์  ธงศรีเจริญ ต่อขอรับ

 

จากคุณ : จอมยุทธเมรัย  - 9 มิ.ย. 46 21:20:44

 


ความคิดเห็นที่ 8

 

ถ้ากล่าวถึงขุนพลกลอนรักยุคก่อน ต้องจารึกชื่อ ของ สวัสดิ์ ธงศรีเจริญ ไว้อีกท่านหนึ่ง

ที่เขียนกลอนรักได้หวานซึ้งนัก ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ลองยกมาซักบทเป็นตัวอย่างก่อน

 

แม้อกนี้แคบนักน้องรักเอ๋ย

อย่าหวั่นเลยอุ่นอุรากว่าอกไหน

เมื่อมีพี่เอื้ออกแคบให้แอบไอ

จะออมไว้ให้อิงเพียงหญิงเดียว

 

จากกลอนชุด"ออมอก" สวัสดิ์  ธงศรีเจริญ

 

ถ้าจอมยุทธฯ บังเอิญเกิดมาเป็นผู้หญิงคงจะหลงเจ้าของสำนวนอย่างนี้จนตาย แต่เผอิญ

จอมยุทธฯ มิใช่ผู้หญิง ฮ่า ฮ่า

 

มาว่าถึงวรรคทอง ของสวัสดิ์  ธงศรีเจริญ ที่ยกตัวอย่างไว้ในตอนที่แล้วดีกว่า " อ้อมกอด

พี่จะสงวนไม่ด่วนเสนอ............อ้อมตักเธอจงถนอมก่อนยอมสนอง " วรรคทองนี้ปรากฎ

อยู่ในกลอนชุด " ภาษารัก " สำนวนเป็นอย่างไร หวานซึ้งขนาดไหน มาอ่านกันทั้งชุดดีกว่าครับ

 

ภาษารัก

 

๏ ยิ่งคิดถึงเธอมากยิ่งอยากหนี

เกรงเธอมีมลทินสิ้นศักดิ์สาว

พบครั้งใดใจจึงยั้งทุกครั้งคราว

ร้อนทนหนาวหนาวทนร้อนแทรกซอนทรวง

 

เพราะเพียงคิดผิดก็ผุดในอนุสัย

ถ้าเกินคิดผิดฤทัยคงใหญ่หลวง

ครั้นห้ามคิดจิตหวามกลับตามทวง

จึงขอล่วงบ่วงกรรมแค่คำนึง

 

แม้อยากกอดยอดรักหนุนตักนุ่ม

อยากเกาะกุมจุมพิตสมคิดถึง

จะห้ามรักหักอารมณ์ข่มใจพึง

รอวันหนึ่งในหวังเหนือตั่งทอง

 

อ้อมกอดพี่จะสงวนไม่ด่วนเสนอ

อ้อมตักเธอจงถนอมก่อนยอมสนอง

ถึงวันชื่นคืนฉ่ำถูกทำนอง

จะตระกองกอดกกแนบอกนอน

 

จะกล่อมเธอก่อนนิทราจูบหน้าผาก

ถ้าหลับยากจะให้แขนหนุนแทนหมอน

หลับแล้วเธอละเมอหาผวาวอน

พี่จะช้อนเชยชิดทั้งนิทรา

 

ถ้าใกล้รุ่งลมหนาวแผ่ผ่าวอก

พี่จะกกจนตรู่ต่างภูษา

ประพิมพ์ปากปลุกเกลือกตรงเปลือกตา

กระซิบว่า " เช้าแล้วจ้ะแก้วใจ "

 

ภาษารักครึ่งแดมีแค่นี้

หมดฤดีตีแผ่จะแค่ไหน

ยิ่งคิดถึงเธอมากยิ่งอยากไกล

แต่กลับไปไม่รอดห่วงยอดรัก ๚

 

สวัสดิ์  ธงศรีเจริญ

 

หวานหยดจริงๆขอรับ โอ้ว่าภาษารัก.....

แล้วเมื่อไหร่จอมยุทธฯ จะได้เขียนภาษารักกับเขาบ้างหนอ

 

กลางวัน จอมยุทธฯ จะมาเสวนากับทุกท่านอีกครั้ง พร้อมกับ วรรคทอง ชุดต่อไปขอรับ

 

จากคุณ : จอมยุทธเมรัย  - 10 มิ.ย. 46 07:05:31

 

 


ความคิดเห็นที่ 14 

 

ถ้าเอ่ยถึงนักกลอนแถวหน้า ในยุคกลอนรักกำลังฟูเฟื่อง ต้องนับ สนธิกาญจน์  กาญจนาสน์

ซึ่งใช้นามปากกาว่า " เอก หทัย "ประดับไว้ในวงวรรณอีกท่านหนึ่ง ถึงแม้ท่านจะล่วงลับไปแล้ว

แต่ก็ยังฝากผลงานเด่นๆ ไว้หลายชุดด้วยกัน ถ้าจะพูดถึงวรรคทอง ของ  สนธิกาญจน์  กาญจ-

นาสน์ ก็มีหลายบทเหมือนกัน ขอยกเป็นตัวอย่างเท่าที่จะค้นได้ อาทิ

 

เมื่อน้ำค้างหยดหล่นบนดอกไม้

ลมรำเพยระเหยหายเมื่อใกล้สาง

กับชีวิตวันนี้ที่บอบบาง

เหมือนน้ำค้างระเหยหายด้วยสายลม

 

หรือ

 

รักควรคู่สำหรับผู้รู้จักสงวน

รักอบอวลสำหรับผู้รู้จักถนอม

รักยืนยาวสำหรับผู้รู้จักออม

และรักพร้อมสำหรับผู้รู้จักรัก

 

หรือ

 

ลอยละลิ่วปลิวคว้างอย่างปุยฝ้าย

ไร้ความหมายและอะไรไปทุกสิ่ง

เมื่อชีวิตมองข้ามความเป็นจริง

ความหวังยิ่งเลือนหายเหมือนฝ้ายลอย

 

แต่ที่เด่นมากๆ และเป็นที่รู้จักกันทั่วไป คือวรรคทองบทนี้

 

หนึ่งจะมีรักใหม่อย่าให้รู้                       

สองจะอยู่กับใครอย่าให้เห็น

ให้ฉันเถิดขอร้องสองประเด็น                

แล้วจะเป็นผู้แพ้ที่แท้จริง

 

วรรคทองบทนี้ ปรากฎอยู่ใน บทกวีชุด "ขอ" ซึ่งแต่งประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๑ เสียดายจริงๆ

ที่จอมยุทธฯ ค้นบทกวีชุดนี้มาได้แค่ ๒ บท แต่ก็จะนำมาเสนอไว้ตรงนี้ แต่ก็มีบางคำที่ไม่

ตรงกับวรรคทอง ที่จดจำกันได้ ต่างกันอย่างไรอ่านกันดูครับ

 

ส่วนหนึ่งของบทกวีชุด " ขอ " ของ สนธิกาญจน์  กาญจนาสน์

 

โอ้ความรักความหวังดังดอกฟ้า

เลื่อนลงมาให้สอยแล้วลอยหาย

เหลือริ้วรอยร้อยอยู่มิรู้วาย

สุดสิ้นสายสวาทช้ำชีพลำเค็ญ

 

ขอเธอมีรักใหม่อย่าให้รู้

และถ้าอยู่กับใครอย่าให้เห็น

ให้ฉันเถอะ...ขอร้องสองประเด็น

แล้วจะเป็นผู้แพ้อย่างแท้จริง

 

เพื่อนๆท่านใดมีบทกวีชุดนี้เต็มๆ โปรดกรุณานำมาโพสท์ให้อ่านหน่อยนะ ขอรับ

 

ไหนๆก็ไหนๆ จอมยุทธฯ ขอนำบทกวีชุดอื่น ของ สนธิกาญจน์  กาญจนาสน์ มาให้เพื่อนๆ

อ่านกันก่อนแล้วกัน

 

โลดเถลิงเริงเล่นอยู่เป็นนิจ

 

๏ โลดเถลิงเริงเล่นอยู่เป็นนิจ

ล้อชีวิตกับความจนอย่างคนเก่ง

ลอยอยู่กลางทะเลรักอย่างนักเลง

เล่นกับเพลงหลอกล่อมาพอควร

 

เคยมีรักหลายหนจนประจักษ์

แต่จากรักคราใดไม่เคยหวล

หลายครั้งที่รักชะลอก็รัญจวน

แต่มิครวญเมื่อรักลาถลาลอย

 

จะว่าหยิ่งก็หยิ่งเกินเมินดอกหญ้า

แต่ดอกฟ้าก็เฉยเฉยไม่เคยสอย

คราวจะไปใครให้รอก็ไม่คอย

ใครจะถอยหนีไปก็ไม่ตาม

 

ใครจะมีรักใหม่ไม่อยากรู้

ใครจะอยู่กับใครไม่อยากถาม

ใครจะกล่าวถางถากไม่อยากปราม

ใครจะห้ามเล่นกับไฟไม่อยากฟัง

 

มิหลงเหลิงกับความฝันของวันใหม่

มิเสียใจกับความทรามของความหลัง

ใครจะเลวเหลวไหลไม่อยากชัง

ใครมอบหวังดีให้ไม่อยากรับ

 

ใช้ชีวิตเหมือนเพลงบรรเลงล่อง

เช้าก็ท่องลอยลำค่ำก็กลับ

ชมฟ้ารุ่งเดือนฉายประกายระยับ

ฟังคำขับร้อยกรองร้องเพลงเรือ ๚

 

สนธิกาญจน์  กาญจนาสน์

 

ตอนต่อไปมาว่าถึงวรรคทองของกวีท่านอื่นๆ กันต่อขอรับ

 

จากคุณ : จอมยุทธเมรัย  - 10 มิ.ย. 46 10:33:19

 

 


ความคิดเห็นที่ 20

 

บางครั้งการเขียนกลอนแค่บทเดียว ก็อาจกลายเป็นวรรคทองเป็นที่จดและจำของ

คนทั่วไปได้

 

ว่ากันว่า (อีกแล้ว) เคยมีนักศึกษาหญิงธรรมศาสตร์คนหนึ่ง เขียนกลอนบทหนึ่งลง

ในหนังสือวรรณศิลป์ธรรมศาสตร์ ที่ขายกันเล่มละบาทในสมัยนั้น ประมาณ พ.ศ.๒๕๑๑

นักศึกษาหญิงคนนั้นคือ กรรณิการ์ (เฮงรัศมี) หิรัญรัศมี กลอนบทนั้นลงท้ายสอง

วรรคหลังว่า " ถ้าไม่ไปพบเขาเราเสียใจ.........แต่ถ้าไปพบเขาเราเสียตัว "

 

เล่ากันว่า ช่วงนั้นเป็นที่ฮือฮากันมาก ขรรค์ชัย  บุนปาน ซึ่งตอนนั้นทำงานที่สยามรัฐ

ยังยกกลอนสองวรรคนี้ไปลงในข้อเขียนของตัวเอง และเขียนถามว่า " แล้วหนูไปหา

เขาหรือเปล่าจ๊ะ "

 

มาอ่านกลอนนี้กันทั้งบทดีกว่า

 

รักที่ต้องเลือก (วันนี้)

 

โอ้วันนี้...วันสำคัญตื้นตันนัก

มิรู้จักเลือกทางอย่างไรได้

ถ้าไม่ไปพบเขาเราเสียใจ

แต่ถ้าไปพบเขาเราเสียตัว

 

กรรณิการ์ (เฮงรัศมี) หิรัญรัศมี

 

หมายเหตุ วรรคทองตอนนี้ คัดข้อความบางส่วนมาจาก คอลัมณ์เรื่อง นักกลอนเก่า ของ

วานิช จรุงกิจอนันต์ จากหนังสือมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ ๑๑๘๙

 

จากคุณ : จอมยุทธเมรัย  - 10 มิ.ย. 46 12:52:20


ความคิดเห็นที่ 27

 

ตอนแรก จอมยุทธฯ ตั้งใจจะนำเสนอวรรคทองจากกลอนรักสักนิดหน่อย แล้วจะนำเสนอวรรคทองจากงานกวีแนวก้าวหน้า ต่อไปเลย แต่เห็น

เพื่อนๆหลายท่านให้ความสนใจ จอมยุทธฯ เลยเปลี่ยนใจว่า เฉพาะกระทู้นี้ จะนำเสนอเกี่ยวกับ วรรคทองในกลอนรักอย่างเดียวไปเลย สำหรับ

วรรคทองจากงานกวีแนวก้าวหน้า จะนำเสนอในกระทู้ใหม่แล้วกันขอรับ

 

มีวรรคทองบางบท ของกวีที่ยกตัวอย่างไปแล้ว แต่เพื่อนๆยกมาอีก อาทิ ของ สวัสดิ์    ธงศรีเจริญ ที่ว่า

 

น้องเคลียแก้มเกลือกไว้ก่อนให้พี่

ซ้ำกราบที่กลางหมอนเคยนอนหนุน

ยามพี่แนบหน้านอนหมอนละมุน

จงหอมกรุ่นแก้มและกราบกำซาบทรวง

 

บทกวีชุดนี้ ถ้าจอมยุทธฯ จำไม่ผิด จะเป็นบทกวีชุดหนึ่งที่นำมาเป็นเพลงสุนทราภรณ์ ในชื่อ เพลงฝากหมอน จอมยุทธฯ จะพยายามหามานำเสนอ

แบบเต็มๆ อีกครั้งแล้วกันขอรับ

 

หรือวรรคทองวรรคนี้ ของ ขรรค์ชัย  บุนปาน

 

ถ้ารักใครไม่ได้ก็ไม่รัก

แต่กุจักชักดาบเข้าฉาบฉุด

ดั่งโคถึกคึกคะนองลำพองรุด

ใครจะยื้อใครจะยุดจะฉุดใจ

 

จอมยุทธฯ ก้อจะพยายามหามานำเสนอแบบเต็มๆอีกเช่นกัน รอหน่อยแล้วกันขอรับ แต่อ่านวรรคทองบทนี้ จอมยุทธฯ นึกถึงงานกลอนอีกชุดหนึ่ง

ที่มีวรรคทองว่า

 

ถ้าไม่รักเธอได้จะไม่รัก

จะยอมหักเหใจไปทางอื่น

ถ้าลบวันเก่าเก่าได้จะให้คืน

ทั้งความชื่นความช้ำแล้วอำลา

 

วรรคทองบทนี้ มาจากงานกลอนชุด “เพราะรัก” ของ วิจิตร  ปิ่นจินดา ที่ใช้นามปากาว่า เจษฎา  วิจิตร นักกลอนยุดสมัยกลอนรักฟูเฟื่อง อีกท่านหนึ่ง

กลอนชุดนี้เป็นอย่างไร มาอ่านกันแบบเต็มๆ ดีกว่าขอรับ

 

เพราะรัก

 

ถ้าไม่รักเธอได้จะไม่รัก

จะยอมหักเหใจไปทางอื่น

ถ้าลบวันเก่าเก่าได้จะให้คืน

ทั้งความชื่นความช้ำแล้วอำลา

 

เมื่อแรกรักปักใจมิได้คิด

ว่าจะผิดจนเป็นข้อครหา

เราต่างทั้งฐานะปริญญา

ต่างจนค่าหัวใจแทบไม่มี

 

เพราะเธอสูงสุดสอยเหมือนลอยฟ้า

จึงกดค่าความรักสิ้นศักดิ์ศรี

เมื่อรักสอนหัวใจให้ใยดี

ก็เหมือนพลีตนเป็นทาสอำนาจเงิน

 

ด้วยเธอดีมีค่ายิ่งกว่าแก้ว

จึงควรแล้วที่ฉันจะสรรเสริญ

ยอมสละละชั่วไม่มัวเพลิน

คนยังเมินหน้าเยาะว่าเพราะกลัว

 

รวมความแล้วคุณค่าหาไม่ได้

ทำดีไปคนเขาก็เฝ้าหัว

เลวก็ว่าไม่รู้สึกสำนึกตัว

จึงคนชั่วเกินจะปรับตนกลับคืน

 

ถ้าไม่รักเธอได้จะไม่รัก

จะยอมหักเหใจไปทางอื่น

แต่ใจเอ๋ยน่าชังรักยั่งยืน

สุดจะขืนหัวใจมิให้รัก!

 

เจษฎา  วิจิตร  ๒๕๑๑

 

ค่ำๆ จะมาคุยกับเพื่อนๆอีกครั้งครับ

 

 

จากคุณ : จอมยุทธเมรัย  - [ 10 มิ.ย. 46 16:07:00 ]

 


ความคิดเห็นที่ 30

 

 

ก่อนจะว่าเรื่องวรรคทองต่อไป มาคุยกับเพื่อนๆที่แวะมาเยี่ยมก่อนดีกว่าขอรับ

 

คุณ คน ละแม/๑๗

ขอบคุณมากๆเหมือนกันขอรับ ที่มาช่วยตอบคำถามให้ คุณมิน

 

ยัยหนู/๑๘

ยังทันอกทันใจเหมือนเดิม เอางานเยี่ยมๆของเฮียคัมฯ มาโพสท์ ให้อ่านกันอีกครั้งหนึ่ง

จอมยุทธฯ ชอบใจบทจบบทนี้เช่นกันจ้าน

 

๏ ดาวใส  วัยเยาว์  แห่งเราสอง

หลงห้อง  เหวห้วง  สิเนหา

โลกมืด  ไหม้มอด  ตลอดมา

เพราะดาว  บนบ่า  บังตาเธอ…

 

คุณมิน/๑๙

มิเป็นไรขอรับ ช่วยได้ก็ช่วยกันอะคับ

 

คุณ นักอ่านชั้นอะ/ ๒๑,๒๖

ต้องขอขอบคุณเช่นกันขอรับ ที่ยกวรรคทอง จากเพลงฝากหมอน ของ สวัสดิ์  ธงศรีเจริญ

บทนี้มา

 

น้องเคลียแก้มเกลือกไว้ก่อนให้พี่

ซ้ำกราบที่กลางหมอนเคยนอนหนุน

ยามพี่แนบหน้านอนหมอนละมุน

จงหอมกรุ่นแก้มและกราบกำซาบทรวง

 

และจอมยุทธฯ ไปได้เนื้อเพลงเต็มๆ มาเรียบร้อยแล้วขอรับ

 

เพลงฝากหมอน

 

คำร้อง สวัสดิ์ ธงศรีเจริญ

ทำนอง เอื้อ สุนทรสนาน

 

คืนวันนี้ถ้าพี่นอนหนุนหมอนน้อย

ใจจงคล้อยคิดถึงน้องเจ้าของหมอน ( ใจคงคล้อยคิดถึงน้องเจ้าของหมอน )

รอยแก้มนิ่มริมเขนยน้องเคยนอน

หนาวหรือร้อนหมอนคงเอื้ออุ่นเจือจุน

 

น้องเคลียแก้มเกลือกไว้ก่อนให้พี่

ซ้ำกราบที่กลางหมอนเคยนอนหนุน

ยามพี่แนบหน้านอนหมอนละมุน

จงหอมกรุ่นแก้มและกราบกำซาบทรวง ( ยังหอมกรุ่นแก้มและกราบกำซาบทรวง )

 

ว่ากันว่าเนื้อเพลงปรับเปลี่ยนนิดหน่อย เพราะเดิมเพลงนี้เป็นเพลงผู้ชาย เนื่องจากเป็นกลอน

ที่ผู้ชายคิดถึงสาวที่ตอนนี้ไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่เนื่องจากไม่มีนักร้องชายคนใดร้องได้ถูกใจ ครูเอื้อ จึงให้คุณบุษยาร้อง

สำหรับเนื้อเดิมคืออันที่จอมยุทธฯ เพิ่มเติมไว้ในวงเล็บขอรับ

 

ส่วนกลอนบาทนี้

 

หากหัวใจเปราะบางเหมือนอย่างแก้ว

คงแหลกแล้วด้วยพิษความคิดถึง

 

จอมยุทธฯ ก็ยังค้นไม่เจอเพื่อนๆท่านใดทราบช่วยสงเคราะห์ ด้วยขอรับ

 

วฤก/๒๒

ไม่แน่นะ จอมยุทธฯ อาจจะขุดวรรคทองของ วฤก มาโชว์บ้างก็ได้ ฮ่า ฮ่า ว่าแต่ว่า เมื่อไหร่จะได้

ร่ำสุรากันอีกสักครั้งหนอ

 

ปู่ออฯ/๒๓,๒๔

ขอบคุณปู่ออฯ มากครับที่แวะมาทักทาย พร้อมมีเบียร์มาฝากอีก ๓ แก้ว

 

ตานบปี้/๒๕

ถ้ายังมีเพื่อนอ่าน จอมยุทธฯก็ยังไม่เลิกเขียน ฮ่า ฮ่า

 

พี่หนูนา/๒๘

ขอบคุณมากขอรับที่มาลงชื่ออ่าน ตอนนี้ จอมยุทธฯ ก้อใจจดใจจ่อรอดูละคร วิวาห์พาวุ่น เหมือนกัน

นะขอรับ

 

ตอนหน้ามาอ่านกวีนิพนธ์ " เสียเจ้า " ของ อังคาร กัลยาณพงศ์ กันขอรับ

 

จากคุณ : จอมยุทธเมรัย  - 10 มิ.ย. 46


ความคิดเห็นที่ 32

 

 

อ่านงานรักหวานๆ มาหลายชิ้น ตอนนี้มาเปลี่ยนบรรยากาศมาอ่านงานที่แหวกแนวกัน

บ้างดีกว่านะขอรับ เพื่อนๆคงรู้จักวรรคทองวรรคนี้กันดี " เสียเจ้าราวร้าวมณีรุ้ง "

อ่านแล้วกระทบกินใจใครๆหลายคน ถ้าแหลงภาษาใต้ ก็เรียกว่าอกหักอย่างแรงนิ

วรรคทองวรรคนี้ อยู่ในงานกวีนิพนธ์ " เสียเจ้า " ของ กวีรัตนโกสินทร์ อังคาร กัลยาณพงศ์

 

เนื้อหาเต็มๆเป็นอย่างไร มาอ่านกันเต็มๆดีกว่า ขอรับ

 

เสียเจ้า

 

๏ เสียเจ้าราวร้าวมณีรุ้ง............มุ่งปรารถนาอะไรในหล้า

มิหวังกระทั่งฟากฟ้า................ซบหน้าติดดินกินทราย

 

จะเจ็บจำไปถึงปรโลก..............ฤารอยโศกรู้ร้างจางหาย

จะเกิดกี่ฟ้ามาตรมตาย.............อย่าหมายว่าจะให้หัวใจ

 

ถ้าเจ้าอุบัติบนสวรรค์...............ข้าขอลงโลกันตร์หม่นไหม้

สูเป็นไฟเราเป็นไม้...................ให้ทำลายสิ้นถึงวิญญาณ

 

แม้แต่ธุลีมิอาลัย......................ลืมเจ้าไซร้ชั่วกัลปาวสาน

ถ้าชาติไหนเกิดไปพบพาน..........จะทรมานควักทิ้งทั้งแก้วตา

 

ตายไปอยู่ใต้รอยเท้า.................ให้เจ้าเหยียบเล่นเหมือนเส้นหญ้า

เพื่อจดจำพิษช้ำนานา................ไปชั่วฟ้าชั่วดินสิ้นเอย๚

 

อังคาร กัลยาณพงศ์

 

อ่านงานของ ท่านอังคาร ก็ต้องยอมรับละครับว่า ถ้าพูดถึงรูปแบบ ท่านอังคาร เป็นกวีคนหนึ่ง

ที่มีความคิดสร้างสรรค์เป็นของตัวเองอย่างเด่นชัด เป็นการสร้างสรรค์รูปแบบของตนเองขึ้น

มาเพื่อหลีกหนีจากความซ้ำซากจำเจของกวีนิพนธ์แบบเดิมๆ

 

กำลังนำเสนอเรื่องของวรรคทอง จอมยุทธฯ พาออกนอกเรื่องอีกแล้ว ทุกทีซิน่า ฮ่า ฮ่า

 

ไหนๆก็ไหนๆ(อีกแล้ว) จอมยุทธฯขอนำเพื่อนๆมาอ่านงานกวีนิพนธ์ของท่านอังคาร อีซักชุด

แล้วกัน

 

กวีนิพนธ์ชุด " อุษาโยคอย่าโศกเศร้า "

 

๏ อุษาโยคอย่าโศกอย่าเศร้า...........เปล่าเจ้าจะสยุมพรไฉน

สนธยาย่อมค่ำลงรำไร.................ห่วงหวงอรุโณทัยไว้ป่วยการ

 

เปรียบแก้วตาดุจฟ้าอุษาโยค.........โชคดีชีวีมีมหาศาล

แต่พี่กลสนธยากาลนาน................อนธการกรรมมืดจืดชืดรัก

 

เพลาโพล้เพล้ว้าเหว่เหงา..............ถวิลเงาเช้าตรู่อันสูงศักดิ์

ทุกสิ่งสิ้นหายเสียดายนัก..............ใครเขาจักเห็นจิตอนิจจา

 

รัตติกาลทรมานด้วยพิษฝัน...........รวีวันหวังเปล่าไร้วาสนา

จะมืดมิดชีวิตอยู่อัตตา.................ประดุจว่าขุมนรกหมกใจ

 

จึงต่ำหน้าเฉกว่าเดรัจฉาน.............เรื่องสุขศานต์นั้นหมายชาติใหม่

ชาตินี้ยินดีพิษเปลวไฟ.................ไหม้หฤทัยแปลบแสบจนตาย

 

เร่งเปื่อยซากสลายกระจายสิ้น........เป็นฝุ่นดินดับสิ้นถวิลหาย

ให้มนุษย์สัตว์เหยียบย่ำทำลาย.........ใต้ฝ่าเท้าทั่วหัวใจเรา

 

แก้วมณีมีหรือปรารถนา.................เสน่หาลิงป่าอันโง่เขลา

อย่าดิ้นเลยกระดูกถูกเงา...............มึนเมาชีวิตพิษสงแพง

 

อุบัติใดหายสลายทุกสิ่ง.................ให้ยิ่งกว่าอับเฉาแห้งแล้ง

อาภัพอัประมาณอย่างร้ายแรง.........ทุกแหล่งหล้าฟ้าขอปราชัย ๚

 

อังคาร กัลยาณพงศ์

 

ตอนหน้าจะนำเสนองานของ ทวีสุข ทองถาวร เจ้าของวรรคทองที่ว่า " ฉันหลับแล้วอยู่ใกล้ใกล้

หัวใจเธอ " กันต่อขอรับ

 

จากคุณ : จอมยุทธเมรัย  - 10 มิ.ย. 46

 


ความคิดเห็นที่ 33

  

 

มหาลัยธรรมศาสตร์ ยุคเริ่มก่อตั้งชมรมวรรณศิลป์ ถ้าพูดถึงนักกลอน ที่เข้าร่วมกิจกรรม

แข่งกลอนสดระหว่างมหาวิทยาลัยครั้งใด ต้องมีชื่อของ ทวีสุข ทองถาวร อยู่ท่านหนึ่ง ร่วม

กับ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ,นิภา บางยี่ขัน และ ดวงใจ รวิปรีชา ร่วมอยู่เสมอ และทีมนัก-

กลอนกลุ่มนี้มักจะคว้ารางวัลมาครองอยู่เนืองๆ จนได้รับการขนานนามว่า " นักกลอนสี่มือ

ทอง "

 

ใช่แล้วครับ ตอนนี้จอมยุทธฯ จะนำเพื่อนๆมาพบบรรยากาศกลอนรักหวานๆกันอีกครั้งหนึ่ง

กับงานของ ทวีสุข ทองถาวร

 

บทกลอนของ ทวีสุข ทองถาวร มีวรรคที่เรียกว่า วรรคทอง อยู่หลายวรรค มีอยู่บทหนึ่งที่

จอมยุทธฯ ชอบเป็นพิเศษ แต่ก็อ่านอยู่แค่บทเดียว เพราะยังค้นชุดเต็มๆ ไม่เจอ คือ

 

อยากลบรอยเท้าเปื้อนพื้นเรือนหอ

ลบภาพคู่เคียงคลอกันต่อหน้า

ยิ่งอยากลบยิ่งกระจ่างไม่ร้างรา

เห็นตำตาตาจึงจำไว้ตำใจ

 

จาก ตำตาตำใจ พ.ศ.๒๕๐๘

 

มากระแทกใจตรงวรรคสุดท้ายที่ว่า " เห็นตำตาตาจึงจำไว้ตำใจ " นี่แหละขอรับ

 

แต่ก็ยังมีงานของ ทวีสุข ทองถาวร อีกชุดหนึ่ง ที่อ่านเมื่อไหร่ก็ประทับใจเมื่อนั้น โดยเฉพาะ

วรรคทองที่ว่า " ฉันหลับแล้วอยู่ใกล้ใกล้หัวใจเธอ " น่าจะประทับอยู่ในใจใครหลายคน กลอน

วรรคนี้ ปรากฎอยู่ในงานชุด " เหมือนนกขมิ้น " มาอ่านกันเต็มๆ ดีกว่าขอรับ

 

เหมือนนกขมิ้น

     

๏ ความเป็นห่วงของใครก็ไม่รู้

มาซุกอยู่ใต้หมอนฉันนอนหนุน

พรางสื่อพจน์รสถ้อยร้อยละมุน

ซ้ำยังกรุ่นกลิ่นแก้มไว้แกมกัน

 

นี่รอยแก้มแต้มไว้..ของใครหนอ

แนบแก้มคลอเคลียครองข่มหมองขวัญ

ฉันว้าเหว่แรมหวังมาทั้งวัน

ขอฝากฝันพอแฝงสร้างแรงใจ

 

เดือนข้างแรมค้างรุ่งรอพรุ่งนี้

เหมือนใจที่ทุกข์ท้อรอวันใหม่

คืนพรุ่งนี้นี่จะนอนแนบหมอนใคร

เหลือบ้างไหมชายคาที่อาทร

 

" โอ้อกเอ๋ยหัวอกนกขมิ้น

เจ้าเสเพลพลัดถิ่นเที่ยวบินร่อน

นี่ดึกแล้วเตลิดหลงกลางดงดอน

จะเกาะคอนเคียงใครที่ไหนเอย "

 

ฉันถูกปล่อยอยู่กลางความว่างเปล่า

เหมือนอกเจ้านกขมิ้นชินจนเฉย

พรุ่งนี้ขวัญคงคว้างอีกอย่างเคย

ชีพสังเวยความทุกข์ที่คุกคาม

 

กราบหมอนน้อยเพื่อนนอนค่อนคืนนี้

ขอพรศรีสรวมกมล " คนต้องห้าม "

ยืมเยื่อใยใต้หมอนสะท้อนความ

แทนถ้อยถามทักท้วงเธอห่วงใย

 

สำหรับเธอที่ฉันเฝ้าฝันหา

หากถามว่าคืนนี้นอนที่ไหน

" จะตอบถ้อยที่ถามไปตามใจ

ฉันหลับแล้วอยู่ใกล้ใกล้หัวใจเธอ " ๚

 

ทวีสุข ทองถาวร

 

คืนนี้จอมยุทธฯ คงต้องขอพักผ่อนก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาต่อเรื่อง วรรคทอง กันใหม่ขอรับ

 

จากคุณ : จอมยุทธเมรัย  - 10 มิ.ย. 46

 


ความคิดเห็นที่ 39

  

จอมยุทธฯ นำเสนอเกี่ยวกับวรรคทองของกลอนรัก ของนักกลอนผู้ชายมาหลายท่าน กลัวเพื่อนผู้หญิง

ที่มาอ่านจะน้อยใจ ว่าทำไมไม่นำเรื่องราววรรคทองของนักกลอนผู้หญิงมานำเสนอบ้าง ดังนั้นตอนนี้มาอ่าน

เรื่องราววรรคทองของนักกลอนผู้หญิงกันบ้างดีกว่า

 

ถ้านับนักกลอนผู้หญิงยุคกลอนรักฟูเฟื่องที่ยืนอยู่แถวหน้าละก็ ต้องนับ สินี เต็มสงสัย ไว้ในวงวรรณ

อีกท่านหนึ่ง ที่มีผลงานผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ และหน้านิตยสารในสมัยนั้นโดยสม่ำเสมอ

 

จอมยุทธฯ ขอยกตัวอย่างวรรคที่โดดเด่น จากงานของ สินี เต็มสงสัย มาให้เพื่อนๆอ่าน กันสักหน่อย

แล้วกันขอรับ

 

จะประสานตาต่อก็ต้องห้าม

พบยิ้มหวามใจล้ำจำเมินหนี

แอบมองเธอห่างห่างอยู่อย่างนี้

เพื่อสุขที่เศร้าเศร้าเท่านั้นเอง

 

จาก "กำแพง" (สินี เต็มสงสัย)

 

หรือ

 

สุดทำให้เธอลืมเงา "คนเก่า" ได้

สุดสร้างนัยน์เธอฉายประกายฝัน

ฉันไร้ความสามารถจนจะดลมัน

ถ้ารักฉันไม่ลงก็จงชัง !

 

จาก "อย่า"  (สินี เต็มสงสัย)

 

หรือ

 

ตัวอยู่ใกล้ใจเลือนเหมือนอยู่ห่าง

คนแรมร้างสิเขาเฝ้าใฝ่ฝัน

ตาต่อตาสิ้นความหมายสายสัมพันธ์

คนไกลกั้นคนใกล้ให้ไกลเกิน

 

จาก "คนไกล"  (สินี เต็มสงสัย)

 

 

ความจริง จอมยุทธฯ อยากยกผลงานทุกชุด ของ สินี เต็มสงสัย ที่ยกตัวอย่าง มาให้เพื่อนๆ

ได้อ่านกันทั้งหมด แต่เกรงกระทู้จะยาวไป จะเลือกมาแค่หนึ่งชุดก็เลือกยากจริง ไม่รู้ว่าจะนำ

ชุดไหนมานำเสนอดี แต่ก็ต้องเลือกมาหนึ่งชุดละครับ ขอเลือกชุดนี้แล้วกัน "คนใกล้"

 

คนใกล้

 

๏ ยิ่งใกล้เธอเท่าใดยิ่งไหม้หมอง

เพราะจำต้องหักอารมณ์ข่มแรงหวัง

แม้รสรักขื่นเศร้าเท่ารสชัง

ก็สุดรั้งฤดีไว้มิให้ภักดิ์

 

ยิ่งใกล้เธอเท่าใดใจแทบขาด

ถ้าความบาดใจเป็นเช่นรอยสัก

การพบกันแต่ละครั้งดังชนัก

คงจำหลักแดพร้อยนับร้อยพัน

 

หากฉันมีคุณค่ามากกว่านี้

ก็พร้อมที่ทำตามความใฝ่ฝัน

และหากลืมข้อแตกต่างระหว่างกัน

จิตหมายมั่นเพียงใดจะให้รู้

 

แต่รำลึกตัวดีมีค่าน้อย

ฉันคนด้อยเกียรติมวลไม่ควรคู่

ม่านไมตรีก็จะเป็นประตู

ที่ปิดอยู่ซ่อนสำนึกอันลึกซึ้ง

 

ตาต่อตามิได้หมายถึงจิต

กายอยู่ชิดเมื่อใจเอื้อมไม่ถึง

ยิ้มตอบยิ้มใช่สลักรักรัดรึง

คนใกล้จึงแสนไกลในชีวิต ๚

 

สินี เต็มสงสัย

 

ดึกๆ จอมยุทธฯ จะเข้ามาพูดคุย ทักทายกับเพื่อนๆที่แวะมาเยี่ยมอีกครั้งขอรับ

 

 

จากคุณ : จอมยุทธเมรัย  - 11 มิ.ย. 46

 


ความคิดเห็นที่ 48

 

 

" ความรัก ความผิดหวังและความชอกช้ำเท่านั้น ที่สามารถบันดาลอารมณ์กวีให้

เกิดขึ้นได้ในจินตนาการของคนแพ้อย่างฉัน "

 

ข้อความข้างบนหรือจะเรียกว่าคำคมดี คือบันทึกของ สุรพล สุมนนัฏ จากหนังสือกลอน

เล่มหนึ่ง ซึ่งพ้องกับกลอนบทหนึ่งของเขา ทีว่า

 

ฉันสูญเสียเธอผู้ชื่นชูจิต

ทางชีวิตหม่นไหม้ไร้แก่นสาร

แต่...ฉันได้สิ่งหนึ่งซึ้งดวงมาน

สิ่งนั้นคือผลงานจาก "กานท์กลอน"

 

สุรพล สุมนนัฏ  (จากงานชุด "ขอบคุณ")

 

สุรพล สุมนนัฏ ก็คือนักกลอนร่วมสมัยกลอนรักเฟื่องฟูอีกท่านหนึ่ง รุ่นเดียวกับ สวัสดิ์

ธงศรีเจริญ  มีวรรคทองที่เด่นๆ อาทิ

 

จะครวญคร่ำทำไมหัวใจเอ๋ย

เจ้าก็เคยแพ้พ่ายแล้วหลายหน

เมื่อจักแพ้อีกครั้งอย่ากังวล

ชีพยังทนอยู่ได้ใจ...อย่ายอม

 

สุรพล สุมนนัฏ (จากงานชุด "อย่ายอม")

 

หรือ

 

เอาพิกุลกรุ่นซึ้งประหนึ่งเศร้า

ร้อยรวมเข้ากับจำปีสีขาวหม่น

เพื่อความหอมย้อมมานเธอทานทน

จะได้คิดถึงคนที่พ้นใจ

 

สุรพล สุมนนัฏ (จากงานชุด "มาลัย...ลา")

 

จอมยุทธฯ ขอเลือกสำนวนกลอนรักแบบเศร้าๆ ของ สุรพล สุมนนัฏ มาให้อ่านแบบเต็มๆ

กันสักชุดดีกว่าขอรับ

 

แด่อดีต

 

๏ " เดือนค้างฟ้าลาลับดับดวงแล้ว

เสียงไก่แก้วขันขานกังวานใส

นิทราเถิดจอมขวัญจักหวั่นไย

พี่อยู่ใกล้แนบกมล...แล้วคนดี

 

หยุดสะอื้นกลืนกล้ำความช้ำเถิด

อย่าเตลิดขวัญล่องให้หมองศรี

กลางลมหนาวเจ้าพระยาค่อนราตรี

"ประเพณี" เกินพรากเราจากกัน

 

ไม่มีแม้ฐานะ , ตระกูล , ชาติ

สุดอำนาจเงินตรามาขีดคั่น

มีแต่ความรักแท้แน่นิรันดร์

ตราบตะวันจะยัง...มิรังรอง

 

นิทราเถิดขวัญหทัยในอ้อมรัก

ขอจงหักใจห้ามความหม่นหมอง

หลับในอ้อมกอดพี่ที่ตระกอง

ก่อนเราต้องจากกัน...จวบวันตาย

 

"เจ้าพระยา" หลับแล้วแก้วใจเอ๋ย

ดาวก็เลยลาล่วงดับดวงหาย

หนาวลมหนาวโชยผ่านสะท้านกาย

หลับเนตรพรายให้สนิทสู่นิทรา

 

อ้อมกอดพี่จักให้ไออบอุ่น

ก่อนอรุณรุ่งแรงแสงอุษา

คืนแห่งการจากกันขวัญชีวา

ขอพี่จารึกไว้ในกมล "

 

เดือนค้างฟ้าลาลับ...ดับดวงแล้ว

ลมหนาวแผ่วเยียบเย็นทุกเส้นขน

ภวังค์ตื่นคืนสำนึกรู้สึกตน

หัวใจท้นชอกช้ำเกินคร่ำครวญ

 

นับตั้งแต่วันนั้น...ถึงวันนี้

วัน , เดือน , ปีผ่านไปนับไม่ถ้วน

เจ้าพระยาเปลี่ยนกระแสหลากแปรปรวน

ลมหนาวหวน...แล้วห่างร้างนิวรณ์

 

แต่...ดวงใจดวงนี้มีเพียงหนึ่ง

รักสิตรึงตราอยู่ยากรู้ถอน

ต่อให้สิ้นกัปกัสป์พุทธันดร

ก็สุดรอนรักล่วงพ้นห้วงจินต์

 

เธอจะอยู่แห่งไหน...ในผืนหล้า

รู้เถิดว่าพี่ครวญหวนถวิล

ไม่สิ้นแรงร่างล้มลงถมดิน

พี่ไม่สิ้นคำนึง...คิดถึงเธอ

 

สุรพล  สุมนนัฏ

 

จากคุณ : จอมยุทธเมรัย  - 12 มิ.ย. 46

 


ความคิดเห็นที่ 54

 

 

ยุคสมัยที่กลอนรักกำลังฟูเฟื่องในวงกวี กลวิธีหนึ่งที่นิยมนำมาใช้คือจบวรรคสุดท้ายด้วย

การหักมุม เอนก แจ่มขำ ก็เป็นหนึ่งในกวีที่เติบโตมากับกลอนรักหวานดังที่ว่า

 

วรรคที่นับได้ว่าเป็นวรรคทองวรรคหนึ่ง ของ เอนก แจ่มขำ คือ " ดั่งเนื้อสัมผัสเนื้อมัดเยื่อใย

.......แต่นี่ใจสัมผัสใจมัดไมตรี " ซึ่งวรรคทองวรรคนี้อยู่ในงานชุด " วันหนึ่งที่ลำน้ำน่าน "

มาอ่านงานชุดนี้กันแบบเต็มๆเลยดีกว่าขอรับ

 

วันหนึ่งที่ลำน้ำน่าน

 

๏ สัมผัสความชุ่มฉ่ำลำน้ำน่าน

ดอกรักบานในดวงตาเมื่อมาเห็น

ลมหนาวคลอเคลียร่างอย่างเลือดเย็น

เสมือนเป็นบรรณาการคนบ้านไกล

 

หนาวแสนหนาวก็อบอุ่นละมุนละม่อม

ราวซบอ้อมอกเอื้อเมื่อชิดใกล้

ดั่งเนื้อสัมผัสเนื้อมัดเยื่อใย

แต่นี่ใจสัมผัสใจมัดไมตรี

 

คล้ายความฝันวันนี้ที่ใกล้ชิด

เป็นชีวิตเป็นความรักสูงศักดิ์ศรี

หวามอารมณ์หลอนอาลัยในรตี

จอดใจที่น้ำน่านหวานคำนึง

 

วันต่อวันฝันยังหวานถึงปานนี้

วินาทีประทับใจได้มาถึง

แค่ยิ้มรับใจก็รื่นตื่นตะลึง

ซึ้งกว่าซึ้งครั้งนี้มีครั้งเดียว

 

แม่น้ำน่านหวานอารมณ์สมความหวัง

เป็นพลังรั้งทรวงรักหน่วงเหนี่ยว

วันหนึ่งและคืนหนึ่งซึ้งจริงเจียว

จึงแปลบเสียวใจมากเมื่อจากมา

 

เพียงหนึ่งคืนหนึ่งวันที่ผันผ่าน

อาจไม่นานแต่ทำให้ใจผวา

วันที่กลับบ้านเราเจ้าพระยา

ยังฝันว่าหลับที่น่านบ้านของเธอ ๚

 

เอนก แจ่มขำ

 

พรุ่งนี้เช้าจะแวะเข้ามาคุยกับเพื่อนๆอีกครั้งหนึ่ง พร้อมงานวรรคทองชุดต่อไปขอรับ

 

จากคุณ : จอมยุทธเมรัย  - 12 มิ.ย. 46

 


ความคิดเห็นที่ 55

 

 

กลัวมิตรสหายแควนๆกลอนรักทั้งหลายจะไม่เต็มอิ่มกับบทกลอนที่นำเสนอ เป็นไงเป็นกัน

เมื่อจอมยุทธฯ ถลำมาถึงขนาดนี้ ก้อมาต่อกันอีกซักตอนแล้วกัน สำหรับคืนนี้

 

นักกลอนท่านต่อมาที่จอมยุทธฯ จะนำผลงานมาผ่านสายตาของเพื่อนๆ ก็เป็นนักกลอนท่าน

หนึ่งในยุคสมัยกลอนรักเฟืองฟูอีกเช่นกัน ลองอ่านกลอนตอนจบของงานชุด ดอกหญ้า

นี่ดูซิขอรับ

 

สู้จากมาอยู่ไกลถึงในสวน

เพื่อมาครวญมาหมองแอบร้องไห้

เพื่อดิ้นรนดำรงกายพอหายใจ

เพื่อมาตายไกลไกลคนใจดำ

 

ดอกหญ้าต้นข้างกายปลายหักพับ

ซบยอดกับโคนต้นคอยคนย่ำ

เพราะอ่อนแอจึงเข็ญเป็นประจำ

เจ้าอย่าซ้ำเลยเพื่อน...เราเหมือนกัน

 

เกษมสุข บุณยมาลิก ,๒๕๑๒

 

 

อ่านแล้วจอมยุทธฯ ยังเศร้าไปกับสำนวนของวรรคทองตรงนี้เลย อะไรจะโดนขนาดนี้

 

เจ้าของผลงานชุดนี้คือ เกษมสุข บุณยมาลิก มาอ่านผลงานเต็มๆของกลอนรักเศร้าๆ ของ

กวีท่านนี้เต็มๆสักชุด จอมยุทธฯ ขอเลือกชุดนี้แล้วกัน "ฟ้อง"

 

ฟ้อง

 

๏ อยากเขียนกลอนได้ฉ่ำเหมือนน้ำผึ้ง

อ่านแล้วซึ้งซาบสุขทุกอักษร

ให้รื่นรวยรินรสทุกบทกลอน

จนสะท้อนสะท้านจิตมิตรทุกคน 

 

เพื่อผู้อ่านอ่อนไหวหัวใจหวิว

ราวช่อหลิวลู่โอนคราวโดนฝน

แต่ครั้นลองรื้ออดีตออกคิดค้น

มีสักหนไหมอารมณ์เคยสมจินต์

 

ที่เขียนแต่กลอนอวดความปวดร้าว

ใช่อยากสาวใส้ตนให้คนหมิ่น

เคยเห็นแต่ความช้ำน้ำตาริน

ความพังภินท์ความเศร้าและร้าวราน

 

ท้องฟ้าคลุ้มเมฆคลึ้มดูทึมอับ

ช่วยตอบรับว่าไม่มีชีวิตหวาน

การหวังคอยน้ำใจใครมาจาน

ต้องคอยนานถึงหมดความอดทน

 

กลอนบทแรกแม้จารเสียหวานฉ่ำ

ไม่กี่คำมักสะท้อนเป็นกลอนหม่น

ภาษากลอนย้อนมาฟ้องห้องกมล

โดยเผลอตนกรองกานท์ประจานใจ

 

ถ้าฉันขาดใจตายในวันนี้

ถึงไม่มีคนหมองช่วยร้องให้

ยังพอมีกลอนย้ำความอาลัย

ช่วยหม่นไหม้อาวรณ์ตอนสิ้นลม ๚

 

เกษมสุข บุณยมาลิก

 

พรุ่งนี้มาต่อนะขอรับ

 

จากคุณ : จอมยุทธเมรัย  - 12 มิ.ย. 46

 


ความคิดเห็นที่ 59

 

 

ภิญโญ ศรีจำลอง ถ้าพูดดึงชื่อนี้ เพื่อนหลายท่านคงรู้จักดี เพราะยุคหนึ่งท่านได้ชื่อว่าเป็นนักพูด

กลอนสดอับดับหนึ่งของเมืองไทย

 

แม้ผลงานแนวกลอนหวานของท่านจะมีออกมาน้อย แต่ก็มีอ่านเด่นๆอยู่หลายชุด ที่จอมยุทธฯ

ประทับใจ เลยขอมานำเสนอตรงนี้ด้วย มาดูวรรคเด่นๆ ที่คัดมาพอเป็นน้ำย่อยก่อนแล้วกัน 

 

รักปรากฏสดใสแต่ในฝัน

ความจริงนั้นคลาดเคลื่อนไม่เหมือนหมาย

อารมณ์หลงส่งรักมาปรากฏกาย

รักทั้งหลายจึงหมองมองไม่งาม

 

เพื่อความรัก ,๒๔๙๘

 

หรือ

 

พี่ก็รักนวลเจ้าเท่าชีวิต

แม้ชมชิดหญิงอื่นไม่ชื่นได้

อย่าโกรธว่าพี่ชายหลายฤทัย

เพราะอย่างไรน้องก็รู้ว่า...ผู้ชาย

 

ผู้ชาย ,๒๔๙๕

 

หรือ

 

วิญญาณยังฝังปักความรักมั่น

ชั่วนิรันดร์มุ่งหมายไม่หน่ายหนี

ตัวตายไปก็ยังไม่หมดไมตรี

วิญญาณพี่จักอยู่เป็นคู่เธอ

 

จากดวงใจ ,๒๔๙๘

 

มาอ่านแบบเต็มๆ กับแนวกลอนหวานของกวีท่านนี้ อีกสักชุด จอมยุทธฯ ขอเลือกงานชุดนี้

มาให้เพื่อนๆอ่านแล้วกันขอรับ

 

ซอสามสาย

 

เสียงแหบโหยโรยแรงแจกแจงโศก

อนาถโชคชอกช้ำกระหน่ำหนัก

รักแรกรื่นคืนสลดเมื่อหมดรัก

สิ้นแหล่งหลักพักพิงทุกสิ่งไป

 

เสียงกำสรวลครวญสู่มิรู้สิ้น

นกขมิ้นบินร่อนจะนอนไหน

เคยเรื่อยร้องท่องเที่ยวกลับเปลี่ยวใจ

ห่างพุ่มไม้ใบบังหวังอุ่นอิง

 

ต่อมาศัพท์กลับชื่นระรื่นโสต

ชวนปราโมทย์แม้นทรวงมนต์สรวงสิง

โฉมแม่เฉิดเลิศซึ้งตรึงจิตจริง

เป็นยอดหญิงเยือนหล้าหลบฟ้าจร

 

ยังเยาว์วัยประไพพักตร์น่ารักหลง

พระเพื่อนองค์เอกสง่ากว่าอัปสร

พระแพงนุชสุดประเสริฐเลิศองค์อร

นาฏอมรเมียงมาแล้วลาเลย

 

แล้วเปลี่ยนเสียงเพียงมนต์มาดลกล่อม

เหมือนหว่านล้อมให้พร้องว่า "...น้องเอ๋ย

หนาวน้ำค้างพร่างพรำลมรำเพย

บุปผาเผยกลีบกลิ่นรินรินรวย

 

ดาเรศพร้อยย้อยระยับประดับฟ้า

เสี้ยวจันทราฟ้าแขวนไว้แสนสวย

แม้นบุญญามาเกื้ออาจเอื้ออวย

นุชอยู่ด้วยสุขสรรพฤๅกลับกลาย"

 

เสียงซึ้งพาอารมณ์เปลี่ยนตรมสุข

ล้วนเร่งรุกเร้าตามซอสามสาย

เมื่อเสียงกลับลับเลื่อนคลาดเคลื่อนคลาย

ยังไม่วายหวังพ้องเจ้าของซอ

 

ภิญโญ  ศรีจำลอง ๒๕๐๖

 

เดี๋ยวจะมาทักทายกับเพื่อนๆ ที่แวะมาเยี่ยม และเสวนาด้วยในบางประด็นที่น่าสนใจขอรับ

 

 

จากคุณ : จอมยุทธเมรัย  - 13 มิ.ย. 46

 


ความคิดเห็นที่ 62

 

 

นักกลอนเด่นอีกคนในยุคนั้น ต้องนับ ศิริพงษ์ จันทน์หอม เป็นหนึ่งในวรรณพิภพอีกคนหนึ่ง

ผลงานกลอนแนวรักหวาน อันสะท้อนอารมณ์โรแมนติกก็คมคายยิ่งนัก

 

เพื่อให้เห็นภาพชัดๆ มาดูสำนวนบางส่วนของเขาในวัยหนุ่มว่าเป็นเยี่ยงไรกันดีกว่า

 

ปรารถนามีเพียงหวังเคียงนุช

อารมณ์ฉุดฝันเพลินเกินสนอง

ความนึกคิดผิดผันขาดคัลลอง

งานร้อยกรองเหมือนแกล้งแทงใจตรม

 

อยากให้เธอนั่งลงอยู่ตรงหน้า

ในอาณาจักรฝันที่บรรสม

ดลดาลจิตคิดกลอนป้อนอารมณ์

ยอมให้คมเนตรบาดจนขาดใจ

 

จากงานชุด "นิยายรักในดวงตา"

 

หรือ

 

ลมอย่าหยิกเนื้อเจ็บเพราะเหน็บหนาว

ทัณฑ์รักท่าวทบชีวินสุดดิ้นหนี

พิพากษาประหารผลาญชีวี

ลมปรานีเถิดหนาวานอย่ากวน

 

ลมจงหยุดนิ่งแน่วอย่าแผ่วเพ้อ

ยินเสียงเธอเพรียกไหม?คงให้หวน

ลมช่วยซับน้ำเนตรนางสองปรางนวล

ข้าจะด่วนไปแนบจินต์เมื่อสิ้นใจ

 

จากงานชุด "เพลงห่วง"

 

ยกตัวอย่างมาให้อ่านแค่นี้คงจะพอนะขอรับ มาอ่านงานเต็มๆกันซักชุด จอมยุทธฯขอเลือก

งานชุด "รอยนอน" ของ ศิริพงษ์ จันทน์หอม มาให้อ่านแล้วกัน

 

รอยนอน

 

๏ เอนร่างนิ่มอ่อนละมุนหนุนอกนี้

ซบตรงที่หัวใจซึ่งไหวหวั่น

ฟังเสียงเพลงจากกมลของคนธรรพ์

ปิดเนตรฝันแนบนิทร์สนิทใน

 

สัมผัสเกศคนดีที่ดำขลับ

แนบประทับผมนิ่มปิ้มเส้นไหม

เฝ้าพิศหน้านวลผ่องงามยองใย

จูบปากอิ่มพริ้มละไมแกล้งให้นอน

 

ดาวก็เคลื่อนเดือนคล้อยลอยลับฟ้า

เมื่อหนาวตาเคยจูบตาวานอย่าอ้อน

เมื่อแก้มแก้วผ่องขาวผะผ่าวร้อน

เคยจูบถอนร้อนร้าวทุกคราวครวญ

 

โอ้ว่าแววตาเศร้าของเจ้าเอ๋ย

แต่ก่อนเคยสบชิดไยคิดด่วน

โอ้ว่าหยาดน้ำตานองหน้านวล

จะไปชวนใครเช็ดเกล็ดน้ำตา

 

เสียดายจุมพิตหวามในความหลับ

จะนานนับเดือนปีที่ห่วงหา

เห็นแต่รอยเธอนอนอ่อนระอา

กี่เวลาจะย้อนที่นอนเดิม ๚

 

ศิริพงษ์ จันทน์หอม

 

จากคุณ : จอมยุทธเมรัย  - 13 มิ.ย. 46

 


ความคิดเห็นที่ 68

 

"เปิดแผลเจ็บให้กับใจไว้คิดถึง

กับหยดหนึ่งของน้ำค้างกลางเดือนฉาย

วันเวลาบรรเลงเพลงความตาย

เฮือกสุดท้ายลมหายใจใต้แสงจันทร์"

 

สนธิกาญจน์  กาญจนาสน์

 

มาย้อนอดีตกับ สนธิกาญจน์  กาญจนาสน์ อีกครั้งแล้วกันขอรับ

 

ถนนสายวรรณกรรมของไทยในช่วงสี่ทศวรรษที่ผ่านมา ต้องจารึกชื่อของสนธิกาญจน์

ผู้เป็นทั้งนักกวี นักเขียน นักอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของยุคสมัย ไว้อีกท่านหนึ่ง ดังที่ได้

นำเสนอมาบ้างแล้ว

 

ผลงานทางด้านวรรณกรรมของท่าน ปรากฎตามหน้าหนังสือพิมพ์ และสื่อทางหนังสือของ

ยุคนั้นอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งการปรากฎตัวตามสถานีวิทยุ โทรทัศน์ และสื่อมวลชนอื่นๆอีก

มากมาย

 

ท่านน่าจะมีผลงานมากมายมากกว่านี้ ถ้าไม่ถูกมัจจุราชคร่าชีวิตไปในขณะที่อายุเพิ่ง ๔๙ ปีเท่า

นั้นเอง (พ.ศ.๒๕๒๓) ในรถทัวร์มรณะระหว่างเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในอ้อมแขนของ

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ที่พยายามนำส่งโรงพยาบาลนครราชสีมา

 

ผลงานด้านบทกวีของท่านคือสิ่งอันทรงคุณค่า และจอมยุทธฯขอนำมาเสนออีกชุดหนึ่ง

 

ความเจ็บปวดของวานนี้ที่ได้รับ

 

ความเจ็บปวดของวานนี้ที่ได้รับ

ความแตกดับของพรุ่งนี้ที่จะเห็น

กับวันนี้ที่คล้ายตายเย็นเย็น

เธอกลับเป็นเพื่อนผู้อยู่ใกล้ชิด

 

ความรู้สึกเท่าที่รู้ว่าอยู่ใกล้

แต่ก็เหมือนอยู่ไกลเพราะไร้สิทธิ์

และนับวันจะห่างเหินจนเกินคิด

ความมืดมิดของความหวังกำลังรอ

 

รื่นทั้งรสสดทั้งสีมาลีเอ๋ย

หอมระเหยแล้วก็หายเสียดายหนอ

เก็บแผลใจไว้เพื่อจำซ้ำให้พอ

เพราะแต่ต่อนี้ไปไม่มีแล้ว

 

เหลือแต่เพลงเสน่หาคืนฟ้าหนาว

คืนที่ดาวเรียงริ้วเป็นทิวแถว

ระยับราวพราวพรายประกายแพรว

ลำนำแว่วว่าคืนนี้มาลีลอย

 

ใช่ดอกฟ้าแต่ถ้าเป็นเช่นดอกฟ้า

วาสนาเราไม่ถึงจะพึงสอย

มิใช่ดินแต่เหมือนดินถวิลคอย

มาลีลอยเป็นมาลัยในอารมณ์

 

อยากฝากความคิดถึงซึ้งเสนาะ

แทนแพรเพลาะของหัวใจให้เธอห่ม

แต่ไร้ค่าเกินกั้นกันแดดลม

ที่พร่างพรมล่องเลยรำเพยพา

 

เปิดแผลเจ็บให้กับใจไว้อีกแผล

เป็นรอยแพ้ที่ยับเยินเกินรักษา

เลือดหยดหนึ่งจากหัวใจไหลผ่านตา

มอบเป็นค่าใช้จ่ายให้กับรัก

 

โอ้ทั้งร้อนทั้งหนาวทั้งร้าวรวด

ทั้งเจ็บปวดทั้งร้าวรานทั้งหาญหัก

หวังเธอเหมือนเพื่อนซึ่งได้พึ่งพัก

ทั้งสูงศักดิ์ทั้งสดใสในศรัทธา

 

ทิ้งอดีตอันมากมายไว้ข้างหลัง

หวังความหวังหวังที่มีหวังกว่า

ลอยชีวิตกลางทะเลของเวลา

เสน่หาของความหวังพังทะลาย

 

เปิดแผลเจ็บให้กับใจไว้คิดถึง

กับหยดหนึ่งของน้ำค้างกลางเดือนฉาย

วันเวลาบรรเลงเพลงความตาย

เฮือกสุดท้ายลมหายใจใต้แสงจันทร์

 

มองตัวเองด้วยเข้าข้างอย่างหยิ่งหยิ่ง

แท้ที่จริงชื่อเสียงเพียงความฝัน

เมื่อทางเดินข้างหน้าคือผาชัน

ทางแปรผันทางสุดท้ายทอดสายมา

 

ประสบการณ์ความรอบคอบความรอบรู้

พอเป็นผู้ประจักษ์แจ้งแห่งปัญหา

เห็นเหตุการณ์ทั้งปวงด้วยดวงตา

รู้คุณค่าลุล่วงด้วยดวงใจ

 

เมื่ออยู่ใกล้กลัวพลั้งพลาดหวาดผวา

ครั้นแรมราพรึงพรั่นยิ่งหวั่นไหว

โอ้ความรักคงเป็นเหมือนเช่นไฟ

ใกล้หรือไกลก็ร้อนหนาวได้เท่ากัน

 

ราชพฤกษ์ชูช่อล้อลมผ่าน

พลิ้วดอกบานย้อยระย้าหน้าคิมหันต์

ผ่านการบินด้วยปีกทองของคืนวัน

ถึงวสันต์เหลือใบให้เราคิด ๚

 

สนธิกาญจน์ กาญจนาสน์

 

จากคุณ : จอมยุทธเมรัย  - 14 มิ.ย. 46

 


ความคิดเห็นที่ 69

 

ความจริงแล้ว จอมยุทธฯ ตั้งใจจะนำเสนอผลงานวรรคทอง ๒ ชุดนี้ คือ

 

ถ้ารักใครไม่ได้ก็ไม่รัก                          

แต่กุจักชักดาบเข้าฉาบฉุด

ดั่งโคถึกคึกคะนองลำพองรุด                  

ใครจะยื้อใครจะยุดจะฉุดใจ

 

ขรรค์ชัย บุนปาน

 

และ

 

เมื่อรักกันไม่ได้ก็ไม่รัก                         

ไม่เห็นจักเกรงการสถานไหน

ไม่รักกุกุก็จักไม่รักใคร                          

เอ๊ะ  น้ำตากุไหลทำไมฤๅ

 

สุจิตต์ วงศ์เทศ

 

แต่ยอมรับว่ายังค้นไม่เจอ

แต่อย่างไรก็ตาม จอมยุทธฯ ขอคัดกลอนหวานแบบเศร้าๆ ของ ขรรค์ชัย บุนปาน มาให้

อ่านกันอีกซักชุด

 

เธอ

 

๏ ลมหนาวพรูกรูเกรียวซอนเสี้ยวจิต

เชิญชาคริตเถิดขวัญรับวันใหม่

เจิดแจรงแสงทองผ่องอำไพ

สาดลูบไล้โลกแล้วอย่างแผ่วเบา

 

ลานฟ้าแผ้วเรืองรองงามผ่องผุด

โศกสิ้นสุดวานนี้ตามปีเก่า

ลองแรกแย้มรอยยิ้มสิพริ้มเพรา

เพื่อสองเราจะพิพรรธน์สวัสดี

 

ขวัญพี่เอ๋ยเคยร้างเหินห่างขวัญ

แต่พอครั้นเคียงกายกลับหน่ายหนี

สุขกมลหนหนึ่งนานพึงมี

ฟังเสียงพี่อ้อนหวานปลอบกานดา

 

"........โอ้เจ้าแก้วการะเกด

จอมหัวใจนัยเนตรของเชษฐา

รสรักอาบซาบซึ้งเคยตรึงตรา

นอนรอวันเวลาด้วยอาวรณ์

 

หนาวหันคว้าผ้าห่มหรือข่มหนาว

หมอนข้างยาวแนบชิด...ผิดสมร

กรพลั้งเผลอเพ้อไขว่...ก็ไร้กร

ใจอ่อนอ่อนหวิวหวาดแทบขาดใจ "

 

ลมหนาวปีใหม่นี้เหมือนปีนั้น

ผิดตรง...ขวัญ...เร้นแฝงอยู่แห่งไหน

นกเขาคู 'กรู๊...' เกี้ยวบินเกี่ยวไป

ฉันคอยคนมีไฝ...เธอ...ไม่มา ๚

 

ขรรค์ชัย  บุนปาน , ๒๕๐๘

 

จากคุณ : จอมยุทธเมรัย  - 14 มิ.ย. 46

 


ความคิดเห็นที่ 70

 

สุดยอดขุนพลกลอนรักที่ว่ากันว่าออดอ้อนเฉือนใจผู้หญิงเป็นยิ่งนัก ต้องนับ สวัสดิ์

ธงศรีเจริญ ไว้อีกท่านหนึ่ง ตามที่ได้กล่าวมาบ้างแล้ว

 

จอมยุทธฯ คิดเอาเองว่าเพื่อนๆน่าจะอยากอ่านผลงานอื่นๆของนักกวีท่านนี้อีก (หรือเพราะ

ว่าจอมยุทธฯ ยังหาผลงานของกวีที่จะนำเสนอท่านอื่นไม่ได้หว่า ฮ่า ฮ่า) ก้อเลยต้องนำผลงาน

อีกซักชุด ของ สวัสดิ์ ธงศรีเจริญ ว่าให้เพื่อนๆได้อ่านกัน ชุดนี้แล้วกันขอรับ

 

 

ฟอกฟ้า

 

๏ ดาวพ้อฟ้าว่าไยฟ้าใจสอง

ข้างขึ้นครองแขออมอ้อมอกสรวง

ครั้นคืนแรมโลมดาวด้วยหนาวทรวง

ฟ้าแสร้งลวงรักเกลื่อนทั้งเดือนดาว

 

จำเลยฟ้าน่าสงสารมานานแล้ว

อรุณแผ้วรพีพรรณดาวหยันหาว

ปุยเมฆฟ่องฟ้าก็มีราคีคาว

ลมอื้อฉาวดาวก็ว่าฟ้าคร่ำครวญ

 

พิรุณรินฉินว่าฟ้าร้องไห้

ทอเงาในน้ำพริ้มว่ายิ้มสรวล

วิหคเหลิงเริงร่าก็ฟ้าชวน

ตะวันจวนจากก็ว่าฟ้าอาวรณ์

 

โอ้อกฟ้าฟังพ้อแสนท้อแท้

สุดตาแลฟ้าอิงแอบสิงขร

หรือจุมพิตทิวพนาจูบสาคร

ดาวคงค่อนขอดว่าใจฟ้าทราม

 

ฟ้าเสงี่ยมเจียมใจดาวไม่เห็น

ทนลำเค็ญทนคำดาวพร่ำหยาม

ตรองเถิดฟ้าแขวนประจำทุกย่ำยาม

แต่รับความหมุนเวียนใครเปลี่ยนแปร

 

มาตรบุญฟ้าฝันใดสมใจคิด

คงซึ้งจิตเจตนาของฟ้าแน่

ว่ารักดาวหรือเดือนเป็นเพื่อนแด

ฟ้าซื่อแต่บอดตาเพราะฟ้าเจียม ๚

 

สวัสดิ์ ธงศรีเจริญ

 

จากคุณ : จอมยุทธเมรัย  - 14 มิ.ย. 46

 


ความคิดเห็นที่ 71 

 

ไหนๆก็ไหนๆแล้ว แม้เพื่อนๆจะอ่านสำนวนของยอดขุนพลกลอนรักท่านนี้มาสองสำนวน

แล้วก็ตาม คือจากความเห็น ๓๓ ของจอมยุทธฯ และที่ความเห็น ๖๐ ของศาลาไทย แต่

จอมยุทธฯ ขอนำมาเสนออีกสำนวนแล้วกัน

 

ดังที่จอมยุทธฯ ได้กล่าวมาแล้วว่ายุคสมัยที่กลอนรักกำลังฟูเฟื่องในวงกวี กลวิธีหนึ่งที่นิยม

นำมาใช้คือจบวรรคสุดท้ายด้วยการหักมุม บทกลอนหลายๆบทที่ยกมาก็เป็นตัวอย่างได้ดี

บทกลอนของ ทวีสุข ทองถาวร ที่จะนำเสนอต่อไปนี้ ก็เป็นอีกชุดหนึ่งที่ใช้กลวิธีการแต่งแบบนี้

ส่วนนี้ยังไม่เท่าไหร่ แต่การใช้คำง่ายๆมาร้อยกรอง และการหยิบประเด็นง่ายๆนำมาสื่อ นี่ซิน่าสน

ใจ

 

ดังนั้นหนึ่งในยอดขุนพลนักกลอนในยุคนั้น ต้องนับ ทวีสุข ทองถาวร ไว้อีกท่านหนึ่งขอรับ มาอ่านงานชุด "นี่แหละฉันละ" อีกชุดหนึ่งนะขอรับ

 

นี่แหละฉันละ

 

๏ คนอย่างฉันถ้าใครทำให้โกรธ

ก็ใจโหดโกรธมากยากจะหาย

เช่นเดียวกันถ้าใครทำให้อาย

ใจฉันร้ายพอที่จะย้อนประจาน

 

อาจเห็นว่าอ่อนไหวและใจน้อย

สะกิดหน่อยแต่เลือดก็เดือดพล่าน

ใจกลับดำคำกลับกล้าวาจาพาล

และอาจรานให้อีกฝ่ายทลายลง

 

ตรงกันข้ามกับที่ใครทำให้รัก

ย่อมประจักษ์แก่ตาว่าฉันหลง

ทั้งจะห่วงท้วงทักพะวักพะวง

ยอมให้ทรงสิทธิ์สุขทุกสิ่งอัน

 

เธอก็รู้อยู่เต็มใจมิใช่หรือ

คนหัวดื้อคนนี้...นี่แหละฉัน

นี่แค่เรื่องเคืองคับลิ้นกับฟัน

เธอยกมันขึ้นมาเป็นอารมณ์

 

รู้ว่าโกรธยังกล้าท้าให้โกรธ

เลยลงโทษคนที่ท้าอย่างสาสม

ปล่อยให้สองตาฉ่ำน้ำตาตรม

รอยแค้นบ่มค้างอยู่ในใจฉันนี้

 

อยากแก้แค้นเธอนักที่รักเอ๋ย

อย่างที่เคยทำทุกคนจนผละหนี

แต่ฉันพบการแก้แค้นซึ่งแสนดี

คือการที่ฉันยอมให้อภัยเธอ ๚

 

ทวีสุข ทองถาวร

แก้ไขเมื่อ 14 มิ.ย. 46 15:39:52

 

จากคุณ : จอมยุทธเมรัย  - 14 มิ.ย. 46


ความคิดเห็นที่ 83 

 

ยุคหนึ่งที่กลอนรักเฟื่องฟูในวงศ์วรรณศิลป์มหาวิทยาลัย ชื่อของ โกวิท สีตลายัน เป็นที่รู้จัก

โดยทั่วไปเนื่องจากคมปากกาที่มีเอกลักษณ์ แม้ผลงานจะปรากฎในแวดวงไม่มากนักถ้าเทียบ

กับนักกลอนท่านอื่นๆ

 

ถ้าพูดถึงชื่อ โกวิท สีตลายัน เพื่อนๆหลายท่านอาจจะไม่รู้จัก แต่ถ้าบอกว่าท่านผู้นี้คือคอลัมนิสต์

ชื่อดัง เจ้าของนามปากกา มังกร ห้าเล็บ เพื่อนๆคงร้องอ๋อ

 

แม้จากประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๐ ผลงานด้านบทกลอนของ โกวิท สีตลายัน จะไม่ปรากฎออกมาใน

วงวรรณ ด้วยภาระรัดตัวด้านอื่น แต่จอมยุทธฯ ขอบันทึกนาม นักคิดนักเขียนท่านนี้ ในบันทึกไว้

ในวงวรรณ อีกท่านขอรับ  

 

มาอ่านผลงานของ โกวิท สีตลายัน กันดีกว่าครับ

 

อายดิน  

     

๏ เห็นรอยเท้าเคยยืนสะอื้นอก

อยากหยิบยกออกมาถ้าทำได้  

คิดเกลื่อนกลบลบรอยน้อยน้ำใจ       

โอ้อาลัยลานดินจะสิ้นรอย  

    

เคยฝากฝังสั่งใจโอ้ใจเอ๋ย       

เมื่อก้าวเลยมาไกลทำไมถอย  

เสียแรงฟ้าหวังให้เกิดมาเลิศลอย       

มัวมาคอยเนิ่นสายอายสุธา  

    

ทะลึ่งโลดโดดได้ไม่ยอมหยุด       

พลาดสะดุดเซถลำคว่ำถลา  

ลื่นไถลลุกถลันรั้นขึ้นมา       

ถนัดตาโธ่ล้มจนจมดิน  

   

สงสารตัวชั่วหรือที่ดื้อสู้       

จนอดสูเจ็บอายไม่วายสิ้น 

ทั้งหยาบหยามหยันใจให้ได้ยิน      

ราวพิษรินราดจิตอนิจจา 

   

แหนงจิตฟ้าฟ้าเหวยใยเย้ยซ้ำ       

ให้ชอกช้ำเจ็บอายน่าขายหน้า 

สิ้นรอยดินใช่จะสิ้นคนนินทา       

เมื่อชื่อตราไว้เพื่อหลู่ในหมู่ชน 

  

เห็นรอยดินเคยล้มก็ขมจิต       

อยากจะปิดเนตรเร้นไม่เห็นหน 

สงสารตัวต่ำเคล้ารอยเท้าตน       

อายผู้คนยังไม่วายมาอายดิน๚

 

โกวิท สีตลายัน

 

มาอ่านงานของ โกวิท สีตลายัน อีกชิ้นดีกว่าครับ

 

เทว - มนุษยสงคราม

 

๏ อยากจะถามเทพไทในสวรรค์

จอมเทวัญคุดคู้อยู่ที่ไหน

เธอสั่งสมบุญเก่ากันเท่าไร

จึงเกรียงไกรดังคำเขาร่ำลือ

 

ทำอะไรให้เห็นเป็นประโยชน์

มีแต่โทษถ้าใครไม่เชื่อถือ

ครองวิมานฟุ้งเฟ้อเลอระบือ

ให้คนซื่อเซ่อซ่าบูชาชม

 

ไหนสิ่งไหนเทวราชประสาทประสิทธิ์

ที่อวดอิทธิฤทธีว่ามีถม

เห็นแต่ในเทพนิทานโบราณบรม

ที่โง่งมหรอกจึงรับนับถือเธอ

 

ป่วยการอ้างเอาว่าตำราลิขิต

เหยียบความคิดคนไว้มิให้เผยอ

ว่าเทพท้าวเธอประเสริฐแสนเลิศเลอ

เถอะถ้าเจอแล้วจะเชื่อว่าเหนือคน

 

ฤทธิ์เธอเพียง "นามธรรม" กำหนดชัด

ไหนจะทัดเทียบเดชของ "เหตุผล"

"เทวฤทธิ์" กับ "วิชชาปัญญาชน"

เชิญเคลื่อนพลเทพดามาต่อกร

 

จะพิชิตปิดสวรรค์เทวัญเหวย

"ความรู้" เคยสั่งสมคือคมศร

"ความคิด" แทนแหลนหลาวและง้าวงอน

ผลาญอมรที่ว่ายอดให้วอดวาย๚

 

โกวิท สีตลายัน , ๒๕๐๗

 

จากคุณ : จอมยุทธเมรัย  - 15 มิ.ย. 46

 


ความคิดเห็นที่ 85

 

มาคุยกันเหล้นๆนะครับ

 

จอมยุทธฯเป็นคนหนึ่งที่ชอบกาพย์กลอน ชอบอ่านบทกวีทุกชนิด พอๆกับที่ชอบอ่านนิยาย

กำลังภายใน บางครั้งก็ชอบเขียนร้อยกรองเองซะด้วย แต่ก็แค่เขียนได้ตามแบบของตัวเอง

ละครับ ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเขียนได้ดีซักที เพราะเหตุนี้มั้งจึงทำให้จอมยุทธฯ ชอบอ่านกลอน

ถ้าพบกลอนของใครจะมีชื่อเสียงหรือไม่มีชื่อเสียงไม่สำคัญ หากว่าไพเราะจับใจละก็ ต้องหา

มาสะสมไว้ มาเป็นตัวอย่าง มาดูรูปแบบ แนวคิด กลอนบางบทเมื่ออ่านแล้วต้องอ่านซ้ำสอง

ซ้ำสาม เพราะอะไร ก็เพราะบทกลอนเหล่านี้กินใจบอกไม่ถูกเรียกง่ายๆว่าชนะใจจอมยุทธฯ

ก้อแล้วกัน แม้บางบทอาจจะมีข้อตำหนิทางรูปแบบของกลอน ขอยกตัวอย่างกลอนวรรคทอง

จากกระทู้นี้แล้วกัน อาทิ

 

จากความเห็น ๑๔

 

ลอยละลิ่วปลิวคว้างอย่างปุยฝ้าย

ไร้ความหมายและอะไรไปทุกสิ่ง

เมื่อชีวิตมองข้ามความเป็นจริง

ความหวังยิ่งเลือนหายเหมือนฝ้ายลอย

 

สนธิกาญจน์ กาญจนาสน์

 

หรือจากความเห็น ๖๐ ของศาลาไทย

 

จึงเมื่อทอดสะพานตาท้าทายนั้น

ความรักมันเกิดง่ายคล้ายเป็นใคร่

ตาขี้เล่นวานเว้นวรรคขยักไว้

อย่าด่วนใช้สะพานตาฆ่าตัวตาย

 

ทวีสุข ทองถาวร

 

กลอนสองบทที่ยกตัวอย่างนี้ ถ้ามองอย่างผู้ที่ติดรูปแบบกลอนละก็มีตำหนิแน่ๆ สังเกตคำ

ที่จอมยุทธฯ ขีดเส้นใต้ ตรงนี้คงจะไม่ขออธิบายอะไรมาก แต่ขอบอกว่ากลอนทั้งสองบทนี้

คือวรรคทองตามความเห็นของจอมยุทธฯ เพราะมีความ(หมาย)ที่กินใจ...

 

คืนนี้จอมยุทธฯ มาสไตน์ไหนหว่า สงสัยจะพาออกนอกเรื่องไปเยอะ มาอ่านกลอนกันดีกว่า

ลองอ่านกลอนบทนี้ดูขอรับ

 

๏ รถออกจากบางเขนเป็นยามสาง

คนอ้างว้างอยู่ที่ใดก็ใจเหงา

ใครบางคนมีเพื่อนเป็นเหมือนเงา

กุคนเศร้าแสร้งชื่นทุกคืนวัน

 

ชอบผู้ใดเขาบ้างอย่างอาภัพ

ชื่นชมเขาลับลับเมื่อหลับฝัน

ตื่นสู่โลกความจริงทุกสิ่งนั้น

ล้วนบีบคั้นหัวใจอยู่ในทรวง

 

ได้แต่ มองมอง จ้องเล็กน้อย

แล้วก็คอยทำท่าเหมือนว่าหวง

รอให้หนุ่มที่ไหนพาไปควง

ค่อยเลิกห่วงเธอไปได้อีกคน

 

ดีพร้อม ไวยวงศ์เกียรติ (ลูกทุ่งไปสุรินทร์)

 

กลอนชุดนี้จะมีกี่บทจอมยุทธฯ ก็ไม่แน่ใจ แต่ที่มีอยู่มีแค่สามบทที่ยกมาให้อ่าน เพื่อนๆจะคิดอย่าง

ไรบ้างก็ไม่รู้ แต่จอมยุทธฯ อ่านแล้วได้อารมณ์ ได้ความรู้สึก

 

เลยยังไม่ได้ทักทายมิตรสหายที่แวะมาเลย ติดไว้ก่อนนะขอรับ

 

ไหนๆก็มาแล้ว มาอ่านสำนวนหวานๆของอดีตนักกลอนมือทองวรรณศิลป์ธรรมศาสตร์ ยุคถัดจาก

นักกลอนสี่มือทองยุคแรก ที่ได้กล่าวมาแล้วในความเห็นต้นๆ สักคนหนึ่ง นักกลอนคนนี้คือ

" อนุสรณ์ ลิ่มมณี " สำนวนลีลาเป็นอย่างไร อ่านกันได้เลยขอรับ

 

สร้อยเสน่หา

       

๏ พายุแห่งแรงสวาทปรารถนา

เหลิงลีลาล่องตามธารน้ำผึ้ง

หอบเกลียวคลื่นชื้นหวานซาบซ่านตรึง

มาอวลอึงซึ้งสั่งเซาะฝั่งใจ

 

การเฝ้าคอยร้อยประคำร่ำเสน่ห์

อาจว้าเหว่อาวรณ์หรืออ่อนไหว

แต่คัมภีร์วลีรักตระหนักนัย

จะสอนให้ได้รู้การอยู่รอ

 

เมื่อมงกุฏคืนวันอาถรรพณ์ทิพย์

เริ่มลอยลิบไหลเลื่อนสู่เรือนหอ

บันดาลโดยดุริย์ศัพท์เคลิ้มขับคลอ

เอี่ยมลออเอิบอาบเพียงภาพพิมพ์

 

ฟื้นไฟฟอนฟ้อนรำในสำนึก

โรยรู้สึกซับซ้อนฉะอ้อนอิ่ม

แนบขนองเหนือเขนยชวนเชยชิม

พานพักตร์พริ้มนิ่มสนิทจุมพิตพรม

 

เรียวรุ้งรักถักใยไปสวรรค์

เพื่อลงทัณฑ์เทพธิดาให้สาสม

ชดเชยเจือเผื่อคืนร้างชื่นชม

แทนผ้าห่มโหยหาห่วงมานาน

 

พายุแห่งแรงสวาทปรารถนา

ได้พัดพาเพลงแผ่วพรแว่วหวาน

ฝนน้ำค้างพร่างพรูสู่วิมาน

เริงสำราญระหว่างห้วงสองดวงใจ๚

 

อนุสรณ์ ลิ่มมณี

 

จากคุณ : จอมยุทธเมรัย  - 15 มิ.ย. 46

 


ความคิดเห็นที่ 96

 

มารู้จักนักกลอนจากแดนทักษิณอีกท่านหนึ่งแล้วกันครับ (ไม่รู้ว่าจอมยุทธฯ จะภาคนิยม

เกินไปหรือเปล่า ฮ่า ฮ่า) นักกลอนท่านนี้คือ ชุมพล ปิตุทิพย์ ซึ่งสมัยที่โด่งดังในยุคกลอน

รักเฟื่องฟูในรั้วมหา'ลัยนั้น (ประมาณปี ๒๕๐๘) หลายคนคิดว่าเขาคงเป็นนิสิตคณะอักษร-

ศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย แต่จริงๆแล้ว เขากลับเป็นนักเรียนนักเรียน นายร้อย จปร.

 

มาดูผลงานของนักกลอนท่านนี้กันดีกว่าขอรับ มีวรรคเด่นๆหลายบท อาทิ

 

เริ่มบทเพลงรัตติกาลกังวานแว่ว

ชีวิตแน่วสู่ฝันอันสดศรี

น้ำค้างแพร้วหยาดฟ้าพร่างมณี

ปลุกรพีให้ตื่นคืนภวังค์

 

จาก เพลงทิวา-มนต์ราตรี

 

หรือ

 

แววเนตรสิ้นแววซื่อแล้วหรือนี่

แววไมตรีเคยฉายกลายเป็นย่ำ

ตั้งแต่นี้ต่อไปใจคงจำ

ไม่กล้าล้ำเลยสู่ประตูรัก

 

จาก รอยอาลัย 

 

หรือ

 

ก็เรือใหม่เขามีขี่อีกแยะ

ครั้นจะแวะลงเรือรั่วกลัวคนหยัน

อนิจจา ! ชะตากรรมเรือลำนั้น

เขาปล่อยมันเอาไว้ให้ขึ้นคาน

 

จาก แด่...เรือลำนั้น

 

มาอ่านงานเต็มๆของนักกลอนท่านนี้สักชุดแล้วกัน ขอรับ

 

เทพีพร

 

๏ เจ้างามสรรพกว่าอัปสรบังอรสวรรค์

ศักดิ์ฐานันดร์สูงส่งยิ่งหงส์เหิน

เทียบสมบัติกุลสตรีมีค่าเกิน

เหลือประเมินคำชมให้สมจริง

 

เหมือนหยาดฟ้ามาสถิตกลางจิตพี่

เฉิดฉวีคมขำล้ำผองหญิง

ห่มสไบลายทองผ่องเพริศพริ้ง

สมเป็นมิ่งขวัญฟ้าสุดาดวง

 

ยามเยื้องย่างอรชรแสนอ่อนช้อย

เท่าปลายก้อยหรือจะไม่ให้พี่หวง

หวั่นทวยเทพริษยาลงมาทวง

พรากพุ่มพวงจากพี่มิเกรงใจ

 

อยากอัญเชิญขวัญฟ้ามาสู่เหย้า

มาร่วมเนาเชยชิดพิสมัย

แต่เกรงหอโบราณแบบบ้านไม้

จะฉุดให้ขวัญฟ้าเสื่อมค่าพลัน

 

ถึงสุดรักสุดหมายสายสมร

ก็มิกล้าเอื้อมอรอัปสรสวรรค์

ระหว่าง "รักสูงค่า" กับ "ฐานันดร์"

เจ้าเท่านั้นชี้ชัดตัดสินใจ

 

เจ้างามสรรพเท่าอัปสรบังอรสวรรค์

ศักดิ์ฐานันดร์ใครมิเปรียบเทียบเจ้าได้

พี่แสนรัก บูชา เจ้ากว่าใคร

เทิดเจ้าให้เป็นศรี... เทพีพร ๚

 

ชุมพล ปิตุทิพย์

 

จากคุณ : จอมยุทธเมรัย  - 18 มิ.ย. 46

 


ความคิดเห็นที่ 97

 

อาจิณ จันทรัมพร

 

ถ้าเอ่ยถึงชื่อนี้เพื่อนๆคงรู้ดี จอมยุทธฯ คงไม่ต้องกล่าวอารัมภบทมาก  แหะ แหะ

ถึงแม้ว่าในยุคหลังผลงานด้านร้อยกรองของท่านจะไม่ปรากฎออกมา ด้วยท่านไป

เน้นงานในด้านอื่น แต่ผลงานด้านร้อยกรองในระยะแรกที่เริ่มเขียนก็ยังปรากฎเป็น

ที่ประจักษ์อยู่

 

จอมยุทธฯ ขอคัดผลงานแนวกลอนหวาน ของ อาจิณ จันทรัมพร มาให้เพื่อนๆ อ่าน

ดีกว่า ขอรับ

 

เตือนใจหญิง

 

ด่วนเด็ดดอกกุหลาบงามในยามนี้

เวลามีอยู่น้อยจะลอยหาย

สุมาลีคลี่เกษรขจรขจาย

พรุ่งนี้กลายกลับเหี่ยวหล่นไม่ทนทาน

 

สุริยันอันจะเปรียบประทีปรัตน์

ก็ด่วนลัดล่วงฟ้าสุธาสถาน

มิช้าสิ้นแสงสดเพราะหมดวาร

รัตติกาลเข้ามาแทนทั่วแดนดิน

 

อันวัยเยาว์นับว่าเลิศประเสริฐสุด

เลือดฝาดผุดผ่องพิศเป็นนิจศิล

แล้วก็เฒ่าชราพาชีวิน

จนถึงสิ้นสูญสลายมลายชนม์

 

จะอายไย, จงรีบใช้โอกาสเถิด

คือหาคู่ไว้ชูเชิดก่อเกิดผล

แม้นไร้หวังในวัยรุ่นขุ่นกมล

เธอจักทนทรมานจวบกาลมรณ์

 

แปลจาก "COUNSEL TO GIRLS"  ของ R. HERRICK

โดย อาจิณ จันทรัมพร ๒๕๘๙

 

อ่านกลอนมามากแล้ว มาอ่านโคลงรักแนวหวานๆ สักชุดดีกว่าขอรับ

 

รำพึงรัก

 

๏ เงียบสงัดชัฎรกร้าง........................ระงมวัน วิเวกเอย

เย็นเยียบเชียบทรวงศัลย์.................โศกซ้อน

เรไรหริ่งรัวบรร-.................................เลงศัพท์ แซ่เอย

เสียงเสียดทรวงสั่นร้อน..................อกร้าวระทมมาน ๚

๏ รัตติกาลเด่นด้วย...........................เดือนสรวง ส่องฤๅ

สาดทั่วธรณิศร์ปวง...........................ป่าไม้

ดูเด่นดุจเงินยวง................................ย้อยหยด หยาดแล

ยลยิ่งยลยิ่งให้.....................................เหือดแห้งหฤหรรษ์ ๚

๏ ถวิลวันบรรสบน้อง.......................นวลอนงค์ นางเอย

เริงรื่นฤดีจง.........................................ต่อเจ้า

เคยเสพสวัสดิมง-..............................คลคู่ เคียงแม่

สองสุขปราศจากเศร้า.......................ส่ำอ้อนอรเดียว ๚

๏ ใจเฉลียวเปลี่ยวอกโอ้....................อนิจจา อกเอย

พลาดรักอกหักมา..............................ปิ่มม้วย

ขวัญแขวนใฝ่ฝันหา..........................ห่วงแม่ ยิ่งแม่

อกวะหวิวหวาดด้วย........................เดือดดิ้นแดถวิล ๚

๏ จวบสิ้นสิริมาสเข้า........................ขวบปี

ฤทธิ์รักร้อนรนฤดี............................บ่ร้าง

รักทับเปี่ยมทุกข์ทวี..........................ท่วมอก แล้วเอย

ใครประสบเช่นเราบ้าง....................จึ่งรู้ฤทธิ์สมร ๚

 

อาจิณ จันทรัมพร , ๒๕๘๕

 

จากคุณ : จอมยุทธเมรัย  - 18 มิ.ย.


บันทึกโดย : webmaster




บทความ

คำฉันท์ (๘)
คำฉันท์ (๗)
คำฉันท์ (๖)
คำฉันท์ (5)
คำฉันท์ (4)
คำฉันท์ (3)
คำฉันท์ (2)
ชื่อวรรณคดีที่ควรรู้จัก (เพิ่มเติม)
คำฉันท์ (1)
ฉากรบใน “ดาหลัง”
กลอนคนฝรั่งเขียน
กลอนบรรยายเมืองสิงห์บุรี เมื่อ พ.ศ 2466
ท้องถิ่นกับอาเซียน...จุดเชื่อมที่ยังต้องค้นหา
วันภาษาไทย? บางปัญหาที่น่าแลกเปลี่ยนทัศนะ
กลอนไหว้ครูโนห์ราชาตรี
ข้อเสียของวิชาประวัติศาสตร์
จากระบบบรรณาการถึงการปกครองแบบพิเศษในปะตานี
พระราชนิพนธ์แปลสามเรื่อง
การส่งเสริมและข้อจำกัดของวรรณกรรมมุสลิม
สุนทรคึก เขียนถึง สุนทรภู่ (1) ตามรอยคึกฤทธิ์
กลอนคนฝรั่งเขียน
50 ปีสมาคมนักกลอนฯ กับการก้าวสู่เวทีสากล
สารลึบพะสูน: วรรณคดีลุ่มน้ำโขงที่ไม่โปร่งใส
เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา
สุภาษิตโบราณ
ง่ายและงามอย่างลาว
การเมืองในกวีของ “คุณพุ่ม”
ตำนานการสร้างโลกของชาวจ้วง
เวียงจัน 450 ปี
วันภาษาไทยฯ ที่ราชภัฏมหาสารคาม
แม่น้ำท่าจีนกำลังจะตาย
ย้อนรอยวัฒนธรรมลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา
นครปฐมและพระปฐมเจดีย์ในวรรณคดีนิราศ
ตามรอยภาษาศาสตร์ภาษากะเหรี่ยงบ้านไร่
ชาตินิยมสยาม และชาตินิยมไทย กับกรณีปราสาทเขาพระวิหารมรดกโลก
จัดอันดับความนิยมของบทความในเว็บสมาคมฯ
ตำนานนิทานพื้นบ้าน กำเนิดแม่น้ำโขง "ยักษ์สะลึคึ"
เอกสารวิชาการ ร่องรอยกาลเวลา หัวข้อ "ศิลปะ เพลง ดนตรี กวี" วังสะพุง, เลย
มุทิตาบูชาครูวันสุนทรภู่ที่ราชภัฏมหาสารคาม
สัมพันธ์ไทย – จีน (จ้วง) เครือญาติชาติภาษา
ตามล่าหารัก
แม่น้ำโขง โลกร้อน หรือเพราะจีนปิดเขื่อนกั้นน้ำ
The Ides of March และ “โภชนสติ” จาก ป๋วย อึ๊งภากรณ์
มองรูป-เสียงกลอน (ว่าด้วยเสียงตรี วรรค ๒) ผ่าน อังคาร กัลยาณพงศ์ (๒) article
200 ปี เอบราแฮม ลิงคอล์น: “บ้านที่แตกแยกกันเอง ไม่อาจตั้งอยู่ได้”
มองรูป-เสียงกลอน (ว่าด้วยเสียงตรี วรรค ๒) ผ่าน อังคาร กัลยาณพงศ์
ที่เรียกว่า วัฒนธรรม และคำว่า ภาษา
ของ-โขง จิตวิญญาณแห่งสายน้ำ
โคลงห้าพัฒนา ของ "จิตร ภูมิศักดิ์"
ประชาภิวัฒน์(ไทยกับอาเซียน)
วันสารทไทย
สุนทรภู่-ครูมีแขก จากโซนาต้าถึงเพลงทยอยเดี่ยว
สังคม"ทันสมัย" แต่ไร้สมอง
มะเมี๊ยะเป็นสาวมอญ
บรูซแกสตันไว้อาลัยละมูล
รากเหง้าความศักดิ์สิทธิ์ของกวีนิพนธ์ไทย
บทสัมภาษณ์ กวีรากหญ้า
ความเชื่อ
ทำไม
ร่องรอยกาลเวลา
โขงนที เพลงกวี ดนตรีชีวิต
ประชาชนในชาตินิยม
รักสามเศร้า ที่แหลมมลายู
ความหมายทางวัฒนธรรม
เที่ยว 9 วัดศักดิ์สิทธิ์ ไหว้พระทำบุญปีใหม่ สไตล์ "สุจิตต์ วงษ์เทศ"
ปาฐกถาช่างวรรณกรรม
รัฐบุรุษ
หนึ่งคนสองวัฒนธรรม
สุนทรภู่ ต่อต้านสงครามล่าเมืองขึ้น
วัฒนธรรม เปลี่ยน...ซีไรต์ก็เปลี่ยน
สยามเมืองยิ้ม
ปราสาทเขาพระวิหาร
เสภาเรื่องพระราชพงศาวดาร ของสุนทรภู่
ตะเกียงเจ้าพายุ
ต้นแบบ"กลอนสุนทรภู่"
สุนทรภู่ "ความรู้ใหม่" โยงใย "ความรู้เก่า"
จากร้อยกรอง สู่บทกวีมีทำนอง
รามายณะ (รามเกียรติ์) เล่าใหม่
พายุนาร์กีสหรืออคติในใจไทยที่ทำร้ายคนพม่า?
เห่ช้าพญาหงส์
การเทครัวในประวัติศาสตร์อุษาคเนย์
เมืองร้อยเอ็ดประตู
พล นิกร กิมหงวน
ภูมิประเทศอีสาน ไม่มีในประวัติศาสตร์ไทย
มิตาเกะ
เค้าขวัญวรรณกรรม
เรือพระราชพิธี
The Secret
โลกดนตรี
ลมปากที่ไร้มารยา
คำกวี เส้น สี และแสงเงา
ยิ่งกระจะยิ่งกระจ่างอยู่กลางใจ
การะเกด
ในวรรณคดีมีกลอน (หรือ) เปล่า...?
ในวรรณคดีก็มีกลอนเปล่า
โล้ชิงช้า ประเพณีประดิษฐ์ใหม่ของพราหมณ์สยาม
เพลงลูกทุ่งมาจากไหน?
สนุกเล่นแต่เป็นจริง
ครูแจ้งวัดระฆัง สร้างสำนวนขุนช้างขุนแผน แสนสยอง ...
ชาติพันธุ์สุวรรณภูมิ
อยากได้ความรู้ไปหมู่บ้าน อยากได้ปริญญาไปมหาวิทยาลัย
อัจฉริยะรอบโลก กับ I see U มติชน 30 ปี
มรดกภาษา
เขาพระวิหาร: "มรดกโลก" ของกัมพูชา
สุนทรภู่:ในช่วงแผ่นดินพระนั่งเกล้า
สุนทรภู่ มหากวีกระฏุมพี
ข้อมูลนิราศเมืองสุพรรณ
กรุงเทพฯ "พื้นที่ทางวัฒนธรรม"
บางกอก
มาตุภูมิ กับ ชาติภูมิ
กวีปฎิวัติ article
ปริศนาพาสนุก article
สิทธิชุมชน - สนั่น ชูสกุล article
กราบกลอนด้วยกลอนครู article
ร่าย – โคลงในโองการแช่งน้ำฉันทลักษณ์จากสองฝั่งโขง article
กาพย์ยานี : ตำนานฉันทลักษณ์กับหลักการใหม่ article
เส้นทางรัก ขุนแผนและนางพิม จากสุพรรณมาเมืองพิจิตร article
กลอนบทละคร article
กวีอมตะอยู่ที่ผลงาน article
๓๕ เดนตายใน ขุนช้าง ขุนแผน article
จากปากแพรกถึงท่าดินแดง article
แม่น้ำโขง แม่น้ำแห่งอุษาคเนย์ : เชียงรุ่ง1-2 article
เถาอัญชัญ article
พลังลาว article
เวตาลเป็นใคร article
อ้อมอกแม่อิง article
สนิมในวรรณคดี article
เรื่องเล่าของสาย article
สวัสดีปี ใหม่ ๒๕๕๐ article
รายงานวรรณกรรม article
ตลาดวิชาและบางสิ่งที่มองข้าม article
รู้สึก นึก คิด เขียน article



bulletผลร้อยกรองออนไลน์ 2558
dot
ประกวดร้อยกรองออนไลน์ครั้งที่ 7
dot
bulletข้อมูลการประกวดครั้งที่ 7, 2557
bulletผังร้อยกรอง
bulletอ่านโคลงประกวด 2557
bulletอ่านกลอนประกวด 2557
bulletอ่านกาพย์ยานีประกวด 2557
bulletผลการประกวดร้อยกรอง ปี 2557
dot
ข่าวสาร ข้อมูลสมาคม
dot
bulletกรรมการสมาคมสมัยที่ ๑๕-๑๖
bulletนายกสมาคมสมัยที่ ๑๗
bulletติดต่อนายกสมาคมนักกลอน
bulletติดต่อฝ่ายดูแลส่วนต่างๆ
bulletสมัครสมาชิกสมาคมนักกลอน
bulletนักกลอนตัวอย่าง ๒๕๕๓
dot
หัวข้อน่าสนใจ
dot
bulletรวมลิ้งค์เว็บไซต์น่าสนใจ
bulletส่งบทสักวา น.ส.พ. สยามรัฐ
bulletวารสารวิทยาจารย์ รับต้นฉบับ
bulletส่งข้อเขียนครูในดวงใจ
dot
แนะนำหนังสือ
dot
bulletหน้ารวมหนังสือ
bulletคู่มือเรียนเขียนกลอน
bulletกาสรคำฉันท์ - สมคิด สิงสง
bulletหนังสือสุรินทร์สโมสร
bulletฝากโลกนี้ไว้ในหัวใจเธอ - กอนกูย
bulletเลือน - อติภพ
bulletธาร ธรรมโฆษณ์
bulletนายทิวา
bulletกลอนเกียรติยศ
bulletอ้อมกอดแห่งท้องทุ่ง
bulletทองแถม นาถจำนง
bulletพงศาวดารพิภพ
bulletโป๊ยเซียน คะนองฤทธิ์
dot
โครงการประกวดต่างๆ
dot
bulletนายอินทร์อะวอร์ด ๒๕๕๖
bulletประกวดรางวัลซีไรท์ปี ๒๕๕๖
bulletรางวัลพานแว่นฟ้า ปี ๒๕๕๖
bulletรางวัลวรรณกรรมรามคำแหง ๒๕๕๖
dot
ผลตัดสินรางวัลต่างๆ
dot
bulletรางวัลศรีบูรพา ๒๕๕๖
bulletผลรางวัลซีไรต์ ๒๕๕๗
bulletผลเซเว่นบุ๊คอวอร์ด ๒๕๕๗
bulletผลรางวัลแว่นแก้ว ๗ (๒๕๕๓)
bulletผลกลอนวิถีคนกับควาย
bulletผลร้อยกรอง “ผมจะเป็นคนดี”
bulletรางวัลนราธิป ๒๕๕๓
bulletนักเขียนอมตะ คนที่ ๖ (๒๕๕๕)
bulletนักเขียนรางวัลศรีบูรพา ๒๕๕๖
bulletศิลปินมรดกอีสาน ๒๕๕๔
bulletผลรางวัลพานแว่นฟ้า ๒๕๕๕
bulletผลรางวัลรามคำแหง ๒๕๕๖
bulletศิลปินแห่งชาติ ๒๕๕๕
bulletผลประกวดหนังสือ ชีวิตใหม่ 2
dot
ข่าวคราวของลมหายใจ
dot
dot
Weblink
dot
bulletอ่านกลอนประกวด 2556

หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก
สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย
ศูนย์ให้คำปรึกษาปัญหาภาษาไทย มศว
เว็บรวมกระทู้ อาศรมชาวโคลง ใน pantip.com
หนังสืออีศาน


Copyright © 2010 All Rights Reserved.
ติดต่อ นายกสมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย ทองแถม นาถจำนง
โทรศัพท์ ๐๘๙-๑๒๓๔๗๕๔ อีเมล์ tongtham.n@hotmail.com

สำนักพิมพ์แม่โพสพ