ReadyPlanet.com
dot dot
จากร้อยกรอง สู่บทกวีมีทำนอง

จากร้อยกรอง สู่บทกวีมีทำนอง

บางเสี้ยวของกระแสธารร้อยกรองเพื่อชีวิต

เขียน : จันทร์ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๖

ผู้เขียน : นายทิวา

........................................

 

ร้อยกรองหลาย ๆ ชิ้น ของหลาย ๆ ท่าน บางส่วนก็ถูกนำมาลงท่วงทำนองและจังหวะ เป็นบทเพลงที่ติดตราตรึงในใจผู้คน

 

ซึ่งก็คงเป็นเพราะมี วรรคทอง ที่ โดนใจ นั่นเอง

 

บทกวีหลาย ๆ บท ของหลาย ๆ ท่าน เอาเฉพาะในสายธารเพื่อชีวิต ก็เห็นว่า มีมากมายที่คุ้นหู คุ้นตา และคุ้นใจ เพราะถูกถ่ายทอด ในท่วงทำนองของบทเพลง

 

ขอหยิบยกมาพูดถึง ในบางเสี้ยว พอเป็นเกร็ดเล็ก ๆ น้ำจิ้มน้อย ๆ ในวงพูดคุยเสวนา แบบ ไปตามเพลง ซึ่งบางส่วนค้นเจอ และบางส่วนมาจากความทรงจำ ผิดพลาดประการใด ต้องขออภัยด้วย

 

เริ่มต้นที่ คิดถึงบ้าน ของ อัศนี พลจันทร์ หรือ นายผี ที่มาเป็น เพลง คิดถึงบ้าน ของ คาราวาน หรือ เดือนเพ็ญ ของ คาราบาว , คนด่านเกวียน และ ฯลฯ

 

เดือนเพ็ญ สวยเย็น เห็นอร่าม ……………..นภาแจ่มนวลดูงาม

เย็นชื่นหนอยามเมื่อลมพัดมา

แสงจันทร์นวลชวนใจข้า…………………….คิดถึงถิ่นที่จากมา

คิดถึงท้องนาบ้านเรือนที่เคยเนา

 

ร้อยกรองชิ้นนี้ ถ้าวางในรูปข้างต้น ก็อาจจะอยู่ในรูปของกาพย์ได้

 

หรืออิศาน ของ นายผี ที่ถูกนำบางส่วนมาอยู่ในท่อนหนึ่งของ บทเพลง คาราวาน โดย คาราวาน

 

ในฟ้าบ่มีน้ำ…………ในดินซ้ำมีแต่ทราย

น้ำตาที่ตกราย……….คือเลือดหลั่งลงโลมดิน

 

หรือตลิ่งของ (ตลิ่งโขง) ของ นายผี ที่ สุรชัย จันทิมาธร นำมาใส่ทำนองเป็นบทเพลงชื่อเดียวกัน ในงานเดี่ยวชิ้นหนึ่ง

 

ตลิ่งของสองข้างทางน้ำของ……………..แม้ยืนมองดูยังคอตั้งบ่า

เขาหาบน้ำตามขั้นบันไดมา……………..ถึงตีนท่าก็ลื่นลู่ดั่งถูเทียน

เหงื่อที่รินไหลโลมลงโทรมร่าง……………แต่ละย่างตีนยันสั่นถึงเศียร

อันความทุกข์มากมายหลายเล่มเกวียนก็วนเวียนอยู่กับของสองฝั่งเอย

 

หรืออีกชิ้นหนึ่งที่เราเคยคุ้น ก็คือ เปิบข้าว ของ จิตร ภูมิศักดิ์เขียนในรูปของกาพย์ยานี และ คาราวาน นำมาใส่จังหวะและทำนอง ในชื่อเพลงเดียวกัน

 

เปิบข้าวทุกคราวคำ……….จงสูจำเป็นอาจิณ

เหงื่อกูที่สูกิน………………จึงก่อเกิดมาเป็นคน

ข้าวนี้นะมีรส……………….ให้ชนชิมทุกชั้นชน

เบื้องหลังสิทุกข์ทน…………และขมขื่นจนเขียวคาว

 

เช่นเดียวกับงานชื่อ ทะเลชีวิต ของ จิตร ภูมิศักดิ์ ก็ถูกใส่ทำนองเพลง จนติดตราตรึงใจแม้จนขณะนี้

 

ลมหวิว…………………………เจ้าแผ่วโชยพลิ้วมาปลอบใจข้า

สิ่งที่ใฝ่ฝันจงอย่าโรยรา………………บรรเจิดอยู่บนนภาที่แสนไกล

ดวงดาวเอ๋ยวอนดาวโปรดจงปราณี..........วานดาวชี้ทิศทางให้แก่เพื่อนใจ

จงส่งผองพลังยืนหยัดสู้ไป……………ฝ่าฟันจนเขามีชัยอยู่ทุกคืนวัน

 

หรืออย่าง บทกวีนิรนาม บทนี้

 

ทางข้างหน้าลางเลือนเหมือนว่างเปล่า
แดดจะเผาผิวผ่องเธอหมองไหม้
ที่ตรงโน้นมีหุบเหวมีเปลวไฟ
ถ้าอ่อนแอจะก้าวไปอย่างไรกัน

อนาคตนั้นช่างคดเคี้ยว
มันลดเลี้ยวเลี้ยวไปใช่สุขสันต์
ยากลำบากใช่เพียงแค่ชั่ววัน
แต่จะต้องฝ่าฟันจนวันตาย

บนหนทางแม้มีสิ่งใดขวาง
ไม่อาจกางกั้นฉันและเธอได้
หนทางนี้สัญญาอย่างมั่นใจ
ด้วยพลังยิ่งใหญ่ในศรัทธา

จะขอฝ่าฟันข้ามความทุกข์ยาก
จะลำบากเราสู้ดูเถิดหนา
จะร่วมแรงร่วมกันด้วยศรัทธา
ทางข้างหน้าสู่ชัยที่หมายปอง

บทกวีข้างต้นนี้ ไม่ทราบผู้แต่งแน่ชัด แต่ก็ปรากฎรูปเป็นบทเพลง ชื่อ สู่เส้นชัย โดยวง พลังเพลง

 

เช่นเดียวกับบทกวีอีกหลายชิ้น ที่เป็นบทเพลง โดยวง พลังเพลง อาทิ  ดอกไม้ ของ จิรนันท์ พิตรปรีชา ที่เป็นเพลงในชื่อเดียวกัน

 

ดอกไม้………………...ดอกไม้จะบาน

บริสุทธิ์กล้าหาญ……….จะบานในใจ

สีขาว……………………หนุ่มสาวจะใฝ่

แน่วแน่แก้ไข…………….จุดไฟศรัทธา

 

หรือ บทกวี เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน ของ วิทยากร เชียงกูล ก็ถูกนำมา เป็นส่วนหนึ่งของบทเพลงชื่อ เป้าหมายการศึกษาโดยวง พลังเพลง

 

 (พูด)……ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง………ฉันจึงมาหาความหมาย

…………ฉันหวังเก็บอะไรไปมากมาย..สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว

เพียงหวังจะเฟื่องฟุ้ง………หรือจึงมุ่งมาศึกษา

เพียงเพื่อปริญญา…………เอาตัวรอดเท่านั้นฤๅ

แท้ควรสหายคิด…………..และตั้งจิตร่วมยึดถือ

รับใช้ประชาคือ…………….ปลายทางเราที่เล่าเรียน

 

อีกชื่อหนึ่ง ที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี โดยเฉพาะในสายธารของคนเดือนตุลา ชื่อของ ธีรศักดิ์ อัจจิมานนท์ กับร้อยกรองหลายชิ้น ที่ถูกนำมา ใส่ท่วงทำนองเพลง เช่นว่า รัตติกาล