ReadyPlanet.com
dot dot
ประชาชนในชาตินิยม

ชาตินิยมในประเทศไทย สมัยแรก ไม่มีประชาชน เหตุการณ์ 14 ตุลา 16 เพิ่มนิยามใหม่ว่า "ชาติคือประชาชน"

ถอดเสียงเป็นอักษร แล้วปรับปรุงใหม่จากปาฐกถา เรื่อง ชาตินิยม ของ

ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์

ในงานแนะนำหนังสือ ชุมชนจินตกรรม ของ ศาสตราจารย์เบเนดิก แอนเดอร์สัน ที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม 2552

อุดมการณ์ชาตินิยมในประเทศไทยเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 แล้วถูกส่งเสริมให้ขยายตัวมากขึ้นในสมัยจอมพล ป. แต่เป็นอุดมการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อตอบปัญหาเฉพาะหน้าบวกในระยะยาวนิดหน่อย แต่ว่าเป็นการตอบปัญหาเฉพาะหน้าของชนชั้นนำเป็นสำคัญ เช่น ในสมัยรัชกาลที่ 6 ระดมความจงรักภักดีให้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์

ลัทธิชาตินิยมในประเทศไทยไม่มีประชาชนอยู่ในนั้น สืบมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ความคิดเรื่องมีประชาชนอยู่ในชาติค่อนข้างจะเบาบางผิวเผิน

กองทัพเป็นหัวใจสำคัญของชาตินิยม เพราะว่าฐานอำนาจของจอมพล ป. มาจากกองทัพ ชาตินิยมของจอมพล ป. ก็จะเน้นบทบาทของกองทัพสูง เน้นความสำคัญของกองทัพสูง

ความมั่นคงของผู้นำกับความมั่นคงของชาติ กลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไป

โดยสรุป อุดมการณ์ชาตินิยมในประเทศไทยมันเกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองปัญหาเฉพาะหน้าของชนชั้นนำ มันไม่ได้เกิดขึ้นจากสำนึกของคนจำนวนมากและหลากหลาย

แต่ว่าในกรณีของไทย เป็นเรื่องของกลุ่มชนชั้นนำสร้างลัทธิหรือสร้างสำนึกชาตินิยมเพื่อที่จะแก้ปัญหาค่อนข้างจะเป็นเฉพาะหน้าของตนเอง

ฉะนั้น การนิยามความเป็นไทยจากลัทธิชาตินิยมแบบนี้จึงค่อนข้างคับแคบ

อันที่หนึ่ง ก็คือ เน้นผู้นำค่อนข้างสูงมาก ในช่วงแรกๆ ก็จะเน้นสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างชาตินิยมรัชกาลที่ 6 จะไว้เปียก็แทบจะไม่เป็นไร ถ้ามีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ แล้วต่อมาเน้นความมั่นคงของชาติซึ่งเท่ากันกับความมั่นคงของผู้นำ ก็คือการเน้นผู้นำนั่นเอง

อีกอันหนึ่ง เน้นในทางวัฒนธรรมที่รัฐเป็นคนกำหนดขึ้น แน่นอนว่าวัฒนธรรมที่รัฐกำหนดขึ้นนั้น ก็อาจจะคลี่คลายหรือเปลี่ยนแปลงไปได้ตามยุคสมัย เช่น

ภาษาไทยมาตรฐาน ภาษาไทยกรุงเทพฯนั่นแหละ เพลงไทยมาตรฐาน เป็นเพลงแบบหลวงวิจิตร เพลงไทยเดิม ไม่ได้พูดถึงเพลงอีแซวหรือเพลงหมอลำ เพราะไม่ได้อยู่ในมาตรฐาน นาฏกรรมมาตรฐาน เป็นละครรำละครร้อง หรือละครอานุภาพพ่อขุนราม แต่ไม่รวมการแสดงอีกจำนวนมากมายที่มีอยู่ในประเทศไทย ความทรงจำมาตรฐาน คือประวัติศาสตร์แห่งชาติที่ชนชั้นนำสร้างขึ้นมาเพื่อให้ทุกๆ คนมีความทรงจำเกี่ยวกับอดีตแบบเดียวกัน ศาสนาและระบบความเชื่อมาตรฐาน จริงอยู่เราไม่ได้กีดกันศาสนาอื่นๆ ไม่ว่าอิสลาม หรือว่าคริสต์ ก็ตามแต่ แต่มันมีอคติบางอย่างในพิธีกรรมของชาติอื่นๆ ร้อยแปดที่ให้ความสำคัญแก่ศาสนาและความเชื่อมาตรฐาน

การศึกษามาตรฐาน ความรู้มาตรฐาน วรรณกรรม ศิลปะมาตรฐาน อะไรทุกอย่างที่เป็นมาตรฐานที่รัฐเป็นผู้กำหนดขึ้น เพราะฉะนั้นความเป็นไทยจึงค่อนข้างคับแคบ

มีคนอยู่เพียงสองพวกเท่านั้นที่สามารถแสดงความเป็นไทยได้เต็มที่ คือ คนภาคกลางกับคนภาคใต้ เพราะมีวัฒนธรรมเดียวกัน หมายความว่า คนภาคใต้ก็เป็นอีกแขนงหนึ่งของวัฒนธรรมภาคกลาง หรือภาคกลางก็เป็นอีกแขนงหนึ่งของวัฒนธรรมภาคใต้

ไม่เหมือนกับเหนือกับอีสาน ซึ่งเป็นไทยเหมือนกัน แต่เป็นไทยคนละพวกไปเลย ผมคิดว่าทำความลำบากกับคนภาคเหนือ ทำความลำบากกับคนภาคอีสาน ที่จะกลายเป็นไทยได้เต็มที่ ได้พร้อมเพรียง ได้เรียบร้อย ได้ราบรื่น เท่ากับคนภาคกลางกับคนภาคใต้

ที่เหลือต้องค่อยๆ กลืนเข้ามาสู่ความเป็นไทยตามที่รัฐนิยามเอาไว้ และก็กลืนกันไม่เข้ากันอีกมากทีเดียวก็คือ ชนกลุ่มน้อยทั้งหลายที่ไม่สามารถกลืนเข้ามาได้

เมื่อคุณเป็นไทยน้อยกว่าคนอื่นๆ คุณก็มีสิทธิน้อยกว่าคนอื่นๆ ด้วย ก็เป็นสิ่งที่ตรงตามที่ชนชั้นนำต้องการรักษาอภิสิทธิ์ของตนเองไว้ ก็คือทำทั้งหมดนี้เป็นชาตินิยมเพื่อที่จะทำให้เขาสามารถมีเหตุผลในการที่จะมีอภิสิทธิ์เหนือคนอื่นๆ ได้ เพราะเขาเป็นไทยมากกว่า

เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่มากับอุดมการณ์ของฝ่ายซ้าย ตั้งแต่ 2490 หรืออาจจะก่อนหน้านั้นด้วยซ้ำ ค่อยๆ ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ทำให้ตัวหลักการเหตุผลที่พูดถึงของลัทธิชาตินิยมไทยดำรงอยู่ต่อไปได้ค่อนข้างยาก เพราะว่าพวกฝ่ายซ้ายไปนิยามใหม่ว่า ชาติก็คือประชาชน

ขบวนการนักศึกษาในช่วง 14 ตุลา ถูกโจมตีว่าเป็นเรื่องของเจ๊กและญวน นั่นก็คือว่าความเปลี่ยนแปลงที่กลุ่มคนอยากจะให้มันเปลี่ยนใน 14 ตุลา ถูกปะทะ หรือถูกค้าน ถูกต้าน โดยความคิดแบบชาตินิยมอย่างเก่า คือ คุณมีความเป็นไทยน้อยเกินกว่าที่คุณจะไปนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่สังคมได้

ในขณะที่วัฒนธรรมที่เกิดใหม่ของพวกฝ่ายซ้าย ยอมรับความเป็นไทยที่สมบูรณ์ของคนระดับล่างด้วย เช่น คนอีสาน

ชาติไม่ใช่สมบัติของคนส่วนน้อยที่เป็นชนชั้นนำอีกต่อไป แต่ชาติเป็นสมบัติของคนเล็กๆ ทั่วๆ ไปหมดทุกคน และคนเล็กๆ ก็สามารถทำอะไรกับชาติได้ด้วย คือไม่ใช่เป็นผู้รอรับการจัดสรรที่ชนชั้นนำจะเป็นผู้จัดสรรให้ เพราะเขามีความเป็นเจ้าของชาติไม่น้อยไปกว่าอภิสิทธิ์ชน

ปัญหาเรื่องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สมัยหนึ่งไม่เคยมีคำถามอะไร แต่ปัจจุบันนี้เริ่มเกิดคำถามว่า สามอันนี้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันรึเปล่า หรือเป็นสามอย่าง และถ้ามันเป็นสามอย่างจะขัดแย้งกันเองได้รึเปล่า เป็นต้น

สภาวะเดิมของลัทธิชาตินิยม ซึ่งผมขอใช้คำของอาจารย์ธงชัย วินิจจะกุล เรื่องราชาชาตินิยม ตามความเข้าใจของผมคือราชานิยม กับชาตินิยมกลืนเข้าหากันสนิท แยกสองอย่างนี้ออกจากกันไม่ได้

แต่ราชาชาตินิยมกำลังมีปัญหาเพราะว่าเริ่มกลืนเข้าหากันไม่ได้ และเมื่อกลืนเข้าหากันไม่ได้ จะเกิดความขัดแย้งเพิ่มขึ้นในสังคมแยะมากเลย เมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นในสังคม ทางออกก็คือชาติต้องถูกกลืนกลับเข้าไปอยู่ในราชานิยมใหม่อย่างเดิม หรือในทางกลับกันราชาก็ต้องถูกกลืนเข้ามาสู่ความเป็นชาตินิยมอย่างใดอย่างหนึ่ง

ตราบเท่าที่สองอย่างนี้ยังขัดแย้งกันอยู่อย่างนี้ ยังกลืนเข้าหากันไม่ได้อย่างนี้ เราก็จะได้พบความขัดแย้งอย่างที่เราได้พบมาในปีที่แล้ว และผมเชื่อว่าปีนี้ก็จะพบอีกอย่างแน่นอน

คุณไม่สามารถที่จะกำหนดแน่นอนได้ว่าเวลารักชาตินี่มันหมายถึงสีเหลืองหรือมันหมายถึงสีแดงกันแน่ เพราะว่าสองอย่างนี้ ซึ่งครั้งหนึ่งมันเคยอยู่ด้วยกัน แต่บัดนี้มันเป็นสองสีที่เห็นชัดเจนแล้วว่ามันไม่ได้อยู่ด้วยกัน

คอลัมน์ สุวรรณภูมิ สังคมวัฒนธรรม หน้า 20 นสพ.มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2552

 


 

 

ชาติ-ชาตินิยม-รัฐ-ชื่อประเทศ-ชาติพันธุ์:

เอกลักษณ์ และ/หรือ พหุลักษณ์

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

(18 มกราคม 2552)

 

พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. 2542 หน้า 359

ชาติ (ชาด, ชาติ-) นาม;

ประเทศ, ประชาชนที่เป็นพลเมืองของประเทศ, กลุ่มชนที่มีความรู้สึกในเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา ประวัติศาสตร์ ความเป็นมา ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมอย่างเดียวกัน หรืออยู่ในปกครองรัฐบาลเดียวกัน, ประชาชาติ ก็ว่า

ชาตินิยม (ชาดนิยม) น.

ลัทธิที่ถือชาติเป็นใหญ่, ความรักชาติ.

 

(1)

ในความเป็นจริงทางธรรมชาติและทางสังคม ทุกประเทศหรือ “รัฐชาติ/รัฐประชาชาติ” ในอุษาคเนย์ภาคพื้นทวีป/ลุ่มแม่น้ำโขงนั้น เป็นดินแดนที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ (เชื้อชาติ race/ethnic) ภาษา และวัฒนธรรมเป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือมีลักษณะที่เป็น “พหุลักษณ์” (plural identity) มากกว่าความเป็น “อย่างเดียวกัน” หรือ “เอกลักษณ์” (single identity) แต่ผู้กุมอำนาจรัฐมักจะมีทัศนคติว่า “ความแตกต่างหลากหลาย หรือความเป็นพหุลักษณ์” นั้นเป็นอันตรายต่อ “ความมั่นคงของชาติ” (ซึ่งน่าจะหมายถึงต่อผู้กุมอำนาจรัฐ หรือผู้ปกครอง/รัฐบาล นั่นเอง) ดังนั้น “ชาตินิยม” ของรัฐจึงมักพยายามที่จะ “ละลาย” หรือไปไกลถึงขั้น “ทำลาย” พหุลักษณ์ดังกล่าว และสร้าง “เอกลักษณ์” หรือความเป็น “อย่างเดียวกัน” ขึ้นมาให้จงได้

 

(2)

ศ. เบน แอนเดอร์สัน ผู้เขียนหนังสือสำคัญเรื่อง “ชุมชนจินตกรรม” (Benedict Anderson: Imagined Communities-Reflections on the Origin and Spread of Nationalism, 1983/1991 ฉบับแปลภาษาไทย พ.ศ. 2552/2009) ได้จำแนก “ชาตินิยม” อันเป็นองค์ประกอบที่ก่อให้เกิด “รัฐชาติ” หรือ “รัฐประชาชาติ” (nation-states) อันเป็นรูปแบบของรัฐในโลกสมัยใหม่และสมัยปัจจุบันนี้ ออกเป็น 5 ประเภทด้วยกัน ดังนี้ คือ

 

1.                                       ชาตินิยมครีโอล หรือชาตินิยมของผู้อพยพ (Creole Nationalism คำว่า Creole นี้มีความหมายถึง settlers หรือผู้อพยพไป/มาตั้งรกราก) ซึ่งถือเป็นชาตินิยมเริ่มแรกของลัทธินี้เลยก็ว่าได้ และก็เกิดขึ้นใน “โลกใหม่” (New World) คือ ในทวีปอเมริกาทั้งเหนือและลาตินอเมริกา ดังเช่นในกรณีของ สหรัฐฯ ที่ปลดแอกจากอังกฤษ 1776/2319 หลังการตั้งกรุงธนบุรีได้ 9 ปี และรวมทั้งบรรดาประเทศใหม่ๆทั้งหลายที่พูดภาษาสเปนและโปรตุเกส ที่สลัดแอกจากเมืองแม่ ปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นระหว่างประมาณ ค.ศ. 1780s-1810s (ดูบทที่ 4 ของหนังสือแปล)

 

2.                                       ชาตินิยมทางภาษาและชาติพันธุ์ (Ethno-Linguistic Nationalism) กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่สอง และเกิดขึ้นมาในยุโรป หลังการล่มสลายของมหาอาณาจักรเก่า นักวิชาการแต่เดิมมักเชื่อว่านี่เป็นต้นกำเนิดของชาตินิยม ที่เป็นแม่แบบและแพร่หลายไปทั่วโลก แต่อันที่จริงกลุ่มนี้เกิดขึ้นภายหลัง คือ ระหว่าง ค.ศ. 1810s-1850s (ดูบทที่ 5 ของหนังสือแปล)

 

3.                                       ชาตินิยมทางการ (Official Nationalism) กลุ่มนี้ คือ ชาตินิยมของผู้กุมอำนาจรัฐแบบเดิมคือบรรดาจักรวรรดิหรืออาณาจักร ที่พยายามปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆของการแพร่กระจายของ Ethno-Linguistic  โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการปฏิวัติลุกฮือครั้งใหญ่ในยุโรป ค.ศ. 1848 ชาตินิยมแบบนี้มีลักณษะที่กำหนดลงมาจากเบื้องบน (top down) ดังเช่นในกรณีของรัสเซีย ญี่ปุ่น และสยาม (ประเทศไทย) กลุ่มนี้เกิดขึ้นระหว่าง ค.ศ. 1850s-1880s (ดูบทที่ 6 ของหนังสือแปล)

 

4.                                       ชาตินิยมต่อต้านอาณานิคม (Anti-Colonial Nationalism) ซึ่งเป็นกลุ่มของประเทศที่ตกเป็นอาณานิคมมาก่อน และเป็นขบวนการปลดปล่อยตนเอง เพื่อสร้างประเทศขึ้นใหม่ ดังเช่นในกรณีของอุษาคเนย์ ที่เด่นชัดคือ พม่า อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ฯลฯ กลุ่มนี้เกิดขึ้นระหว่าง ค.ศ. 1850s-ถึงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (ดูบทที่ 6 ของหนังสือแปล)

 

5.                                       ชาตินิยมทางไกล (Long-Distance Nationalism) ซึ่งถือได้ว่าเป็นชาตินิยมใหม่เอี่ยมล่าสุด อันเป็นผลพวงมาจากการอพยพโยกย้ายไปตั้งถิ่นฐานในต่างประเทศ และมีเครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่ของ “โลกอินเตอร์เน็ท” และ “อีเมล์” เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้นมา อย่างเช่น ไอริชในสหรัฐฯ ลาว-เวียด-ขะแมร์-ไทย ในสหรัฐฯ หรือยุโรป (ดูหนังสือ The Spectre of Comparisons 1998 ของผู้เขียนคนเดียวกัน ซึ่งยังไม่มีการแปลเป็นภาษาไทย)

 

 

(3)

ในกรณีของประเทศเรา “สยาม-ไทย” นี้ก็มีสิ่งที่เรียกว่าชาตินิยมเช่นเดียวกัน และถ้าจะใช้คำนิยามตามแบบข้างต้น ก็น่าจะถูกจัดได้ว่าเป็น “ชาตินิยมทางการ” Official Nationalism แต่ชาตินิยมของเรานี้ ได้มีนักวิชาการรุ่นต่อมาได้นิยามให้กระชับขึ้นว่าเป็น “ราชาชาตินิยม” (Royal Nationalism โดยธงชัย วินิจจะกูล) และ/หรือ “อำมาตยาเสนาชาตินิยม” (Military-Bureaucratic Nationalism)

 

เอาเข้าจริง “ลัทธิชาตินิยม “ไทยสยาม” ก็น่าจะเป็นเป็นผลผลิตอันเป็นส่วนผสมและเป็น “พันธุ์ทาง” ของทั้ง Creole Nationalism (ของลูกหลานเหลนโหลนจีน ผู้อพยพมาตั้งรกราก), ที่ผสมกับ Official Nationalism (ของเจ้าและขุนนาง/ข้าราชการ), กับของ Anti-Colonial (คือ ต่อต้านอาณานิคมฝรั่งเศส ดังเห็นได้ชัดจากกรณีการเรียกร้องดินแดน “มณฑลบูรพา” (เสียมราบ-พระตะบอง-ศรีโสภณ) ในกัมพูชา และจัมปาสัก-ไซยะบุรี ในลาว ที่บานปลายไปเป็นเรื่องของคดี “ปราสาทเขาพระวิหาร” ทั้งในยุคของระบอบพิบูลสงคราม-สฤษดิ์-ถนอม-ประภาส (1940s-1960s) กับ “การเมืองใหม่” ของ “ลัทธิพันธมิตรเสื้อเหลือง”) และท้ายที่สุดผสมปนเปื้อนกับ Long Distance (ทางไกลจากแคลิฟอเนียร์ เท็กซัส ในสหรัฐฯและยุโรป)

 

(4)

กรณีศึกษาที่จะเป็นตัวอย่างที่ทำให้เราเข้าใจ “ชาตินิยม” ของประเทศเราได้เป็นอย่างดี ทั้งยังจะสะท้อนแนวความคิดว่าด้วย “พหุลักษณ์” หรือ “เอกลักษณ์” ของชาติเรา ก็คือกรณีของการเปลี่ยนนามหรือชื่อประเทศ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จาก “ราชอาณาจักรสยาม” กลายมาเป็น “ราชอาณาจักรไทย” หรือในภาษาอังกฤษจาก SIAM เป็น THAILAND เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2482/1939 คือเมื่อ 70 ปีที่แล้ว ที่ “คณะราษฎร” อันเป็นกลุ่มที่มีองค์ประกอบสำคัญของบรรดา “อำมาตยาเสนาธิปไตย” ที่ได้ยึดอำนาจจาก “ราชาธิปไตย” คือพระปกเกล้าฯ รัชกาลที่ 7 และปรับเปลี่ยน “ชาตินิยม” อันมี “สถาบันกษัตริย์” (monarchy) เป็นศูนย์กลาง มาเป็นการที่ “เชื้อชาติไทย” (race/ethnic) เป็นศูนย์กลาง

 

ขอให้สังเกตสิ่งที่เป็น “ศูนย์กลาง” ของชาตินิยมนี้ของเรา (ที่เราอาจจะไม่สังเกตกันเลย เพราะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปเสียแล้ว) กล่าวคือ ไม่ว่าจะเป็น 8.00 น. หรือ 18.00 น. ที่ต้องยืนขึ้นเคารพ  “ธงและเพลงชาติ(ไทย)” อันมีเนื้อร้องของกองทัพบกที่ว่า “ประเทศไทย รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย” นั่นเอง

 

(แต่ ในความเป็นจริงนั้น ชาติของเรามีถึงกว่า 50 ชาติพันธุ์ (เชื้อชาติ) และดังนั้น ชาติของเราจึง “รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย ไท ยวน ลาว ลื้อ คนเมือง คนอีสาน มอญ เขมร กูย แต้จิ๋ว กวางตุ้ง ฮกเกี้ยน ไหหลำ แคะ จาม ชวา มลายู ซาไก มอแกน ทมิฬ ปาทาน เปอร์เซีย อาหรับ ฮ่อ พวน ไทยใหญ่ ผู้ไท ขึน เวียด ยอง ลั๊วะ ม้ง เย้า กะเหรี่ยง ปะหล่อง มูเซอร์ อะข่า กำหมุ มลาบรี ชอง บรู ญากูร์ โอรังลาอุต ฝรั่ง (ชาติต่างๆ) แขก (ชาติต่างๆ) ลูกครึ่ง ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ” กว่า 50 ชนชาติและภาษา” หลากหลายและเป็น “พหุลักษณ์” ที่เป็น “อัตลักษณ์” มาแต่ดั้งแต่เดิม

 

กล่าวโดยย่อ การเปลี่ยนชื่อหรือนามประเทศครั้งนั้น  เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อทัศนคติของเราอย่างลึกล้ำ เปลี่ยนจากการอิงอยู่กับนามหรือชื่อของ “สถานที่ หรือนามทางภูมิศาสตร์” (location, place name) คือจากคำโบราณมากกว่าหนึ่งพันปี คือ “สยาม” ที่มีรากเดิมจากภาษาชาวบ้านว่า “ซำ” หรือ “ซัม” ซึ่งแปลว่าดินที่มีน้ำ กลายมาเป็นเน้น “เชื้อชาติ” ไทย และ Thailand ซึ่งกลายเป็น land ของแต่เฉพาะ Thai

 

(5)

กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า กรณีของการเปลี่ยนนามประเทศ และการเปลี่ยนเนื้อร้องของเพลงชาตินี้ จึงก็มีวาระทาง “การเมือง” อย่างยิ่งอีกด้วย และเป็นตัวอย่างคลาสิกของความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่าง “การเมืองภายในประเทศ” กับ “นโยบายต่างประเทศ” ที่ในด้านหนึ่งต้องการหาความสนับสนุนจากประชาชนโดยทั่วไป และในอีกด้านหนึ่ง ก็สามารถใช้เป็นอาวุธจัดการกับฝ่ายตรงข้าม หรือศัตรูทางการเมืองอีกด้วย ขอให้เรามาดูลำดับเหตุการณ์ทางการเมืองในยุคนั้น ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนชื่อประเทศเพียงไม่กี่ปี

 

พ.ศ. 2475 (ค.ศ. 1932)                            มีการปฏิวัติ (รัฐประหาร) เปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยที่“คณะราษฎร” อันประกอบด้วย “อำมาตยาเสนา” (ข้าราชการทหาร/พลเรือนและนักกฏหมาย) ยึดอำนาจจาก “พระราชา” หรือรัชกาลที่ 7

 

พ.ศ. 2476 (ค.ศ. 1933)                            มีรัฐประหารซ้ำ 20 มิถุนายน โดย “คณะราษฎร” ล้มรัฐบาลของพระยามโนปกรณ์นิติธาดาที่ถูกมองว่าเป็น “ตัวแทน” (ที่ควบคุมไม่ได้) ของ “คณะเจ้า”  ในปีเดียวกันนั้นมี “รัฐประหารซ้อน” หรือ “กบฏบวรเดช” ที่นำโดยอดีตเสนาบดีกลาโหมของ “พระราชา” รัชกาลที่ 7

 

พ.ศ. 2477/78 (ค.ศ. 1935)                       รัชกาลที่ 7 ทรงสละราชสมบัติ รัฐบาลของ “คณะราษฎร” ประสบปัญหาขาดเสถียรภาพทางการเมืองภายในเป็นอย่างยิ่ง รัฐบาลสนับสนุนและผลักดันกระแส “ลัทธิอำมาตยาเสนาชาตินิยม” อันมีแกนกลางอยู่ที่ “เชื้อชาติไทย” แทน “ราชาชาตินิยม” ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์กลาง ยกย่อง “เอกลักษณ์” ของชนชาติไทย กดทับพหุลักษณ์และความหลากหลายของเชื้อ/ชนชาติอื่นๆอันหลากหลายที่มาแต่ดั้งเดิม

                                                                รัฐบาลสร้างและสนับสนุน “วาทกรรม” ว่าด้วย “การเสียดินแดน” ให้กับมหาอำนาจอาณานิคมตะวันตก