ReadyPlanet.com
dot dot
ทำไม

ทำไม       
ตรรกประเพณี
     

ความเชื่อ กับ เหตุผลทางขนบ ธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรมไทย         
       
  นายสงัด  ศรีสุขโข       
  รากหญ้าวัฒนธรรมท้องถิ่น       
  กรรมการ / เลขา ฯ ชมรมศิลปินจังหวัดระยอง       
  กรรมการภาษาไทยและวรรณกรรมจังหวัดระยอง       
  ศิลปินดีเด่นจังหวัดระยอง สาขาวรรณศิลป์       
  ที่ปรึกษาคณะกรรมการสมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย  
         
คำนำ       
         
 เรื่อง  " ทำไม "  พิมพ์เป็นหนังสืออนุสรณ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ  กำนันผล แสงจันทร์  บ.ม.  จ.ม.  ณ เมรุชั่วคราววัดเนินพระ  อำเภอเมือง  จังหวัดระยอง  เมื่อ  ๑๒  ธันวาคม ๒๕๓๕  พิมพ์ไม่มากนัก  แม้แต่ผู้เขียนเรื่องเองก็ไม่ได้รับหนังสือนี้  ภายหลังมีกระทรวงวัฒนธรรม มีภูมิปัญญาท้องถิ่นเกิดขึ้น  มีผู้มาติดต่อขอหนังสือเรื่องนี้ ซึ่งผู้เขียนเองก็ไม่มี  แนะนำให้ไปติดต่อ เจ้าภาพงานก็บอกว่าหมดและไม่ได้เก็บไว้เลย  จึงได้นำต้นฉบับมาพิมพ์เป็นฉบับสำเนาขึ้นใหม่

 คำถามว่า  " ทำไม "  เป็นคำถามที่กว้างมาก  เป็นตรรกศาสตร์มีทุกแขนงวิชา  และเกี่ยวข้อง กับชีวิตของเราตลอดเวลาเป็นความโชคดี  มิได้หวังอวดอ้างตัว  ที่ผู้เขียนเองเคยได้ใกล้ชิดกับ ท่านผู้รู้มามาก เป็นผู้ฟังมากแทนการพูดมาก  ได้เคยศึกษาวิชาในหลักสูตรตรรกวิทยาด้านภาษาไทย พุทธศาสนา และศาสนาเปรียบเทียบ  ศึกษาด้านนิรุกติศาสตร์  และวิชาคติชนวิทยามาบ้าง  จึงได้นำความรู้และที่มาในการศึกษาค้นคว้าเขียนไว้เท่าที่เวลาจำกัด  ทั้งที่มีเรื่องราวอีกมากพอเป็นตัวอย่างสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาค้นคว้าต่อไป         
         
 คำตอบของเรื่องต่าง ๆ มีสองกรณี  คือความเชื่อกับเหตุผล  ขอท่านผู้ศึกษาจงใช้วิจารณญาณ  ไม่ได้หมายความว่าผู้เขียนจะถูกต้องเสมอถ้ามีเหตุผลอื่นที่จะวิเคราะห์เปรียบเทียบได้ที่มา หลักการ เหตุผล   จุดมุ่งหมาย  และขอบข่ายได้เขียนไว้แล้วแต่เริ่มแรก .
นายสงัด  ศรีสุขโข      
พิมพ์ครั้งที่ ๒ ( ฉบับสำเนา ) ๒๙  กันยายน  ๒๕๔๘.      
         
         
         
ทำไม     
         
ที่มา  หลักการ  และเหตุผล         
         
 เนื่องจากคุณบุญสืบ  เจริญรัตน์  ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาลวัดโขดทิมทารามมาปรึกษาและปรารภว่า  คุณเฉลา  วิริยะพงษ์  นายกเทศมนตรีเมืองระยอง  ต้องการจัดทำหนังสือแจกในงานพระราชทานเพลิงศพกำนันผล  แสงจันทร์  เสนอให้ข้าพเจ้าเขียนเรื่องเกี่ยวกับศาสนาประเพณีและวัฒนธรรม  ให้อ่านเข้าใจง่ายแบบชาวบ้าน  ไม่ต้องเป็นวิชาการมากนัก  ไม่ต้องบอกที่มาหรือยกข้อมูล  จึงขาดหลักฐานอ้างอิง  อันจะเป็นผลให้ขาดความเชื่อถือไปบ้าง  ขอจงใช้วิจารณญาณวิเคราะห์เอาโดยเหตุผลเถิด         

 เหตุผลที่ตั้งชื่อเรื่องว่า  " ทำไม "  ก็เพื่อจะเป็นตัวอย่างแห่งการหาเหตุผล  การยึดถือรูปแบบปฏิบัติในจารีตประเพณี พิธีกรรมใด ๆ อย่างแน่นแฟ้น  ไม่รู้จักยืดหยุ่นแบบเถรส่องบาตร  ไม่รู้เหตุไม่วิเคราะห์จุดมุ่งหมายในพิธีนั้น ๆ  จนเกิดการทะเลาะทุ่มเถียงกัน  ไม่บังควรอย่างยิ่ง  เจ้าชายสิทธัตถะ  ทรงใช้เวลาหลายปีที่จะตอบคำถามของพระองค์เองว่า  ทำไม จึง  เกิด  แก่  เจ็บ  ตาย กว่าจะค้นพบความจริง  ( อริยสัจ ๔ )  ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้.         
 " ทำไม "    จึงเป็นคำถามที่ไม่รู้จบ  ตอบไม่หมด  แม้แต่พระสัพพัญญู  ยังงดตอบปัญหาอจินไตย  ไม่เกิดประโยชน์         
         
จุดมุ่งหมาย         
         
 เพื่อให้อ่านเข้าใจง่ายแบบชาวบ้าน  เป็นตัวอย่างแห่งการหาเหตุผล        
         
ขอบข่าย         
         
 เฉพาะเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา  พราหมณ์บางส่วนที่เกี่ยวข้องกับขนบธรรมเนียมจารีต ประเพณีวัฒนธรรมไทย
         
 ขอน้อมรำลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์  ท่านเจ้าของหนังสือหลายเรื่องที่ข้าพเจ้าค้นคว้าผู้รู้หลายท่านที่ข้าพเจ้าสอบถามและให้ความกระจ่างซึ่งไม่สามารถกล่าวนามในที่นี้ได้

 ความบกพร่องผิดพลาดอาจมีได้เป็นธรรมดา  ขอท่านผู้รู้  ผู้มีใจเป็นธรรมจงโปรดอภัยช่วยแก้ไขแนะนำด้วย             
 ขอผลานิสงส์นี้  จงมีแด่บุพพการี  สรรพสัตว์ไม่จำกัดขอบเขต  โดยเฉพาะแด่กำนันผลแสงจันทร์  ด้วย เทอญ ฯ         
         
สงัด  ศรีสุขโข    
๙  พฤศจิกายน  ๒๕๓๕.    
         
         
    ทำไม     
         
๑. ทำไม  ไหว้พระต้องกล่าวคำไหว้ด้วย  ยกมือไหว้ เฉย ๆ ไม่ได้หรือ       
         
ตอบ  เพื่อแสดงความเคารพให้พร้อมทั้งกาย  วาจา  ใจ       
อธิบาย  เคารพด้วยกาย- กราบ , ไหว้     
  เคารพด้วยวาจา- กล่าวคำไหว้     
  เคารพด้วยใจ- ระลึกถึงคุณ     
         
๒. ทำไม  ไหว้พระ  ( พระสงฆ์ )  พระไม่ไหว้ตอบ       
         
ตอบ  นรกจะกินหัว  ( ตอบแบบชาวบ้าน )       
อธิบาย  ผู้ไหว้มีเพศเป็นคฤหัถ์  ไหว้ผู้ที่เคารพสูงสุดมีศีล  เป็นสมณะ  เพศต่างกัน       
  ถ้าสมณะเพศด้วยกัน  พระก็รับไหว้       
         
๓. ทำไม  ไหว้พระจึงจุดธูป  ๓  ดอก       
         
ตอบ  ธูป  ๓  ดอก  ไหว้พระคุณของพระพุทธเจ้า       
อธิบาย  พระพุทธเจ้ามีพระคุณโดยย่อ  ๓  ประการ คือ       
  ๑. พระมหากรุณาคุณ       
  ๒. พระปริสุทธิคุณ       
  ๓. พระปัญญาคุณ       
  ในบทสวดพระพุทธคุณ  ( อิติปิ โส )  แยกเป็นพระพุทธคุณ  ๙.      
         
๔.  ทำไม  ไหว้ศพจึงใช้ธูปดอกเดียว       
         
ตอบ  เพราะมีศพเดียว       
อธิบาย  การไหว้สิ่งใด  จุดธูปเท่าไร  แล้วแต่ความประสงค์ของผู้ไหว้  เช่น ไหว้พระภูมิ       
  เจ้าที่  ผีเรือน  เทวดา  บรรพบุรุษ  เป็นต้น       
         
๕.  ทำไม  จุดเทียนที่โต๊ะบูชาจึงใช้เทียน  ๒  เล่ม       
         
ตอบ  บูชาธรรม ๒ ประการ  คือ  โลกิยธรรม  และโลกุตตรธรรม       
อธิบาย  การจุดเทียนไหว้พระเล่มเดียว  หมายถึง  บูชาธรรมทั้งปวง  จำนวนของเทียน       
  ที่ต้องจุดจำนวนเท่าไร  เทียนมีกี่ประเภท  ( ดูรายละเอียดได้ในหนังสือเรื่องน่ารู้       
  ในศาสนพิธี  พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพพระครูสังฆรักษ์ ( โพล้ง )       
  อดีตเจ้าอาวาสวัดแลง  ระยอง  พ.ศ. ๒๕๓๑ )       
         
๖.  ทำไม  จึงใช้ดอกไม้บูชาพระ       
         
ตอบ  ดอกไม้ บูชาพระสงฆ์       
อธิบาย  ดอกไม้เป็นสัญลักษณ์ เป็นข้อเปรียบเทียบว่า  ดอกไม้มีหลายชนิด หลายสี       
  นำมาจากต่างถิ่นหลายที่  เมื่อนำมารวมกันในแจกัน  ทำให้มีระเบียบสวยงาม       
  เช่นเดียวกับพระสงฆ์  มาจากหลายถิ่น  หลายชาติตระกูล  เมื่อมารวมอยู่ในกรอบ       
  แห่งศีล  มีวินัย  จึงสวยงาม       
         
๗.  ทำไม  ต้องตั้งนะโม       
         
ตอบ  เพื่อความศักดิ์สิทธิ์  , ขลัง       
อธิบาย  บทนะโม  คือบทนอบน้อมพระพุทธเจ้า  ผู้เป็นศาสดาแห่งพระพุทธศาสนา       
  เรียกว่า  ยอดพุทธมนต์  เช่นเดียวกับพราหมณ์  จะสาธยายมนต์  ต้องขึ้นต้นว่า       
  " โอม "  มาจาก  อะ  อุ  มะ  เอ่ยพระนามเทพเจ้าทั้ง ๓ องค์       
๘.  ทำไม  พระพุทธรูปในโบสถ์  และโบสถ์  จึงหันหน้า ไปทางทิศตะวันออก       
         
ตอบ  หันไปทางทิศที่เป็นศรี       
อธิบาย  ตั้งตามแบบอย่างพระพุทธเจ้าปางตรัสรู้  ณ ควงพระศรีมหาโพธิ์  ผินพระพักตร       
  ไปทางทิศตะวันออก       
   ความเชื่อ  ทิศตะวันออก และทิศเหนือถือว่าเป็นทิศที่เป็นศรี เป็นมงคล      
  กินข้าว  ล้างหน้า  นอน  หันหน้า หันศีรษะไปทางทิศมงคล       
  ขับถ่าย  หันหน้าไปทางทิศตะวันตก  ทิศใต้       
         
 ๙.  ทำไม  งานมงคลต่าง ๆ จึงนิมนต์พระเป็นเลขคี่ ๕ , ๗ , ๙.  เป็นต้น       
         
ตอบ  ถือตามกันมาว่าเป็นมงคล       
อธิบาย  งานมงคลบางอย่างก็นิมนต์พระเป็นเลขคู่  เช่นงานแต่งงาน นิมนต์  ๑๐  รูป       
  เพราะ แบ่งให้ฝ่ายเจ้าบ่าวนิมนต์ ๕ รูป  ฝ่ายเจ้าสาวนิมนต์ ๕ รูป  หรือจะเป็น       
  จำนวนอื่น ๆ ก็ได้  ยกเว้น ๔ รูป  เพราะทำให้นึกถึงงานศพ  ใจสลดหดหู่       
   ความจริง  พระพุทธรูป  ต้องนับรวมด้วยเพราะเป็นประธานสงฆ์      
  ในที่นั้น  จะกลับกัน กลายเป็นคู่       
   บันไดบ้าน โบราณขั้นบันไดเป็นเลขคี่ ๓ , ๕ , ๗  ขั้น เป้นต้น      
  และห้ามหันทางลงด้านทิศตะวันตกด้วย  ปัจจุบันไม่ถือแล้ว       
         
 ๑๐.  ทำไม  งานศพ จึงนิมนต์พระ  ๔  รูป       
         
ตอบ  ถือตามกันมาว่าพระ  ๔  รูป  ใช้สวดผี  จนบางบ้านไม่ให้พระ  ๔  รูป เข้าบ้าน       
อธิบาย  ความหมายของคำว่า  " สงฆ์ "  ตามพระวินัย  หมายถึงพระภิกษุรวมกันตั้งแต่       
  ๔  รูป ขึ้นไป  ถ้า  ๒ - ๓  รูป  เรียก  " คณะ "  ไม่ครบองก์สงฆ์  โบราณหาพระยาก       
  กว่าจะรวมได้ครบองก์สงฆ์ ๔ รูป  สวดปาฏิโมกข์ อุปสมบท สวดกรรมต่าง ๆ       
  จึงมีกำหนดพระสงฆ์เป็นอย่างน้อยไว้       
   ความเชื่อ  อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา  เช่น  โบราณมีการเล่น      
  สวดกล่อมหอ  ใช้มาลัยสูตรมาสวดทำนอง  เรียกว่า  " สวดมาไลย "  ภายหลัง       
  มีคนเอามาสวดงานศพ เพื่อเป็นเพื่อนเจ้าภาพงานศพ  สวดมาไลยกล่อมหอ       
  จึงยกเลิกไป  เพราะทำให้นึกถึงงานศพ       
   พระอภิธรรม  ชาวบ้านเรียกกันว่า  สวดพระธรรม ๗ คัมภีร์  ก็มีที่มาจาก      
  พระพุทธเจ้าทรงเทศน์โปรดพุทธมารดา  เนื้อหา กล่าวถึง  " จิต   เป็นพระธรรม       
  ที่ละเอียดลึกซึ้งมาก ยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจ  เขาจึงคิดว่า  สวดให้ผีฟัง  จึงไม่       
  นำมาสวดในงานมงคล       
         
 ๑๑.  ทำไม  ต้องตั้งบาตรน้ำมนต์       
         
ตอบ  เพื่อให้พระทำน้ำมนต์       
อธิบาย  น้ำมนต์  เรียกเต็มว่าน้ำพระพุทธมนต์  พระพุทธมนต์เป็นบทที่พระสวดพระปริต       
  พระสูตร  ต่าง ๆ เนื้อหาล้วนเป็นสิ่งดี เป็นมงคล  ใช้ประพรมเพื่อขจัดปัดเป่าสิ่ง       
  อัปมงคล       
         
๑๒.  ทำไม  ต้องเอาใบไม้ หรือสิ่งของต่าง ๆ ใส่ลงในบาตรน้ำมนต์  และใช้อะไรบ้าง       
         
ตอบ  เพื่อเป็นสิริมงคล       
อธิบาย  ใบไม้  หรือสิ่งของที่ใส่ลงในบาตรน้ำมนต์  เป็นมงคล ๘ ทางฝ่ายพราหมณ์       
  โดยถือเอาชื่อที่เป็นมงคลบ้าง  เครื่องสระศีรษะบ้าง  เครื่องบำรุงรักษาบ้าง       
  ผลมะกรูด , ใบส้มป่อย  - เป็นเครื่องสระ  , ทำความสะอาด    
  แฝกหอม  - เครื่องบำรุงรักษา    
  ใบเงิน ใบทอง ใบนาค  - ทรัพย์สมบัติ  , ชึ่อ    
  ใบรัก  - รัก  งานแต่งงาน    
  เหรียญบาท  - ทำน้ำมนต์ธรณีสาร    เป็นต้น    
         
 ๑๓.  ทำไม  จึงใช้ใบหญ้าคา  เป็นที่พรมน้ำมนต์       
         
ตอบ  เป็นสิริมงคล  และขับไล่สิ่งอวมงคล       
อธิบาย  หญ้าคา เป็นที่รองนั่งของพระพุทธเจ้าในกาลตรัสรู้ เรียกมหาโพธิบัลลังก์       
  ชาวพุทธ ถือเป็นเครื่องกำจัดศัตรู เภทภัย โรคาพญามารต่าง ๆ       
   คติพราหมณ์  หญ้าคาเป็นที่รองรับหม้อน้ำอมฤตที่พระศิวะดื่ม      
  ใบทับทิม - ฝ่ายมหายาน  จีน ธิเบต  ถือเป็นมงคล  ใช้พรมน้ำมนต์  ใช้ติดตัว       
  ไปงานศพ กันผี       
  ใบมะยม - ขับไล่ผี  สะเดาะเคราะห์       
         
 ๑๔.  ทำไม  ต้องขึงสายสิญจน์       
         
ตอบ  สายสิญจน์ เป็นเส้นด้ายศักดิ์สิทธิ์       
อธิบาย  สิญจน์  แปลว่า น้ำ  สายสิญจน์ เป็นสายโยงให้ต่อเนื่อง - ติดต่อกันเหมือนน้ำ       
  ต่อเนื่องกันเริ่มต้นจากพระพุทธรูปเป็นประธานไปบาตรน้ำมนต์ตลอดจนพระสงฆ์       
  ขึงรอบบ้านงานทำบุญบ้านถึงศาลพระภูมิ หรือศาลเทวดา หรือที่ต้องการให้-       
  ต่อเนื่อง.  ให้สูงเหนือศีรษะ  ห้ามข้าม  งานศพไม่ขึงรอบบ้าน ผีเข้าออกบ้านไม่ได้       
   สายสิญจน์ที่ใช้งานศพ  ให้แยกต่างหากจากงานมงคลห้ามโยงต่อกับ      
  พระพุทธรูป  เพราะสายสิญจน์  ใช้เพื่อการต่อเนื่อง       
   ต้องการศึกษารายละเอียดดูหนังสือประเพณีโบราณไทยของอาจารย์-      
  ทองและคณะ  สำนักพิมพ์พิทยาคม กรุงเทพ. พิมพ์ พ.ศ. ๒๕๑๙ หน้า ๘ , ๙       
  หรือต้นฉบับบาลีดูในพระธรรมบท       
         
 ๑๕.  ทำไม  พระเทศน์ ต้องอาราธนา       
         
ตอบ  เพื่ออัญเชิญให้แสดงธรรม       
อธิบาย  ยึดแบบอย่างจากพระพุทธเจ้า    ในพุทธประวัติ  หลังจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว       
  อยากให้คนทั่วไปรู้บ้าง  แต่เกิดความท้อแท้ว่า  รู้ได้ยาก  จนกระทั่งท้าวสหัมสบดี -       
  พรหมต้องมาทูลอาราธนา  ( พรหมวิหารธรรม )  จึงทรงแสดงธรรมโปรดเวไนยสัตว์       
   นิสัยของมนุษย์ย่อมติดอยู่กับมานะ  ( ความถือตัว )  ไม่ต้องการให้ใคร      
  มาสอนโดยไม่ได้เชิญ  ไม่เต็มใจฟัง       
         
 ๑๖.  ทำไม  จึงใช้คำว่า  สวดมนต์บ้าง เจริญพระพุทธมนต์บ้าง       
         
ตอบ  สวดมนต์  - ใช่ในงานอวมงคล    
  เจริญพระพุทธมนต์  - ใช้ในงานมงคล    
อธิบาย  มนต์  คือบทสวด  มีทั้งของพุทธ พราหมณ์ และศาสนาต่าง ๆ       
   ไวพจน์ของคำว่า สวด มีหลายคำด้วยกัน  เช่น      
  สวด.  สวดมนต์ทำวัตร     
    สวดอภิธรรม  สวดสหัสนัย  สวดสังคหะ สวดธรรมจักร      
    สวดทำนองสรภัญญะ  เป็นต้น     
    ไหว้พระ สวดมนต์     
  สาธยาย  ท่องมนต์เพื่อท่องจำหรือทบทวน     
  ร่าย  ร่ายมนต์ คาถา  ร่ายเวทย์     
    ร่ายบทสรรเสริญเทพเจ้า     
  ท่อง  ท่องจำ ทบทวน     
  เสก  เสกมนต์คาถาเพื่อความศักดิ์สิทธิ์ , เสกน้ำพิพัฒนสัตยา     
         
 ๑๗.  ทำไม  ต้องกรวดน้ำ       
         
ตอบ  เพื่อส่งส่วนบุญ  อุทิศส่วนกุศล       
อธิบาย  น้ำ  มีลักษณะพิเศษ  คือตัดไม่ขาด  มีอยู่ทั่วฟ้าทั่วแผ่นดิน  ย่อมไหลไปรวมกัน       
  ใช้เป็นสื่อการต่อเนื่องติดต่อถึงกัน เป็นธาตุหนึ่งของชีวิต คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ       
   การหลั่งน้ำ มีประวัติมากมาย พอเป็นตัวอย่าง      
   - พระพุทธเจ้าชนะมาร  อ้างแม่ธรณี ประวัติธรณีบีบมวยผล       
   - พระเวสสันดร  มอบมัทรีแก่ท้าวสักกะแปลง       
   - พระเจ้าพิมพิสารกรวดน้ำให้เปรต       
   - พระนเรศวร  ประกาศอิสรภาพ       
   แต่กาลก่อน  การกรวดน้ำ  ใช้น้ำขันใหญ่  ขณะพระให้พรก็หลั่งน้ำลง      
  บนพื้นดินโดยตรง  ไม่นิยมเอามือรองน้ำ       
   ปัจจุบัน  มีที่รองรับน้ำก่อนแล้วเอาไปรินลงดินภายหลัง ไม่ใช่สาดทิ้ง      
  บางคน  ไม่ใช้น้ำกรวด  ก็ต้องใช้  น้ำใจ  ต้องมีกระแสจิตหรือสมาธิสูง  ใช้พลังจิต       
  อธิษฐานเอา       
   การกรวดน้ำ  นอกจากอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลแล้ว  ยังจัดว่าเป็นการ      
  แผ่เมตตา  อานิสงส์การแผ่เมตตามีมากปรากฏในบทสวดมนต์  ผู้มีเมตตาสูง       
  ต้องแผ่เมตตาทุกสรรพสัตว์ไม่จำกัดขอบเขตแม้แต่พญามารหรืออริศัตรู  และจัด       
  เป็นทานยอดเยี่ยม คือ อภัยทานด้วย       
         
 ๑๘.  ทำไม  แบ่งส่วนบุญแล้วจะมิหมดไปหรือ       
         
ตอบ  ไม่หมด  ยิ่งทวีมากขึ้น       
อธิบาย  เรื่องมิลินทปัญหา  พระนาคเสนวิสัชนาแก่พระยามิลินท์  การแบ่งส่วนบุญ       
  อุปมาเหมือนการจุดไฟต่อ ๆ กันไป  ยิ่งทวีมากขึ้น  เพิ่มทานความดีมากขึ้น       
         
 ๑๙.  ทำไม  ต้องกรวดน้ำให้มาร เจ้าเวรนายกรรม       
         
ตอบ  เพื่อไม่ให้มารมาแย่งส่วนบุญ  เป็นอุปสรรคไม่ถึงผู้รับ       
อธิบาย  มาร คือ เครื่องขวางกั้นความดี  มีกิเลศมาร  และเทวบุตรมาร  การแผ่เมตตา       
  ที่มีผลานิสงส์มาก  คือการเจริญเมตตาไม่จำกัดขอบเขตแม้ผู้ที่เป็นอริเป็นศัตรู       
  ผู้คิดร้ายอิจฉาริษยาต่อเรา  เจตนาให้เขามีความสุข  แทนที่จะคิดอาฆาตพยาบาท       
  จองเวรกันต่อไป       
         
 ๒๐.  ทำไม  ต้องบูชาข้าวพระพุทธ       
         
ตอบ  ถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์  ต้องถวายพระพุทธเจ้าก่อน       
อธิบาย  การถวายทานที่มีผลานิสงส์มากที่สุด  คือการถวายทานแด่พระอริยสงฆ์ มี       
  พระพุทธเจ้าเป็นประมุข  นั่นเป็นสมัยพุทธกาล  ปัจจุบันจึงถือเป็นธรรมเนียมด้วย       
   บูชาข้าวพระพุทธ  ไม่ใช่เซ่นไหว้  ต้องจัดอย่างถวายพระสงฆ์  ไม่ต้อง      
  จุดธูปเทียน  เริ่มบูชาข้าวพระพุทธเมื่อถึงพระสวดมนต์ถึงบทพาหุง  เริ่มตักบาตร       
  และลาเมื่อพระฉันเสร็จ  ไม่ทิ้งค้างไว้       
   เจ้าภาพ หรือผู้ร่วมทำบุญหลายท่าน  ต้องการให้มัคคทายกกล่าวนำ      
  บูชาข้าวพระพุทธก่อนที่จะถวายทานแด่พระสงฆ์  แต่อย่าลืมว่าภัตตาหารที่กล่าว       
  ถวายสงฆ์  เป็นคนละส่วนกับที่บูชาข้าวพระพุทธ       
   โบราณ  พระสงฆ์เองก่อนที่จะฉันภัตตาหารก็บูชาข้าวพระพุทธ  แล้ว      
  กล่าวคำลาก่อนจึงพิจารณาอาหารบิณฑบาต  ( เสสัง มังคลัง ) นั้น แล้วจึงฉันได้       
         
 ๒๑.  ทำไม  ต้องตั้งศาลพระภูมิ       
         
ตอบ  เพื่อปกป้องรักษา  คุ้มครองบ้านเรือนและคนในบ้าน       
อธิบาย  พระภูมิ  มีหลายอย่าง  เช่น  พระภูมิบ้าน พระภูมินา  เป็นเทพและบรรพบุรุษ       
  ไหว้พระภูมิด้วยดอกไม้ธูปเทียนทำได้ทุกเวลา  แต่การบูชาหรือถวายข้าวพระภูมิ       
  ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับพระ  คือถวายได้ช่วงเช้าถึงเที่ยง  และของถวายเช่นเดียว       
  กับพระ เช่นเว้นสุรา       
  เจ้าที่  แยกต่างจากพระภูมิ  แต่เรามักเรียกรวมกันว่า  พระภูมิเจ้าที่  เจ้าที่ใช้คำว่า       
  เซ่น ไหว้  คือมีสุราอาหารผักพร่าปลายำ และไม่จำกัดเวลา       
  ศาลเทวดา  เจ้าพิธีจะช่วยจัดการสร้างศาลเทวดาขึ้นชั่วคราว  แล้วแต่เจ้าพิธี       
  จะจัดตั้งเกี่ยวกับงานใด  เช่น ขึ้นบ้านใหม่  โพยภัยพิบาท  ( อภิไธยโพธิบาท )       
  แต่ส่วนใหญ่  จะไม่ทิ้งเทพทั้ง ๓  คือพรหม ศิวะ พระนารายณ์  และท้าวจตุโลก -       
  บาล  คือเทพผู้ประจำทิศทั้ง ๔  และอื่น ๆ  มีทั้งบูชา เซ่น ไหว้ เชิญ และส่ง       
   ตั้งศาลเทวดา  เจ้าพิธีจะโยงสายสิญจน์ต่อเนื่องถึงบ้าน ถึงพระ      
  พระสวดมนต์มีชุมนุมเทวดามาฟังธรรม และเชิญกลับ       
         
 ๒๒.  ทำไม  ผู้หญิงประเคนพระ  ต้องวางบนผ้าที่พระรับ       
         
ตอบ  เพราะพระไม่รับด้วยมือ       
อธิบาย  วินัยสิกขา  มีข้อห้ามภิกษุจับต้องกายหญิง  พุทธบัญญัติเพื่อตัดกิเลสกาม       
  ลักษณะการประเคน  มีบัญญัติไว้ในพระวินัย  รวมทั้งสิ่งที่ต้องประเคน       
  และไม่ต้องประเคน       
         
 ๒๓.  ทำไม  พระไม่ฉันข้าวเย็น  ( เวลาเย็น )       
         
ตอบ  ผิดวินัย       
อธิบาย  การตัดอาหารมื้อเย็น  คือการตัดกำลัง ตัดภาระ  เพื่อให้เป็นเครื่องกั้นกิเลสกาม       
  พระภิกษุ  สามเณร  อุบาสก  อุบาสิกา  ( แม่ชี คือ อุบาสิกา )  มีศีล มีวินัยบัญญัติ       
  งดอาหารของเคี้ยวของฉัน  ตั้งแต่เที่ยงวันถึงรุ่งอรุณยกเว้นบางอย่าง เช่นเภสัช       
  ( ดู กาลิก ๔ ในวินัย )       
         
 ๒๔.  ทำไม  ต้องบวช       
         
ตอบ  ทดแทนคุณพ่อแม่  ( ตอบแบบชาวบ้าน )       
อธิบาย  บวช  แปลว่า  ละ หรือเว้น  คือเว้นจากการครองเรือน เว้นจากความชั่ว  ตรงข้าม       
  กับคำว่า ฆราวาส หรือ คฤหัสถ์. แปลว่า ผู้ครองเรือน       
   นอกจากเว้นจากการครองเรือน เว้นจากความชั่วแล้ว  ต้องปฏิบัติดี      
  ปฏิบัติชอบ ในบทสังฆคุณ คือ สุปฏิปันโน  มีศีล มีวินัย เป็นสมณเพศ  หรือ       
  เพศบรรพชิต       
   แต่ก่อน บวช เรียกรวมกันว่า บวชเรียน  ชายไทยสมัยก่อนมีโอกาส      
  ได้เรียนเฉพาะในวัด ผู้หญิงมีโอกาสเรียนได้ในวัง  ไม่มีโรงเรียนสำหรับชาวบ้าน       
  วัดจึงเป็นสถานศึกษา  ผู้บวชเรียนแล้วสึกมา เรียกว่า ทิด  ย่อมาจาก บัณฑิต       
  แปลว่า  ผู้รู้       
         
 ๒๕.  ทำไม  ผู้หญิงบวชพระไม่ได้       
         
ตอบ  เพราะไม่มีพระผู้หญิง  ( ในปัจจุบัน )       
อธิบาย  ครั้งพุทธกาลมีพระผู้หญิง  เรียกภิกษุณี  บวชได้ยาก  มีขั้นตอนมากมาย       
  เช่น  ต้องรับ คุรุธรรม ๘ ประการ  ต้องบวชด้วยสงฆ์ ๒ ฝ่าย คือภิกษุสงฆ์       
  และภิกษุณีสงฆ์  ก่อนบวชต้องประพฤติพรหมจรรย์ คือถือศีล ๖ ให้ครบ ๒ ปี       
  ล่วงศีล ให้นับเริ่มต้นใหม่  ขณะนั้น เรียก  " สิกขมานา "       
   พระประสงค์ของพระพุทธเจ้าที่ทรงแสดงแก่พระอานนท์ ตอนที่ทูลขอ      
  ให้พระนางปชาบดีโคตมีได้บวช  ไม่ต้องการให้มีภิกษุณี  เพราะหญิงกับชาย       
  เป็นอุปสรรคต่อพรหมจรรย์       
   ปัจจุบัน  ใครเรียกตนเองว่า  ภิกษุณี หรือ พระผู้หญิง  จงโปรด      
  ใช้วิจารณญาณ       
         
 ๒๖.  ทำไม  พระต้องห่มเหลือง       
         
ตอบ  เป็นพระต้องห่มผ้าเหลือง       
อธิบาย  ผ้าเหลือง  ความจริงคือผ้ากาสาวพัสตร์  กาสาวะ  แปลว่า  ผ้าย้อมด้วยน้ำฝาด       
  ไม่เป็นสีเหลืองโดยตรง  แต่เป็นเหลืองหม่นไม่มีสีสดใส       
   ความประสงค์  เพื่อไม่ให้ติดในรูป  และรส กลิ่น เสียง  พระวินัย  ห้าม      
  พระแต่งกายอย่างคฤหัส  เช่น  ไม่นุ่งกางเกง  ให้ปลงผม  โกนคิ้ว  ตัดความสวย -       
  งามในรูป.       
         
 ๒๗.  ทำไม  ต้องใส่ฝาบาตร       
         
ตอบ  เป็นธรรมเนียม  ทำบุญตักบาตรแล้ว  ให้มีของใส่ฝาบาตรด้วย       
อธิบาย  ปัจจุบัน  ของใส่ฝาบาตร  เป็นของที่เก็บข้ามวันได้       
   ประวัติ  เรื่องนางวิสาขา  เป็นต้นกำเนิดการใส่ฝาบาตร      
  เมื่อนางวิสาขาแต่งงาน  แยกครอบครัวเป็นเอกเทศจากพ่อแม่  ไปอยู่บ้านสามี       
  พ่อแม่แบ่งสมบัติให้พร้อมทั้งวัวควาย ข้าทาสบริวาร  นางต้องการแต่พอควร  แต่       
  วัวควาย ข้าทาสบริวารตามไปมากเกินไป  แม้ร้องว่าพอแล้ว  ก็ยังเพิ่มอีกจนล้น       
         
  เนื่องจากผลานิสงส์ในอดีตชาติ  นางวิสาขาทำบุญตักบาตรแก่พระภิกษุสงฆ์       
  สมัยกัสสปะพระพุทธเจ้า  แม้เต็มบาตรแล้ว  ก็ยังขอให้หงายฝาบาตรใส่ลงไปอีก       
  อังคาสพระภิกษุสงฆ์จนล้นเหลือ  จึงทำให้ได้สมบัติอย่างล้นเหลือ       
   ฉะนั้น  การทำบุญตักบาตร  เจ้าภาพจึงนิยมใส่ฝาบาตรด้วย      
         
 ๒๘.  ทำไม  ห้ามล้างบาตรเทในบ้าน       
         
ตอบ  จะทำให้บ้านแตกสาแหรกขาด  บ้านร้าง  ( ความเชื่อ )       
อธิบาย  เมื่อทำบุญตักบาตรแล้ว  ของในบาตรเป็นของพระ  คนไทยไม่เอาของวัดของพระ       
  แม้แต่เดินเข้าวัดทำบุญ  เวลากลับบ้านเดินออกจากวัด  ดินทรายติดเท้าออกมา       
  ยังต้องนำไปคืนชดเชย  คือพิธีขนทรายเข้าวัด  ก่อเจดีย์ทราย       
   ไสยศาสตร์  เรื่องคุณไสย  มีการกระทำเมื่อต้องการให้บ้านใดร้าง      
  ก็เอาบาตรเก่า บาตรดินแตกไปทำพิธีทิ้งในบ้านนั้น  โบราณแก้คุณไสย ล้าง       
  อาถรรพ์  โดยการทำบุญอภิไทโภธิบาทว์  หรือพลิกแผ่นดินมอบถวายวัด สวดถอน               
 ๒๙.  ทำไม  ต้องเวียนเทียน       
         
ตอบ  เพื่อแสดงการบูชา  เป็นบุญ  เป็นสิริมงคล       
อธิบาย  เวียนเทียนวันสำคัญ เช่น  วันมาฆบูชา  วิสาขบูชา  อาสาฬหบูชา  เดินเวียนขวา       
  ( เดินตามเข็มนาฬิกา ) รอบอุโบสถ       
   เวียนเทียนโดยการนั่ง  ส่งเทียนต่อรอบสิ่งที่เวียน  เช่นเวียนเทียน      
  บายศรีสู่ขวัญทำขวัญนาค  นั่งหันหน้าสู่นาคส่งเทียนแว่นฟ้าไปทางซ้ายมือของตน       
   การเวียนขวา  ทำปทักษิณ  ถือเป็นการแสดงความเคารพ  เช่นศิษย์      
  เรียนจบในสำนักตักศิลา  ลาอาจารย์ ก็เดินปทักษิณ ๓ รอบ       
   การเวียนซ้าย  ทำในพิธีอวมงคล  เวียนศพขึ้นสู่เมรุ      
         
         
 ๓๐.  ทำไม  แห่นาคเข้าโบสถ์  จึงไม่ให้นาคเหยียบธรณีประตู  และให้นาคใช้มือแตะขอบบนประตูด้วย       
         
ตอบ  ถ้าเหยียบธรณีประตูโบสถ์  จะทำให้ผู้บวชมีศีลด่างพร้อย  ต้องแหกพรรษาสึก      
  ถ้าตบขอบประตูด้านบน  ผู้บวชจะเรียนได้สูง เป็นสมภารเจ้าวัด       
อธิบาย  ธรณีประตู  ไม่ว่าจะเป็นโบสถ์หรือบ้าน  แต่โบราณไม่เหยียบให้สึกกร่อน คดงอ      
  แตกหัก หรือสดุดหกล้มได้  จึงให้ข้ามไป  ปัจจุบัน  ประตูบ้านอาจไม่มีธรณีประตู       
   การให้นาคตบขอบประตูโบสถ์ด้านบน  เป็นความเชื่อว่าผู้บวชจะได้      
  ศึกษาพระธรรมวินัย  ปฏิบัติธรรมจนได้ขั้นสูง  แต่ผู้เขียนยังหาเหตุผลไม่พบ       
   ข้อนี้  มีความเห็นตรงข้ามว่า  ไม่ควร  เช่น  ถ้าโบสถ์สูงใหญ่จะทำ -      
  อย่างไร  หรือ  ควรแสดงความเคารพสถานที่มากกว่า  แม้ก่อนเข้าโบสถ์ยังต้อง       
  วันทาเสมา  ( เขตแดน )  นอกจากนั้นการแห่แหนนาคจากบ้านมาวัด จะด้วยช้าง       
  ม้า นั่งรถ นั่งเสลี่ยงคานหาม  เป็นการแสดงความยินดีแก่นาคและเจ้าภาพ พอ       
  เห็นด้วย  แต่เมื่อเข้าเขตพัทธสีมาแล้ว  ควรสำรวมแสดงความเคารพจะดีกว่า       
         
   ๓๑.  ทำไม  ต้องทำขวัญนาค       
         
ตอบ  เพื่อเรียกขวัญ  บำรุงขวัญ  เป็นสิริมงคล       
อธิบาย  ประเพณีการทำขวัญมีหลายอย่าง  เช่น  ทำขวัญข้าว  รับขวัญวันกลับสู่เหย้าเรือน       
  แต่ละภาคแต่ละถิ่นอาจมีพิธีต่าง ๆ กัน       
   ทำขวัญนาค  นอกจากเชื่อว่าบำรุงขวัญเป็นสิริมงคลแล้ว  ยังเป็นโอกาส      
  ให้ผู้ทำขวัญกล่าวสอนนาคให้ระลึกถึงคุณพ่อแม่  และการปฏิบัติตัวขณะบวช       
  เพราะเมื่อบวชแล้วไม่มีโอกาสที่จะสอนได้  อาจใช้วิธีพระเทศน์แทนทำขวัญก็ได้       
         
 ๓๒  ทำไม  ตักบาตรต้องถอดรองเท้า       
         
ตอบ  เป็นการแสดงความเคารพ       
อธิบาย  พระ ไม่สวมรองเท้าบิณฑบาต  ถ้าผู้ตักบาตรสวมรองเท้า  จะอยู่ในที่สูงกว่าพระ       
  ไม่เป็นการแสดงความเคารพ       
   ฉะนั้น  ในเรื่องนี้อาจยืดหยู่นได้โดยไม่เสีย  " คารวตา "  คือจัดที่ให้พระ      
  ยืนรับบาตรบนที่สูง  หรือผู้ตักบาตรอยู่บนพื้นดินสกปรก  เป็นต้น       
         
 ๓๓.  ทำไม  เข้าวัด  เข้าโบสถ์ต้องถอดหมวก       
         
ตอบ  ไม่ถอดหังจะล้าน       
อธิบาย  การถอดหมวก เป็นการแสดงความเคารพ  รวมทั้งลดร่มกันแดด  ยกเว้นกันฝน       
  การลดกลดหรือสัปทน  หรือไม่โพกศีรษะ       
         
 ๓๔.  ทำไม  ตักบาตร ห้ามใช้ทัพพีเคาะบาตร       
         
ตอบ  เป็นอัปมงคล       
อธิบาย  การทำบุญตักบาตร ต้องทำด้วยความเคารพ  การใช้ทัพพีเคาะบาตรเมื่อข้าวสุก       
  ติดทัพพี  อาจมีผลดังนี้       
   - ภาชนะ  คือบาตรอาจบุบบู้บี้  หรืออาจสนิมบาตรหลุด  ยิ่งเป็นบาตรดินอาจแตก       
   - ทัพพีอาจหัก งอ       
   - เป็นการฟ้องความไม่ดีของตนเอง ที่หุงข้าวไม่เป็น ข้าวแฉะ เป็นต้น       
   ถ้าข้าวติดทัพพีจริง ๆ ควรใช้ด้ามทัพพีเคาะกับฝ่ามือตนเอง  หรือยอม      
  เคาะกับปากขันข้าวตนเองจะได้รู้ว่า ผลเป็นอย่างไร       
         
 ๓๕.  ทำไม  ดอกไม้บูชาพระจึงห้ามดมก่อน       
         
ตอบ  จะได้แต่งงานกับพ่อม่าย แม่ม่าย       
อธิบาย  สิ่งที่จะนำไปถวายพระ  บูชาพระ  เช่นอาหาร ต้องไม่ใช่ของเหลือเดน       
  ( ดูประวัติเรื่องกากสูร )  กินของที่จะถวายพระ  เป็นบาป  มีวิบากกรรม       
         
 ๓๖.  ทำไม  พระพุทธรูปปางไสยาสน์  จึงนอนตะแคงขวา       
         
ตอบ  นอนแบบสีหไสยาสน์       
อธิบาย  พระพุทธเจ้า  เป็นผู้ตื่นเสมอ ไม่หลับแม้อยู่ในอิริยาบทที่ ๔  เป็นการพักผ่อน       
  หรือปางดับขันธปรินิพพาน       

   พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องการนอนมี ๔ แบบ      
  ๑.  นอนแบบสีหไสยาสน์       
   นอนตะแคงขวา  ด้านขวามืออยู่ล่าง  กำหนดซ้ายขวาดังนี้  ถ้าเรา -      
  นอนหงาย  แล้วพลิกตัวไปทางซ้าย เรียกตะแคงซ้าย  ถ้าพลิกตัวไปทางขวา เรียก       
  ตะแคงขวา  เท้าซ้ายจะทับเท้าขวา  ที่เรียกชื่อนอนแบบสีหไสยาสน์ เพราะอุปมา       
  ดุจราชสีห์นอน  ราชสีห์ เมื่อกินอาหารแล้วกลับมานอนในถ้ำ จะพิจารณาก่อนนอน       
  ว่าตนนอนอยู่ตรงไหน นอนอย่างไร ถ้าเมื่อตื่นขึ้นเห็นสิ่งของเกลื่อนกล่นด้วยอวัยวะ       
  ไปถูกต้อง  จะนอนต่อ  จนกว่าอิริยาบทจะสงบ  นอนแบบพระ พิจารณาก่อนนอน       
  ขณะนอน  กำหนดจิต  กำหนดเวลาตื่นเพื่อปฏิบัติธรรม       
  ๒.  นอนแบบกามโภคี       
   นอนอย่างกษัตริย์  พ่อค้าวานิช ผู้ประกอบกิจการงานทั่วไป นอนตะแคง      
  ซ้าย  เก็บหัวใจไว้ด้านล่างปกปิดหัวใจเพื่อความปลอดภัยพ้นอันตราย พร้อมจะลุก       
  ขึ้นต่อสู้  พร้อมตื่นขึ้นมาเพื่อประกอบกิจการงาน       
         
  ๓.  นอนแบบติรัจฉานไสยาสน์       
   นอนแบบสัตว์เดรัจฉาน  นอนคว่ำงอตัว นอนคุดคู้  นอนคว่ำกางแขนขา      
  นอนตะแคงงอตัวมือสอดขาหนีบ  เป็นต้น  ไม่พิจารณาการนอน ไม่กำหนดเวลา       
  นอนและเวลาตื่น       
  ๔.  นอนแบบเปตไสยาสน์       
   นอนแบบเปรต  คือนอนเกลื่อนกล่น เช่นนอนหงายกางแขนขา นอนกรน      
  นอนน้ำลายไหล  นอนตาไม่หลับ  เป็นต้น       
         
 ๓๗  ทำไม  พระพุทธรูปปางไสยาสน์ วัดป่าประดู่ ระยอง นอนตะแคงซ้าย       
         
ตอบ  นอนแบบพระมหาธรรมราชา  ( นอนแบบที่ ๒ )       
อธิบาย  ผู้เขียนเคยกราบเรียนขอความเห็นจากพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระโสภณ -       
  ธรรมคณี  เจ้าอาวาสวัดป่าประดู่ รูปปัจจุบัน  ท่านให้ความเห็นไว้หลายประการ       
   ๑. เป็นเจตนาของผู้สร้างโดยตรง  ( จะเจตนาอย่างไรไม่ทราบได้ )      
   ๒. สถานที่บังคับ  คือเมื่ออยู่ทิศเหนือ  หันพระเศียรด้านทิศตะวันออก      
  หันหน้าสู่วัด สู่ลานวัด  จะต้องนอนตะแคงซ้าย       
   ๓.  เป็นพระปางโปรดอสุรินทราหู  อสุรินทราหูคิดว่าตนนั้นร่างกายใหญ่      
  โต  พระพุทธองค์จึงเนรมิตกายให้ใหญ่โตกว่า  จนต้องนอนพูดกับอสุรินทราหู       
   ๔.  ปางแสดงยมกปาฏิหาริย์  ดูเรื่องยมกปาฏิหาริย์ในธรรมบท      
   ถ้าได้ศึกษาศิลปโบราณของวัดป่าระดู่  แม้ย้ายมาจากวัดเก๋ง ( เขต -      
  โรงพยาบาลระยอง )  แต่ศิลปะต่าง ๆ เป็นเช่นเดียวกับสมัยกรุงศรีอยุธยา เช่น       
  พระพุทธรูปปางปาลิไลยกะ  พระปางสมาธิ  พระปางไสยาสน์ ขนาดใหญ่       
  นอกจากนั้นยังมีพระพุทธรูปเล็ก ๆ แกะด้วยไม้ กะไล่เงิน กะไหล่ทอง  ลวดลาย       
  เป็นพระทรงเครื่อง  ( พระมหาธรรมราชา )  สมัยพระราชอริยคุณาธารเป็นเจ้า -       
  อาวาส  ผู้เขียนเป็นสามเณร  ได้ช่วยบูรณะพระปางปาลิไลยกะสร้างวิหารครอบ       
  ขุดดินหน้าฐานพระ  พบเบี้ยหอยที่ผุแล้ว  พบเงินพดด้วงหลายชนิด พบเครื่องถ้วย       
  ชามเบญจรงค์  และลายจีน       
   วัดป่าประดู่ระยอง  ยังมีของแปลกอีกมาก  เช่น ต้นสนหอม  ไม้สนมี       
  เนื้อหอม ถูกถากไปทำยาตายแล้ว  ตาลขด  ต้นตาลขดเป็นวงกลมได้รอบครึ่ง       
  ตายแล้วเหลือแต่ซากปรากฎอยู่  ให้รีบไปดูก่อนที่จะสูญ       
         
 ๓๘.  ทำไม  ไหว้ครูต้องใช้หญ้าแพรก ดอกมะเขือ       
         
ตอบ  เพื่อความสวัสดี  เจริญงอกงามด้วยสติปัญญาความรู้       
อธิบาย  ผู้ที่ร่ำเรียนย่อมมีครู  พิธีไหว้ครูของนักเรียนปัจุบันมีเพียงพานไหว้ครู       
  ส่วนโบราณมีพิธีไหว้ครูแต่ละประเภทครู เช่นหมอรักษาโรคไหว้หมอชีวกโกมารภัต       
  หมอดู ไหว้พิเภก  ศิลปะแขนงต่าง ๆ ไหว้พระพิคเณศร์  ครูมวยไทย เป็นต้นก็ไหว้       
  ครูของตน  ฉะนั้นพิธีไหว้ เครื่องไหว้ย่อมแตกต่างกัน  แต่ที่เหมือนกันคือนิยม       
  ไหว้ครูในวันครู  ( วันพฤหัสบดี )       
   สัญลักษณ์      
  หญ้าแพรก  - ความเจริญงอกงาม ( หญ้าแพรกเมื่อได้น้ำฝน    
      จะแตกกอเจริญงอกงาม )    
  ดอกมะเขือ  - ความสำเร็จ  จากดอกออกผล    
  ข้าวตอก  - เฟื่องฟู , เจริญ    
  ดอกไม้ , ธูปเทียน  - เครื่องบูชา  แสดงความเคารพอย่างสูง    
  ขนมต้มขาว - ต้มแดง  - หวานนอก หวานใน  ( นอกคือกาย วาจา ในคือใจ )    
  มะพร้าวอ่อน  - สิริมงคล  น้ำมะพร้าวบริสุทธิ์    
  บายศรี  - สิริมงคล  เครื่องสิริมงคลอย่างสูง  ชั้น  ภพ    
  ไข่ขวัญ  - ไข่ยอดบายศรี  พรหมเกิดจากไข่    
  หมู  เป็ด  ไก่  - อาหาร  เครื่องเซ่นสังเวย    
  เหล้ายาปลาปิ้ง  - เครื่องเซ่น  อยู่นอกพิธีมงคล    
         
 ๓๙.  ทำไม  ต้องลอยกระทง       
         
ตอบ  ขอขมาแม่คงคา       
อธิบาย  ประเพณีลอยกระทงของไทย  ตรงกับวันเพ็ญเดือน ๑๒  เดือน ๑๑ น้ำนอง        
  เดือน ๑๒ น้ำทรง  เดิมเป็นพิธีพราหมณ์  พิธีลอยบาป       
   สมัยสุโขทัย  นางนพมาศ  ประดิษฐ์เป็นรูปดอกบัว  คำบูชากระทงลอย      
  ประทีป  จากคำแปล  การลอยกระทงเพื่อบูชารอยพระพุทธบาทที่ประดิษฐานอยู่       
  บนฝั่งแม่น้ำนัมทานที  เป็น ๑ รอย ใน ๕ รอยพระพุทธบาท       
   สรุป การลอยกระทงมีจุดประสงค์     
   - ขอขมาแม่คงคา ที่ได้ทำสกปรก ล้าง ขับถ่ายทิ้งไว้     
   - ไหว้แม่คงคาที่มีคุณต่อตน     
   - ลอยความทุกข์ความเศร้าโศกโรคภัยทิ้งไปกับสายน้ำ     
   - บูชาลอยพระพุทธบาท     
   การเผาเทียนเล่นไฟ  ก็คือการบูชาด้วยประทีปนั่นเอง      
         
 ๔๐.  ทำไม  ลอยกระทงต้องใส่เหรียญลงไป       
         
ตอบ  เพื่อเป็นพุทธบูชา  " อามิสบูชา "       
อธิบาย   บางแห่งใช้ด้ายขาวผูกเป็นกากบาท ตีนกา  ใส่ลงไปด้วย  มีประวัติ      
  เรื่องกาขาวประกอบ       
         
 ๔๑.  ทำไม  เวลาเกิด เรียก เวลาตกฟาก       
         
ตอบ  สมัยก่อนคลอดลูกลงบนพื้น  พื้น เรียก ฟาก       
อธิบาย  ศัพท์  แต่ละยุคสมัย  แต่ละท้องถิ่นอาจเรียกชื่อต่าง ๆ กัน  เช่น       
   หมอตำแย - หมอทำคลอด  สูติแพทย์    
   นอนกระด้ง - กระด้ง คือภาชนะที่สานด้วยไม้ไผ่ขนาดใหญ่    
     ประมาณ ๒ ศอก วงกลม มีขอบ ใช้ฝัดข้าว    
   นอนแคร่ - แคร่ คือเตียงนอน ทำด้วยไม้ไผ่หรือไม้หมาก    
     มารดาคลอดบุตรอยู่ไฟ  นอนบนแคร่    
   อยู่ไฟ - มารดาหลังคลอดลูกใหม่ ๆ จะสุมไฟไว้ข้างแคร่    
     เพื่อให้ความอบอุ่น ให้มดลูกเข้าอู่    
  พิธีเรื่องการเกิดยังมีอีกมาก       
         
 ๔๒.  ทำไม  ต้องโกนผมไฟ       
         
ตอบ  ผมแรกเกิดไม่บริสุทธิ์  ติดน้ำคร่ำ       
อธิบาย  ลักษณะของเส้นผม  เมื่อโกน หรือตัดออก  ย่อมงอกยาวขึ้นใหม่       
   เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ  พระภิกษุพิจารณาเป็นไตรลักษณ์      
         
 ๔๓.  ทำไม  ต้องไว้จุก ไว้แกละ       
         
ตอบ  ให้เลี้ยงง่าย  ไม่ป่วยไข้       
อธิบาย  ธรรมเนียมพราหมณ์นิยมไว้ผม  ถ้าใครโกนผมถือว่าเนียดจัญไร  เช่นเดียวกับ       
  พระเจ้าสุทโธทนะ  ตัดพระทัยว่าเจ้าชายสิทธัตถะไม่กลับแล้วเพราะโกนผม       
         
 ๔๔.  ทำไม  ต้องตัดจุก       
         
ตอบ  แสดงว่าเริ่มเข้าวัยหนุ่มสาว       
อธิบาย  เดิม การไว้จุก ตัดจุกเป็นพิธีพราหมณ์  การตัดจุกในพระราชพิธีเรียกพิธีโสกันต์       
  พิธีพราหมณ์เอาเส้นผมถวายเทพของพราหมณ์ มีพระศิวะ พระนารายณ์ เป็นต้น       
  ชาวพุทธ เจ้าพิธีจะแบ่งจุกเป็น ๓ ปอย กล่าวคำถวาย บูชาพระรัตนตรัย       
         
 ๔๕.  ทำไม สู่ขอหญิง พ่อแม่ฝ่ายหญิงต้องเรียกเงินด้วย       
         
ตอบ  เป็นค่าน้ำนมข้าวป้อน       
อธิบาย  การสู่ขอ  ไม่ใช่ "ขอ "  การเรียกสินสอดทองหมั้น  เพื่อ       
  - ดูแรงแห่งความรักของฝ่ายชาย  จึงเรียกแต่พอฐานะ      
  - เพื่อนำไปใช้จ่ายในการจัดงานสมรส      
  - เพื่อมอบเป็นทุนในการครองเรือน      
  - เพื่อความมั่นใจว่าฝ่ายชายสามารถเลี้ยงดูลูกสาวของตนได้      
         
 ๔๖.  ทำไม  แหวนหมั้นต้องสวมนิ้วนาง       
         
ตอบ  เป็นนิ้วที่สมควรสวมแหวนเครื่องประดับแก่นาง       
อธิบาย  นิ้วนาง  เป็นนิ้วที่มีกำลังน้อย แต่คอยช่วยเหลือนิ้วอื่น  เรียก  " อนามิกา "  ไม่       
  แข็งแรงเช่นนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้  ส่วนนิ้วก้อย  ก็เล็กอ่อนแอเกินไป       
   ความเชื่อ  แหวนหมั้นที่ฝ่ายชายสวมให้ฝ่ายหญิง  ห้ามผู้อื่นถอด      
  นอกจากฝ่ายหญิงจะถอดเอง  และไม่นิยมใช้ทุกวัน นิยมเก็บไว้เป็นสมบัติของ       
  ตระกูล       
         
 ๔๗.  ทำไม  สินสอดทองหมั้น บางรายต้องเรียกเรือนหอด้วย       
         
ตอบ  เพื่อให้คู่บ่าวสาวอยู่เป็นเอกเทศ  แยกครอบครัวอย่างอิสระ       
อธิบาย  เรือนหอ  คือเรือนที่ฝ่ายชายปลูกสร้างขึ้นเพื่อความพร้อมในการมีครอบครัวใหม่       
  เมืองไทย เป็นเมืองเกษตรกรรม นิยมทำเรือกสวนไร่นาเลี้ยงสัตว์  จึงแยกออกไป       
  ประกอบอาชีพเป็นของครอบครัวใหม่ด้วย       
         
 ๔๘.  ทำไม  ต้องเฝ้าหอ  และมีสวดกล่อมหอ       
         
ตอบ  เฝ้าหอ  คือรอเจ้าสาวจนกว่าจะได้ฤกษ์ส่งตัว       
อธิบาย  ปัจจุบัน  การเฝ้าหอไม่นิยมแล้ว  ยิ่งสวดกล่อมหอด้วยแล้วยิ่งยกเลิกไปเลย       
  เพราะการเรียกสินสอดทองหมั้นด้อยเรือนหอนั้น  เป็นการยากสำหรับฝ่ายชาย       
  ที่มีฐานะไม่ร่ำรวย  และเรื่องการสวดกล่อมหอด้วยยิ่งต้องยกเลิก เพราะบทสวด       
  กล่อมหอแต่ดั้งเดิมคือสวดมาไลย์  สวดเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวแก้เหงา  ภายหลัง       
  นำบทสวดมาไลย์นั้นมาสวดในงานศพ จึงให้นึกถึงงานอวมงคล จึงยกเลิก       
   เรื่องขุนช้างขุนแผน ซึ่งได้รับยกย่องว่าเป็นเรื่องยอดเยี่ยมทางวัฒนธรรม      
  ไทย  พลายแก้วปลูกเรือนหอมีห้าห้องฝากระดาน  คือเรือนทรงไทยสมัยอยุธยา       
  และต้องเฝ้าหอรอพิมพิลาไลยอยู่ถึง ๗ วัน กว่าจะได้ฤกษ์ส่งตัว       
         
 ๔๙.  ทำไม  ในขบวนขันหมากจึงมีสิ่งของมากมาย       
         
ตอบ  แสดงฐานะของเจ้าบ่าว       
อธิบาย  ขันหมากมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่ฐานะของเจ้าบ่าว  อย่างไรก็ตาม  จะแยก       
  ประเภทได้เพียง ๔ ประเภท คือ       
   ๑. สินสอด  สมบัติ อาจเป็นเครื่องเพชรเงินทองของมีมูลค่าเก็บไว้      
  เป็นทุนและเกื้อหนุนการประกอบอาชีพ  แม้แต่ เกวียน โค ข้าทาสบริวาร       
         
  อย่างเช่นเรื่อง นางวิสาขา ธิดาของธนัญชัยเศรษฐี เป็น อาวาหะ หญิงไปครอบ -       
  ครัวฝ่ายชาย       
   ๒. เครื่องมงคล เครื่องไหว้  เช่นขันหมาก  สัญลักษณ์ในขันหมาก      
  คือหมากพลู ใบรัก ห่อหมก เป็นต้น       
   ๓. สิ่งของที่เตรียมไปเพื่อการประกอบอาชีพต่อไป  เช่น ถั่ว งา มัน      
  สับปะรด  เถ้าแก่ของพลายแก้วใช้สำนวนการสู่ขอว่า         
  " จะขอพันธุ์ฟักแฟงแตงน้ำเต้า ที่ออเจ้าไปปลูกในไร่ข้า "  
  บางท้องถิ่น มีไก่คู่ หมูเป็น       
   ๔. เสบียงอาหาร  ขนมนมเนย  อาหารที่ให้แขกเหรื่อรับประทานได้ทันที      
  กับอาหารที่สามารถเก็บไว้ได้  ขนม นิยมแจกให้แขกทั้งสองฝ่ายเพื่อแสดงถึง       
  การเป็นผู้ให้ สังคหะวัตถุ  ไม่ใช่ฝ่ายเจ้าบ่าวเจ้าสาวเก็บไว้เองทั้งหมด       

 ๕๐.  ทำไม  ขบวนขันหมากต้องมีอ้อย       
         
ตอบ  เป็นสัญลักษณ์ซุ้มประตูวิวาห์  อ้อย หวาน       
อธิบาย  กล้วย อ้อย ถั่ว งา  เป็นพืชมงคล  ใช้ในงานมงคลหลายอย่างเช่น ยกเสาเอก       
   อ้อย  งานขบวนขันหมาก  จะเลือกสรรอ้อยที่ลำยาว สมบูรณ์      
  แยกเป็น ๒ มัด  มัดที่ ๑ มี ๒ ลำ หมายถึง มีคู่  มัดที่ ๒ มี ๓ ลำ คือแก้ว ๓ ประการ       
  การมัดถักใบอ้อยให้เรียบร้อยมัดด้วยเชือกเอากระดาษแดงคาด  ผู้ถือยืนสองข้าง       
  ทำเหมือนซุ้มประตู  แล้วจึงตามด้วยขบวนขันหมาก       
         
 ๕๑.  ทำไม  ขบวนขันหมากต้องมีผลไม้เผือกมัน       
         
ตอบ  เป็นสิริมงคล       
อธิบาย  คนโบราณฉลาดในอุบายที่ดี เรียก  กุศโลบาย       
   ผลไม้เผือกมัน  นำไปขยายพันธุ์แพร่พันธุ์ เช่นเดียวกับการแต่งงาน      
         
  ถั่ว  งา  โรยมือเจ้าบ่าวเจ้าสาวอวยพร  - แพร่พันธุ์ นำไปปลูก  
  สับปะรด  เนื้อเป็นอาหาร  - ใช้จุกไปปลูกขยายพันธุ์  
  เผือก  มัน  เป็นอาหาร  - ใช้เหง้า หัวไปปลูก  
  มะพร้าวอ่อน  น้ำ หวาน บริสุทธิ์     

๕๒.  ทำไม  พิธีหลั่งน้ำสังข์ต้องสวมมงคลแฝด       
         
ตอบ  เป็นสิริมงคล       
อธิบาย  มงคลที่สวมศีรษะคู่บ่าวสาว เรียก  มงคลแฝด  แฝดแปลว่า คู่       
   มีสัญลักษณ์ - เป็นโซ่ทองคล้องใจ    
    - ความผูกพันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน    
  มงคลแฝด  โบราณมีวิธีการจับมงคล  โดยผู้จับมงคลต้องเป็นผู้มีศีล       
   การจับ  ใช้ด้ายดิบ บริกรรมด้วยบทอิติปิโส ทบที่ ๑ เป็น ๓ เส้น ๓ ทบ      
  เป็น ๙ เส้น  ตำราเจ้าคุณโตวัดอนงค์ คล้องมือจากหัวแม่มือคาบกับร่องมือ       
  นิ้วชี้สลับนิ้วกลางลงไปก้อย เวียนกลับ ๓ ทบแล้วผูก ๑ ลงมาคล้องข้อศอก       
  นับเป็น ๒ ศอก แล้วจับเป็นมงคลวงที่ ๒ เหมือนเดิม จะได้เป็นมงคลแฝด       
         
 ๕๓.  ทำไม  ห้ามลอดราวผ้า       
         
ตอบ  ของขลังจะเสื่อม  อาคมจะเสื่อม       
อธิบาย  ราวผ้าใช้ตากผ้า เช่น ผ้าถุง ถุงเท้า กางเกงใน ผู้ที่คล้องพระเครื่องราง ผู้ที่สักยันต์       
  ผู้มีคาถาอาคม  ซึ่งถือว่ามีของสักดิ์สิทธิ์  ของขลังจะเสื่อม  พระ หรือเทวดา       
  ประจำตัวจะไม่รักษา  ผู้เชื่อถือ  จะไม่ลอดสิ่งของบางอย่าง เช่น ร้านน้ำเต้า       
  ใต้ถุนบ้าน  ไม้ค้ำต้นกล้วย คอสะพาน ใต้ถุนบ้าน เป็นต้น       

๕๔.  ทำไม  ห้ามปลูกเรือนคล่อมตอ       
         
ตอบ  จะเกิดโรคภัย เจ็บป่วยไข้อยู่ไม่ได้       
อธิบาย  ก่อนจะปลูกเรือน  มีการเตรียมการ เช่น       
    - หาหมอดูสถานที่  ความเชื่อทางโหราศาสตร์      
    - แต่ก่อนที่ในป่าดงพงพีมีต้นไม้ เลือกได้ทั่วไป  มีต้นไม้ตัดผ่าเลื่อย      
      ใช้เนื้อไม้สร้างบ้าน  จะปลูกเรือนจุดใด  ต้องขุดตอออกให้หมด      
      เพราะถ้าแตกแขนงออกมาจะเกิดการค้ำบ้าน  หรือถ้าไม่เกิดงอกขึ้น      
      จะผุพังพื้นดินยุบตัว      
  ที่ห้ามปลูกเรือนมีอีกหลายอย่าง เช่น  ปลูกคล่อมจอมปลวก  ทางสามแพร่ง       
  ทางน้ำไหล  บ้านปลายลูกศร  คือถนนเส้นตรงเข้าบ้าน เป็นต้น       
         
 ๕๕.  ทำไม  ปลูกบ้านต้องยกเสาเอก       
         
ตอบ  เพื่อความมั่นคงเจริญรุ่งเรืองอยู่เย็นเป็นสุข       
อธิบาย  การสร้างบ้านเรือน  การสร้างเมืองยังต้องมีเสาหลักเมือง  มีเจ้าแม่ทรงเมือง       
  เมืองไทย  มีพระสยามเทวาธิราช       
   การปลูกบ้านก็ต้องมีเสาหลัก คือเสาเอก เป็นที่สิงสถิตของสิ่งศักดิ์สิทธิ์      
  เสาเอก หรือเสาหลัก  ต้องเลือกไม้ที่ใช้ทำเสา  เลือกทิศทาง เลือกวันเวลา มีพิธี       
  ผูกผ้าสามสี ดอกไม้ธูปเทียน ปลูกกล้วยอ้อย  หรือถ้าพิธีใหญ่  มีตั้งศาลเทวดา       
  เครื่องไหว้  และเจ้าที่ เครื่องเซ่น เป็นต้น       

๕๖.  ทำไม  ห้ามกวาดบ้านในเวลากลางคืน       
         
ตอบ  จะเป็นอัปมงคล       
อธิบาย  กลางคืน มองเห็นสิ่งต่าง ๆ ไม่ชัด  อาจกวาดสิ่งของมีค่าทิ้งไป       
   โบราณ  ห้ามทำบางอย่างในเวลากลางคืน  เช่น  ตัดเล็บ  ขุดดิน      
  ถากหญ้า บอกว่าแม่ธรณีจะหลับ  ความจริง อาจขุดเอาสัตว์ที่อยู่ในดิน โดยเฉพาะ       
  สัตว์มีพิษ เช่น งู ตะขาบ แมงป่อง  หรือพบสิ่งมีค่าก็มองไม่เห็น       
         
 ๕๗.  ทำไม  โบราณห้ามขอ ห้ามแจก ห้ามซื้อขายเข็ม  เกลือ  ปูนกินหมาก  ในเวลากลางคืน       
         
ตอบ  สิริมงคล  ทรัพย์สมบัติจะหมดไป       
อธิบาย  การทำงานในเวลากลางคือ  มองไม่ชัด  อาจหยิบผิดหยิบถูก       
   การห้ามทำในเวลากลางคือ เช่นห้ามตัดผม ตัดเล็บ เป็นต้น  เหตุผล      
  เนื่องจากการมองเห็นไม่ชัด  ปัจจุบันแสงสว่างพอจึงไม่ค่อยถือสาแล้ว       
         
 ๕๘.  ทำไม  ห้ามตัดผมวันพุธ       
         
ตอบ  วันอัปมงคล       
อธิบาย  ๑.  ดาวพุธ  ( Mercury )  เป็นดวงดาวมีสีแดง  ทั้งแขก ฝรั่ง นับถือเป็นเทพเจ้า       
  แห่งสงคราม  ไทยถือเช่นเดียวกับแขก  จึงไม่ตัดผมวันพุธ       

  ๒. ตำราพรหมชาติ ฉบับสมบูรณ์  " ห้องโหรศรีมหาโพธิ์ " มีวัน ตัดผม ตัดเล็บ ดังนี้       
  ตัดผม    ตัดเล็บ   
  อาทิตย์      อายุยืน  อาทิตย์                   มีศัตรู 
  จันทร์      จะมีลาภ  จันทร์   มีลาภ 
  อังคาร      ศัตรูจะทำร้าย ใส่โทษ อังคาร   ทรัพย์หาย 
  พุธ      จะเกิดทะเลาะวิวาท พุธ   เจริญสวัสดิ์ 
  พฤหัส.      เทวดาจะรักษา  พฤหัส.   มีทุกข์ 
  ศุกร์      จะมีลาภ  ศุกร์   มีโภคทรัพย์ 
  เสาร์      สรรพประสิทธิ์ แล เสาร์   เจ็บป่วย 
   ผู้เขียน  ยังไม่พบเหตุผลทางตรรกะ  วิทยาศาสตร์      
         
 ๕๙.  ทำไม  ห้ามถอนวันพฤหัส  ( ถอนฟัน ข้าวกล้า )       
         
ตอบ  ไม่ดี       
อธิบาย  ดาวพฤหัส.  ( Jupiter )  เป็นจอมเทพ  หรือเทพเจ้าแห่งฝนฟ้า  มีคาวบริวาร       
  ๑๕ ดวง  ถือเป็น " วันครู "  เป็นวันมงคล  จึงไม่ถอนทิ้งไป       
         
 ๖๐.  ทำไม  ห้ามเผาผีวันศุกร์       
         
ตอบ  ไม่ดี       
อธิบาย  ๑. ดาวศุกร์  ( Venus )  เทพแห่งความรัก ความสดใส       
    - เจ้าภาพ ญาติ มีความเศร้าโศก ไม่เผาผู้ที่รักในวันสดใส      
    - วันศุกร์ เป็นคำพ้องเสียงกับ ความสุข  ไม่เผาความสุขทิ้งไป      
  คำพ้องเสียงนี้มีความเชื่ออื่นอีก เช่น ไม่แก้ฝันเวลากินข้าว  เพราะเมื่อเราได้ข้าว       
  เก็บในยุ้งฉางแล้วมีการทำขวัญข้าว ไหว้แม่โพสพ  จึงไม่แก้ฝัน  ( ฝัน - ขวัญ )       
         
         
  ๒. โหราศาตร์  มีตำราดูวันเผาผี  นอกจากห้ามวันศุกร์แล้ว ยังต้องดูวันข้างขึ้น       
  ข้างแรม ห้ามข้างขึ้นวันคู่ เช่น ขึ้น ๒ , ๔ , ๖ ค่ำ ข้างแรมวันคี่ เช่น แรม ๑ , ๓ ,๕ ค่ำ       
  เพื่อไม่ให้ตรงกับ วันผีกินคน  จะทำให้ญาติตายตามไปด้วย และห้ามวันพระ       
         
 ๖๑.  ทำไม  ห้ามแก้ฝันเวลากินข้าว       
         
ตอบ - ถ้าเป็นนิมิตเรื่องร้าย  ผู้ฟังกินข้าวร่วม  จะร่วมรับเคราะห์ไปด้วย  เราทำขวัญข้าวไว้แล้ว  ห้ามแก้ออก  แก้ขวัญ  ( ฝัน )       
อธิบาย  โบราณเชื่อว่า ข้าวคืกพระแม่โพสพ  มีคุณแก่เรามากเลี้ยงเราจนเติบโต  เมื่อได้       
  ข้าวมาเก็บในยุ้งฉาง  ได้จัดพิธีทำขวัญข้าว       
   ส่วนการแก้ฝันนั้น  มีตำราทำนายฝัน แนะนำว่าฝันอย่างไรควรแก้ฝัน      
  กับใครที่ไหน มีอยู่ในตำราทำนายฝัน       
   ฉะนั้น การห้ามแก้ฝันเวลากินข้าวจึงมีหลายเหตุผล  เช่น      
   - คำว่า  ฝัน  เป็นคำพ้องเสียงกับคำว่า  ขวัญ  เมื่อทำขวัญข้าวแล้วจึงไม่ควรแก้       
   - การแก้ฝัน  ถ้าเชื่อถือให้แก้ฝันตามตำราทำนายฝัน       
   - ขณะกินข้าว  มีเรื่องที่ไม่ควรพูดหลายเรื่อง  เช่นเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจ       
  เรื่องสิ่งของโสโครกน่าอาเจียน  เรื่องขำขันที่ต้องหัวเราะสำลักข้าวน้ำได้ เป็นต้น       
         
 ๖๒.  ทำไม  ขอฝนต้องแห่นางแมว       
         
ตอบ  นางแมวบันดาลให้ฝนฟ้าตก       
อธิบาย  ประเพณีแห่นางแมว  มีรายละเอียดในคติชนวิทยา  เป้นประเพณีท้องถิ่นภาค       
  อิสาน  คู่กับประเพณีแห่บั้งไฟไหว้พระยาแถนขอฝนเช่นกัน       
   เหตุผลทางวิทยาศาสตร์  แมวเป็นสัตว์ไม่ชอบอาบน้ำ  เมื่อมีการจับแมว      
  ใส่กรงแล้วแห่ไป เอาน้ำสาดไป  แมวก็พยายามสลัดน้ำ  เมื่อความชื่นของแผ่นดิน       
  ขยายบริเวณพื้นที่มากขึ้น ความเย็นความชึ้นเพิ่มขึ้นเป็นไอน้ำรวมตัว ฝนอาจตก       
         
 ๖๓.  ทำไม  ต้องมีเทศน์มหาชาติ       
         
ตอบ  เป็นประเพณี       
อธิบาย  เทศน์เรื่องมหาชาติ  คือเทศน์เรื่อง ชาติใหญ่  ได้แก่เรื่องมหาเวสสันดรชาดก       
  เวสสันดร  แปลว่าผู้ข้ามฝั่ง คือฝั่งห้วงน้ำใหญ่เรียกโอฆะ คือกิเลศ พระเวสสันดร       
  เป็นอดีตชาติสุดท้ายของพระพุทธเจ้าที่บำเพ็ญทานบารมี       
   เทศน์เรื่องมหาชาติ หรือมหาเวสสันดรชาดก  เป็นเรื่องยาวมีประวัติ      
  การเทศน์มายาวนานครั้งกรุงศรีอยุธยาดังเรื่องขุนช้างขุนแผน เณรแก้วเทศน์กัณฑ์       
  มัทรีนางพิมพ์ชอบใจถวายผ้าสไบติดเครื่องกัณฑ์ขุนช้างถวายตามทับผ้านางพิมพ์       
  เป็นตัวอย่าง  นักปราชญ์แต่งเป็นร้อยกรองร่ายยาวเป็นต้นใช้เทศน์ทำนอง แบ่ง       
  เป็น ๑๓ ตอน เรียก ๑๓ กัณฑ์  แต่ละกัณฑ์มีภาษาบาลีแต่งเป็นคำฉันท์ จัดเป็น       
  คาถา  รวม ๑๓ กัณฑ์ มี ๑,๐๐๐. คาถา       
         
 ๖๔.  ทำไม  เทศน์มหาชาติจึงจุดเทียนมากมาย       
         
ตอบ  จุดบูชากัณฑ์เทศน์ จำนวนเท่ากับคาถาแต่ละกัณฑ์       
อธิบาย  ความจริงไม่ใช่เทียน  แต่เป็นประทีป  ใช้น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์เพื่อกินได้  มีไส้       
  จุดเท่ากับจำนวนคาถาแต่ละกัณฑ์  เช่นกัณฑ์มัทรีมี ๙๐ คาถา จุด ๙๐ ที่  รวม       
  ๑๓ กัณฑ์  มี ๑,๐๐๐. คาถา  เรียกคาถาพัน  น้ำมันมะพร้าวที่เหลือจากการจุด       
  เรียกน้ำมันคาถาพัน  ถือเป็นความศักดิ์สิทธิ์       
         
 ๖๕.  ทำไม  ต้องมีวันสงกรานต์       
         
ตอบ  เป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย       
อธิบาย  สงกรานต์แปลว่าการย้ายราศี เริ่ม วันที่ ๑๓ , ๑๔ , ๑๕  เมษายน       
   ดูประวัติสงกรานต์ในหนังสือประเพณีไทย ฉบับมหาราชครู ฯ      
         
 ๖๖.  ทำไม  ต้องมีรดน้ำดำหัว       
         
ตอบ  รดน้ำดำหัว  ขอศีลขอพรผู้ใหญ่  และรดน้ำแก่กัน  เป็นสิริมงคล       
อธิบาย  ประเพณีวัฒนธรรมของไทยที่ดีงามยิ่ง  เป็นการแสดงความเคารพในผู้ใหญ่       
  และเป็นการเล่นแก้ร้อนและสมานสามัคคีในหมู่คณะ  ชาวพุทธมีพิธีสรงน้ำพระ       
  ก่อนแล้วจึงถึงผู้เฒ่าผู้แก่ เรียงลำดับญาติอาวุโส       
         
 ๖๗.  ทำไม  ต้องมีเล่นเข้าผี  ( แม่ศรี )  เฉพาะเทศกาลสงกรานต์       
         
ตอบ  สงกรานต์  เป็นเทศกาลปล่อยผี       
อธิบาย  ประเพณีเกี่ยวกับสงกรานต์มีหลายอย่าง  เช่น       
    - เป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย วันเริ่ม ( วันเนา ) วันขึ้นปีใหม่ ( วันเถลิงศก )      
     ดูประวัติสงกรานต์ในประเพณีไทย      
    - เป็นโอกาสทำบุญสุนทาน หยุดวันปีใหม่      
    - พิธีสรงน้ำพระ รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ เล่นรดน้ำวันไหล      
    - ประเพณีก่อพระทรายน้ำไหล      
    - ประเพณีวันไหล พระทรายน้ำไหล      
    - ประเพณีทำบุญส่ง  ยกธงไชย ธงปตาก  สิ้นสุดสงกรานต์      
    - ประเพณีเล่นแม่ศรี  ( เข้าผี )      
  การเล่นแม่ศรี หรือเข้าผี  เชื่อว่าเทศกาลขึ้นปีใหม่ของไทย  ท้าวเวสสุวรรณ       
  ปล่อยผีครั้งหนึ่ง จึงมีประเพณีทำบุญส่ง คือส่งผีกลับ       
   การเล่นแม่ศรี เข้าผี  ต้องมีเจ้าพิธี ( หมอผี )  มีคนเข้าทรงผี  มีผู้ร่วม      
  ร้องเพลงเชิญผี  มีผีหลายประเภท เป็นทั้งคน สัตว์ สิ่งของ เช่น  ผีลิง ผีกบ ผีข้อง       
  ผีครก  เป็นต้น       

๖๘.  ทำไม  ห้ามนอนหันศีรษะไปทางทิศตะวันตก       
         
ตอบ  เป็นอัปมงคล  เสื่อมราศี       
อธิบาย  ทิศตะวันตก เป็นทิศที่ดวงอาทิศตะ เรียกทิศปัจจิม  เป็นทิศสุดท้าย  นิยมหันศีรษะ       
  คนตายไปทางทิศตะวันตก  แต่ขับถ่ายทิ้งของเสียไปทิสตะวันตก       
   ประวัติเรื่องพระพิฆเนศที่ศีรษะเป็นช้าง  เพราะช้างนอนหันศีรษะ      
  ไปทางทิศตะวันตกจึงถูกตัดศรีษะ  เป็นต้น       
         
 ๖๙.  ทำไม  ห้ามนอนตรงขื่อบ้าน       
         
ตอบ  ผีอำ       
อธิบาย  ขื่อบ้านรับน้ำหนักหลังคาบ้าน  การนอนมองเห็นเกิดความอึดอัดหลับไม่สนิท       
  ลักษณะที่เรียกผีอำ  คืออาการครึ่งหลับครึ่งตื่นเหมือนฝันเหมือนตื่น  ขยับขเยื่อน       
  เคลื่อนไหวแขนขาไม่ได้ลุกไม่ได้  คืออาการที่เกิดจากเลือดลมเดินไม่สะดวก       
  ร่ายกายเหนื่อยล้าต้องการพักผ่อน       
         
 ๗๐.  ทำไม  ห้ามนั่งขวางประตู       
         
ตอบ  เสียศรี  เป็นอัปมงคล       
อธิบาย  การนั่งขวางประตูทางเข้าออก  เป็นการกีดขวางทาง เกะกะทางเดิน       
   มีเรื่องเล่าว่า  ยักษ์ตนหนึ่งได้รับพรจากพระอิศวร  ใครฆ่าเวลากลางวัน      
  ก็ไม่ตาย ฆ่าเวลากลางคืนก็ไม่ตาย  ฆ่านอกบ้านก็ไม่ตาย  ฆ่าในบ้านก็ไม่ตาย       
  ผลสุดท้ายก็ถูกฆ่าตายที่ธรณีประตูในเวลาพลบค่ำ       
         
 ๗๑.  ทำไม  ห้ามเอาไม้กวาดตีกัน       
         
ตอบ  เป็นเสนียดจัญไร  ของขลังเสื่อม       
อธิบาย  ไม้กวาด  ใช้ปัดกวาดสิ่งรก สกปรก  จึงไม่ควรเอามาตีกัน       
         
 ๗๒.  ทำไม  นกแสกบินร้องข้ามหลังคาบ้านเชื่อว่ามีข่าวไม่ดี       
         
ตอบ  อาจมีคนตายอยู่ในที่ใด ๆ       
อธิบาย  คนโบราณเชื่อว่านกแสก  เป็นนกผี  หากินกลางคืน  เสียงร้องน่ากลัว       
  ประเภทนกฮูก  และสัตว์หากินกลางคืนอีกหลายอย่าง       
   พระธุดงค์ ปฏิบัติกรรมฐานในป่า  ต้องการความวิเวก สงบ  เสียงสัตว์      
  เสียงนกร้องรบกวนในเวลากลางคืน  จึงถือว่าเป็นเสียงอัปมงคล  จึงมีคาถาสวด       
  เช่น บท ยันทุน นิมิตตัง ฯลฯ       
         
 ๗๓.  ทำไม  คนตายต้องเผา       
         
ตอบ  เผาร่างปราศจากวิญญาณ  เป็นอศุภ  ไม่สะอาด       
อธิบาย  คนตายถือว่าวิญญาณดับ  ธาตุไฟ ธาตุลม  ในธาตุ ๔ ดับ  เหลือธาตุน้ำ ธาตุดิน       
  จึงเอาไปเผาให้เป็นธุลี เถ้าถ่าน  และอากาศธาตุ       
   บางศาสนาเอาไปฝัง  บางศาสนาเอาไปทิ้ง เช่นฮินดู เอาซากศพไปเผา      
  หรือทิ้งในแม่น้ำคงคาซึ่งเชื่อว่าเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ไหลมาจากสวรรค์แดนอิศวร       
         
 ๗๔.  ทำไม  คนตายต้องเอาน้ำมะพร้าวล้างหน้า       
         
ตอบ  ล้างให้บริสุทธิ์       
อธิบาย  น้ำมะพร้าว  เชื่อว่าเป็นน้ำบริสุทธิ์  ใช้ในหลายพิธี       
         
 ๗๕.  ทำไม  คนตายต้องมัดตราสัง       
         
ตอบ  ให้ผีสงบ  ไม่อาละวาด       
อธิบาย  การมัดตราสัง  นอกจากให้ร่างกายอยู่ในอาการสงบแล้ว  ยังมีความหมายข้อคิด       
   มัดคอ หมายถึงห่วง  คือบุตร   
   มัดมือ หมายถึงห่วง  คือทรัพย์สมบัติ   
   มัดเท้า หมายถึงห่วง  คือภรรยาหรือสามี   
         
 ๗๖.  ทำไม  เวลาเผาศพต้องจุดพลุ ตะไล       
         
ตอบ  ส่งวิญญาณไปสวรรค์       
อธิบาย  การเผาศพให้เป็นเถ้าถ่านธุลีและอากาศธาตุ  การจุดพลุมีเสียงดัง  จุดตะไล       
  ขึ้นที่สูง  ให้คนได้ยิน ได้เห็น  คิดถึงความตาย  เป็นมรณานุสสติ  ไม่ประมาท       
         
 ๗๗.  ทำไม  เคลื่อนศพออกจากบ้าน  สัปเหร่อต้องตีหม้อดินทิ้ง       
         
ตอบ  ทำอาถรรพ์       
อธิบาย  ทำบันไดผีต่างหาก  หาหม้อดินใหม่ตีให้แตกขณะนำศพลงจากบ้าน         
  เป็นธรรมาธิษฐาน  การทำลายสังขาร การละสังขาร       
   ปุถุชน  แม้เปรียบตนเองเหมือนหม้อดินในชาติภพนี้  แม้รู้ชัดว่า      
  ละหม้อดินคือสังขาร คือตาย  ไปรับหม้อทองคำคือเกิดในชาติภพใหม่ที่ดีกว่า       
   พูดง่าย ๆ ว่า  ตายแล้วไปเกิดในสวรรค์  ก็ยังไม่อยากตายอยู่นั่นเอง      

๗๘.  ทำไม  ต้องทำบุญ ๗ วัน ๕๐ วัน ๑๐๐ วัน       
         
ตอบ  เชื่อว่า  ตายแล้วครบ ๗ วัน วิญญาณกลับ  ผู้ตายรู้ตัวว่าตายแล้ว       
อธิบาย  ทำบุญ ๗ วัน  เรียก สัตตมวาร    
  ทำบุญ ๕๐ วัน  เรียก ปัญญาสมวาร    
  ทำบุญ ๑๐๐ วัน  เรียก สตมวาร    
  เป็นการทำบุญอุทิสส่วนกุศลไปให้ผู้ตาย       
   เรื่องของจิตกับการปฎิสนธิ  ( ในพระธรรมบท และวินัยมุข )      
  เรื่องที่ ๑  เรื่องภิกษุรูปหนึ่งนอนอาพาธ  ขณะวิญญาณจะดับ  ใบอ้อย     
  ระชายคากุฏิได้ยินเสียงเกิดจิตกระหวัดถึงอ้อย วิญญาณดับ  จึงไปปฏิสนธิ       
  เกิดเป็นหนอนในต้นอ้อย  ครบ ๗ วันหนอนตาย  จึงไปเกิดในสวรรค์       
  เรื่องที่ ๒  เรื่องภิกุหวงจีวร  ขณะจิตวิญญาณดับ  มรณกาลไปเกิด     
  เป็นตัวเลนอยู่ในจีวร  ครบ ๗ วันเลนตาย จึงไปเกิดในสวรรค์       
   บางคนจึงได้ยินว่า ให้กระซิบข้างหูคนใกล้จะตาย ว่าอรหัง เป็นต้น      
  เห็นควร ให้ผู้จะตายมีจิตสงบจะดีกว่า  ไม่ควรรบกวน  เพราะผู้ตายอาจมีจิต       
  ที่สูงกว่า เป็นกุศลกว่าผู้บอกทางอรหังด้วยซ้ำไป       
         
 ๗๙.  ทำไม  ต้องแจกด้ายแดงเวลาไปเยี่ยมศพ       
         
ตอบ  ติดตัวไว้  เป็นมงคล       
อธิบาย  ธรรมเนียมจีน  สีแดง เป็นสีมงคล  บางคนใช้ใบทับทิมติดตัวไปงานศพ  กันผี       
  แก้อัปมงคล  เช่นเดียวกับด้ายแดง       
         
๘๐.  ทำไม  ต้องลอยอัฐิ  ( กระดูก )  อังคาร  ( เถ้ากระดูก )       
         
ตอบ  เพื่อให้อยู่เย็นเป็นสุข  ลูกหลานอุทิศส่วนกุศลได้ถึง       
อธิบาย  ชาวพุทธ       
   เชื่อว่า ชีวิตแรกมาจาก  " กรัชกาย "  แปลว่า  กายอันเกิดจากน้ำและธุลี      
  วิทยาศาสตร์       
   เชื่อว่า  ชีวิตแรกมาจาก  โปรตีน  ไขมัน  เป็นต้น  มีอุณหภูมิ  ฟ้าร้อง      
  ฟ้าผ่า  ได้น้ำ  เกิดเป็นสัตว์เซลเดียว เรียก  " อมีบา "  และวิวัฒนาการเลื่อยมา       
  เป็นอาณาจักรพืช อาณาจักรสัตว์  จนถึงสัตว์มีกระดูกสันหลังอย่างมนุษย์       
   การลอยอัฐิ  จึงเป็นการนำกลับไปสู่สภาพเดิม  คือ น้ำและธุลี      
         
    ***************     
         
         
         
   สพฺพพุทฺธานุภาเวน      
   สพฺพธมฺมานุภาเวน      
   สพฺพสงฺฆานุภาเวน      
   สทา โสตฺถี  ภวนฺตุ  เม  ฯ    
         
         
สงัด  ศรีสุขโข    
๙  พฤศจิกายน  ๒๕๓๕.    
         
สำเนา  ๓๐  พฤศจิกายน  ๒๕๔๘         
         
 พิธีลอยอัฐิ และอังคาร        
 ***************        
เตรียมการ         
 ๑  ทำบุญอุทิศส่วนกุศลแล้ว  " บังสุกุล "        
 ๒  หาสถานที่ลอยอัฐิ  ทะเลน้ำใส เย็น มีโขดหินใต้น้ำ  เตรียมเรือ  กำหนดวันเวลา        
 ๓  ควรนิมนต์พระไปบังสุกุลวันลอยอัฐิ ๑ รูป  ทำน้ำมนต์ธรณีสารเตรียมไว้        
 ๔  เตรียมอุปกรณ์  มีดอกไม้ธูปเทียน ๒ ชุด  ถวายพระ ๑ ชุด  ไหว้เจ้าที่ ๑ ชุด  เหรียญเงิน        
      ซื้อที่ ๔ บาท  และใช้โรยอัฐิ โปรยทาน  กุหลาบร่วง ดอกมะลิ น้ำอบไทย        
พิธีลอยอัฐิ         
 ๑  ถึงสถานที่ลอย  ถ้าไปเรือ  ให้ญาติรอชายฝั่ง  จัดเฉพาะพระ ญาติที่จำเป็น  และ        
      เจ้าพิธี  วางอัฐิไว้ในที่อันควร  ทำพิธีเปิดอัฐิ  ( แก้อาถรรภ์ .................................)        
 ๒  วางเครื่องโรยอัฐิให้พร้อม  นิมนต์พระบังสุกุลตาย และบังสุกุลเป็นส่งท้าย        
 ๓  ญาติ  โรยเครื่องไหว้อัฐิ  กุหลาบร่วง ดอกมะลิ เหรียญบาท  และโรยน้ำอบไทย        
 ๔  เจ้าพิธี  กล่าวคำซื้อที่.....๔ บาท ๔ ทิศ ขอที่  และให้ผู้ร่วมงานกล่าวคำอธิษฐานลอยอัฐิ        
      ไหว้พระภูมิ ธูป ๙ ดอก เทียน ๙ เล่ม  และจุดธูปไหว้หรือบอกคนละ ๑ ดอก        
 คำอธิษฐานลอยอัฐิ        
 โอม  ( อะ  อุ  มะ ) พระศิวะ     พระพรหมองค์อินทร์   
พระนารายณ์บรรทมสินธุ์      เทพทั้งสิ้นจักรวาล   
พระภูมิเจ้าที่      เทพทั้งสี่โลกบาล   
ได้โปรดประทาน      ให้ลูกหลานญาติกา   
พระพายแม่ธรณี      อัคคีแม่คงคา   
จงปกปักรักษา      แก่ .......................ด้วยเทอญ ฯ   
 ลอยอัฐิให้ญาติ  ค่อย ๆ หย่อนลงน้ำ  กล่าวคำฝาก ขอขมาแม่คงคา        
  " คงคาวารี  คงคาเทวา  คงคารักษา  คงคาสขมามิหัง "       
         
  เสร็จพิธี       
 เจ้าพิธี  อย่าลืมคาถาป้องกันตัว  กลับมานิมนต์พระรดน้ำมนต์ เรือ รถ และทุกคน 




บทความ

คำฉันท์ (๘)
คำฉันท์ (๗)
คำฉันท์ (๖)
คำฉันท์ (5)
คำฉันท์ (4)
คำฉันท์ (3)
คำฉันท์ (2)
ชื่อวรรณคดีที่ควรรู้จัก (เพิ่มเติม)
คำฉันท์ (1)
ฉากรบใน “ดาหลัง”
กลอนคนฝรั่งเขียน
กลอนบรรยายเมืองสิงห์บุรี เมื่อ พ.ศ 2466
ท้องถิ่นกับอาเซียน...จุดเชื่อมที่ยังต้องค้นหา
วันภาษาไทย? บางปัญหาที่น่าแลกเปลี่ยนทัศนะ
กลอนไหว้ครูโนห์ราชาตรี
ข้อเสียของวิชาประวัติศาสตร์
จากระบบบรรณาการถึงการปกครองแบบพิเศษในปะตานี
พระราชนิพนธ์แปลสามเรื่อง
การส่งเสริมและข้อจำกัดของวรรณกรรมมุสลิม
สุนทรคึก เขียนถึง สุนทรภู่ (1) ตามรอยคึกฤทธิ์
กลอนคนฝรั่งเขียน
50 ปีสมาคมนักกลอนฯ กับการก้าวสู่เวทีสากล
สารลึบพะสูน: วรรณคดีลุ่มน้ำโขงที่ไม่โปร่งใส
เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา
สุภาษิตโบราณ
ง่ายและงามอย่างลาว
การเมืองในกวีของ “คุณพุ่ม”
ตำนานการสร้างโลกของชาวจ้วง
เวียงจัน 450 ปี
วันภาษาไทยฯ ที่ราชภัฏมหาสารคาม
แม่น้ำท่าจีนกำลังจะตาย
ย้อนรอยวัฒนธรรมลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา
นครปฐมและพระปฐมเจดีย์ในวรรณคดีนิราศ
ตามรอยภาษาศาสตร์ภาษากะเหรี่ยงบ้านไร่
ชาตินิยมสยาม และชาตินิยมไทย กับกรณีปราสาทเขาพระวิหารมรดกโลก
จัดอันดับความนิยมของบทความในเว็บสมาคมฯ
ตำนานนิทานพื้นบ้าน กำเนิดแม่น้ำโขง "ยักษ์สะลึคึ"
เอกสารวิชาการ ร่องรอยกาลเวลา หัวข้อ "ศิลปะ เพลง ดนตรี กวี" วังสะพุง, เลย
มุทิตาบูชาครูวันสุนทรภู่ที่ราชภัฏมหาสารคาม
สัมพันธ์ไทย – จีน (จ้วง) เครือญาติชาติภาษา
ตามล่าหารัก
แม่น้ำโขง โลกร้อน หรือเพราะจีนปิดเขื่อนกั้นน้ำ
The Ides of March และ “โภชนสติ” จาก ป๋วย อึ๊งภากรณ์
มองรูป-เสียงกลอน (ว่าด้วยเสียงตรี วรรค ๒) ผ่าน อังคาร กัลยาณพงศ์ (๒) article
200 ปี เอบราแฮม ลิงคอล์น: “บ้านที่แตกแยกกันเอง ไม่อาจตั้งอยู่ได้”
มองรูป-เสียงกลอน (ว่าด้วยเสียงตรี วรรค ๒) ผ่าน อังคาร กัลยาณพงศ์
ที่เรียกว่า วัฒนธรรม และคำว่า ภาษา
ของ-โขง จิตวิญญาณแห่งสายน้ำ
โคลงห้าพัฒนา ของ "จิตร ภูมิศักดิ์"
ประชาภิวัฒน์(ไทยกับอาเซียน)
วันสารทไทย
สุนทรภู่-ครูมีแขก จากโซนาต้าถึงเพลงทยอยเดี่ยว
สังคม"ทันสมัย" แต่ไร้สมอง
มะเมี๊ยะเป็นสาวมอญ
บรูซแกสตันไว้อาลัยละมูล
รากเหง้าความศักดิ์สิทธิ์ของกวีนิพนธ์ไทย
บทสัมภาษณ์ กวีรากหญ้า
ความเชื่อ
ร่องรอยกาลเวลา
โขงนที เพลงกวี ดนตรีชีวิต
ประชาชนในชาตินิยม
รักสามเศร้า ที่แหลมมลายู
ความหมายทางวัฒนธรรม
เที่ยว 9 วัดศักดิ์สิทธิ์ ไหว้พระทำบุญปีใหม่ สไตล์ "สุจิตต์ วงษ์เทศ"
ปาฐกถาช่างวรรณกรรม
รัฐบุรุษ
หนึ่งคนสองวัฒนธรรม
สุนทรภู่ ต่อต้านสงครามล่าเมืองขึ้น
วัฒนธรรม เปลี่ยน...ซีไรต์ก็เปลี่ยน
สยามเมืองยิ้ม
ปราสาทเขาพระวิหาร
เสภาเรื่องพระราชพงศาวดาร ของสุนทรภู่
ตะเกียงเจ้าพายุ
ต้นแบบ"กลอนสุนทรภู่"
สุนทรภู่ "ความรู้ใหม่" โยงใย "ความรู้เก่า"
จากร้อยกรอง สู่บทกวีมีทำนอง
รามายณะ (รามเกียรติ์) เล่าใหม่
พายุนาร์กีสหรืออคติในใจไทยที่ทำร้ายคนพม่า?
เห่ช้าพญาหงส์
การเทครัวในประวัติศาสตร์อุษาคเนย์
เมืองร้อยเอ็ดประตู
พล นิกร กิมหงวน
ภูมิประเทศอีสาน ไม่มีในประวัติศาสตร์ไทย
มิตาเกะ
เค้าขวัญวรรณกรรม
เรือพระราชพิธี
The Secret
โลกดนตรี
ลมปากที่ไร้มารยา
คำกวี เส้น สี และแสงเงา
ยิ่งกระจะยิ่งกระจ่างอยู่กลางใจ
วรรคทอง
การะเกด
ในวรรณคดีมีกลอน (หรือ) เปล่า...?
ในวรรณคดีก็มีกลอนเปล่า
โล้ชิงช้า ประเพณีประดิษฐ์ใหม่ของพราหมณ์สยาม
เพลงลูกทุ่งมาจากไหน?
สนุกเล่นแต่เป็นจริง
ครูแจ้งวัดระฆัง สร้างสำนวนขุนช้างขุนแผน แสนสยอง ...
ชาติพันธุ์สุวรรณภูมิ
อยากได้ความรู้ไปหมู่บ้าน อยากได้ปริญญาไปมหาวิทยาลัย
อัจฉริยะรอบโลก กับ I see U มติชน 30 ปี
มรดกภาษา
เขาพระวิหาร: "มรดกโลก" ของกัมพูชา
สุนทรภู่:ในช่วงแผ่นดินพระนั่งเกล้า
สุนทรภู่ มหากวีกระฏุมพี
ข้อมูลนิราศเมืองสุพรรณ
กรุงเทพฯ "พื้นที่ทางวัฒนธรรม"
บางกอก
มาตุภูมิ กับ ชาติภูมิ
กวีปฎิวัติ article
ปริศนาพาสนุก article
สิทธิชุมชน - สนั่น ชูสกุล article
กราบกลอนด้วยกลอนครู article
ร่าย – โคลงในโองการแช่งน้ำฉันทลักษณ์จากสองฝั่งโขง article
กาพย์ยานี : ตำนานฉันทลักษณ์กับหลักการใหม่ article
เส้นทางรัก ขุนแผนและนางพิม จากสุพรรณมาเมืองพิจิตร article
กลอนบทละคร article
กวีอมตะอยู่ที่ผลงาน article
๓๕ เดนตายใน ขุนช้าง ขุนแผน article
จากปากแพรกถึงท่าดินแดง article
แม่น้ำโขง แม่น้ำแห่งอุษาคเนย์ : เชียงรุ่ง1-2 article
เถาอัญชัญ article
พลังลาว article
เวตาลเป็นใคร article
อ้อมอกแม่อิง article
สนิมในวรรณคดี article
เรื่องเล่าของสาย article
สวัสดีปี ใหม่ ๒๕๕๐ article
รายงานวรรณกรรม article
ตลาดวิชาและบางสิ่งที่มองข้าม article
รู้สึก นึก คิด เขียน article



dot
ประกวดร้อยกรองออนไลน์ครั้งที่ 7
dot
bulletข้อมูลการประกวดครั้งที่ 7, 2557
bulletผังร้อยกรอง
bulletอ่านโคลงประกวด 2557
bulletอ่านกลอนประกวด 2557
bulletอ่านกาพย์ยานีประกวด 2557
bulletผลการประกวดร้อยกรอง ปี 2557
dot
ข่าวสาร ข้อมูลสมาคม
dot
bulletกรรมการสมาคมสมัยที่ ๑๕-๑๖
bulletนายกสมาคมสมัยที่ ๑๗
bulletติดต่อนายกสมาคมนักกลอน
bulletติดต่อฝ่ายดูแลส่วนต่างๆ
bulletสมัครสมาชิกสมาคมนักกลอน
bulletนักกลอนตัวอย่าง ๒๕๕๓
dot
หัวข้อน่าสนใจ
dot
bulletรวมลิ้งค์เว็บไซต์น่าสนใจ
bulletส่งบทสักวา น.ส.พ. สยามรัฐ
bulletวารสารวิทยาจารย์ รับต้นฉบับ
bulletส่งข้อเขียนครูในดวงใจ
dot
แนะนำหนังสือ
dot
bulletหน้ารวมหนังสือ
bulletคู่มือเรียนเขียนกลอน
bulletกาสรคำฉันท์ - สมคิด สิงสง
bulletหนังสือสุรินทร์สโมสร
bulletฝากโลกนี้ไว้ในหัวใจเธอ - กอนกูย
bulletเลือน - อติภพ
bulletธาร ธรรมโฆษณ์
bulletนายทิวา
bulletกลอนเกียรติยศ
bulletอ้อมกอดแห่งท้องทุ่ง
bulletทองแถม นาถจำนง
bulletพงศาวดารพิภพ
bulletโป๊ยเซียน คะนองฤทธิ์
dot
โครงการประกวดต่างๆ
dot
bulletนายอินทร์อะวอร์ด ๒๕๕๖
bulletประกวดรางวัลซีไรท์ปี ๒๕๕๖
bulletรางวัลพานแว่นฟ้า ปี ๒๕๕๖
bulletรางวัลวรรณกรรมรามคำแหง ๒๕๕๖
dot
ผลตัดสินรางวัลต่างๆ
dot
bulletรางวัลศรีบูรพา ๒๕๕๖
bulletผลรางวัลซีไรต์ ๒๕๕๗
bulletผลเซเว่นบุ๊คอวอร์ด ๒๕๕๗
bulletผลรางวัลแว่นแก้ว ๗ (๒๕๕๓)
bulletผลกลอนวิถีคนกับควาย
bulletผลร้อยกรอง “ผมจะเป็นคนดี”
bulletรางวัลนราธิป ๒๕๕๓
bulletนักเขียนอมตะ คนที่ ๖ (๒๕๕๕)
bulletนักเขียนรางวัลศรีบูรพา ๒๕๕๖
bulletศิลปินมรดกอีสาน ๒๕๕๔
bulletผลรางวัลพานแว่นฟ้า ๒๕๕๕
bulletผลรางวัลรามคำแหง ๒๕๕๖
bulletศิลปินแห่งชาติ ๒๕๕๕
bulletผลประกวดหนังสือ ชีวิตใหม่ 2
dot
ข่าวคราวของลมหายใจ
dot
dot
Weblink
dot
bulletอ่านกลอนประกวด 2556

หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก
สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย
ศูนย์ให้คำปรึกษาปัญหาภาษาไทย มศว
เว็บรวมกระทู้ อาศรมชาวโคลง ใน pantip.com
หนังสืออีศาน


Copyright © 2010 All Rights Reserved.
ติดต่อ นายกสมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย ทองแถม นาถจำนง
โทรศัพท์ ๐๘๙-๑๒๓๔๗๕๔ อีเมล์ tongtham.n@hotmail.com

สำนักพิมพ์แม่โพสพ