ReadyPlanet.com
dot dot
ที่เรียกว่า วัฒนธรรม และคำว่า ภาษา

สยาม กาลครั้งหนึ่ง
ที่เรียกว่า “วัฒนธรรม” และคำว่า "ภาษา"
ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

    ผมออกจะสงสัยอยู่นานแล้วว่า ก่อนหน้าที่เราจะใช้คำว่า "วัฒนธรรม" ซึ่งเป็นคำผูกใหม่จากภาษาสันสกฤตเมื่อราวสมัยรัชกาลที่ 7 เราไม่มีคำอื่นใดใช้ในความหมายที่ใกล้เคียงกับภาษาอังกฤษคำว่า "culture” อย่างที่ใช้แปลกันอยู่ในความหมายปัจจุบันเลยหรือ?
    ท่านผู้อ่านที่รู้ทางประวัติศาสตร์อาจจะจดจำได้ว่า แต่เดิมมีคำที่ใช้แปลศัพท์คำว่าculture อยู่อีกคำหนึ่งว่า "พฤฒิธรรม" แต่ก็เป็นคำที่ผูกขึ้นใหม่ในช่วงไล่เลี่ยกับคำว่า วัฒนธรรม นั่นแหละ
    น่าสนใจว่า คำว่า "วัฒนธรรม" ซึ่งผมขอแปลจากรากศัพท์ภาษาสันสกฤตด้วยตนเองตามปัญญาน้อยนิดที่มีติดตัวอยู่บ้างว่า หลักการ หรือหน้าที่ที่นำไปสู่ความเจริญ ในขณะที่คำว่า "พฤฒิธรรม" หมายถึง หลักการ หรือหน้าที่ที่มีการปฏิบัติอยู่เป็นนิตย์
    ท้ายสุดก็อย่างที่ทราบกันว่า เราเลือกที่จะใช้คำว่า วัฒนธรรม มากกว่า ส่วนคำว่า พฤฒิธรรม ก็ค่อยเลือนหายไปจนเกือบจะไม่ใคร่มีใครใส่ใจจดจำกันนัก จึงไม่น่าประหลาดใจอันใดเลยว่าในสมัยหนึ่ง คำอธิบายตามหลักสูตรการศึกษาในระดับชั้นมัธยมจะแปลความหมายของคำว่า วัฒนธรรม (ที่หมายถึงการแปลความหมายมาจากศัพท์คำว่าculture มากกว่าความหมายจากรากศัพท์ในภาษาสันสกฤตเอง) ในทำนองที่ว่าคือ ประเพณีอันถูกต้องดีงาม ซึ่งผมเองก็ไม่ทราบว่าหลักสูตรการศึกษาในปัจจุบันได้มีการปรับเปลี่ยนคำอธิบายที่ว่านี้ไปบ้างหรือเปล่า เพราะไม่ได้ติดตามอย่างใกล้ชิดนัก
    การให้ความหมายคำว่า วัฒนธรรม (culture) อย่างที่ว่านี้ดูจะผูกโยงอยู่กับความหมายของคำว่า "culture" ตามอย่างลัทธิโรแมนติคสกุลอังกฤษ ในช่วงศตวรรษที่ 19 ที่หมายถึง อารยธรรมในอุดมคติของมนุษยชาติ อันมีความหมายไปในเชิงบวก เช่นงานของ Matthew Arnold (ค.ศ. 1822-1888) นักคิด และนักวิจารณ์สังคมชาวอังกฤษ ซึ่งใช้งานคำว่า culture ในบทกวีความหมายของเขาว่า หมายถึงอุดมคติอันสูงสุดของมนุษย์ สำหรับในกลุ่มความคิดแบบนี้แล้วคำว่า culture คือคู่ตรงข้ามของ สภาวการณ์ที่ไร้ระเบียบแบบแผน
    แนวคิดอย่างที่ว่านี้คงจะพัฒนามาจากนิยามของคำว่า culture ในยุโรปที่เคยมีมาก่อนหน้านั้น เช่นในงานของ Thomas Hobbes (ค.ศ. 1588-1679) หรือ Jean-Jacque Rousseau (ค.ศ. 1712-1788) ที่อธิบายความหมายของคำว่า culture คู่ตรงข้ามกับ สภาวการณ์ตามธรรมชาติ ความหมายของ culture อย่างที่ว่านี้ดูจะทับซ้อนอยู่กับคำว่า civilization จึงไม่น่าจะประหลาดใจเลยที่แนวคิดอย่างที่ว่านี้จะแบ่งแยก culture ออกเป็น high culture กับ low culture
    อย่างไรก็ดี การให้ความหมายอย่างที่ว่านี้ ดูจะอยู่ผิดทิศผิดทางกับเจ้าของอำนาจการอธิบายความคำว่า วัฒนธรรม (culture) ตัวจริงในช่วงตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา อย่างสายมานุษยวิทยา ที่มีกระบวนการคิด และทำงานเกี่ยวข้องกับมนุษย์ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งต่างๆ รวมถึงมนุษย์เอง ซึ่งเริ่มมีการอธิบายความหมายของคำว่า culture แตกต่างออกไป
    ตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา “culture” กลายเป็นคอนเซ็ปต์โดยรวมของการศึกษาทางด้านมานุษยวิทยา โดยเฉพาะทางฟากอเมริกันได้นิยามความหมายของ culture ในทำนองที่หมายถึง ขอบข่ายความเป็นสากลของมนุษย์ (กลุ่มหนึ่งๆ) ที่สามารถจำแนก ถอดรหัส และสื่อสารต่อบุคคลอื่น ด้วยระบบสัญลักษณ์ต่างๆ จากประสบการณ์เฉพาะของแต่ละชุมชน การนิยาม culture ทำให้นักมานุษยวิทยาสายอเมริกัน จำแนกพื้นที่การศึกษาเกี่ยวกับ culture ออกเป็นสี่แขนงหลัก ได้แก่ มานุษยวิทยากายภาพ ภาษาศาสตร์ มานุษยวิทยาวัฒนธรรม และโบราณคดี
    culture ในความหมายอย่างใหม่นี้ดูจะสอดคล้องกับคำว่า พฤฒิธรรม มากกว่าคำว่า วัฒนธรรม เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องกับหลักการแห่งความเจริญใดๆ ทั้งสิ้น และโปรดอย่าลืมว่าช่วงต้นศตวรรษที่ 20 นั้นตรงอยู่กับช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเก่าแก่ก่อนที่จะมีการบัญญัติทั้งคำว่า พฤฒิธรรม และวัฒนธรรม
    ดังนั้นคำว่า "วัฒนธรรม" จึงเป็นตัวแทนของ “culture” ในความหมายอย่างเก่าของพวกยุโรป มากกว่าที่จะหมายถึง หลักการ หรือหน้าที่ที่จะนำไปสู่ความเจริญ ตามความหมายอย่างรากศัพท์ เพราะความหมายของคำว่า culture นั้นยังสัมพันธ์กับภารกิจของคนขาวในยุคล่าอาณานิคมอย่างแยกขาดกันได้ยาก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น การตัดสินของพวกยุโรปที่เข้าไปรุกรานแหล่งอาศัยของพวกอเมริกันอินเดียน โดยถือว่าตนเองมีอารยธรรม (civilization) ที่สูงส่งกว่า บาทหลวงชาวยุโรปบางคนยังถือว่าชาวพื้นเมืองเหล่านั้นไม่ใช่ "มนุษย์"  เพียงเพราะว่าพวกเขาไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์เท่านั้นเองเสียด้วยซ้ำ
     ความหมายของคำว่า วัฒนธรรม ในระยะแรกจึงมีลักษณะที่ค่อนข้างฉาบฉวย เพราะหมายถึงเฉพาะ ความรู้ กิริยามารยาท และธรรมเนียมอย่างตะวันตกมากกว่าที่จะหมายถึง พฤติกรรม ชีวิตความเป็นอยู่ ระบบสัญลักษณ์ ความเชื่อ ฯลฯ ของพื้นเมืองสยาม หรืออุษาคเนย์ แม้ว่าในปัจจุบันจะเกิดการขยายตัวของความสนใจในเรื่องวัฒนธรรมขึ้นมาก แต่ก็ยังคงอยู่ในแวดวงของการศึกษาทางวิชาการ มากกว่าจะขยายความเข้าใจไปสู่แวดวงอื่น ดูตัวอย่างสุดคลาสลิคได้จากกรณี "โจรกระจอก" ในสมัยรัฐบาลของคุณทักษิณ ที่มองปัญหาทางประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม ว่าเป็นเพียงเรื่องของโจรกิ๊กก็อก เป็นต้น
    รากเหง้าของภัยพิบัติเรื่องความเข้าใจใน วัฒนธรรม นี้ยังส่งผลมาถึงปัจจุบัน และหาดูได้ทั่วไปจาก งานอีเวนต์ที่ ททท. อ้างถึงความดีงามวัฒนธรรม โบราณสถาน หรือมิวเซียมที่พยายามสืบรากความเก่าแก่ให้คนไทย โดยที่ไม่เหลือหน้าที่ใช้งานเดิมที่คนในบริเวณโยดรอบชุมชนสามารถจะจินตนาการตัวเองเข้าไปมีส่วนร่วมได้ เพราะคนในชุมชนโดยรอบเป็นเพียงพวก low culture ต่างกับโบราณสถานที่เป็น "ซากปรักหักพัง" ของ high culture ในอดีต คนในชุมชนโดยรอบจึงไม่เกี่ยวข้องกับโบราณสถานในชุมชนมากไปกว่า สถานที่ราชการอันแตะต้องมิได้ หรือไม่อาจเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับงานเฟสติวัลปาหี่ที่ ททท. ประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่
    ผมเข้าใจเอาเองว่า ก่อนที่เราจะประดิษฐ์คำว่าวัฒนธรรมขึ้นมาใช้ เราคงใช้คำอื่นในการอธิบายถึง วิถีชีวิตความเป็นอยู่ ลักษณะเชิงสัญลักษณ์ ความเชื่อของกลุ่มชนที่แตกต่างกันด้วยคำเก่าที่แตกต่างออกไป และแน่นอนว่าคงเข้ากันไม่ได้กับจริตของคำว่า culture ในภาษาอังกฤษ (อย่างน้อยที่สุดก็คงต่างออกไปในความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างรัฐเจ้าอาณานิคม กับผู้ถูกล่า)
    ในนิราศภูเขาทอง ของสุนทรภู่ มีข้อความตอนหนึ่งว่า
    ถึงเกร็ดย่านบ้านมอญแต่ก่อนเก่า    ผู้หญิงเกล้ามวยงามตามภาษา
    คำว่า "ภาษา" ในที่นี้สัมพันธ์กับ "มอญ" ในวรรคข้างหน้าอย่างไม่ต้องสงสัย ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. 2542 ก็อธิบายศัพท์คำนี้นอกเหนือที่หมายถึง การสื่อสารด้วยการพูด หรือเขียน โดยอ้างอิงจากพงศาวดารสมัยรัชกาลที่ 3ไว้ว่า "คนหรือชาติที่พูดภาษานั้นๆ เช่น มอญ ลาว ทะวาย นุ่งห่มและแต่งตัวตามภาษา"
    “ภาษา" ในบทกลอนของสุนทรภู่ ยังชวนให้ผมนึก ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ หรือหนังสือนางนพมาศ ซึ่งอาจจะเป็นพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 3 ที่แบ่งแยกคนกลุ่มต่างเป็น "ชาติภาษา" ไม่ใช่ เชื้อชาติ หรือชาติพันธุ์อย่างศัพท์วิชาการสมัยใหม่ และยังทำให้นึกถึงประโยคเก่าๆ ที่อธิบายความรุ่มรวยของอยุธยาว่า อยุธยาเป็นเมืองท่าขนาดใหญ่มีผู้คนมาจากที่ต่างๆ มากมายถึง 12 ภาษา เป็นต้น
    ในภาษามลายู มีคำว่า “bahasa” ซึ่งก็แปลว่า "ภาษา" นั่นแหละ เพราะมีรากศัพท์มาจากภาษาสันสกฤตเหมือนกัน ที่น่าสนใจคือเมื่อเติมคำว่า "ber-” เข้าไปข้างหน้าจะมีความหมายว่า มีภาษา สุภาพ มีวัฒนธรรม หรือเมื่อเติม "per-” หรือ “per-,-an” เข้าไปก็จะแปลว่า ภาษิต มารยาทที่ดี หรือความสุภาพ ในกรณีภาษาจึงเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมชั้นสูง (ซึ่งเกี่ยวโยงอยู่กับอำนาจ) อย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งที่โดยรากศัพท์จากภาษาสันสกฤตคือ "ภาษ" แล้วไม่ได้เกี่ยวข้องกับธรรมเนียม มารยาท หรือวัฒนธรรมใดๆ เลย เพราะแปลว่า การพูด หรือการกล่าว เท่านั้น
    น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งว่า คำว่า "ภาษา" ปรากฏอยู่ในกลุ่มภาษาตระกูลมลายู เขมร และไทย (ตั้งแต่อยุธยาเป็นต้นมา?) ทั้งหมดนี้ล้วนสะกดด้วย "ษ" ตามอย่างภาษาสันสกฤต ที่เกี่ยวข้องกับศาสนาพราหมณ์ และพุทธแบบมหายาน ไม่ใช่ "ส" ตามอย่าง "ภาส" ในภาษาบาลี ที่มีความหมายเดียวกัน แต่สัมพันธ์อยู่กับกลุ่มพุทธศาสนาเถรวาท ในขณะที่กลุ่มภาษาที่นับถือพุทธเถรวาทยังมีคำพื้นเมืองใช้เรียกตามอย่างดั้งเดิมของตนเอง เช่น คำว่า "อะเร่" ในภาษามอญ และคำว่า "ปาก" ในภาษาตระกูลไท(ย)-ลาว เป็นต้น
    ลักษณะอย่างนี้คงแสดงให้เห็น ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ และเครือข่ายทั้งทางด้านการค้า และญาติวงศ์อย่างไม่ต้องสงสัย "ภาษา" ในที่นี้ยังน่าจะเกี่ยวพันถึงความรู้ใหม่ ซึ่งคงจะเกี่ยวพันกับเครือข่ายของศาสนาพุทธมหายาน หรือพราหมณ์จากชมพูทวีปอยู่อีกด้วย
    คำว่า "ภาษา" ที่ไม่ได้หมายถึงการสื่อสาร แต่หมายถึงกลุ่มชน จึงหมายถึงชาติพันธุ์กิ๊กก็อกก็ไม่ได้ เพราะแสดงถึงเครือข่ายเชิงอำนาจ ดูชาติภาษาต่างๆ ในการละเล่นเพลงสิบสองภาษาเป็นตัวอย่างได้อย่างดี
    วิธีการจำแนกกลุ่มคน (ซึ่งเกี่ยวพันอยู่กับวัฒนธรรม (culture) อย่างแยกไม่ออก) ระหว่างพื้นเมืองอุษาคเนย์ กับชาติตะวันตกยุคอาณานิคมจึงแตกต่างกันจนไม่สามารถถ่ายทอดความหมายแทนกันได้ เพราะคำว่า "ภาษา" ยังมีความหมายหลักอีกอย่างว่า การสื่อสาร ในขณะที่รากศัพท์ดั้งเดิมของคำว่า culture มาจากคำว่า cultura ในภาษาละติน ที่หมายถึงการทำเกษตรกรรมอย่างที่มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างเป็นแบบแผน ความเข้าใจเรื่อง วัฒนธรรม (culture) ของชาวสยามจึงกระโดกกระเดกมาตั้งแต่ชั้นต้น เพราะไม่ใช่เรื่องที่ตรงกับธรรมชาติ หรือโลกทัศน์ของเราเลยแม้แต่น้อย
    วัฒนธรรมแบบไทยๆ  (โดยเฉพาะกิจกรรม และการดำเนินงานด้านวัฒนธรรม )จึงฉาบฉวย และไม่มีรากเหง้า เพราะเราเอาแต่ลอกวิธีการของฝรั่ง โดยไม่ได้พยายามทำความเข้าใจในวิธีคิดทั้งของฝรั่งเอง และของเราด้วยแม้แต่น้อย

คำบรรยายภาพ
Matthew Arnold (ค.ศ. 1822-1888)




บทความ

คำฉันท์ (๘)
คำฉันท์ (๗)
คำฉันท์ (๖)
คำฉันท์ (5)
คำฉันท์ (4)
คำฉันท์ (3)
คำฉันท์ (2)
ชื่อวรรณคดีที่ควรรู้จัก (เพิ่มเติม)
คำฉันท์ (1)
ฉากรบใน “ดาหลัง”
กลอนคนฝรั่งเขียน
กลอนบรรยายเมืองสิงห์บุรี เมื่อ พ.ศ 2466
ท้องถิ่นกับอาเซียน...จุดเชื่อมที่ยังต้องค้นหา
วันภาษาไทย? บางปัญหาที่น่าแลกเปลี่ยนทัศนะ
กลอนไหว้ครูโนห์ราชาตรี
ข้อเสียของวิชาประวัติศาสตร์
จากระบบบรรณาการถึงการปกครองแบบพิเศษในปะตานี
พระราชนิพนธ์แปลสามเรื่อง
การส่งเสริมและข้อจำกัดของวรรณกรรมมุสลิม
สุนทรคึก เขียนถึง สุนทรภู่ (1) ตามรอยคึกฤทธิ์
กลอนคนฝรั่งเขียน
50 ปีสมาคมนักกลอนฯ กับการก้าวสู่เวทีสากล
สารลึบพะสูน: วรรณคดีลุ่มน้ำโขงที่ไม่โปร่งใส
เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา
สุภาษิตโบราณ
ง่ายและงามอย่างลาว
การเมืองในกวีของ “คุณพุ่ม”
ตำนานการสร้างโลกของชาวจ้วง
เวียงจัน 450 ปี
วันภาษาไทยฯ ที่ราชภัฏมหาสารคาม
แม่น้ำท่าจีนกำลังจะตาย
ย้อนรอยวัฒนธรรมลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา
นครปฐมและพระปฐมเจดีย์ในวรรณคดีนิราศ
ตามรอยภาษาศาสตร์ภาษากะเหรี่ยงบ้านไร่
ชาตินิยมสยาม และชาตินิยมไทย กับกรณีปราสาทเขาพระวิหารมรดกโลก
จัดอันดับความนิยมของบทความในเว็บสมาคมฯ
ตำนานนิทานพื้นบ้าน กำเนิดแม่น้ำโขง "ยักษ์สะลึคึ"
เอกสารวิชาการ ร่องรอยกาลเวลา หัวข้อ "ศิลปะ เพลง ดนตรี กวี" วังสะพุง, เลย
มุทิตาบูชาครูวันสุนทรภู่ที่ราชภัฏมหาสารคาม
สัมพันธ์ไทย – จีน (จ้วง) เครือญาติชาติภาษา
ตามล่าหารัก
แม่น้ำโขง โลกร้อน หรือเพราะจีนปิดเขื่อนกั้นน้ำ
The Ides of March และ “โภชนสติ” จาก ป๋วย อึ๊งภากรณ์
มองรูป-เสียงกลอน (ว่าด้วยเสียงตรี วรรค ๒) ผ่าน อังคาร กัลยาณพงศ์ (๒) article
200 ปี เอบราแฮม ลิงคอล์น: “บ้านที่แตกแยกกันเอง ไม่อาจตั้งอยู่ได้”
มองรูป-เสียงกลอน (ว่าด้วยเสียงตรี วรรค ๒) ผ่าน อังคาร กัลยาณพงศ์
ของ-โขง จิตวิญญาณแห่งสายน้ำ
โคลงห้าพัฒนา ของ "จิตร ภูมิศักดิ์"
ประชาภิวัฒน์(ไทยกับอาเซียน)
วันสารทไทย
สุนทรภู่-ครูมีแขก จากโซนาต้าถึงเพลงทยอยเดี่ยว
สังคม"ทันสมัย" แต่ไร้สมอง
มะเมี๊ยะเป็นสาวมอญ
บรูซแกสตันไว้อาลัยละมูล
รากเหง้าความศักดิ์สิทธิ์ของกวีนิพนธ์ไทย
บทสัมภาษณ์ กวีรากหญ้า
ความเชื่อ
ทำไม
ร่องรอยกาลเวลา
โขงนที เพลงกวี ดนตรีชีวิต
ประชาชนในชาตินิยม
รักสามเศร้า ที่แหลมมลายู
ความหมายทางวัฒนธรรม
เที่ยว 9 วัดศักดิ์สิทธิ์ ไหว้พระทำบุญปีใหม่ สไตล์ "สุจิตต์ วงษ์เทศ"
ปาฐกถาช่างวรรณกรรม
รัฐบุรุษ
หนึ่งคนสองวัฒนธรรม
สุนทรภู่ ต่อต้านสงครามล่าเมืองขึ้น
วัฒนธรรม เปลี่ยน...ซีไรต์ก็เปลี่ยน
สยามเมืองยิ้ม
ปราสาทเขาพระวิหาร
เสภาเรื่องพระราชพงศาวดาร ของสุนทรภู่
ตะเกียงเจ้าพายุ
ต้นแบบ"กลอนสุนทรภู่"
สุนทรภู่ "ความรู้ใหม่" โยงใย "ความรู้เก่า"
จากร้อยกรอง สู่บทกวีมีทำนอง
รามายณะ (รามเกียรติ์) เล่าใหม่
พายุนาร์กีสหรืออคติในใจไทยที่ทำร้ายคนพม่า?
เห่ช้าพญาหงส์
การเทครัวในประวัติศาสตร์อุษาคเนย์
เมืองร้อยเอ็ดประตู
พล นิกร กิมหงวน
ภูมิประเทศอีสาน ไม่มีในประวัติศาสตร์ไทย
มิตาเกะ
เค้าขวัญวรรณกรรม
เรือพระราชพิธี
The Secret
โลกดนตรี
ลมปากที่ไร้มารยา
คำกวี เส้น สี และแสงเงา
ยิ่งกระจะยิ่งกระจ่างอยู่กลางใจ
วรรคทอง
การะเกด
ในวรรณคดีมีกลอน (หรือ) เปล่า...?
ในวรรณคดีก็มีกลอนเปล่า
โล้ชิงช้า ประเพณีประดิษฐ์ใหม่ของพราหมณ์สยาม
เพลงลูกทุ่งมาจากไหน?
สนุกเล่นแต่เป็นจริง
ครูแจ้งวัดระฆัง สร้างสำนวนขุนช้างขุนแผน แสนสยอง ...
ชาติพันธุ์สุวรรณภูมิ
อยากได้ความรู้ไปหมู่บ้าน อยากได้ปริญญาไปมหาวิทยาลัย
อัจฉริยะรอบโลก กับ I see U มติชน 30 ปี
มรดกภาษา
เขาพระวิหาร: "มรดกโลก" ของกัมพูชา
สุนทรภู่:ในช่วงแผ่นดินพระนั่งเกล้า
สุนทรภู่ มหากวีกระฏุมพี
ข้อมูลนิราศเมืองสุพรรณ
กรุงเทพฯ "พื้นที่ทางวัฒนธรรม"
บางกอก
มาตุภูมิ กับ ชาติภูมิ
กวีปฎิวัติ article
ปริศนาพาสนุก article
สิทธิชุมชน - สนั่น ชูสกุล article
กราบกลอนด้วยกลอนครู article
ร่าย – โคลงในโองการแช่งน้ำฉันทลักษณ์จากสองฝั่งโขง article
กาพย์ยานี : ตำนานฉันทลักษณ์กับหลักการใหม่ article
เส้นทางรัก ขุนแผนและนางพิม จากสุพรรณมาเมืองพิจิตร article
กลอนบทละคร article
กวีอมตะอยู่ที่ผลงาน article
๓๕ เดนตายใน ขุนช้าง ขุนแผน article
จากปากแพรกถึงท่าดินแดง article
แม่น้ำโขง แม่น้ำแห่งอุษาคเนย์ : เชียงรุ่ง1-2 article
เถาอัญชัญ article
พลังลาว article
เวตาลเป็นใคร article
อ้อมอกแม่อิง article
สนิมในวรรณคดี article
เรื่องเล่าของสาย article
สวัสดีปี ใหม่ ๒๕๕๐ article
รายงานวรรณกรรม article
ตลาดวิชาและบางสิ่งที่มองข้าม article
รู้สึก นึก คิด เขียน article



bulletผลร้อยกรองออนไลน์ 2558
dot
ประกวดร้อยกรองออนไลน์ครั้งที่ 7
dot
bulletข้อมูลการประกวดครั้งที่ 7, 2557
bulletผังร้อยกรอง
bulletอ่านโคลงประกวด 2557
bulletอ่านกลอนประกวด 2557
bulletอ่านกาพย์ยานีประกวด 2557
bulletผลการประกวดร้อยกรอง ปี 2557
dot
ข่าวสาร ข้อมูลสมาคม
dot
bulletกรรมการสมาคมสมัยที่ ๑๕-๑๖
bulletนายกสมาคมสมัยที่ ๑๗
bulletติดต่อนายกสมาคมนักกลอน
bulletติดต่อฝ่ายดูแลส่วนต่างๆ
bulletสมัครสมาชิกสมาคมนักกลอน
bulletนักกลอนตัวอย่าง ๒๕๕๓
dot
หัวข้อน่าสนใจ
dot
bulletรวมลิ้งค์เว็บไซต์น่าสนใจ
bulletส่งบทสักวา น.ส.พ. สยามรัฐ
bulletวารสารวิทยาจารย์ รับต้นฉบับ
bulletส่งข้อเขียนครูในดวงใจ
dot
แนะนำหนังสือ
dot
bulletหน้ารวมหนังสือ
bulletคู่มือเรียนเขียนกลอน
bulletกาสรคำฉันท์ - สมคิด สิงสง
bulletหนังสือสุรินทร์สโมสร
bulletฝากโลกนี้ไว้ในหัวใจเธอ - กอนกูย
bulletเลือน - อติภพ
bulletธาร ธรรมโฆษณ์
bulletนายทิวา
bulletกลอนเกียรติยศ
bulletอ้อมกอดแห่งท้องทุ่ง
bulletทองแถม นาถจำนง
bulletพงศาวดารพิภพ
bulletโป๊ยเซียน คะนองฤทธิ์
dot
โครงการประกวดต่างๆ
dot
bulletนายอินทร์อะวอร์ด ๒๕๕๖
bulletประกวดรางวัลซีไรท์ปี ๒๕๕๖
bulletรางวัลพานแว่นฟ้า ปี ๒๕๕๖
bulletรางวัลวรรณกรรมรามคำแหง ๒๕๕๖
dot
ผลตัดสินรางวัลต่างๆ
dot
bulletรางวัลศรีบูรพา ๒๕๕๖
bulletผลรางวัลซีไรต์ ๒๕๕๗
bulletผลเซเว่นบุ๊คอวอร์ด ๒๕๕๗
bulletผลรางวัลแว่นแก้ว ๗ (๒๕๕๓)
bulletผลกลอนวิถีคนกับควาย
bulletผลร้อยกรอง “ผมจะเป็นคนดี”
bulletรางวัลนราธิป ๒๕๕๓
bulletนักเขียนอมตะ คนที่ ๖ (๒๕๕๕)
bulletนักเขียนรางวัลศรีบูรพา ๒๕๕๖
bulletศิลปินมรดกอีสาน ๒๕๕๔
bulletผลรางวัลพานแว่นฟ้า ๒๕๕๕
bulletผลรางวัลรามคำแหง ๒๕๕๖
bulletศิลปินแห่งชาติ ๒๕๕๕
bulletผลประกวดหนังสือ ชีวิตใหม่ 2
dot
ข่าวคราวของลมหายใจ
dot
dot
Weblink
dot
bulletอ่านกลอนประกวด 2556

หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก
สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย
ศูนย์ให้คำปรึกษาปัญหาภาษาไทย มศว
เว็บรวมกระทู้ อาศรมชาวโคลง ใน pantip.com
หนังสืออีศาน


Copyright © 2010 All Rights Reserved.
ติดต่อ นายกสมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย ทองแถม นาถจำนง
โทรศัพท์ ๐๘๙-๑๒๓๔๗๕๔ อีเมล์ tongtham.n@hotmail.com

สำนักพิมพ์แม่โพสพ