ReadyPlanet.com
dot dot
จากระบบบรรณาการถึงการปกครองแบบพิเศษในปะตานี

จากระบบบรรณาการถึงการปกครองแบบพิเศษในปะตานี

ศ.ดร. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

                หัวข้อใหญ่ที่มีการถกเถียงและอภิปรายกันมากขึ้นเรื่อยในเรื่องแนวทางแก้ปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้ในปัจจุบันนี้ คงไม่มีเรื่องไหนที่มีผู้ให้ความสนใจทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยอย่างมากเท่ากับปัญหาเรื่องการปกครองแบบพิเศษในดินแดนของอาณาจักรปาตานีเก่า  ที่ผ่านมามีผู้เสนอรูปการปกครองท้องถิ่นใหม่เรียกว่า นครปัตตานี ทำนองเดียวกับการปกครองแบบพิเศษในกรุงเทพมหานคร และพัทยา เป็นต้น  ปฏิกิริยาและความเห็นจากรัฐบาล และสื่อมวลชน ไปถึงผู้คนทั่วไปมีความแตกต่าง หลากหลายและแสดงออกอย่างไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าใครมีข้อมูลแบบไหน และมีความเข้าใจในรูปแบบการปกครองนั้นๆอย่างไร  บทความนี้ต้องการเสนอภูมิหลังและความเป็นมาของระบบการปกครองที่สยามกับอาณาจักรปาตานีได้เคยใช้และสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนาน  กระทั่งมาถึงช่วงประวัติศาสตร์ยุคอาณานิคมสมัยใหม่  ที่ประเทศตะวันตกขยายอิทธิพลเข้ามายังดินแดนอุษาคเนย์ ผลสะเทือนของลัทธิล่าอาณานิคม นำไปสู่การปรับเปลี่ยนระบบการปกครองระหว่างสยามกับบรรดาหัวเมืองประเทศราชและเมืองเจ้าพระยาสามนตราชต่างๆลงไป  เพื่อจะได้คลายความตระหนกตกใจและหันมาทำความเข้าใจกับรูปแบบการปกครองในรัฐสมัยใหม่ด้วยมุมมองที่สอดคล้องกับธรรมชาติและความเป็นจริงในท้องถิ่นและชุมชนกับศูนย์กลาง   

                ปัญหาการเมืองของปัตตานีเช่นเดียวกับปัญหาความขัดแย้งอื่นๆในสังคมไทย เป็นปัญหาทางโลกทรรศน์ที่แตกต่างบางครั้งตรงข้ามกัน  โลกทรรศน์มีส่วนสำคัญในการกำหนดและสร้างความคิดให้แก่คนในสังคมนั้นๆ  โลกทรรศน์หนึ่งถือความยีดมั่นในศรัทธาในสิ่งที่ได้รับการถ่ายทอดปลูกฝังมา  อีกโลกทรรศน์ยึดมั่นในหลักการแบบวิทยาศาสตร์ คือไม่เชื่อเพราะคนแต่ก่อนเชื่อมาอย่างนั้น หากแต่ต้องทำการศึกษาค้นคว้าและหาหลักการของเรื่องนั้นออกมาให้ได้  แบบแรกมักมีความโน้มเอียงไปทางอนุรักษ์นิยมและอำนาจนิยม แบบหลังหนักไปทางเสรีนิยม สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าของสังคม  โลกทรรศน์แบบอนุรักษ์นิยมได้รับการตอบรับและตอกย้ำจากการปฏิบัติ ความเชื่อและสมมติฐานของฝ่ายรัฐและระบบราชการอย่างไม่น้อย  ทำให้ความรู้ ข้อมูลจากสังคมมิติและด้านอื่นนั้นเป็นส่วนรองหรือกระทั่งไม่มีความหมายไปเลย  ส่งผลให้การแก้ปัญหาที่ผ่านมา มักเป็นการทำแบบเกาไม่ถูกที่คัน หรือตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ หรือไม่ก็เป็นแบบผักชีโรยหน้าไปเสียเป็นส่วนใหญ่  กรณีเรื่องรูปแบบการปกครองท้องถิ่นของปัตตานีก็เช่นกัน  คนที่ออกมาคัดค้านกระทั่งตีความว่าจะนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดนนั้น ประมวลผลดีและผลเสียของรูปแบบใหม่จากความเชื่อสมัยใหม่ ทว่ายังไม่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐปัตตานีในอดีต  ซึ่งมีพัฒนาการ ความเป็นมา มีเหตุและมีผลของแต่ละรัฐเองอย่างจริงจัง  ทำให้มองเห็นแต่อาณาจักรสยามไทยเพียงแห่งเดียวในประวัติศาสตร์ของภูมิภาคนี้  มองไม่เห็นประวัติศาสตร์ของรัฐอื่นๆที่เล็กกว่า แต่ก็มีประวัติความเป็นมาของตนเองเหมือนกัน  ทำให้เกิดมีความทรงจำและมีอัตลักษณ์ของผู้คนในรัฐนั้นๆแบบอัตวิสัยด้านเดียว  การที่เราไม่รู้ไม่เข้าใจประวัติของรัฐและผู้คนอื่นๆ ก็จะไม่เข้าใจปัญหาและที่มาของความขัดแย้ง  จะอาศัยเพียงความรู้เรื่องรัฐสยามฝ่ายเดียวแล้วไปตัดสินอัตลักษณ์คนอื่นๆ เห็นได้ว่าไม่อาจนำมาซึ่งความเข้าใจและเป็นมิตรกันได้ 

ระบบบรรณาการ (tributary system)

                ระบบการปกครองระหว่างเมืองหรือรัฐต่างๆในอุษาคเนย์แต่โบราณนั้น ใช้ระบบที่นักประวัติศาสตร์เรียกว่า “ระบบมณฑล” หรือ mandala กล่าวคือบรรดารัฐและผู้นำเหล่านั้นได้ศึกษาบทเรียนจากการอยู่ร่วมกันในอดีตแล้วพบว่ามีวิธีการในการทำให้พื้นที่ทางการเมือง(คือรัฐและอาณาจักรต่างๆ)นั้นเกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่ายมากที่สุดด้วยการทำตามทฤษฎีมณฑลนี้ ในแนวคิดทฤษฎีนี้ทุกๆรัฐและเมืองต่างเป็นส่วนหนึ่งหรือสมาชิกหนึ่งของระบบนี้หรือระบบที่เกี่ยวพันกัน ไม่มีใครสามารถอยู่รอดได้คนเดียวโดยไม่สนใจเพื่อนบ้านอื่นๆ ความเป็นอิสระที่ได้มาจากการเป็นกลางอย่างแท้จริงนั้นไม่มี  มันไม่อาจดำรงอยู่ได้ในโลกของความเป็นจริง หากแต่รัฐที่เป็นสามนตราชหรือรัฐบรรณาการต่างหากที่อาจมี “นโยบายต่างประเทศ” ที่เป็นกลางได้ โดยต้องแลกกับการเสียสิทธิบางอย่างของตนไปให้แก่รัฐที่ใหญ่กว่า  กษัตริย์รักษาตนอยู่ในวังวนของชีวิตที่หลากหลายได้ด้วยการใช้ประโยชน์จากองค์ประกอบและปัจจัยแวดล้อมต่างๆในระบบให้ได้มากที่สุด  การสร้างพันธมิตรระหว่างรัฐต่างๆก็เป็นผลมาจากการที่รัฐเหล่านั้นอยู่ในภูมิศาสตร์แบบไหน (Wolters, 2008, 157) 

                ในทางภูมิศาสตร์ของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในอดีต ซึ่งได้แก่อาณาจักรปาตานีเก่า     ซึ่งรวมเมืองยะลา นราธิวาสไว้ด้วยกัน แต่ไม่มีสตูลอยู่ด้วย เพราะสตูลแต่ก่อนอยู่กับเมืองไทรบุรีหรือเคดาห์ ต่อมาเมื่อลงนามสัญญาอังกฤษสยามในปีพ.ศ. ๒๔๕๒ ( คศ. ๑๙๐๙) ทำให้อังกฤษยอมรับรองอำนาจของกรุงสยามเหนือเมืองปัตตานี แลกกับการได้สิทธิเหนือเมืองกลันตัน ตรังกานูและไทรบุรีไป โดยที่ตัดส่วนที่เป็นสตูลให้กับสยามไปด้วย ดังนั้นสตูลจึงไม่เคยมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองอะไรร่วมกับฝ่ายปาตานีเลย ตั้งแต่สมัยโน้นกระทั่งสมัยปัจจุบัน  อาณาบริเวณดังกล่าวนี้เป็นที่ตั้งของศูนย์อำนาจสำคัญ ๒ แห่งคือ ปาตานีทางฝั่งตะวันออก และไทรบุรีทางฝั่งตะวันตก แสดงออกในการเป็นรัฐเมืองท่าสำคัญในบริเวณตอนกลางของคาบสมุทรมลายูโบราณ ในสมัยอยุธยา ปาตานีเป็นศูนย์รวมของสินค้าพื้นเมืองอันได้แก่เครื่องเทศ พริกไทยและของป่า เป็นเมืองท่าส่งผ่านสินค้าจากจีนและยุโรป  แม้ว่าปาตานีประกาศรับรองในความยิ่งใหญ่ของกษัตริย์อยุธยา(รัฐสยามไทย) แต่ความสัมพันธ์ในการปกครองก็ไม่เหมือนกับเมืองประเทศราชอื่นๆ ด้วยปัจจัยทางระยะทางและลักษณะเมืองท่าของปาตานีเองที่ทำให้ปาตานีตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสยาม แต่ไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจการปกครอง อันเป็นลักษณะหนี่งของรัฐเล็กๆที่ดำรงอยู่ตามชายของของรัฐใหญ่ๆ เช่นในตอนเหนือของเกาะชวา คาบสมุทรมลายา หรือบริเวณตอนล่างของพม่าและเวียดนาม รัฐเล็กๆเหล่านั้นต่างมีอิสระในการปกครองและสืบทอดอำนาจของตัวเองด้วยกันทั้งสิ้น (ยงยุทธ ชูแว่น, ๒๕๕๐, ๓๙)

                ประเด็นต่อมาที่มักมีความสับสนกันพอสมควรเมื่อพูดถึงประวัติศาสตร์ยุคอาณาจักรกับเมืองสามนตราชก็คือปัญหาเรื่องฐานะของเมืองประเทศราชว่าคืออะไร  โดยทั่วไปเรามักเข้าใจว่าก็เหมือนกับการเป็น “เมืองขึ้น” ของประเทศใหญ่ที่มีกำลังเหนือกว่านั่นเอง  ความคิดเรื่องเมืองขึ้นในประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทย ซึ่งสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงอธิบายในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา คือการสูญเสียอิสรภาพของชาติหรือประเทศ มโนทัศน์ของพระองค์ท่านใกล้กับคำว่า independence ในประวัติศาสตร์สมัยใหม่  ในความเป็นจริง “อิสรภาพ” ของรัฐชาตินั้นเป็นนวัติกรรมสมัยใหม่ เป็นจินตนาการที่เพิ่งถูกประดิษฐ์สร้างขึ้นมาเมื่ออาณาจักรกษัตริย์แบบยุคฟิวดัลหรือศักดินาได้เสื่อมสลายไป และกำลังก่อรูปแบบของรัฐสมัยใหม่ที่เรียกว่ารัฐประชาชาติ ช่วงเวลาก็ตกราวคริสต์ศตวรรษที่ ๑๘ เป็นต้นมา โดยเฉพาะหลังจากการปฏิวัติอเมริกาและปฏิวัติใหญ่ฝรั่งเศส  นั่นคือปลายยุคกรุงศรีอยุธยากำลังจะขึ้นยุคกรุงรัตนโกสินทร์ แต่สมเด็จกรมพระยาดำรงฯทรงอธิบายความหมายของเมืองขึ้นตั้งแต่ตั้งกรุงศรีอยุธยาใน พ.ศ. ๑๘๙๓ (คศ. ๑๓๕๐) ดังที่ได้ทรงอธิบายการสร้างกรุงศรีอยุธยาของพระเจ้าอู่ทองว่า ไม่ได้สร้างพระนครทันทีที่เสด็จมาถึงเมืองอโยธยา ความจริงไม่ใช่ พระเจ้าอู่ทองได้ยกมาตั้งเป็นเมืองเล็กๆก่อน อยู่ที่เวียงเหล็ก(ต่อมาสร้างเป็นวัดพุทไธศวรรย์) ได้ ๓ ปี “เมื่อเห็นเวลาอันควรจะประกาศเป็นอิสรภาพเปิดเผยได้แล้ว จึงสร้างพระนครศรีอยุธยาและทำพิธีราชาภิเษกโดยประกาศเป็นอิสรภาพ เมื่อปีขาล(ที่จริงปีเถาะยังเป็น)โทศก จุลศักราช ๗๑๒ พ.ศ. ๑๘๙๓” (สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ, ๒๕๑๖, ๑๐๗)

                การเป็นเมืองประเทศราช หรือเมืองขึ้น ในศัพท์ว่า dependencies จึงหมายถึงการที่รัฐเล็กยอมรับในอำนาจของรัฐใหญ่ที่เหนือกว่า และการยอมรับดังกล่าวนั้นไม่ใช่สิ่งถาวร อาจยาวเป็นหลายปี หรืออาจสั้นไม่กี่เดือนก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยเงื่อนไขของสัมพันธภาพระหว่างรัฐทั้งหลายในมณฑลเดียวกันหรือที่เกี่ยวพันกันว่าดำรงอยู่ในลักษณะอะไร รัฐปาตานี และไทรบุรีจึงสามารถยอมรับในความเหนือกว่าของทั้งรัฐสยามและมะละกาได้ในเวลาเดียวกัน แต่จะยอมรับใครมากกว่าก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในขณะนั้นๆ  จึงดูเหมือนกับระบบบรรณาการเต็มไปด้วยความวุ่นวาย มีการกบฏ ขัดขืน ต่อต้านจากบรรดารัฐเล็กๆอยู่ตลอดเวลา  หากมองจากสายตาของศูนย์กลางในทรรศนะสมัยใหม่ ก็จะสรุปว่ารัฐบรรณาการหรือประเทศราชมักไม่จริงใจ ทำตัวเป็น “ขอมแปรพักตร์” เลยถูกทำให้กลายเป็น “ผู้ร้ายในประวัติศาสตร์” ของอาณาจักรใหญ่เสมอมา  นี่เป็นทรรศนะทางประวัติศาสตร์ที่ผิด ควรจะแก้ไขให้ถูกต้อง เพื่อความเข้าใจและการอยู่ร่วมกันระหว่างรัฐในอดีตที่ยังส่งทอดมายังปัจจุบันกันต่อไป  กล่าวได้ว่าการเมืองของรัฐชายขอบจึงเป็นอิสระในความหมายว่าไม่ผูกติดขึ้นอยู่กับศูนย์อำนาจใดอย่างตายตัวเหมือนเมืองอาณานิคม พูดอย่างสมัยปัจจุบันก็คือมีความเป็นตัวของตัวเอง ทำการปกครองมีสิทธิอำนาจทางการเมืองและการเงินเหนือประชากรในรัฐของตนเองอย่างเต็มที่ ความหมายดังกล่าวนี้จึงใกล้กับคำว่า autonomy หรือปกครองตนเองอย่างจำกัด เพราะยังยอมรับในอำนาจที่เหนือกว่าอยู่

                กล่าวได้ว่ามโนทัศน์ว่าด้วยความเป็นอิสรภาพของรัฐยังไม่เกิดไม่ว่าในตะวันตกหรือในตะวันออก  ความคิดโบราณของสยามไทยว่าด้วย “อิศรภาพ” ก็มีอยู่แล้ว คือหมายความว่าอำนาจของผู้เป็นใหญ่หรือพระอิศวร ศัพท์นี้มีปรากฏในกฎหมายตราสามดวง จึงไม่ใช่ความเป็นอิสระ ไม่เป็นข้าประเทศอื่นในลักษณะของการตกเป็นข้าทาสหรือเป็นอาณานิคม อิสรภาพแบบโบราณจึงมีนัยถึงอำนาจในตัวบุคคลผู้มีฐานะเหนือกว่า อำนาจนี้ถ่ายทอดไปยังคนอื่นหรือให้แก่ประเทศและรัฐไม่ได้ เพราะมองว่ารัฐก็คือตัวตนของกษัตริย์นั่นเอง  ความขัดแย้งในประวัติศาสตร์ยุคดังกล่าว จึงเป็นความขัดแย้งระหว่างผู้นำคือกษัตริย์ด้วยกันเอง เพียงแต่อ้างในนามของอาณาจักรหรือรัฐนั้นๆ แต่ไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างราษฎรของทั้งสองรัฐนั้น เอาเข้าจริงๆแล้วนโยบายการปกครองและการปฏิบัติที่กษัตริย์กระทำต่อราษฎรก็คล้ายๆกันคือไม่ได้คำนึงถึงความทุกข์ยากลำบากและความไม่ยุติธรรมของราษฎรข้างล่างเท่าใดนัก ดังนั้นการที่กษัตริย์รัฐหนึ่งจะยึดอำนาจแล้วขับไล่ผู้ปกครองคนเดิมออกไปจากอำนาจจีงเป็นสิ่งปกติที่ราษฎรไม่จำเป็นต้องเข้ามาปกป้องรักษาอำนาจให้  ยิ่งถ้ากษัตริย์องค์ใหม่สามารถให้ความสุขและความอยู่ดีกินดีแก่ราษฎรได้มากกว่า ก็จะได้รับการยอมรับจากราษฎรเมืองนั้นๆได้ 

                ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐปาตานีกับอาณาจักรสยามโดยเฉพาะอยุธยาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ดำเนินไปตามวัฏจักรของระบบมณฑลดังกล่าวมาแล้ว มีการเคลื่อนไหวจากแบบเมืองขึ้นหรือเมืองพึ่งที่การยอมรับในอำนาจของสยามมาก  กับแบบเมืองเอกเทศที่รายาปาตานีมีอำนาจในการจัดการเมืองและคนของตนเองได้มาก เกือบเรียกว่าเป็นการปกครองตนเองหรือเป็นอิสระในระดับท้องถิ่น ส่วนรูปแบบใหญ่นั้นยังเป็นระบบบรรณาการ ที่ทุกฝ่ายยอมรับในฐานะของรัฐที่ไม่เท่ากัน การจัดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐทั้งหลายก็เพื่อทำให้เกิดความสงบสันติมากที่สุด หลีกเลี่ยงการสงครามและการปะทะแข่งขันอย่างไม่มีทางออก สัญลักษณ์ของระบบบรรณาการคือการส่งต้นไม้ทองคำหรือบุหงามาสไปให้รัฐที่เป็นเจ้าพ่อ

                อาณาจักรอยุธยามีความสัมพันธ์แบบบรรณาการเป็นอย่างดีกับรัฐปาตานีตลอดคริสต์ศตวรรษที่ ๑๕ และ ๑๖  ก่อนหน้านั้นกรุงสุโขทัยก็มีความสัมพันธ์ดังกล่าวกับปาตานี มีหลักฐานว่าในศตวรรษที่ ๑๔ พระบรมราชาที่ ๑ (๑๓๗๐-๘๘) มีสนมที่เป็นลูกสาวของขุนนางปาตานี และแต่งลูกๆของเธอไปกับเจ้าเมืองสิงหปุระในปี ๑๓๙๘  ปาตานีต้องเดินนโยบายระหว่างประเทศที่รักษาดุลอำนาจระหว่างอยุธยากับมะละกา ครั้งหนึ่งปาตานียกทัพไปตีมะละกา แสดงว่าปาตานีมีความสัมพันธ์อันดียิ่งกับฝ่ายสยาม ในปี คศ. ๑๕๙๒ เจ้าเมืองไทรบุรี(เคดาห์)ส่งคณะบรรณาการไปยังราชสำนักอยุธยาสมัยพระนเรศวร ในปี ๑๖๔๐ ทั้งปาตานีและยะโฮร์ส่งเครื่องบรรณาการไปให้กรุงศรีอยุธยา ทั้งหมดนี้แสดงว่าในสมัยนั้นบรรดารัฐมลายูต่างพากันยอมรับในอำนาจของอยุธยา

                นอกจากสัมพันธภาพที่เรียบร้อยและมีความเป็นมิตรต่อกันระหว่างรัฐทั้งหลาย อีกด้านก็ยังมีความสัมพันธ์ในเรื่องการสงครามและการใช้กำลังต่อสู้กันเกิดขึ้น  เช่นมะละกาไม่ยอมส่งสาส์นแสดงความจงรักภักดีต่ออยุธยาในสมัยของสุลต่านมุดซาฟา สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยาจึงส่งกองทัพลงไปปราบ แต่ไม่สำเร็จ สงครามครั้งนั้นไม่มีการบันทึกผลของการสงครามในพระราชพงศาวดารไทย หากแต่ในซะยาเราะฮ์มลายู(พงศาวดารมลายุ)มีการกล่าวถึงสงครามครั้งนั้นว่าสยามไม่ได้ชนะ พงศาวดารมลายูยังบันทึกถึงการสงครามอีกหลายครั้งระหว่างสยามกับมะละกาตลอดศตวรรษที่ ๑๕  ในสงครามครั้งหนึ่งเจ้านายฝ่ายสยามเสียชีวิตลงด้วยธนูศักดิ์สิทธิ์ของฝ่ายมะละกา

                การสงครามที่มีการบันทึกไว้มากได้แก่เหตุการณ์ที่ปาตานีใช้กำลังบุกอยุธยา หลังจากที่ปาตานีส่งกำลังว่าจะมาช่วยอยุธยาทำศึกกับพม่า  ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เขียนว่า “ขณะนั้นพระยาตานีศรีสุลต่าน ยกทัพเรือหย่าหยับสองร้อยลำเข้ามาช่วยราชการสงคราม ถึงทอดอยู่หน้าวัดกุฏิบางกะจะ รุ่งขึ้นยกเข้ามาทอดอยู่ประตูไชย พระยาตานีศรีสุลต่านได้ทีกลับเป็นกบฏ ก็ยกเข้าในพระราชวัง สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้าไม่ทันรู้ตัวเสด็จลงเรือพระที่นั่งศรีลักหลาดหนีไปเกาะมหาพราหมณ์ และเสนาบดีมุขมนตรีพร้อมกันเข้าในพระราชวัง สะพัดไล่ชาวตานีแตกฉานลงเรือรุดหนีไป...”(กรมพระยาดำรงฯ, ๑๗๖) อ่านดูแล้วยากจะเข้าใจเหตุผลของฝ่ายปาตานีในการ “กบฏ” ว่าคืออะไร อุตส่าห์ยกกองทัพเรือหลายร้อยลำมายังกรุงศรีอยุธยา เพื่อหลอกเข้าโจมตี แสดงว่าต้องมีการวางแผนก่อนหน้านั้นแล้ว ไม่ใช่เกิดขึ้นลอยๆ จากหลักฐานพงศาวดารปาตานี กล่าวว่าก่อนหน้านี้ทั้งสุลต่านปาตานีกับพระมหาจักรพรรดิก็มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน มีการแลกเปลี่ยนสันถวไมตรีทางการทูตกัน แต่หลังจากนั้นทางปาตานีอ้างว่ากษัตริย์อยุธยาได้ปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสมดีงามต่อฝ่ายปาตานี  “kerana Raja Siam memandang darjat baginda itu sangat rendah dari padanya” [เพราะกษัตริย์สยามดูถูกว่ารายาปาตานีมีศักดิ์ที่ต่ำกว่าของตนมาก] (Tueew and Wyatt 1970: 228)

                หากตีความตามหลักฐานโบราณ หมายความว่ากษัตริย์สยามกับสุลต่านปาตานีทะเลาะกระทั่งใช้กำลังเข้าสยบอีกฝ่ายหนึ่งเนื่องด้วยการดูถูกกัน ไม่ใช่จากปัญหาใหญ่ๆทางเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศเช่นนั้นหรือ  ความจริงแล้วพงศาวดารโบราณเขียนถูกแล้ว ว่ามูลเหตุแห่งความขัดแย้งระหว่างรัฐบรรณาการกับรัฐใหญ่นั้นล้วนมาจากเรื่องส่วนตัว เรื่องเกียรติยศ ศักดิ์ศรี การแสดงออกถึงฐานันดรแห่งความเป็นกษัตริย์ของแต่ละรัฐก็แสดงออกผ่านตัวบุคคลของกษัตริย์ นัยของความขัดแย้งดังกล่าวแสดงว่าปัญหาและความขัดแย้งในยุคก่อนโน้นเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลที่เป็นกษัตริย์หรือสุลต่าน  ไม่ใช่ความขัดแย้งของรัฐและราษฎร ไม่มีเส้นแขตแดนที่แน่นอนตายตัวของรัฐ และก็ยังไม่มีอัตลักษณ์ของประชากรแห่งรัฐนั้นๆ  การอ่านกลับไปในประวัติศาสตร์ของสยามเก่าและปาตานีเก่า จึงต้องตระหนักว่ามโนทัศน์เรื่องสงคราม ความขัดแย้งก็ดี ล้วนเป็นเรื่องของผู้นำแต่ละคนแต่ละสมัย ไม่ใช่ของอาณาจักรและรัฐหรือประเทศดังที่เราคิดและเข้าใจในปัจจุบัน  ดังนั้นการมองว่าสงครามและความขัดแย้งในยุครัฐบรรณาการก็เป็นความขัดแย้งแบบเดียวกันกับที่กำลังเกิดในปัจจุบันจีงไม่ถูกต้อง ระบบมณฑลและวัฏจักรของความสัมพันธ์แห่งอำนาจที่ไม่เท่ากันระหว่างกษัตริย์และรายาทั้งหลายในคาบสมุทรมลายาได้จบสิ้นไปแล้ว ที่เหลือคือบทเรียนและความเข้าใจที่คนรุ่นปัจจุบันจะซึมซับและนำมาเป็นเครื่องนำทางให้แก่การปฏิบัติของเราในยุคใหม่

               

 

 

แนวคิดว่าด้วย รัฐและชาติไทย/มลายู สมัยใหม่ ก่อรูปและพัฒนามาในช่วงเวลาของรัตนโกสินทร์ตอนต้น เมื่อบรรดาประเทศรัฐชาติสมัยใหม่ในยุโรปที่ทรงพลัง ภายหลังสงครามนโปเลียนยุติลง พากันเคลื่อนเข้ามาสร้างฐานสำหรับการค้าและอุตสาหกรรมในภูมิภาคเอเชียและอุษาคเนย์  นับแต่สมัยรัชกาลที่ ๒ มา สยามและปาตานีเริ่มเรียนรู้ถึงบุคลิกแบบใหม่ที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปของชาวยุโรปและสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือเบื้องหลังพ่อค้านักการทูตยุโรปก็คืออำนาจรัฐสมัยใหม่ที่มีอานุภาพ  แนวคิดว่าด้วยประเทศและสังคมของตะวันตกก็เปลี่ยนไป มีการให้ความสำคัญมากขึ้นแก่รัฐชาติใหม่ที่เน้นพรมแดน และการทำสนธิสัญญา กล่าวคือรัฐชาติเหล่านั้นทำตัวเหมือนกับนิติบุคคลไปแล้ว   ผู้นำชั้นสูงในราชสำนักเริ่มให้ความสนใจและค่อยๆตระหนักถึงความเป็นจริงอันใหม่ที่กำลังก่อรูปขึ้น ดังเห็นได้จากปฏิสัมพันธ์และการปรับตัวของผู้นำสยามสมัยรัชกาลที่ ๔ ในหลายด้าน ทั้งทางการเมืองและการศึกษา  การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสยามเกิดขึ้นในรัชสมัยของรัชกาลที่ ๕ โดยเฉพาะทางการเมืองการปกครองนั้น ได้รับแรงบีบคั้นจากลัทธิอาณานิคมตะวันตก โดยเฉพาะฝรั่งเศสในภาคเหนือ อีสานและตะวันออก  และอังกฤษในภาคใต้  นำไปสู่นโยบายในการปฏิรูปการปกครองสยาม และการรวมศูนย์การปกครอง หรือจัดระบบการปกครองและความสัมพันธ์กับบรรดาหัวเมืองและประเทศราชเสียใหม่ 

เกี่ยวกับปัญหารูปแบบการปกครองหัวเมืองมลายูทั้ง ๗ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงใหม่อย่างมากในสมัยรัชกาลที่ ๕  ที่นักประวัติศาสตร์เรียกว่าการปฏิรูปการปกครองเป็นแบบรวมศูนย์อำนาจการปกครองมาที่กรุงเทพฯ  ข้อที่ไม่มีนักประวัติศาสตร์ไทยพูดถึงมากนัก ได้แก่การที่รัชกาลที่ ๕ ตรงตระหนักเป็นอย่างดีถึงความไม่เหมาะสมและไม่สะดวกในการปกครองแบบเทศาภิบาลที่สยามนำลงไปใช้ในหัวเมืองทั้งหลายทั้งเมืองลาวและเมืองแขก กล่าวคือ

เป็นการฝืนความจริงอยู่ ฤาจะกล่าวว่าเราเอาแบบฝรั่งมาใช้ แต่ใช้ในทางที่ผิดก็ว่าได้  เพราะว่าเราถือว่าเมืองเหล่านั้นเป็น เมืองของเรา พวกลาวพวกแขกเป็นข้าราชการคนหนึ่ง จะติดต่อสมาคมกับใครก็ย่อมได้ แต่ความนั้นไม่จริงแขกฤาลาวเขาก็ถือว่าเป็นเมืองของเขา การที่เราทำเป็นว่าไว้ใจนั้นก็ไม่ได้ไว้ใจจริงๆ  (Tej Bunnag, 1968)

 เอาปลัดและข้าหลวงไปกำกับพวกเจ้าเมืองนั้นอีก โดยที่ข้าหลวงก็ไม่มีอำนาจอะไร นอกจากไปเป็นหุ่นเชิด หรือไม่ก็เป็นคนสอดแนม ได้ความลับอะไรก็กระซิบกันมา   รัชกาลที่ ๕ ทรงเปรียบเทียบวิธีการที่ฝรั่งอาณานิคมทำ เขาทำให้เจ้าเมือง ขึ้นไปเป็นสวรรค์เป็นเทวดา เกือบไม่ต้องทำอะไร มีน่าที่แต่เพียงเซ็นชื่อกับได้เงิน  ข้างเราขืนใจให้มาทำการที่ไม่พอใจจะทำ แล้วซ้ำต้องเป็นตัวแมงกลางแปลงอยู่เสมอ ใครเขาอยากจะทำ

                นั่นเป็นความเห็นของรัชกาลที่ ๕ ที่มีต่อปัญหาในการปฏิรูประบบการปกครองหัวเมืองของสยาม ทั้งๆที่ทรงรู้ถึงการฝืนความจริง แต่ที่สยามจำต้องทำไปก็ด้วยปัญหาที่อังกฤษก็กำลังขยายผลประโยชน์เข้ามาเหนือหัวเมืองมลายูทั้งหลายด้วย  กระบวนการเจรจาและในที่สุดรักษาอาณาเขตสยามเหนือปัตตานีได้ จึงไม่ใช้การ เสียดินแดน ดังที่นักประวัติศาสตร์ทั้งหลายมักอธิบายกันต่อๆมา หากแต่แท้จริงแล้วควรเรียกอย่างที่ดร.เตช บุนนาคเสนอคือเป็น การประนีประนอมเพื่อรักษาดินแดน ของรัชกาลที่ ๕ มากกว่า

                ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ การปกครองมณฑลปัตตานีค่อยๆสร้างความขัดแย้งและตึงเครียดขึ้น เมื่อรัฐบาลประกาศใช้นโยบายใหม่ๆหลายประการเช่น การเก็บภาษีหลายอย่างขึ้น การบังคับเข้าเรียนประถมศึกษา และการเก็บภาษีพลีเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาให้ และยังมีเรื่องศาลศาสนาอีก  ในที่สุดมีข่าวมาถึงส่วนกลางว่ามีการรวมตัวกันของชาวบ้าน และว่าถูกยุยงโดยเจ้าเมืองปัตตานีคนเก่าคือตนกูอับดุลการ์เดให้ก่อจลาจลขึ้นในปี ๒๔๖๕ ทางการได้จับชาวบ้านมุสลิมไปหลายสิบคน ส่งฟ้องข้อหาขบถ ๑๕ คน น่าสังเกตว่าเหตุการณ์และผลลงเอยของกรณีนี้ ซึ่งทางการยังเรียกว่า ขบถ พ.ศ. ๒๔๖๕ นั้นคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ต่อมาที่รู้จักกันดีว่า กบฎดุซงญอ  คือเป็นการตีความและขยายผลไปในทางลบของเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองในพื้นที่กันเอง ส่งผลให้กรุงเทพฯเกิดความหวาดกลัวและไม่ไว้ใจคนในปัตตานีมากยิ่งขึ้น

                อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นในทางนโยบายการปกครองสมัยรัชกาลที่ ๖ กลับแสดงถึงวุฒิภาวะและความเข้าใจในปัญหามณฑลปัตตานีของข้าราชการผู้ใหญ่ในขณะนั้น ที่สำคัญคือเจ้าพระยายมราช ผู้ไม่เห็นด้วยกับการตีความและตกใจกลัวอย่างไร้เหตุผลของรัฐบาล จีงได้เสนอให้มีการทบทวนและศึกษาข้อเท็จจริงของกรณี ขบถ ๒๔๖๕ อย่างจริงจัง ผลคือการนำไปสู่การออกนโยบายใหม่เรียกว่า หลักรัฐประศาสโนบาย ๖ ประการ ซึ่งเป็นการดัดแปลง แก้ไขระเบียบราชการต่างๆ ให้สอดคล้องกับความเป็น ท้องที่พิเศษด้วยภูมิประเทศแลบุคคล  และออก สมุดคู่มือสำหรับข้าราชการกระทรวงมหาดไทยที่รับราชการในมณฑลซึ่งมีพลเมืองนับถือศาสนาอิสลาม ในปี พ.ศ. ๒๔๖๖

                แม้นโยบายดังกล่าวจะไม่ใช่การสร้างระบบการปกครองพิเศษถึงขึ้นปกครองตนเองก็ตาม แต่ก็มีการประนีประนอม โอนอ่อนยอมรับอัตลักษณ์และบทบาทของคนมุสลิมท้องถิ่นมากขึ้น กล่าวได้ว่าในทางความคิดและหลักการ รัฐบาลกรุงเทพฯสมัยนั้นตระหนักดีถึงความจำเป็นในการที่มณฑลปัตตานีต้องมีรูปการปกครองที่พิเศษ ไม่เหมือนกับเมืองและมณฑลอื่นๆในประเทศได้  นโยบายดังกล่าวไม่มีโอกาสปฏิบัติได้นานนัก เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พศ. ๒๔๗๕ อันนำไปสูการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองแบบภูมิภาคและแบบท้องถิ่นขึ้น ระบบมณฑลเทศาภิบาลเป็นอันสิ้นสุดไป

ในยุครัฐบาลระบบประชาธิปไตย  คนมลายูมุสลิมภาคใต้มีผู้แทนราษฎรเข้าไปนั่งในรัฐสภาด้วยแต่ปัญหาหลายอย่างไม่อาจแก้ไขได้โดยทางรัฐสภา  หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุติลง กลุ่มมุสลิมในปัตตานีมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องต่อรัฐบาลไทยในปัญหาความเดือดร้อนจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ นำไปสู่การเจรจาและต่อรองกับผู้แทนรัฐบาลไทย จนเกิดสิ่งที่เรียกว่า คำร้องขอ ๗ ประการเรื่องนี้สำคัญมากต่อการเข้าใจปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้และการแบ่งแยกดินแดน  เพราะมันจะกลายมาเป็นหลักฐานเอกในการกล่าวหาและทำให้ผู้นำมุสลิมกลายเป็น ผู้ร้ายไปอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง ผู้นำการเมืองของคนปัตตานีคนสำคัญที่ถูกจับกุมคือฮัจญีสุหลง

กล่าวโดยสรุป บทความนี้ต้องการเสนอข้อคิดว่าระบบการปกครองใดๆก็ตามย่อมต้องเกิดมาจากสภาพความเป็นจริงในท้องที่นั้นๆและในระบบความสัมพันธ์กับอำนาจที่เหนือกว่า  ปัจจุบันระบบอำนาจทางการเมืองการปกครองดำเนินไปบนหลักการของระบบประชาธิปไตย คืออำนาจสูงสุดหรืออธิปไตยนั้น ซึ่งแต่ก่อนอยู่ในตัวกษัตริย์ มาบัดนี้ได้เลื่อนไหลลงมาอยู่กับราษฎรทั้งปวงแล้ว ระบบปกครองในท้องที่ก็ต้องดำเนินไปบนหลักการของประชาธิปไตย คือให้อำนาจการปกครองเป็นของราษฎรทั้งปวง ดังปรากฏการณ์ล่าสุดในประเทศอาหรับและตะวันออกกลางซึ่งเกิดคลื่นของการปฏิวัติประท้วงรัฐบาลอำนาจนิยมโดยมหาประชาชนในรัฐนั้นๆ อย่างไม่มีใครขวางกั้นได้ สัจธรรมข้อนี้ดูจะเป็นที่ยอมรับกันมากขึ้นว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน  แต่ปัญหาใหญ่ต่อไปคือประชามหาชนจะทำการปกครอง จัดระเบียบระบบการเมืองและเศรษฐกิจของตนอย่างไร จึงจะทำให้อำนาจอธิปไตยที่ได้มานั้นไม่กลายเป็นอำนาจอธรรมที่หันมาทำร้ายประชาชนและสร้างความอยุติธรรมขึ้นมาอีก 

๖ กันยายน ๒๕๕๔

บรรณานุกรม

Tej Bunnag, 1968. “The Provincial Administration of Siam from 1892-1915.” Ph.D Dissertation. University of Oxford.

Thanet Aphornsuvan. 2007.  Rebellion in Southern Thailand: Contending Histories. East-West Center Washington policy studies, PS 35.

Tueew, A. and David K. Wyatt. 1970. Hikayat Patani: The Story of Patani, 2 Vols. The Hague: Martinus Nujhoff.

Wolters, O.W.2008. Early Southeast Asia: Selected Essays. Craig J. Reynolds, ed. Ithaca: Cornell University Press.

สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ. ๒๕๑๖.   พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์คลังวิทยา.

ยงยุทธ ชูแว่น บก. ๒๕๕๐. คาบสมุทรไทยในราชอาณาจักรสยาม.  กรุงเทพฯ นาคร.


เอกสารข้างบนนี้ใช้ โครงการ สานสายสัมพันธ์วัฒนธรรมอาเซียนรั้งที่ 2

ห้องประชุมคณะศิลปกรรม  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

ระหว่างวันที่   28-29 กันยายน พ.ศ. 2554

สนับสนุนโดย สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม

ภาคีองค์กรร่วมจัด

                สมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย

สโมสรมิตรภาพวัฒนธรรมสากล

คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มอ.วิทยาเขต ปัตตานี

ผู้รับผิดชอบโครงการ

                สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม




บทความ

คำฉันท์ (๘)
คำฉันท์ (๗)
คำฉันท์ (๖)
คำฉันท์ (5)
คำฉันท์ (4)
คำฉันท์ (3)
คำฉันท์ (2)
ชื่อวรรณคดีที่ควรรู้จัก (เพิ่มเติม)
คำฉันท์ (1)
ฉากรบใน “ดาหลัง”
กลอนคนฝรั่งเขียน
กลอนบรรยายเมืองสิงห์บุรี เมื่อ พ.ศ 2466
ท้องถิ่นกับอาเซียน...จุดเชื่อมที่ยังต้องค้นหา
วันภาษาไทย? บางปัญหาที่น่าแลกเปลี่ยนทัศนะ
กลอนไหว้ครูโนห์ราชาตรี
ข้อเสียของวิชาประวัติศาสตร์
พระราชนิพนธ์แปลสามเรื่อง
การส่งเสริมและข้อจำกัดของวรรณกรรมมุสลิม
สุนทรคึก เขียนถึง สุนทรภู่ (1) ตามรอยคึกฤทธิ์
กลอนคนฝรั่งเขียน
50 ปีสมาคมนักกลอนฯ กับการก้าวสู่เวทีสากล
สารลึบพะสูน: วรรณคดีลุ่มน้ำโขงที่ไม่โปร่งใส
เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา
สุภาษิตโบราณ
ง่ายและงามอย่างลาว
การเมืองในกวีของ “คุณพุ่ม”
ตำนานการสร้างโลกของชาวจ้วง
เวียงจัน 450 ปี
วันภาษาไทยฯ ที่ราชภัฏมหาสารคาม
แม่น้ำท่าจีนกำลังจะตาย
ย้อนรอยวัฒนธรรมลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา
นครปฐมและพระปฐมเจดีย์ในวรรณคดีนิราศ
ตามรอยภาษาศาสตร์ภาษากะเหรี่ยงบ้านไร่
ชาตินิยมสยาม และชาตินิยมไทย กับกรณีปราสาทเขาพระวิหารมรดกโลก
จัดอันดับความนิยมของบทความในเว็บสมาคมฯ
ตำนานนิทานพื้นบ้าน กำเนิดแม่น้ำโขง "ยักษ์สะลึคึ"
เอกสารวิชาการ ร่องรอยกาลเวลา หัวข้อ "ศิลปะ เพลง ดนตรี กวี" วังสะพุง, เลย
มุทิตาบูชาครูวันสุนทรภู่ที่ราชภัฏมหาสารคาม
สัมพันธ์ไทย – จีน (จ้วง) เครือญาติชาติภาษา
ตามล่าหารัก
แม่น้ำโขง โลกร้อน หรือเพราะจีนปิดเขื่อนกั้นน้ำ
The Ides of March และ “โภชนสติ” จาก ป๋วย อึ๊งภากรณ์
มองรูป-เสียงกลอน (ว่าด้วยเสียงตรี วรรค ๒) ผ่าน อังคาร กัลยาณพงศ์ (๒) article
200 ปี เอบราแฮม ลิงคอล์น: “บ้านที่แตกแยกกันเอง ไม่อาจตั้งอยู่ได้”
มองรูป-เสียงกลอน (ว่าด้วยเสียงตรี วรรค ๒) ผ่าน อังคาร กัลยาณพงศ์
ที่เรียกว่า วัฒนธรรม และคำว่า ภาษา
ของ-โขง จิตวิญญาณแห่งสายน้ำ
โคลงห้าพัฒนา ของ "จิตร ภูมิศักดิ์"
ประชาภิวัฒน์(ไทยกับอาเซียน)
วันสารทไทย
สุนทรภู่-ครูมีแขก จากโซนาต้าถึงเพลงทยอยเดี่ยว
สังคม"ทันสมัย" แต่ไร้สมอง
มะเมี๊ยะเป็นสาวมอญ
บรูซแกสตันไว้อาลัยละมูล
รากเหง้าความศักดิ์สิทธิ์ของกวีนิพนธ์ไทย
บทสัมภาษณ์ กวีรากหญ้า
ความเชื่อ
ทำไม
ร่องรอยกาลเวลา
โขงนที เพลงกวี ดนตรีชีวิต
ประชาชนในชาตินิยม
รักสามเศร้า ที่แหลมมลายู
ความหมายทางวัฒนธรรม
เที่ยว 9 วัดศักดิ์สิทธิ์ ไหว้พระทำบุญปีใหม่ สไตล์ "สุจิตต์ วงษ์เทศ"
ปาฐกถาช่างวรรณกรรม
รัฐบุรุษ
หนึ่งคนสองวัฒนธรรม
สุนทรภู่ ต่อต้านสงครามล่าเมืองขึ้น
วัฒนธรรม เปลี่ยน...ซีไรต์ก็เปลี่ยน
สยามเมืองยิ้ม
ปราสาทเขาพระวิหาร
เสภาเรื่องพระราชพงศาวดาร ของสุนทรภู่
ตะเกียงเจ้าพายุ
ต้นแบบ"กลอนสุนทรภู่"
สุนทรภู่ "ความรู้ใหม่" โยงใย "ความรู้เก่า"
จากร้อยกรอง สู่บทกวีมีทำนอง
รามายณะ (รามเกียรติ์) เล่าใหม่
พายุนาร์กีสหรืออคติในใจไทยที่ทำร้ายคนพม่า?
เห่ช้าพญาหงส์
การเทครัวในประวัติศาสตร์อุษาคเนย์
เมืองร้อยเอ็ดประตู
พล นิกร กิมหงวน
ภูมิประเทศอีสาน ไม่มีในประวัติศาสตร์ไทย
มิตาเกะ
เค้าขวัญวรรณกรรม
เรือพระราชพิธี
The Secret
โลกดนตรี
ลมปากที่ไร้มารยา
คำกวี เส้น สี และแสงเงา
ยิ่งกระจะยิ่งกระจ่างอยู่กลางใจ
วรรคทอง
การะเกด
ในวรรณคดีมีกลอน (หรือ) เปล่า...?
ในวรรณคดีก็มีกลอนเปล่า
โล้ชิงช้า ประเพณีประดิษฐ์ใหม่ของพราหมณ์สยาม
เพลงลูกทุ่งมาจากไหน?
สนุกเล่นแต่เป็นจริง
ครูแจ้งวัดระฆัง สร้างสำนวนขุนช้างขุนแผน แสนสยอง ...
ชาติพันธุ์สุวรรณภูมิ
อยากได้ความรู้ไปหมู่บ้าน อยากได้ปริญญาไปมหาวิทยาลัย
อัจฉริยะรอบโลก กับ I see U มติชน 30 ปี
มรดกภาษา
เขาพระวิหาร: "มรดกโลก" ของกัมพูชา
สุนทรภู่:ในช่วงแผ่นดินพระนั่งเกล้า
สุนทรภู่ มหากวีกระฏุมพี
ข้อมูลนิราศเมืองสุพรรณ
กรุงเทพฯ "พื้นที่ทางวัฒนธรรม"
บางกอก
มาตุภูมิ กับ ชาติภูมิ
กวีปฎิวัติ article
ปริศนาพาสนุก article
สิทธิชุมชน - สนั่น ชูสกุล article
กราบกลอนด้วยกลอนครู article
ร่าย – โคลงในโองการแช่งน้ำฉันทลักษณ์จากสองฝั่งโขง article
กาพย์ยานี : ตำนานฉันทลักษณ์กับหลักการใหม่ article
เส้นทางรัก ขุนแผนและนางพิม จากสุพรรณมาเมืองพิจิตร article
กลอนบทละคร article
กวีอมตะอยู่ที่ผลงาน article
๓๕ เดนตายใน ขุนช้าง ขุนแผน article
จากปากแพรกถึงท่าดินแดง article
แม่น้ำโขง แม่น้ำแห่งอุษาคเนย์ : เชียงรุ่ง1-2 article
เถาอัญชัญ article
พลังลาว article
เวตาลเป็นใคร article
อ้อมอกแม่อิง article
สนิมในวรรณคดี article
เรื่องเล่าของสาย article
สวัสดีปี ใหม่ ๒๕๕๐ article
รายงานวรรณกรรม article
ตลาดวิชาและบางสิ่งที่มองข้าม article
รู้สึก นึก คิด เขียน article



bulletผลร้อยกรองออนไลน์ 2558
dot
ประกวดร้อยกรองออนไลน์ครั้งที่ 7
dot
bulletข้อมูลการประกวดครั้งที่ 7, 2557
bulletผังร้อยกรอง
bulletอ่านโคลงประกวด 2557
bulletอ่านกลอนประกวด 2557
bulletอ่านกาพย์ยานีประกวด 2557
bulletผลการประกวดร้อยกรอง ปี 2557
dot
ข่าวสาร ข้อมูลสมาคม
dot
bulletกรรมการสมาคมสมัยที่ ๑๕-๑๖
bulletนายกสมาคมสมัยที่ ๑๗
bulletติดต่อนายกสมาคมนักกลอน
bulletติดต่อฝ่ายดูแลส่วนต่างๆ
bulletสมัครสมาชิกสมาคมนักกลอน
bulletนักกลอนตัวอย่าง ๒๕๕๓
dot
หัวข้อน่าสนใจ
dot
bulletรวมลิ้งค์เว็บไซต์น่าสนใจ
bulletส่งบทสักวา น.ส.พ. สยามรัฐ
bulletวารสารวิทยาจารย์ รับต้นฉบับ
bulletส่งข้อเขียนครูในดวงใจ
dot
แนะนำหนังสือ
dot
bulletหน้ารวมหนังสือ
bulletคู่มือเรียนเขียนกลอน
bulletกาสรคำฉันท์ - สมคิด สิงสง
bulletหนังสือสุรินทร์สโมสร
bulletฝากโลกนี้ไว้ในหัวใจเธอ - กอนกูย
bulletเลือน - อติภพ
bulletธาร ธรรมโฆษณ์
bulletนายทิวา
bulletกลอนเกียรติยศ
bulletอ้อมกอดแห่งท้องทุ่ง
bulletทองแถม นาถจำนง
bulletพงศาวดารพิภพ
bulletโป๊ยเซียน คะนองฤทธิ์
dot
โครงการประกวดต่างๆ
dot
bulletนายอินทร์อะวอร์ด ๒๕๕๖
bulletประกวดรางวัลซีไรท์ปี ๒๕๕๖
bulletรางวัลพานแว่นฟ้า ปี ๒๕๕๖
bulletรางวัลวรรณกรรมรามคำแหง ๒๕๕๖
dot
ผลตัดสินรางวัลต่างๆ
dot
bulletรางวัลศรีบูรพา ๒๕๕๖
bulletผลรางวัลซีไรต์ ๒๕๕๗
bulletผลเซเว่นบุ๊คอวอร์ด ๒๕๕๗
bulletผลรางวัลแว่นแก้ว ๗ (๒๕๕๓)
bulletผลกลอนวิถีคนกับควาย
bulletผลร้อยกรอง “ผมจะเป็นคนดี”
bulletรางวัลนราธิป ๒๕๕๓
bulletนักเขียนอมตะ คนที่ ๖ (๒๕๕๕)
bulletนักเขียนรางวัลศรีบูรพา ๒๕๕๖
bulletศิลปินมรดกอีสาน ๒๕๕๔
bulletผลรางวัลพานแว่นฟ้า ๒๕๕๕
bulletผลรางวัลรามคำแหง ๒๕๕๖
bulletศิลปินแห่งชาติ ๒๕๕๕
bulletผลประกวดหนังสือ ชีวิตใหม่ 2
dot
ข่าวคราวของลมหายใจ
dot
dot
Weblink
dot
bulletอ่านกลอนประกวด 2556

หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก
สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย
ศูนย์ให้คำปรึกษาปัญหาภาษาไทย มศว
เว็บรวมกระทู้ อาศรมชาวโคลง ใน pantip.com
หนังสืออีศาน


Copyright © 2010 All Rights Reserved.
ติดต่อ นายกสมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย ทองแถม นาถจำนง
โทรศัพท์ ๐๘๙-๑๒๓๔๗๕๔ อีเมล์ tongtham.n@hotmail.com

สำนักพิมพ์แม่โพสพ