ReadyPlanet.com
dot dot
นักกลอนตัวอย่างของสมาคมนักกลอนฯ ๒๕๕๓ article

 สมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย

ตามที่สมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย ได้กำหนดให้มีโครงการคัดเลือกผู้สมควรแก่การยกย่องประกาศเกียรติคุณเป็น นักกลอนตัวอย่าง และ นักกลอนดีเด่น จาก 7 ภูมิภาค เนื่องในโอกาส วันนักกลอน ประจำปีพุทธศักราช 2553
  บัดนี้คณะกรรมการสมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินการคัดเลือกเสร็จสิ้นแล้ว
 ผู้ที่สมควรได้รับการประกาศเกียรติคุณมีรายนามดังต่อไปนี้
 
               
นักกลอนตัวอย่างสมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย
นายสถาพร ศรีสัจจัง (นามปากกาพนม นันทพฤกษ์)
นักกลอนดีเด่น ภาคกรุงเทพฯและปริมณฑล
นายสันติ ชนะเลิศ (นามปากกา สันติธรรม)
นักกลอนดีเด่น ภาคกลาง
นายสิทธิชัย เรือแก้ว
นักกลอนดีเด่น ภาคเหนือ
นายสมหวัง แก้วบท
นักกลอนดีเด่น ภาคตะวันออก
นายอำนวย ชำนาญ (นามปากกา ก่องแก้ว กวีวรรณ)
นักกลอนดีเด่น ภาคตะวันตก  
นายบุรินทร์ ชินธเนศ (นามปากกา เตือนจิตต์ นวตรังค์)
นักกลอนดีเด่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
นายสมคิด สิงสง
                นักกลอนดีเด่น ภาคใต้
                นายอารมณ์ โจมฤทธิ์ (นามปากกา คมน์ เมืองนคร)
                ซึ่ง พิธีมอบรางวัลจะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ในเวลา 15.00 - 16.00 น.ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพมาหนคร โดยมี นายสมชาย เสียงหลาย ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลดังกล่าว จึงขอความอนุเคราะห์สื่อมวลชนเผยแพร่ข่าวาสารประชาสัมพันธ์มา ณ โอกาสนี้
   
 นายยุทธ โตอดิเทพย์
นายกสมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย

สถาพร ศีสัจจัง (พนม นันทพฤกษ์)
นักกลอนตัวอย่าง ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๓
สถาพร ศรีสัจจัง หรือ พนม นันทพฤกษ์(นามปากกา) เป็นศิลปินจากภาคใต้ เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญทั้งวรรณศิลป์และบทบาททางสังคมมาตลอดเวลาที่ยาวนานคนหนึ่ง
เกิดที่พัทลุง เป็นกวีและนักเขียนที่สร้างสรรค์ผลงานหลายประเภททั้งเรื่องสั้น บทกวี และนวนิยาย เนื้อหางานเขียนของ ‘พนม นันทพฤกษ์’ พุ่งเข้าหาชีวิตปุถุชน เน้นความเป็นไปของสังคม โดยเฉพาะกวีนิพนธ์ล้วนเสนอแง่มุมจากการเพ่งเข้าไปในชีวิต สังคมและปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในเวิ้งจักรวาล
                เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กวีรัตนโกสินทร์เคยกล่าวว่า "ความสำคัญในกาพย์กลอนของ พนม นันทพฤกษ์ นั้นยิ่งใหญ่ในด้านความเป็นผู้นำที่ยังคงอิทธิพลให้กับคนเขียนกวีรุ่นใหม่ในปัจจุบัน เขาเป็นกวีแห่งยุคผู้เป็น ต้นแบบ ที่น่าศึกษา และน่าภาคภูมิคนหนึ่งของแผ่นดิน" (จากปกหลังรวมบทกวี "ทะเล ป่าภู และเพิงพัก" ของ พนม นันทพฤกษ์ สำนักพิมพ์มิ่งมิตร พ.ศ.๒๕๔๑)
ผลงานหลายเรื่องของอาจารย์สถาพรได้รับรางวัลและการแปลเป็นภาษาต่างประเทศ เช่น เรื่องสั้นเรื่อง คลื่นหัวเดิ่ง นวนิยายเรื่อง เด็กชายชาวเล ฯ
อาจารย์สถาพร ศรีสัจจัง เป็นพี่ใหญ่ที่เคารพนับถือของนักเขียนภาคใต้ ทั้งกลุ่มนาคร กลุ่มคลื่นใหม่ และกลุ่มเยาวชนหนุ่มสาวรุ่นต่อๆ มา เป็นบรรณาธิการที่อภิปรายหน้าบทและเก็บแผงแหลงใต้ ในหน้าวารสาร “ทักษิณคดีศึกษา” ของสถาบันทักษิณคดีศึกษา มหาวิทยาลัยทักษิณ และเคยแวะทักทายนักอ่านในคอลัมน์ "หมื่นส้อง" ของหนังสือพิมพ์ออนไลน์ "โฟกัสภาคใต้" อยู่ช่วงหนึ่ง
ประวัติชีวิต การศึกษา และกาละแห่งการงาน :
สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ บันทึกว่า สถาพร ศรีสัจจัง หรือนามแฝงว่า พนม นันทพฤกษ์ เป็นกวี /นักเขียน ชาวพัทลุง เกิดเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2493 ที่บ้านน้ำเลือด ตำบลท่ามิหรำ อำเภอเมืองพัทลุง เป็นบุตรนายกระจ่าง นางเล็ก ศรีสัจจัง
เริ่มเรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดควนนิมิตร อำเภอเมืองพัทลุง จนจบชั้นประถมปีที่ 4 จึงติดตามบิดาซึ่งรับราชการไปเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่โรงเรียนกันตัง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง จนจบชั้นประถมปีที่ 7
สอบเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่โรงเรียนวิเชียรมาตุ อำเภอเมืองตรัง จนจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 
สอบเข้าเรียนต่อในแผนกศิลป์ที่โรงเรียนสภาราชินี จังหวัดตรัง จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และเป็นรุ่นพี่ของกวีซีไรท์ จิระนันท์ พิตรปรีชา
สอบเข้าเรียนต่อคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสำเร็จการศึกษาศิลปศาสตร์ สาขาภาษาไทย ในปี พ.ศ.2515 จบศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต (ไทยคดีศึกษา) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สงขลา ในปี พ.ศ.2533
อาจารย์สถาพร เริ่มสนใจการอ่านและการเขียนหนังสือมาตั้งแต่เรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยเริ่มต้นเขียนกลอน มูลเหตุส่วนหนึ่งเนื่องจากสมัยเด็กอาศัยอยู่กับย่า และย่ามักจะเล่าและท่องวรรณกรรมพื้นบ้าน เช่น เรื่องพระรถเมรี เรื่องพระสุธน-นางมโนราห์ ฯลฯ ให้ฟังอยู่เสมอ และเมื่อไปเรียนหนังสือที่จังหวัดตรัง ได้อยู่บ้านเดียวร่วมกับนักกลอนที่มีชื่อเสียงในยุคนั้นคือ ประพนธ์ เรืองณรงค์ ประสิทธิ์ ฤทธาภิรมย์, และจำลอง ศรีสัจจัง ผู้เป็นพี่ชาย    
เคยได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวดคำกลอนระดับจังหวัด ประกวดคำฉันท์ และเรื่องสั้น มาตั้งแต่ยังเรียนชั้นมัธยม มีผลงานตีพิมพ์สู่สาธารณะครั้งแรกที่ “สตรีสาร” ในคอลัมน์ศาลากวี และเรื่องสั้นเรื่องแรกตีพิมพ์ใน “ชัยพฤกษ์” ราวปี พ.ศ. 2509 – 2510
                สมัยเรียนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมของชมรมวรรณศิลป์ มีผลงานตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ในหนังสือ ม.ช. สัมพันธ์, ทองกวาว และหนังสืออื่น ๆ ที่ออกเผยแพร่ในมหาวิทยาลัยอย่างสม่ำเสมอ 
มีบทกลอนเด่น ชื่อ นิยายพื้นเมืองกรุงสยาม ซึ่งแบ่งเนื้อหาเป็น ๖ องก์ คือ องก์หนึ่ง บทนำขลุ่ย องก์สอง เพลงขลุ่ยทอด ฤ ร่าน ท่วมแล้ว อยุธยา องก์สาม องค์สี่ องค์ห้า มหาวิทยาลัย องก์หก ดั้นเพลงลา บทกลอนนี้แสดงความคิดที่มีต่อการใช้ชีวิตของนักศึกษาปัญญาชนในรั้วมหาวิทยาลัยในตอนนั้น ดังเช่นตอนหนึ่งว่า
“เด็กอนุบาลผู้ใหญ่ที่นั้น                                         ทั้งหญิงชายเฉิดฉันท์แฉล้ม
แต่งตัวยั่วกามกันวามแวม                     ฝึกเดินแต้มความพินาศให้ชาติไทย
มีเพียงความกลัวทั่วห้องจิต                  ซึ่งผู้ใหญ่ผลิตเบ้าไว้ให้
ไม่มีความนึกคิดติดหัวใจ                                      หวังเพียงใบปริญญาอาชีพงาม
จึ่งที่นี้ไม่มีอะไรให้ชาติ                                          นอกจากผลิตเศษกระดาษให้เกลื่อนสยาม
เป็นโรงเรียนฝึกอาชีพทรามทราม                         ที่ฝึกความดักดานให้ครองเมือง
เมื่อขึ้นชั้นปี 2 เข้าร่วมกลุ่มเพื่อนสนิทที่สนใจปัญหาทางการเมือง และเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่ม วลัญชทัศน์ ซึ่งแปลว่า มองหาช่องทาง เป็นกลุ่มนักศึกษาที่มีบทบาทในการเคลื่อนไหว ทางการเมืองในยุคแสวงหาหรือยุคฉันจึงมาหาความหมาย เช่นเดียวกับนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยส่วนกลาง    
                กลุ่มวลัญชทัศน์ ออกหนังสือหลายเล่ม แต่เล่มที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด คือ วลัญชทัศน์ ฉบับ ภัยเขียว ในหนังสือเล่มนี้ อาจารย์สถาพร เขียนงานร้อยแก้วชื่อ “โศลกมืดจากจากภูเขาบรรทัด” บอกเล่าเด็กชายที่พ่อถูกฆ่าตาย สะท้อนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย โดยเฉพาะท้องถิ่นภาคใต้แถบเทือกเขาบรรทัด ที่ฝ่ายอำนาจรัฐปราบปรามเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์อย่างทารุณ งานเขียนชิ้นนี้ทำให้อาจารย์สถาพรถูกสอบสวนและเกือบทำให้ถูกลบชื่อจากสถาบันการศึกษา
ในปี พ.ศ. 2513 ร่วมกับเพื่อนที่เป็นนักเขียนพิมพ์หนังสือ เจ้าชื่อทองกวาว หนังสือรวมเรื่องสั้นและบทกวี หนังสือรวมผลงานเล่มแรกประสบความสำเร็จไม่น้อย ทำให้ทำให้ตีพิมพ์ต่อจากงานเล่มแรก เป็น เจ้าชื่อทองกวาวขบวนสอง ใช้ชื่อปกว่า ต้องฝนยามแล้ง นายสถาพร ศรีสัจจัง มีงานกวีนิพนธ์ 3 เรื่อง คือ สังคีตแห่งเทวาลัย เธอกับฉันอยู่ในประเทศไทย และ ดอกไม้หมา ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนบทนำให้ชื่อว่า “คนหนุ่มเหล่านั้นกับเมืองไทย” ดร.นิธิเขียนถึง อาจารย์สถาพร ศรีสัจจัง ไว้ว่า “คนที่ต้องยกเว้นสำหรับคำวิจารณ์ตอนนี้คือ สถาพร ศรีสัจจัง ข้าพเจ้าคิดว่า เขาไปไกลที่สุดจากงาน เจ้าชื่อทองกวาว กับงานที่ปรากฏในเล่มนี้ ทั้งในด้านเนื้อหา วิธีการ ความจริงใจ…”
                เมื่อจบการศึกษาปริญญาตรีในปี พ.ศ. 2515 อาจารย์สถาพร ศรีสัจจัง ทำงานกับมูลนิธิโกมล คีมทอง และเขียนงานอย่างสม่ำเสมอทั้งเรื่องสั้นและกวีนิพนธ์
กลางปี พ.ศ. 2516 เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง และเป็น 1 ใน 100 คนที่ลงชื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญ อันเป็นเหตุให้เกิดวิกฤติการณ์ 14 ตุลา 16
                ต้นปี พ.ศ.2517 เดินเข้ากรุงเทพฯ และเข้าทำงานประจำเป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์ และหัวหน้ากองบรรณาธิการนิตยสารปุถุชน ซึ่งมีวินัย อุกฤษณ์ (วารี วายุ) เป็นบรรณาธิการบริหาร และได้เขียนเรื่องสั้น นกพญาไฟ ตีพิมพ์ใน สังคมศาสตร์ปริทัศน์ จนได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเรื่องสั้นที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ยังมีเรื่องสั้นและบทกวีอีกหลายเรื่องเรื่องสั้น เช่น คนสั่นระฆัง , คนในนา , เกี่ยวกับวันเวลาและศัตรู , เหยื่อ , ก่อนไปสู่ภูเขา ,นาน้ำฟ้า ฯลฯ บทกวี เช่น สิบสี่เดือนตุลา วันมหาประชาชัย , กู่ขาน วีรชน , สงครามประชาชน , คำประกาศขบถจากหมู่บ้านเคียวเกี่ยวดาวแห่งเทือกเขาผาเพ ฯลฯ
งานร้อยกรอง ชิ้นสำคัญในช่วงนี้คือ ลิลิตพัฒนา โองการประกาศฟ้า ซึ่งปรับเปลี่ยนจากโองการแช่งน้ำ ที่สาปแช่งผู้ที่ไม่จงรักภักดี มาเป็นประชาชนสาปแช่งชนชั้นปกครองที่ฉ้อฉล ลิลิตโองการประกาศฟ้า ใช้คำประพันธ์หลากชนิด ประกอบด้วยร่าย โคลงห้าพัฒนา โคลงสี่สุภาพ กาพย์ และฉันท์ กล่าวได้ว่าอาจารย์สถาพร ศรีสัจจัง